<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78157</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2020 18:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 18:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุรินทร์ กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ &quot;ตลาดนำการผลิต&quot; จากวิสัยทัศน์ &quot;เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด&quot; นำกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเศรษฐกิจภายใต้ 3 สถานการณ์วิกฤติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ยุคใหม่สมัยนี้ต้องการคนที่ทำงานอย่างทุ่มเทหนักมากเพราะเราอยู่ภายใต้ 3 สถานการณ์วิกฤตระดับโลกนั่นคือค่าการค่าเงินบาทแข็งค่า สงครามการค้าและโรคระบาดโควิด-19 ดังนั้น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับทั้ง 3 สถานการณ์ และขณะนี้ก็ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนและภาคเกษตรเป็นอย่างดี ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต้องปรับตัวเพื่อรองรับการทำงานที่หนักมากกว่าเดิมหลายเท่าและเมื่อวันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2563 ณ โรงแรม เดอะ กรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา นายจุรินทร์ ได้ไปมอบนโยบายให้กรมการค้าภายในหน่วยงานหลักอีกหน่วยของกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องขับเคลื่อนนโยบายเกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด ภายใต้ยุทธศาสตร์ &amp;ldquo;ตลาดนำการผลิต&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า นายจุรินทร์ ต้องการให้ไทยเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สาคัญของโลก โดยในปี 2562 ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารอันดับที่ 11 ของโลกมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่ง ในตลาดโลกร้อยละ 2.51 และคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 16.5 ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทยและใน 5 เดือน แรกของปี 2563 มีสัดส่วนถึงร้อยละ 17.4 ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย โดยได้ตั้งเป้าหมาย 1 สร้าง 3 เพิ่ม คือ สร้างประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่ม GDP ประเทศ และเพิ่มรายได้เกษตรกรและผู้ประกอบการทุกระดับ และมีพันธกิจร่วม 4 ด้านคือสร้าง Single Big Data สนับสนุนข้อมูลราคา ความต้องการสินค้า แนวโน้มด้านการตลาด ต่อยอดจากศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agricultural Big Data Center : NABC) ใน 5 รายการสินค้า หลัก (ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ามัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง) และจะขยายเพิ่มอีก 8 สินค้า สร้างแพลตฟอร์มกลางส่งเสริมการซื้อขายสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ในรูปแบบออนไลน์ สร้างความเชื่อมั่นด้วยคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อผลักดันให้สินค้าเกษตรได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน เช่น GAP HACCP มาตรฐานสินค้าอินทรีย์ และพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงความต้องการของตลาด รวมทั้งอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ให้เดินหน้าแบบ &amp;quot;พาณิชย์ทันสมัย&amp;quot; เน้นการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี ขยายตลาดในประเทศเชิงรุก สร้างทีมเซลล์แมนจังหวัด ซึ่งประกอบด้วยพาณิชย์จังหวัดและผู้ประกอบการในจังหวัด เพิ่มช่องทางการตลาดให้หลากหลาย เพิ่มโอกาสทางการตลาดด้านออนไลน์ ส่งเสริมการใช้แพลตฟอร์มรายสินค้า อีคอมเมิร์ซ รวมทั้งการสร้างองค์ความรู้ให้กับผู้ประกอบการและผู้ส่งออก และส่งเสริมการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ทุกรูปแบบ อาทิ การทำ online business matching การจัด online instore promotion การจัดงานแสดงสินค้าออนไลน์เสมือนจริง(Virtual trade show) ด้านช่องทางออฟไลน์ จะส่งเสริมการขยายตลาดผ่านโมเดิร์นเทรด โมบายมาร์เก็ต ตลาดกลาง ตลาดต้องชม ร้านค้าธงฟ้า สมาร์ทโชห่วย ฯลฯ นอกจากนี้ จะส่งเสริมการทำเกษตรพันธสัญญา ที่ขณะนี้มีพระราชบัญญัติกำหนดไว้แล้ว เพื่อหาผู้รับซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกรโดยตรง และสร้างความชัดเจนเรื่องปริมาณและราคา ต่อยอดจาก &amp;ldquo;อมก๋อยโมเดล&amp;quot; ซึ่งนายจุรินทร์นำเอากติกานี้ไปจัดการด้านเกษตรพันธสัญญาเพื่อเกษตรกรบนพื้นที่ไกลให้เป็นตัวอย่างของทุกจังหวัดและเกิดการซื้อขายจริงตามสัญญาการซื้อขาย ส่วนกระทรวงมีหน้าที่ติดตามการส่งมอบให้เกิดความเป็นธรรมและจะส่งเสริมการทำเคาน์เตอร์เทรด เพื่อให้เกิดการสร้างเวทีจับคู่แลกเปลี่ยนสินค้า โดยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา ได้จัดงาน &amp;ldquo;เซลส์แมนจังหวัด จัดซื้อขายแลกเปลี่ยน Counter Trade&amp;rdquo; สามารถสร้างยอดซื้อขายแลกเปลี่ยนได้รวม 3,244 ล้านบาท โดยภารกิจนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายทีมเซลล์แมนจังหวัด นำโดยพาณิชย์จังหวัด ให้ทำงานล่วงหน้าจนทำให้ได้มูลค่าการซื้อขายแลกเปลี่ยน 778 ล้านบาท และมาต่อยอดกับมูลค่าการจับคู่ธุรกิจในงานอีก 2,466 ล้านบาท เราจะเดินหน้าเรื่องนี้แต่ทีมพาณิชย์จังหวัดต้องทำงานเหนื่อยหน่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์&amp;nbsp; นายจุรินทร์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการภายใต้วิสัยทัศน์ &amp;ldquo;เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด&amp;rdquo; ขึ้นมาแล้วโดยมี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงนามร่วม เป็นสองรัฐมนตรีจากสองกระทรวง ที่แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต โดยมีปลัดจากทั้งสองกระทรวงเป็นผู้แต่งตั้งอนุกรรมการ 4 คณะมาเพื่อขับเคลื่อนงานจากคณะกรรมการร่วมข้างต้น โดยทั้งคณะอนุกรรมการทั้ง 4 คณะ ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างและใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน (Single Big Data) คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างแพลตฟอร์มกลาง &amp;ldquo;เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด&amp;rdquo; คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัยและการ ตรวจสอบย้อนกลับ และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ มอบภารกิจหลักของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องขับเคลื่อนต่อเนื่องเพื่อดูแลเกษตรกรผู้ประกอบการผู้บริโภค ทั้งดูแลราคาสินค้าเกษตรในโครงการประกันรายได้สินค้าเกษตร เพิ่มช่องทางตลาดสินค้าเกษตร ส่งเสริมและพัฒนาตลาดสินค้าเกษตร การพัฒนากลไกตลาด พัฒนาตลาดเดิมให้เข้มแข็ง ขยายตลาดใหม่ เชื่อมโยงการซื้อขายสินค้า เพิ่มศักยภาพ ผู้ขาย ผู้ประกอบการตลาด และเกษตรกร ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก โดยสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น ร้านค้าชุมชน ร้านค้าปลีกรายย่อย ให้ดูแลราคาสินค้าและบริการ โดยดูแลต้นทุนสินค้าให้เหมาะสม ดูแลสถานการณ์ราคาให้สอดคล้องกับต้นทุน ตรวจสอบภาวะการค้าและรับเรื่องร้องเรียน กำกับดูแลการชั่งตวงวัดเพื่อความเป็นธรรมแก่ประชาชนช่วยลดภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน ด้วยการจัดกิจกรรมลดค่าครองชีพอย่างสม่ำเสมอ ตามนโยบายพาณิชย์ลดราคา ช่วยประชาชน ซึ่งในช่วงปี 2562 และครึ่งปีแรกของ 2563 เป็นนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่ประชาชนพอใจเป็นอันดับต้นๆ เรื่องนี้อยู่ในดีเอ็นเอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ชื่อ&amp;quot;จุรินทร์&amp;quot; ที่จะต้องเดินหน้าต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นางมัลลิกา บอกว่า โชคดีที่รัฐบาลชุดนี้มี &amp;quot;จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์&amp;quot; เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เพราะเป็นคนมีวิสัยทัศน์สามารถทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนได้เป็นอย่างดี มีความนอบน้อมและบูรณาการ มีประสบการณ์เป็นรัฐมนตรีมาหลายยุคสมัย จึงเข้าใจกลไกทุกอย่างของรัฐ การเดินหน้าประเทศด้วยภารกิจแต่ละเรื่องจึงกระชับฉับไว &amp;quot;ทำได้ไว ทำได้จริง&amp;quot; ทำให้คณะทำงานทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นข้าราชการการเมืองหรือข้าราชการประจำและทัพหน้าอย่างภาคเอกชนต้องปรับตัวและตามให้ทัน ทุกอย่างต้องทันต่อความเดือดร้อนของประชาชน ตรงตามเป้าหมายของนโยบายรัฐบาลและโปร่งใสตามแนวทางของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78157</URL_LINK>
                <HASHTAG>งมัลลิกา บุญมีตระกูล, ตลาดนำการผลิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200921/image_big_5f688f60ad7e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70028</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2020 12:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2020 12:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; ใช้ระบบออนไลน์ ให้พาณิชย์เจรจาคู่ค้าขยายตลาดข้าวไทยหลังโควิด-19 มั่นใจขายข้าวไทยได้เพิ่มขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มิ.ย.63 - นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้นโยบายและแนวปฎิบัติแก่กรมการค้าต่างประเทศ ปรับแผนการเจรจาขายข้าวไทย โดยเพิ่มการใช้ระบบออนไลน์ในการพบปะเจรจากับผู้ซื้อผู้นำเข้าข้าวของไทย เพื่อติดตามสถานการณ์และโอกาสในการซื้อข้าวไทย เพราะหลังจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บางประเทศยังมีการล็อกดาวน์ และบางประเทศมีการห้ามบินเข้าจึงต้องหันไปใช้ช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า เป็นการทำงานเชิงรุก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมมือกับผู้ส่งออก จัดพบปะทางออนไลน์กับผู้ซื้อผู้นำเข้าในประเทศเป้าหมาย เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ และจีน สอบถามสถานการณ์การค้า การบริโภคข้าว ความต้องการซื้อข้าว โดยแนวโน้มการส่งออกข้าวไทย คาดว่าความต้องการข้าวจะยังคงมีเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีคู่แข่งเช่นกันโดยเวียดนามได้ยกเลิกการห้ามส่งออกข้าวแล้ว และปีนี้ยังตั้งเป้าส่งออกประมาณ 7 ล้านตัน ซึ่งใกล้เคียงกับไทยที่ตั้งเป้า 7.5 ล้านตัน ส่วนอินเดีย เพิ่งปลดล็อกให้มีการส่งออกได้ ก็จะเป็นคู่แข่งที่สำคัญในตลาดข้าวของไทย และต้องเร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับข้าวไทยว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน เพราะมีผลทำให้ผู้ซื้อยอมจ่ายแพงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานจากกรมการค้าต่างประเทศล่าสุดได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาทำมาตรฐานข้าวพื้นนิ่มแล้ว อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญ ว่าจะกำหนดรายละเอียด มาตรฐานแบบไหน เพราะหากมีข้าวทางเลือกเพิ่มเข้ามา ก็จะทำให้ไทยมีโอกาสในการทำตลาดข้าวได้มากขึ้น เพราะข้าวพื้นนิ่มเป็นข้าวที่อยู่ระหว่างข้าวหอมมะลิกับข้าวขาว 100% แต่มีราคาถูกกว่าข้าวหอมมะลิ และปัจจุบันตลาดมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70028</URL_LINK>
                <HASHTAG>งมัลลิกา บุญมีตระกูล, จุรินทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200629/image_big_5ef982b4187f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32979</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2019 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2019 17:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มัลลิกา&#039;ฉะเว็บฯล่ารายชื่อถอด&#039;ผบ.ทบ.&#039;ส่อปลุกระดมเกินขอบเขต </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 เม.ย.62 -&amp;nbsp;นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ประธานมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน กล่าวว่าการทำกิจกรรมล่ารายชื่อปลดผู้บัญชาการทหารบกหรือล่ารายชื่อเหมือนกิจกรรม&amp;quot;ล่าแม่มด&amp;quot;ใน Social network ใช้ภาษา Bully ใส่คนนั้นคนนี้โดยที่รายชื่อที่เข้ามาแสดงหรือนำมาอ้างอิงเป็น Account บนโซเชียลเน็ตเวิร์คที่จำนวนมากไม่สามารถระบุตัวตนชื่อสกุลที่แท้จริงได้แล้วบุคคลบางกลุ่มนำไปใช้เคลื่อนไหวสร้างกระแสโซเชียลเน็ตเวิร์ค รวมทั้งอ้างกระแสคนรุ่นใหม่ปลุกปั่นสร้างความไม่สงบในบ้านเมืองเกินลิมิตเกินขอบเขตส่อเป็นการปลุกระดมชัดเจนเป็นเรื่องที่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมัลลิกา กล่าวว่า คนไทยในประเทศนี้ต่างก็มีสิทธิและเสรีภาพรวมทั้งผู้บัญชาการทหารบกก็เป็นบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นพลเมืองไทยมีสิทธิ์คิดมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นก็ถือเป็นสิทธิและเสรีภาพอย่างหนึ่งเช่นกัน แต่การที่บุคคลที่รวมตัวกันต่อต้านความคิดที่ต่างจากตนไม่เคารพความคิดเห็นคนอื่นและแสดงพฤติกรรมล่ารายชื่อต่างๆนาๆอยู่นั้นล้วนเป็นสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์และนำมาซึ่งความขัดแย้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คุณพูดได้คนอื่นพูดได้ คุณคิดต่างคนอื่นคิดแตกต่าง อยู่ร่วมสังคมกันได้ถ้าความคิดเหล่านั้นไม่ไปผิดกฎหมายแต่ละมาตราของสังคม ประชาชนใช้สิทธิเลือกคนเข้าสภาก็เช่นกันเค้าก็คิดว่าคุณเป็นคนดีไปทำหน้าที่แทนได้แต่ไม่ได้หมายความว่าให้สิทธิคุณไปไล่ล่าคนนั้นคนนี้หรือปลุกระดมเอาคนมาเป็นเกราะปกป้องตนเอง&amp;quot; นางมัลลิกา กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32979</URL_LINK>
                <HASHTAG>งมัลลิกา บุญมีตระกูล, ผบ.ทบ., พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190125/image_big_5c4a8db86fd82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
