<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>57779</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2020 10:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2020 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คลัง”การันตีQ2เงินเข้าระบบ4แสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.พ.2563 นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับนักวิเคราะห์และนักลงทุน ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า นักลงทุน ผู้จัดการกองทุนรายใหญ่ ได้สอบถามถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล 3 เรื่อง คือ 1.สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน 2.มาตรการภาครัฐดูแลเศรษฐกิจในระยะสั้น และ 3.ผลจากการใช้มาตรการในระยะต่อไป โดยเฉพาะในประเด็นความล่าช้าของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่ใช้ขับเคลื่อนการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งได้ยืนยันไปว่าการเบิกจ่ายปี 2563 จะต้องได้ผลเร็วในระยะสั้น และปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจตามยุทธศาสตร์ระยะยาวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่ 3.2 ล้านล้านบาท ได้แจ้งให้นักลงทุนทราบว่า รัฐบาลมีเวลาใช้แค่ 6 เดือน โดยเฉพาะในส่วนงบลงทุน 6.4 แสนล้านบาท หรือประมาณ 20% ของงบประมาณรายจ่าย จะต้องเบิกจ่ายทันที ซึ่งสำนักงบประมาณแจ้งว่าได้ทำการบ้านแล้วมีงบลงทุน 3.5 แสนล้านบาทที่พร้อมเบิกจ่ายและมีผลทันที และอีก 9.6 หมื่นล้านบาท ที่พร้อมจะปล่อยออกไป รวมประมาณ 4 แสนล้านบาท ที่คาดว่าจะเริ่มเข้าสู่ระบบได้ภายในไตรมาส 2/2563
ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 2.4 แสนล้านบาท อยู่ระหว่างเตรียมการ จัดทำทีโออาร์ คาดว่าจะใช้เวลาอีก 45-50 วัน และเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบได้ในช่วงไตรมาส 3/2563 ส่วนการเบิกจ่ายงบประจำ จะต้องมีการออกมาตรการกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐ เร่งจัดประชุม สัมมนาเร็วขึ้น จากเดิมที่จะไปเร่งในช่วงปลายปี รวมทั้ง งบประมาณดูแลปัญหาภัยแล้ง ที่อยู่ระหว่างรอกระทรวงมหาดไทย ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ และเริ่มเบิกจ่ายงบช่วยเหลือได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เชื่อว่างบประมาณปี 2563 จะสามารถเบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่า 80% ภายใต้เวลาที่เหลืออย่างจำกัด 6 เดือน ซึ่งคาดว่าภายในไตรมาส 3/2563 จะเบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่า 70-77% ขณะเดียวกันก็ยังมีงบลงทุนจากรัฐวิสาหกิจอีก 3.5 แสนล้านบาท ที่จะเข้าสู่ระบบได้ทันที 1 แสนล้านบาทในเดือน มี.ค. นี้ ส่วนที่เหลือก็จะทำได้ไม่ต่ำกว่า 80% เช่นกัน&amp;rdquo; นายอุตตม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฃนายอุตตม กล่าวอีกว่า ได้แจ้งนักลงทุนว่าในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว รัฐบาลเตรียมออกมาตรการเพื่อดูแลผลกระทบทั้งในระยะสั้น คู่ขนานไปกับมาตรการดูแลโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะผลกระทบจากปัญหาไวรัสโคโรนา ที่จะต้องมีมาตรการดูแลภาคการท่องเที่ยว แต่จากการประเมิน ยังเชื่อว่าสถานการณ์จะกลับมาคลี่คลายได้ในเดือน มิ.ย.-ก.ค. 2563 &amp;nbsp;ระหว่างนี้ก็ต้องเตรียมความพร้อมไว้ เมื่อกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เศรษฐกิจไทยจะได้ฟื้นตัวได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ภาคตลาดทุนไม่ได้ต้องการมาตรการดูแลตลาดในระยะสั้นจากภาครัฐ เพราะพ้นจุดที่ต้องใช้มาตรการพยุงตลาดไปนานแล้ว ที่ต้องทำคือสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนในระยะสั้น ที่วันนี้มีความกังวลมากกเกินไป ทำให้ราคาหุ้นไม่สะท้อนปัจจัยระยะยาว ส่วนมาตรการระยะยาว ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนให้มีเม็ดเงินออมเข้าสู่ระบบตลาดทุนมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57779</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบปี 2563, ดร.อุตตม สาวนายน, เบิกจ่าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191126/image_big_5ddd3a90e25a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52394</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2019 12:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/12/2019 12:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่าใจร้อน&#039;บิ๊กตู่&#039;ย้ำปล่อยตามกระบวนการถ้าตัดสินกันเองหมดก็ไม่ต้องมีศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ธ.ค. 62 - เมื่อ‪เวลา 09.00 น.‬ที่โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 81&amp;nbsp; สายบางใหญ่ &amp;ndash; กาญจนบุรี จังหวัดนครปฐม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ตรวจเยี่ยมโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ฯ ระยะทางรวม 96 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑลกับภาคตะวันตก พร้อมเป็นประธานมอบเงินค่าเวนคืนที่ดินเพื่อเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนในโครงการฯดังกล่าวให้กับตัวแทนประชาชนจำนวน 10 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ขณะที่ ส.ส.นครปฐม อาทิ พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร พรรคประชาธิปัตย์ นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ พรรคชาติไทยพัฒนา นายปฐมพงศ์ สูญจันทร์ พรรคพลังประชารัฐ รวมถึง ส.ว.นครปฐม นายธานี อ่อนละเอียด พ.ต.อ.ยุทธกร วงเวียน และนายสมเดช นิลพันธุ์ เข้าร่วมงานด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ทุกคนต้องคิดตามรัฐบาล อย่ามัวไปวิ่งไล่ตามผม หรือไม่ต้องมาไล่ผมหรอก ขอให้ไล่ตามว่าผมพูดอะไร คิดอย่างไร เพราะวันนี้ทุกคนต้องรวมพลัง มีความรัก ความสามัคคี คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมก่อนประโยชน์ส่วนตน แล้วจะได้ทุกอย่าง ทั้งนี้ ถ้าจะให้เราเป็นรัฐบาลใจดี ตามใจมากๆ วันข้างหน้าเราจะกลายเป็นรัฐล้มเหลวทันที เพราะงบประมาณจะไม่เพียงพอ หนี้สาธารณะเพิ่ม ถ้าเราไม่พูดกัน ก็ไม่ทราบ จะมองว่ารัฐบาลเอาเงินไปทำอะไรหมด แล้วก็จะไปสู่เรื่องการทุจริต อย่างวันนี้ผมก็ขอให้จ่ายเงินชดเชยให้เร็วที่สุด ในเมื่อเงินมันมี ก็แจกให้มันเร็ว ไม่ใช่มัวไปนั่งรอตามกำหนด แต่ขอร้องว่าเมื่อได้เงินแล้วก็อย่ารีบใช้จนหมด แต่ต้องยอมรับว่าแต่ละคนได้รับเงินไม่เท่ากัน ซึ่งก็เป็นตามระบบของการค้าเสรี ใครมีเท่าไหร่ก็ได้เท่านั้น และใครผิดก็ว่ากันไปตามผิด อย่ามาใจร้อนกันทุกเรื่องไป ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่เขาทำงานกันบ้าง ถ้าตัดสินกันเองหมด ก็คงไม่ต้องมีศาล ไม่ต้องมีตำรวจ หรืออัยการ ต้องปล่อยให้กระบวนการเขาตัดสินกันออกมา แล้วทุกอย่างก็จะเรียบร้อยกันเองตามแนวปฏิบัติที่มีอยู่แล้ว&amp;quot; นายกฯกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วันนี้ดีใจที่ได้มาเจอกัน จะได้พูดตรงกัน เพราะบางครั้งเจอคนที่อยู่ในแวดวงการเมือง ก็พูดกันว่าบางเรื่องผมไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย วันนี้เราจะได้รู้พร้อมกัน และทุกอย่างที่ผมพูดไปมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน สามารถตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นในเว็บไซต์ไทยคู่ฟ้า หรือคำกล่าวของนายกฯ ทั้งหมด สามารถดูได้ว่า 5 ปีที่ผ่านมาผมพูดอะไรบ้าง และไม่มีอะไรบิดพลิ้วจากสิ่งที่พูด เพราะทุกอย่างผมได้ศึกษาและรัฐบาลก็นำไปปฏิบัติ แต่บางครั้งก็อาจจะตามผมไม่ทัน อย่างวันนี้ ทุกคนก็ต้องช่วยกันคิด ผมไม่ได้เก่งกว่าท่าน พวกท่านเก่งกว่าผมเยอะ หลายอย่างผมทำไม่ได้ แต่ผมสามารถจะบริหารให้ทุกคนได้ประโยชน์ได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯกล่าวว่า วันนี้เราต้องเป็นสังคมแห่งการพึ่งพาอาศัยต่อกัน ต้องมีความปรองดองซึ่งกันและกัน ลดความขัดแย้ง ลดความบิดเบือน ต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่สามฝ่ายได้ทำงาน ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลากร เพราะนี่คืออำนาจตามรัฐธรรมนูญของประชาชนทุกประการ และวันนี้ที่เดินทางมา และนั่งอยู่ในที่นี่ก็มาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งสิ้น ขอร้องว่าอย่าให้เสียเวลากันอีกต่อไปเลย อย่าปล่อยให้ทุกอย่างล้าช้าออกไปอีก ถ้ายังวุ่นวาย แล้วเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลไม่มีอีก แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างก็ต้องหยุดหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันนี้แค่รายจ่ายงบประมาณปี 2563 ก็ยังไม่ออก ทำให้การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลช้าไปอีกหลายเดือน เงินก็ไม่ไหลลงมา โครงการต่างๆ ก็เกิดขึ้นไม่ได้ แรงงานก็ไม่ออก ค่าจ้างก็ต้องหยุดหมดทุกอัน นี่คือปัญหาความล่าช้าของพ.ร.บ.งบปีงบประมาณ 2563 อีกทั้ง ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเตรียมการงบประมาณปี 2564 แล้วยังจะมีความเคลื่อนไหว ให้มีการยกเลิกงบประมาณเข้าไปอีก ให้รัฐบาลไปๆ เสีย ซึ่งผมคิดว่ามันยังไม่ถึงเวลา ขอให้ทำงานทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อน วันนี้รัฐบาลเพิ่งเข้ามา 4-5 เดือนเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องดูกันว่า ปัญหามันอยู่ตรงไหน มันอยู่ที่ทุกคน ที่จะต้องช่วยกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า นายกฯอยากมาทำความเข้าใจกับพวกเราตรงนี้ รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ที่มาด้วยรู้จักกันอยู่แล้ว ให้เกียรติกัน และตนก็ให้เกียรติกับทุกคน ซึ่งอยากให้ทุกคนมุ่งมั่นทำความดี วันนี้เราต้องเริ่มสร้างอนาคตให้คนรุ่นหลังของเรา สัญญากับตนได้หรือไม่ว่าจะทำไปด้วยกัน ต้องขอบคุณทุกภาคส่วน และในส่วนของภาครัฐอย่าลืม พลเรือน ตำรวจ ทหาร ทำหน้าที่ของท่านให้ดีที่สุดในช่วงนี้ ตนมาพูดกับประชาชนให้เขาให้ความร่วมมือ พวกท่านก็ต้องทำงานให้สมศักดิ์ศรี แม้เงินเดือนไม่มาก ก็ต้องทำเพราะเลือกอาชีพนี้มาแล้ว ไม่ต้องโอดว่ารายได้น้อย ตอนนั้นทำไมตัดสินใจมาทำอาชีพนี้ ตนก็ไม่เข้าใจ ตนเองก็เป็นอย่างนั้น แต่คิดว่าเงินเดือนเท่าไหร่ก็อยู่ได้ และอยู่ได้มาตลอด เราไม่ต้องไปไขว่คว้าอะไร ขอแค่ทำความดี ทุกคนต้องใช้เวลาในการสร้างความเข้มแข็ง แม้แต่ผู้สูงอายุก็ต้องเตรียมการ อย่ามองแค่เกษียณอายุแล้วต้องมีเงิน 5ล้าน 10 ล้าน 20 ล้าน ทั้งๆที่เงินเดือนน้อย แล้วจะหาเงินจากที่ไหน ก็ทุจริตเท่านั้นเอง นั่นคือสิ่งที่คิดผิดทั้งหมด รัฐบาลมีหน้าที่บริหารให้อยู่อย่างพอเพียงตามแนวทางพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากนี้ไปใครมีอะไรก็ถามว่า ผ่านช่องทางศูนย์ดำรงธรรม ทุกวันนี้ผมทำเต็มที่อยู่แล้ว ทำให้ทุกวันใน5ปีที่ผ่านมา ตอนนี้เข้าปีที่6แล้ว หลายอย่างอาจจะมองว่าไม่ดีขึ้น เป็นเพราะท่านไม่ได้มองในภาพรวม นั่นคือโอกาสที่เกิดขึ้น ถนน เส้นทางรถไฟ ทั้งทางน้ำทางบกเกิดขึ้นเยอะแยะ แต่อาจไม่เกิดในพื้นที่ของท่าน แต่จะสร้างประโยชน์จากคนอื่นมาถึงท่าน หรือจากท่านไปถึงคนอื่น&amp;quot; นายกฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ขอบคุณกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ที่มุ่งมั่นก่อสร้าง ขอให้ทุกภาคส่วนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และส.ส.ในพื้นที่ ภาคธุรกิจต่างๆ อบต. อบจ. ส่วนนี้ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวก็เลือกตั้งอยู่แล้ว เลือกให้ดีก็แล้วกัน ทุกอย่างถ้ามันดีก็ไม่มีอะไรยุ่งยากต้องทำให้ดี ให้ได้คนมีคุณภาพ ที่สำคัญต้องระวังข้อกฎหมายด้วย และขอให้ทุกคนมุ่งมั่นการทำงานอย่างจริงจัง เกิดผลลัพธ์มีประสิทธิภาพกับประชาชน และขออวยพรให้มีความสุขเนื่องในวันปีใหม่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น นายกฯได้เดินทักทายประชาชนและข้าราชการที่มาร่วมงาน พร้อมถ่ายภาพเซลฟี่อย่างเป็นกันเอง ทั้งนี้ ก่อนขึ้นรถเดินทางกลับ ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวนายพีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จะมาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่เคยได้ยินข่าวนี้ เมื่อถามอีกว่า คุณสมบัติความรู้ความสามารถของนายพีระพันธุ์ สามารถเป็นที่ปรึกษาได้หรือไม่ นายกฯ เลี่ยงที่ตอบคำถาม โดยบอกว่า ก็ว่ากันไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52394</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบปี 2563, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วิ่งไล่ลุง, โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191213/image_big_5df31b29983ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44955</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เยอะ!ขอเกินกรอบงบฯ63 ‘ครม.’ตีกลับไปทำมาใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครม.โยนส่วนราชการเกลี่ยขอใช้งบปี 2563 หลังพบคำขอสูงลิ่ว 5.09 ล้านล้านบาท จากกรอบงบประมาณรายจ่ายแค่ 3.2 ล้านล้านบาท &amp;ldquo;ศึกษาธิการ-มหาดไทย&amp;rdquo; แชมป์ขอใช้เงินสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบตามที่สำนักงบประมาณรายงานเกี่ยวกับรายละเอียดคำขอ และจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2563 ให้เป็นไปตามแนวทางการจัดทำงบประมาณ โดยพบว่า ส่วนราชการได้ส่งคำของบประมาณทั้งสิ้น 5.09 ล้านล้านบาท จากกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ทั้งสิ้น 3.2 ล้านล้านบาท โดยเป็นงบกลาง 5.18 แสนล้านบาท พร้อมทั้งได้มอบหมายให้แต่ละกระทรวงและส่วนราชการทั้งหมด กลับไปปรับรายละเอียดแผนการใช้งบประมาณให้เหมาะสม โดยในเดือน ต.ค.2562 จะมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่าย 2563 ให้ ครม. พิจารณา และคาดว่าจะสามารถเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาได้ภายในปลายปีนี้ หรืออย่างช้าที่สุดในช่วงต้นปี 2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแนวทางการจัดทำงบประมาณ ให้คำนึงถึงประมาณการรายรับและฐานะทางการคลังของประเทศ ความจำเป็นในการดำเนินภารกิจเพื่อพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ นโยบายสำคัญของรัฐบาล ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ ความเป็นธรรมทางสังคม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณและเกิดผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการภาครัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผ่านกลไกบูรณาการ 3 มิติ ได้แก่ มิติกระทรวง/หน่วยงาน มิติบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ และมิติบูรณาการเชิงพื้นที่ โดยได้พิจารณาถึงความจำเป็น เร่งด่วน ความครอบคลุมทุกแหล่งเงิน ศักยภาพของหน่วยงาน ความพร้อมในการดำเนินงานและขีดความสามารถในการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อให้สามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างสมเหตุสมผล มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ ประกอบด้วย 7 ด้าน ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง วงเงิน 4.28 แสนล้านบาท คิดเป็น 13.4% ของงบประมาณรายจ่าย 2.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน วงเงิน 3.8 แสนล้านบาท คิดเป็น 11.8% ของงบประมาณรายจ่าย 3. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ วงเงิน 5.7 แสนล้านบาท คิดเป็น 17.9% ของงบประมาณรายจ่าย 4.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม วงเงิน 7.66 แสนล้านบาท คิดเป็น 23.9% ของงบประมาณรายจ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วงเงิน 1.18 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.7% ของงบประมาณรายจ่าย 6.ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ วงเงิน 5.04 แสนล้านบาท คิดเป็น 15.8% ของงบประมาณรายจ่าย และ 7. รายการค่าดำเนินการภาครัฐ วงเงิน 4.31 แสนล้านบาท คิดเป็น 13.5% ของงบประมาณรายจ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พบว่าส่วนราชการที่มีคำขอใช้งบประมาณสูงที่สุด ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ วงเงิน 3.68 แสนล้านบาท ตามมาด้วยกระทรวงมหาดไทย วงเงิน 3.53 แสนล้านบาท, กระทรวงการคลัง วงเงิน 2.49 แสนล้านบาท, กระทรวงกลาโหม วงเงิน 2.33 แสนล้านบาท, รายจ่ายทุนหมุนเวียน วงเงิน 1.89 แสนล้านบาท, กระทรวงคมนาคม วงเงิน 1.78 แสนล้านบาท, &amp;nbsp;รัฐวิสาหกิจ วงเงิน 1.56 แสนล้านบาท, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วงเงิน 1.4 แสนล้านบาท, กระทรวงสาธารณสุข วงเงิน 1.38 แสนล้านบาท และส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมของนายกรัฐมนตรี วงเงิน 1.32 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงสร้างงบประมาณปี 2563 พบว่า กรอบงบประมาณรายจ่ายอยู่ที่ 3.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 17.9% ต่อจีดีพี เพิ่มขึ้น 2 แสนล้านบาทจากปีก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยแบ่งเป็น งบรายจ่ายประจำ วงเงิน 2.39 ล้านล้านบาท คิดเป็น 74.8% ต่องบประมาณ เพิ่มขึ้น 1.19 แสนล้านบาทจากปีก่อน, รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 6.27 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.9% ต่องบประมาณ, รายจ่ายลงทุน วงเงิน 6.55 แสนล้านบาท คิดเป็น 20.5% ของงบประมาณ เพิ่มขึ้น 6.66 พันล้านบาทจากปีก่อน และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ วงเงิน 8.91 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 2.8% ของงบประมาณ เพิ่มขึ้น 1.09 หมื่นล้านบาทจากปีก่อน โดยคาดว่าจะมีรายได้ 2.73 ล้านล้านบาท คิดเป็น 15.3% ของจีดีพี เพิ่มขึ้น 1.81 แสนล้านบาทจากปีก่อน และเป็นวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 4.69 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.6% ต่อจีดีพี เพิ่มขึ้น 1.9 หมื่นล้านบาทจากปีก่อน โดยกรอบวงเงินกู้สูงสุดเพื่อชดเชยการขาดดุลตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ วงเงิน 7.11 แสนล้านบาท ภายใต้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ 17.83 ล้านล้านบาท.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44955</URL_LINK>
                <HASHTAG>5.09 ล้านล้านบาท, งบปี 2563, มหาดไทย, รอบงบประมาณรายจ่าย, ศึกษาธิการ, ส่วนราชการ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190903/image_big_5d6e82ac312f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
