<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100403</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 08:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 08:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;พิชัย&#039;หวั่นจัดงบฯ65 ถดถอยแนะตัดงบทหาร เพิ่มงบสาธารณสุขซื้อวัคซีนแก้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 เม.ย.64 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ตามที่ ครม. ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบหลักการ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ในวงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดงบประมาณแบบขาดดุล 7 แสนล้านบาท โดยมีหลายประเด็นที่น่ากังวลซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังถดถอยอย่างหนัก โดยงบประมาณปี 2565 นี้ ลดลงจากงบประมาณปี 2564 ถึง 185,962.5 ล้านบาท หรือลดลง 5.66% ซึ่งโดยปกติงบประมาณรายจ่ายของประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย ควรจะต้องเพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อรัฐบาลจะได้นำเงินไปพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยหลังวิกฤตการณ์ไวรัสโควิดยิ่งจะต้องการเงินทุนที่จะต้องฟื้นฟูประเทศเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น แต่กลับปรับลดงบประมาณลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ งบลงทุนในปี 2565 มีเพียง 624,399.9 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าการกู้เงินชดเชยการขาดดุล 700,000 ล้านบาท แสดงว่ารัฐบาลไม่ได้กู้เงินมาเพื่อลงทุนทั้งหมด แต่กู้มาเพื่อใช้จ่ายด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายของความถดถอย ปกติงบลงทุนจะต้องเท่ากับหรือมากกว่าเงินกู้ เพื่อประเทศจะได้มีรายได้จากการลงทุนในอนาคต การกู้มาใช้จ่ายก็มีแต่จะหมดไป ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เหมือนที่รัฐบาลกู้มาแจกเงินตอนนี้ แต่ไม่ได้สร้างธุรกิจใหม่เพื่อสร้างรายได้ในอนาคตก็มีแต่จะหมดไป อีกทั้งการประเมินรายได้ของรัฐในงบประมาณ 2565 อยู่ที่ 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาษีอากร อาจจะทำให้รัฐบาลเก็บรายได้ต่ำกว่าคาดประมาณมากได้ จากสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ รัฐบาลจะไม่สามารถเก็บภาษีอากรจากประชาชนและภาคธุรกิจตามที่คาดหมายได้ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลจะต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นอีกเพื่อโปะรายได้ที่จะขาด และจะทำให้รัฐบาลต้องกู้เงินมากกว่าการลงทุนเพิ่มขึ้นไปอีก หนี้สาธารณะของประเทศจะยิ่งเพิ่มขึ้นอีกมาก แต่ประเทศไม่ได้พัฒนา โดยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้ใช้งบประมาณแล้วประมาณ 24 ล้านล้านบาท แต่ประเทศไม่ได้ไปไหนเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สาเหตุที่รัฐบาลต้องจัดงบประมาณแบบถดถอยนี้มาจากความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจที่สั่งสมมาตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำมาก และมีการจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าการคาดประมาณมาตลอด อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการใช้จ่ายภาครัฐเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจเดียวที่เหลืออยู่เพราะเครื่องจักรอื่นดับหมดแล้ว แต่ก็มาถูกตัดงบประมาณอีก ทั้งนี้หากรัฐบาลสามารถบริหารเศรษฐกิจได้ดีเศรษฐกิจไทยจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเหมือนกับหลายๆประเทศที่จะฟื้นตัวได้สูงเช่น จีน (7-8%) เวียดนาม (6-7%) และ สหรัฐ {6.4%) เป็นต้น และจะสามารถจัดเก็บรายได้ได้สูงขึ้น ซึ่งจะไม่ต้องมาลดงบประมาณ หรือ กู้เงินเกินการลงทุนเพื่อมาใช้จ่ายเหมือนที่ไทยกำลังทำ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจตามมาอีกมาก&amp;quot;
&amp;nbsp;
นายพิชัย กล่าวอีกว่า นอกจากการนั้นแล้วในรายละเอียดงบประมาณยังมีหลายประเด็นที่ควรแก้ไข เช่น สำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดูแลรับผิดชอบเรื่องบัตรทอง ถูกปรับลดงบประมาณ 1,815 ล้านบาท ทั้งที่จะมีประชาชนเข้ามาใช้บัตรทองเพิ่มขึ้น 137,000 คน และ ด้วยสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิดอาจต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น อีกทั้ง งบประมาณกลาโหม แม้จะลดลง 11,000 บาท หรือ ลดลง 5.24% แต่ก็ยังลดน้อยไป เพราะไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากทางด้านนี้ในสภาวะเช่นนี้ และงบประมาณด้านกลาโหมในอดีตก็เพิ่มขึ้นทุกปีมามากแล้ว ดังนั้นจึงควรตัดงบประมาณกลาโหมลงอีกมาก และยกเลิกการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมด เพื่อนำเงินไปใช้ด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะการจัดหาวัคซืนเพื่อมากระจายฉีดให้กับประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้เปิดประเทศรับการท่องเที่ยวและเปิดรับการค้าการลงทุน ซึ่งจะทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น และรัฐบาลจะได้ไม่ต้องปรับลดงบประมาณอีก และ การกู้จะได้ใช้เพื่อการลงทุนไม่ใช่กู้มาใช้จ่ายเหมือนในปัจจุบัน ซึ่งจะกลายเป็นงูกินหางได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อยากให้พลเอกประยุทธ์ได้ศึกษาแนวทางของประเทศอื่นๆ ที่มีผู้นำที่ฉลาด รอบรู้และมีความชำนาญทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะพบว่าประเทศเหล่านี้จะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ใช้สถานการณ์วิกฤตไวรัสโควิดนี้ในการก้าวกระโดดเพื่อพัฒนาประเทศให้ทะยานไปข้างหน้า โดยผู้นำจีนคาดว่าจะพาประเทศจีนพัฒนาก้าวหน้าโดยมีจีดีพีแซงหน้าประเทศสหรัฐได้ภายใน 8 ปี ในขณะที่ผู้นำเวียดนามจะทำให้เศรษฐกิจเวียดนามขึ้นเป็นอันดับ 19 ของโลกในปี 2035 ซึ่งจะแซงไทยไปแล้ว ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่พัฒนาไปไหนเลย ภายใต้การบริหารของพลเอกประยุทธ์ที่มีแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีที่พิสูจน์แล้วว่าใช้การไม่ได้&amp;quot;นายพิชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100403</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบซื้ออาวุธ, งบประมาณปี65, งบลงทุน, นายพิชัย นริพทะพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605b3eaa9615d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14140</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2018 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2018 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “สมคิด” สั่งการจี้ 18 รัฐวิสาหกิจใหญ่ตะลุยเบิกจ่ายดันจีดีพี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สมคิด&amp;rdquo; สั่งการ 18 รัฐวิสาหกิจใหญ่ ตะลุยเบิกจ่ายงบลงทุน หวังเป็นเครื่องจักรสำคัญดันเศรษฐกิจไทยขยายตัวแรงถึง 5% ชู &amp;ldquo;ปตท.-กฟผ.-ประปา&amp;rdquo; แชมป์ลงทุนเก่ง พร้อมจี้ &amp;ldquo;รฟท.-ขสมก.-กสท.-ทีโทที-กยท.&amp;rdquo; เร่งลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมผู้บริหารรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ 18 แห่งที่มีวงเงินลงทุนสูง เพื่อติดตามความคืบหน้าการเบิกจ่ายงบลงทุน เนื่องจากมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับสูง ซึ่งการเบิกจ่ายภาพรวมของรัฐวิสาหกิจ 45 แห่ง ขยายตัวได้ดีกว่าช่วงเดียวกันที่ผ่านมา โดยรัฐวิสาหกิจที่เบิกจ่ายได้เกินเป้าหมาย ยังเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งเดิม ๆ เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ยังมีรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาเบิกจ่ายงบลงทุนล่าช้าเหมือนเดิม ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.), บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน), บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และการยาสูบแห่งประเทศไทย (กยท.) ซึ่งนายสมคิด ได้สั่งการให้รัฐวิสาหกิจดังกล่าวเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อให้การเบิกจ่ายงบลงทุนได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายไว้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเบิกจ่ายงบลงทุนของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้และ 3 ปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้การลงทุนของภาคเอกชนก็เริ่มขยายตัวได้ดีกว่า 2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงการส่งออกก็ขยายตัวได้ดี ทำให้กระทรวงการคลังคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 4.5%&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ หากทำได้สูงกว่าประมาณการ หรือเติบโตได้ถึง 5% ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะถือเป็นระดับที่เติบโตได้เต็มศักยภาพ และการที่ตัวเลขเศรษฐกิจขยายตัวได้สูงขึ้น จะเป็นผลดีกับเศรษฐกิจฐานราก ให้สามารถกระจายความมั่งคั่งลงไปสู่ฐานรากได้เร็วขึ้น ส่วนปัญหาเรื่องสงครามการค้าในโลกนั้น จนถึงขณะนี้ไทยก็ยังไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามชี้แจงว่าตัวเลขจีดีพีไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญ แต่ในช่วงก่อนหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น และได้มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรก ขยายตัวได้ 4.8% เทียบกับปีก่อนหน้าที่ขยายตัวได้เพียง 2-3% เท่านั้น พบว่าได้รับเสียงตอบรับจากนักลงทุนต่างประเทศต่างกับปีก่อน ๆ เยอะมาก ซึ่งการเติบโตดังกล่าวถือเป็นเครื่องสะท้อนว่าสิ่งที่รัฐบาลได้พยายามทำมาทั้งหมด เห็นผลแล้วจริง ๆ และนักลงทุนเหล่านั้นก็พร้อมที่จะเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นด้วย&amp;quot; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด กล่าวว่า การเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นเรื่องสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้สั่งการให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจทำงานให้หนัก โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ยังเบิกจ่ายล่าช้า ก็ให้เร่งแก้ไขให้ได้ภายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น รฟท. ที่ยังเบิกจ่ายต่ำเป้าหมาย ส่วน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ที่เบิกจ่ายล่าช้าในปีนี้ เชื่อว่าในปีหน้าจะมีการเบิกจ่ายได้เพิ่มมากขึ้น เพราะมีการลงทุนเพิ่มใน 4 สนามบิน ส่วนการเบิกจ่ายงบลงทุนของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ขณะนี้ทะลุเป้าหมายไปเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า กรอบการลงทุนของรัฐวิสาหกิจในปี 2561 ที่ สคร. กำกับดูแลสูงถึง 4.81 แสนล้านบาท มีการเบิกจ่ายงบลงทุนถึงเดือน มิ.ย. 2561 จำนวน &amp;nbsp;2.61 แสนล้านบาท คาดว่าการลงทุนของรัฐวิสาหกิจจะช่วยผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2561 ให้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14140</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบลงทุน, จีดีพี, รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, เร่งเบิกจ่าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180711/image_big_5b46256e98a76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7442</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2018 19:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2018 18:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฎหมายห้ามประชานิยม! ประกาศแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เม.ย.2561 - &amp;nbsp;ช่วงเย็นเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเล่ม 135 ตอนที่ 27 ก ได้เผยแพร่พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 เมษายนนี้ ซึ่งเนื้อหาของกฎหมายดังกล่าวมีทั้งสิ้น 87 มาตรา ซึ่งเหตุผลในการออกกฎหมายดังกล่าวระบุไว้ว่า โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพ และมั่นคงอย่างยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกรอบการดำเนินการทางการคลังและงบประมาณของรัฐ การกำหนดวินัยทางการคลัง&amp;nbsp;ด้านรายได้และรายจ่ายทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ การบริหารทรัพย์สินของรัฐและเงินคงคลังและการบริหารหนี้สาธารณะ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเนื้อหาของกฎหมายดังกล่าว นอกจากเรื่องของการรักษาวินัยการเงินการคลังแล้ว ที่น่าสนใจคือในมาตรา 9 ที่ระบุไว้ว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คณะรัฐมนตรีต้องรักษาวินัยในกิจการที่เกี่ยวกับเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัตินี้อย่างเคร่งครัดในการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายการคลัง การจัดทำงบประมาณ การจัดหารายได้ การใช้จ่าย การบริหารการเงินการคลัง และการก่อหนี้ คณะรัฐมนตรีต้องพิจารณาประโยชน์ที่รัฐหรือประชาชนจะได้รับ ความคุ้มค่า และภาระการเงินการคลังที่เกิดขึ้นแก่รัฐ รวมถึงความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างรอบคอบ คณะรัฐมนตรีต้องไม่บริหารราชการแผ่นดินโดยมุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นยังมีการกำหนดในการจัดทำงบประมาณที่น่าสนใจอีก คือ มาตรา 20 ที่กำหนดให้การการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีต้องมีหลักเกณฑ์ 1.งบประมาณรายจ่ายลงทุน ต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 20%ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และต้องไม่น้อยกว่าวงเงินส่วนที่ขาดดุลของงบประมาณประจำปีนั้น 2. งบประมาณรายจ่ายเกี่ยวกับบุคลากรของรัฐและสวัสดิการของบุคลากรของรัฐ ต้องตั้งไว้อย่างพอเพียง 3.งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐซึ่งเป็นหนี้สาธารณะที่กระทรวงการคลังกู้หรือค้ำประกัน ต้องตั้งเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายในการกู้เงินอย่างพอเพียง ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมนั้น กำหนดไว้ในมาตรา 21 ระบุว่า การจัดทำ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ให้กระทำ ได้เมื่อมีเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องใช้จ่ายเงินระหว่างปีงบประมาณ โดยไม่สามารถรองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณถัดไปได้ และให้ระบุที่มาของเงินที่จะใช้จ่ายตามงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมด้วย ส่วนงบกลางนั้นระบุว่า ให้ตั้งได้เฉพาะในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นที่ไม่อาจจัดสรรหรือไม่สมควรจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้แก่หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบได้โดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ยังในมาตรา 23 ยังให้มีการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายแก่หน่วยงานของรัฐสภา ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการ ให้เพียงพอกับการปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระ โดยต้องคำนึงถึงการดำเนินงาน รายได้ เงินนอกงบประมาณ และเงินอื่นใดที่หน่วยงานนั้นมีอยู่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รายละเอียดฉบับเต็มคลิกที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7442</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณ, งบประมาณรายจ่าย, งบลงทุน, ประชานิยม, พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ, หน่วยงานอิสระ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180122/image_big_5a65ddc9100a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
