<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64592</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2020 10:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2020 10:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอวรงค์&#039; สุดทนขยี้ยับงานวิจัย 7 นักวิชาการปั่นกระแสสนองการเมือง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เม.ย.63 - นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.) &amp;nbsp;โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิจัยฆ่าตัวตายโดยอาจารย์ทั้ง 7&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่กี่วันที่ผ่านมา มีการแถลงผลการวิจัย โดย 7 อาจารย์ในโครงการวิจัย &amp;quot;คนจนเมืองที่เปลี่ยนไปในสังคมเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง&amp;quot; เก็บข้อมูลการฆ่าตัวตายของประชาชนที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 &amp;ndash; 21 เม.ย. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้อยแถลงกล่าวว่า มีจำนวนคนที่ฆ่าตัวตายจากโควิด-19 เท่า ๆ กับจำนวนคนที่ตายจากการป่วยโรคโควิด-19 และเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลคนยากจนที่เดือดร้อน จากการปิดเมืองและการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแถลงผลการวิจัยดังกล่าว ถูกนำไปสร้างกระแสโดยสื่อมวลชนที่ต้านรัฐบาล รวมทั้งนักการเมืองฝ่ายค้าน จากนั้นอีก 1-2 วัน ก็มีกระแสเสียงจากนักวิชาการจำนวนมาก วิจารณ์รายงานดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; โห ศ. เลยเหรอครับ ศ. สาขาอะไรน่ะครับ รับ order ใครมาไม่รู้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;งานวิจัยนี้ดูหลวม ๆ นะครับ ถ้า X คือความล้มเหลวของรัฐ Y คือ การฆ่าตัวตาย การที่จะบอกว่า X เป็นเหตุของ Y ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ทุกครั้งที่ X เกิด Y ต้องเกิด และ ผลของ X ต่อ Y ต้องไม่ขึ้นกับตัวแปรอื่น ข้อมูลพวกนี้ไม่ได้วิเคราะห์ในงานวิจัย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อ่านแล้วสงสารวงการวิจัยด้านสังคมศาสตร์ และ นศ. ที่ถูกคนกลุ่มนี้ผลิตออกไป อ่านแล้วจบกัน เสียเวลาอ่านมาก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อนักวิจัยเลือกเก็บข้อมูลสถิติการฆ่าตัวตายจากโควิด-19 จาก หนังสือพิมพ์/สถานีโทรทัศน์ที่ต้องการขายข่าว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ข้อมูลตลกมาก แบบเฝ้าระวัง ภาวะซึมเศร้าและการทำร้ายตนเอง: กรมสุขภาพจิต ของกระทรวงสาธารณสุข จะสรุป เดือนละครั้ง กว่าน้อง ๆ งานจิตเวชในพื้นที่จะสอบสวนสาเหตุได้ ต้องรอผ่านงานศพ ก่อน จึงจะหาเวลาสะดวกคุยกะญาติ ๆ ได้แล้วสรุปรายงานออกมา ....ข้อมูลแปลกมาก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือเสียงสะท้อนที่แสดงความไม่น่าเชื่อถือ ต่อผลงานวิจัยของอาจารย์ระดับศาสตราจารน์ และดร. ทั้ง 7 ท่าน ประเด็นที่สังคมห่วงใยต่องานวิจัย จึงตกแก่หน่วยงานที่ให้ทุนวิจัยคือสกสว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดท่านผู้อำนวยการสกสว.ก็ชี้แจงชัดเจนว่า โครงการ &amp;ldquo;คนจนเมืองที่เปลี่ยนไปในสังคมเมืองที่กําลังเปลี่ยนแปลง&amp;quot; ได้รับทุนจาก สกสว.จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากแต่ในส่วนของผลสำรวจข้อมูลผู้เสียชีวิตและคนที่ฆ่าตัวตายจากโควิด-19 นักวิจัยได้ดำเนินการเพิ่มเติมเองโดย สกสว.ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง และโครงการไม่ได้ใช้ทุนจาก สกสว.แต่อย่างใด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เท่ากับว่าอาจารย์ทั้ง 7 นำสิ่งที่ตนเองอยากแถลง ใช้โครงการวิจัยมาอ้างเอง โดยมีสื่อกับนักการเมืองไปช่วยขยายผล ทำแบบนี้เท่ากับกำลังนำเสรีภาพทางวิชาการไปตอบสนองการเมือง จะทำให้เครดิตอาจารย์เสื่อมได้ครับ น่าเป็นห่วง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64592</URL_LINK>
                <HASHTAG>งานวิจัย, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200429/image_big_5ea8f64e28d96.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2020 14:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2020 13:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.กิตติธัช&#039; ลากไส้แก๊งนักวิชาการปั้นงานวิจัยฆ่าตัวตายเพราะโควิด พวกหน้าเดิมๆรับลูกขย่มรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย.63 - ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้าน ปรัชญาการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Kittitouch Chaiprasith โดยมีเนื้อหาดังนี้ ข้อเท็จจริงทางสถิติ กรณีเอาเรื่องฆ่าตัวตายมาปั่นกับกระแสโควิด ก็คือ สถิติปกติของประเทศไทย คนไทยมีสถิติการฆ่าตัวตายปี 2561 อยู่ที่ 4,137 ราย หรือฆ่าตัวตายเดือนละ 344 รายต่อเดือน https://www.dmh.go.th/report/suicide/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการที่นักวิชาการ 7 ราย แถลงการณ์โดย อ้าง &amp;quot;การวิจัย&amp;quot; โดยเอาตัวเลขฆ่าตัวตาย 38 คน ระหว่างวันที่1-21 เมษายน 63 มาโยงว่าเป็นเพราะความผิดพลาดในนโยบายของรัฐนั้น ถือเป็นงานวิจัย (?) มีแต่ความพิลึกพิลั่น ทั้งกระบวนการเปรียบเทียบ การเก็บข้อมูล (ที่เอามาจากแค่ข่าวในอินเตอร์เน็ท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.มีอะไรบอกได้ว่า 38 คนนั้นฆ่าตัวตายเพราะนโยบายของภาครัฐ ตามแบบที่สรุปกันไปเอง โดยพิสูจน์ได้ว่าไม่มีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้อง (ช่วงนี้ใครฆ่าตัวตายเพราะอกหักรักคุด เครียดการเรียน โดนเหมารวมหมด?)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การฆ่าตัวตาย 38 คน คิดเป็นเพียง 12% จากการฆ่าตัวตายปกติต่อเดือนในปี 2561 (344 ราย/เดือน) เท่านั้น ตัวเลขนี้มีผล/นัยยะสำคัญอย่างไร ต่อสถานการณ์โควิดหรือมาตรการของรัฐ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอาจริงๆ ไม่ต้องอ้างงานวิจัยอะไรหรอกครับ คิดโดย &amp;quot;ตรรกะ&amp;quot; และ &amp;quot;สามัญสำนึก&amp;quot; (common sense) โดยใช้หลัก Critical Thinking ขั้นพื้นฐานก็น่าจะทราบได้ว่า &amp;quot;มันไม่สมเหตุผล&amp;quot; จนถึงขั้นที่ แพทย์/นักวิชาการ/นักวิจัยด้านจิตเวช หลายท่านถึงกับออกมาตั้งคำถามในโซเชียลว่า แถลงการณ์นี้มันเรียก &amp;quot;งานวิจัย&amp;quot; ได้ด้วยหรือ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากต้องการทำงานวิจัยเรื่องนี้จริงๆ ควรจะเก็บสถิติตั้งแต่ก่อนโควิด ไปจนถึงหลังจบโควิด แล้วค่อยมาดูเปรียบเทียบ กับปีก่อนๆ แล้วเมื่อเห็นความต่างที่มีนัยยะสำคัญ จึงหาปัจจัยมาวิเคราะห์ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ในเชิงวิชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ งานวิจัยที่พิลึกพิลั่นนี้ ทำโดย 7 นักวิชาการที่ค่อนข้างมีท่าทีทางการเมืองชัดเจนพอสมควร ซึ่งหลังปล่อยมา นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองหน้าเดิมๆ ก็กระโดดกันออกมารับลูกปั่นกระแสกันเป็นทอดๆ จนทำให้หลายครั้งก็นึกว่า ทำไมคนเหล่านี้ เขาจึง &amp;quot;ดูถูก&amp;quot; มวลชนของเขาเองได้ขนาดนี้ ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#ฆ่าตัวตายทางวิชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64294</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ฆ่าตัวตาย, งานวิจัย, ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190308/image_big_5c8218ec8593e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60791</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลวิจัยพบผู้สูบบุหรี่โอกาสติดเชื้อโควิดสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;หมอหทัยเผยงานวิจัยจากสหรัฐและอังกฤษ ระบุผู้สูบบุหรี่มีโอกาสติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ง่ายกว่าคนไม่สูบ ด้านเครือข่ายต้านสุราจี้ตำรวจตรวจสอบเข้มสถานบันเทิงเลี่ยงคำสั่งปิด ให้ขาประจำเข้าสังสรรค์ในห้องลับ วอนคนหนุ่มสาวรับผิดชอบสังคม ลดปาร์ตี้เป็นช่องทางแพร่เชื้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.หทัย ชิตานนท์ ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และประธานรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (2550-2551) เปิดเผยว่า ได้มีรายงานวิจัยที่พบว่าผู้สูบบุหรี่ทั้งบุหรี่ธรรมดาและบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์มีผลทำให้ปอดอ่อนแอ ส่งผลให้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ได้ง่ายขึ้น กลุ่มผู้ที่รายงานเรื่องนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งจากสหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยจากสหราชอาณาจักร คือ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ มหาวิทยาลัย Trent และ ศ.เดอร์ เลวิส แห่งมหาวิทยาลัยแวนเซีย ส่วนจากสหรัฐ คือผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก โดยได้ทำการทดลองในหนูทดลอง พบว่านิโคตินที่ผ่านเข้าปอดหนูทดลอง มีผลทำให้ลดประสิทธิภาพการทำงานของปอด ปอดกำจัดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้ช้าลง ส่งผลให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ช่วงเวลาที่โลกกำลังมีการระบาดของโรคนี้ จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่นักสูบบุหรี่ไทยจะเลิกสูบบุหรี่ เพื่อป้องกันตัวเองจากโควิด-19 และเพื่อสุขภาพที่ดี ซึ่งการเลิกสูบบุหรี่จะช่วยฟื้นฟูปอดให้กลับมาแข็งแรงและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้สูบบุหรี่ที่มีจิตใจเข้มแข็งสามารถเลิกสูบได้ด้วยการหักดิบเลิกสูบ ส่วนผู้สูบที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อสายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 (โทร.ฟรีทุกเครือข่าย)&amp;rdquo; ดร.นพ.หทัย ชิตานนท์ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ กล่าวว่า ขณะนี้จำนวนผู้ติดโควิด-19 รายใหม่ พบว่าส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว วัยทำงาน เนื่องจากคนเหล่านี้มีการสังสรรค์ เข้าไปในพื้นที่เสี่ยง ไม่ลดกิจกรรมทางสังคม ไม่กักตัวอย่างเคร่งครัด จากข้อมูลของผู้ติดเชื้อบอกชัดเจนว่าได้ตั้งวงกินดื่ม โดยเฉพาะห้องแอร์ร้านเหล้า ผับ บาร์ รวมไปถึงในที่โล่ง ส่วนกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังก็มีพฤติกรรมที่ไม่รู้สึกรู้สา อ้างความไม่รู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับได้ในสถานการณ์นี้ เป็นอุปสรรคสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาโควิด-19 ทำให้ไปแพร่เชื้อกับเพื่อนและครอบครัวอาจขยายวง ทำให้ควบคุมได้ลำบาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชูวิทย์กล่าวว่า คนหนุ่มสาว คนทำงานจำเป็นต้องตระหนักกันให้มาก หยุดเห็นแก่ความสนุก ความสุขแค่เพียงส่วนตัว นี่คือความรับผิดชอบต่อส่วนรวม นาทีนี้ขอให้อดทน อดกลั้น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เว้นวรรคการสังสรรค์ตั้งวงปาร์ตี้กินดื่ม เพราะแม้จะมีคำสั่งปิดร้านเหล้า ผับ บาร์ ไปแล้ว ยังพบว่ามีกลุ่มที่แอบตั้งวงกันเอง เช่น ชายทะเล ชายหาด หรือในชุมชน ในหมู่บ้าน ซึ่งปัญหาจะตามมาไม่จบสิ้น ดังนั้นอะไรที่ทำแล้วไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ ช่วงนี้เลี่ยงให้หมดทั้งเหล้า บุหรี่ เพราะมันทำให้ร่างกายอ่อนแอ หันมาออกกำลังกายในที่แจ้ง ไม่รวมกลุ่ม รับประทานอาหารที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ใส่หน้ากาก ล้างมือ ติดตามข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ไม่ส่งต่อเฟกนิวส์ มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่าผับ บาร์บางแห่งยังเปิดให้บริการ จึงอยากขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีการตรวจตราอย่างเข้มงวดและเท่าทัน เพราะก่อนหน้านี้พบหลายแห่งที่จัดทำห้องพิเศษ ซึ่งยากต่อการสังเกต ดูทั่วไปเหมือนกับร้านปิด แต่จัดให้ขาเที่ยวเข้าไปในห้องโดยเฉพาะ ซึ่งหากพบการกระทำแบบนี้จริงต้องจัดการ โดยอาจใช้คำสั่ง คสช. ที่ 22/2558 ขั้นเด็ดขาด รวมไปถึงกิจกรรมรถแห่ที่แสดงคอนเสิร์ต รวมตัวคนจำนวนมาก ต้องห้ามเด็ดขาด ซึ่งขณะนี้ได้แจ้งไปยังเครือข่ายทุกจังหวัดให้ช่วยปูพรมเฝ้าระวัง แบ่งเบาภาระหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสอดส่อง หากพบการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อห้ามต่างๆ จะประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในสถานการณ์การระบาดอย่างร้ายแรงของโควิด-19 ในปัจจุบัน ผู้สูงอายุนับเป็นกลุ่มเปราะบางต่อการติดเชื้อ และมีความเสี่ยงจากการเสียชีวิตมากที่สุด เพราะผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัว มีสภาพร่างกายเสื่อมตามวัย ภูมิต้านทานน้อยลง ที่น่าห่วงมากที่สุดคือผู้สูงอายุที่อยู่กันตามลำพัง หรือสองคนตายาย ในกรณีแบบนี้ เพื่อนบ้านและคนในชุมชนควรช่วยกันสอดส่องดูแล ทั้งอาหาร น้ำ ยา และดูว่าท่านเจ็บป่วยหรือมีอาการบ่งชี้ว่าติดโควิดหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีความกังวลต่อผู้สูงอายุที่อยู่ในต่างจังหวัด และลูกหลานที่มาทำงานในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ ซึ่งกำลังเดินทางกลับไปภูมิลำเนา หลังคำสั่งปิด กทม.ตามที่ปรากฏเป็นข่าว น่ากลัวมากว่าจะมีโอกาสเอาเชื้อโควิด-19 กลับไปให้ผู้หลักผู้ใหญ่ด้วย อยากให้คิดกันตรงนี้มากๆ คิดถึงผู้สูงวัยที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้ หากกลับไปแล้วสามารถกักกันตัวเอง แยกกันกิน แยกกันอยู่ได้หรือไม่ในช่วง 14 วันแรก แต่จะให้ปลอดภัยที่สุด ลูกหลานไม่ควรย้ายกลับไป จำไว้เป็นคัมภีร์เลยสำหรับผู้สูงวัยว่า เสี่ยงติด เสี่ยงตาย เลี่ยงได้ ให้อยู่บ้าน&amp;quot;.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60791</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, งานวิจัย, ผู้สูบบุหรี่, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200324/image_big_5e7a1425cfe65.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14368</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 13:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 13:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดเจ๋ง! มธ. ผุด“เรือสำรวจขนาดพกพา” พร้อมรับมือน้ำท่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะวิทยาศาสตร์ มธ.เปิดตัว เรือสำรวจขนาดพกพา นวัตกรรมวัดระดับความลึกคูคลองหนองบึง พร้อมรับมือน้ำท่วม - กักเก็บน้ำยามฝนทิ้งช่วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30ก.ค.61-คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดตัว&amp;nbsp;&amp;ldquo;เรือสำรวจขนาดพกพา&amp;rdquo; นวัตกรรมเรือบังคับพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับวัดระดับความลึกท้องน้ำ เพื่อคำนวณความสามารถของแม่น้ำในการรองรับปริมาณน้ำกรณีเกิดอุทกภัย โดยนวัตกรรมดังกล่าว เป็นการทำงานร่วมกันใน 3 ส่วนคือ 1. อุปกรณ์ระบบโซนาร์วัดความลึกจากผิวน้ำ พร้อมอุปกรณ์จีพีเอส 2. อุปกรณ์วัดค่าคุณภาพน้ำในระดับพื้นฐาน และ 3. อุปกรณ์ชุดอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ระบบดังกล่าว ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากมิติ ทั้งการสำรวจคุณภาพน้ำ การเป็นข้อมูลในการติดตามความตื้นเขินคูคลอง เพื่อเตรียมขุดลอกคูคลองรองรับปริมาณน้ำ รวมถึงสำรวจพื้นที่น้ำท่วม และหาเส้นทางเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมดังกล่าว อยู่ระหว่างการยื่นจดอนุสิทธิบัตร โดยล่าสุด สามารถคว้ารางวัลเหรียญทองเกียรติยศ จากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์เวทีนานาชาติ ครั้งที่ 46 ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.สุเพชร จิรขจรกุล รองคณบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และพัฒนาองค์กร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (Geo-Informatics) หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า ทีมนักวิจัย ได้คิดค้นและพัฒนา &amp;ldquo;เรือสำรวจขนาดพกพา&amp;rdquo; นวัตกรรมเรือบังคับวิทยุพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับวัดระดับความลึกท้องน้ำ เพื่อคำนวณความสามารถของแม่น้ำหรือคูคลอง ในการรองรับปริมาณน้ำ และสามารถใช้งานกรณีเกิดอุทกภัยและกรณีฝนทิ้งช่วง พร้อมแสดงผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Real Time) บนสมาร์ทโฟน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยสามารถทำงานได้ต่อเนื่องกว่า 3 ชั่วโมง ในระยะทางควบคุม 500 เมตร มีค่าความผิดพลาดระดับความลึกโดยเฉลี่ย 3 เซนติเมตร ที่ระดับความลึกสูงสุดที่ได้ทดลองใช้งาน 20 เมตร ทั้งนี้ นวัตกรรมดังกล่าว เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ร่วมกันระหว่าง ระบบอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิง (IoT: Internet of Things) และการจัดทำแผนที่ด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เข้าด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.สุเพชร กล่าวต่อว่า สำหรับการทำงานของนวัตกรรมดังกล่าว ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ 1. อุปกรณ์ระบบโซนาร์วัดความลึกจากผิวน้ำ พร้อมอุปกรณ์จีพีเอส (GPS) ที่ช่วยระบุตำแหน่งของเรือบังคับ 2. อุปกรณ์วัดค่าคุณภาพน้ำในระดับพื้นฐาน ได้แก่ ค่าอุณหภูมิ ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) และค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (Dissolved Oxygen: DO) และ 3. อุปกรณ์ชุดอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิง (IoT) เพื่อบันทึกค่า และส่งข้อมูลไปยัง Cloud Server โดย &amp;ldquo;การวัดระดับความลึกท้องน้ำ&amp;rdquo; ใช้อุปกรณ์ระบบโซนาร์ วัดความลึกจากท้องเรือลงไปถึงพื้นคลองหรือร่องน้ำ และสามารถแสดงผลข้อมูลเรียลไทม์บนสมาร์ทโฟน&amp;nbsp;ทีมวิจัยสามารถประมวผลข้อมูลระยะความลึกที่ได้ มาเทียบกับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (Mean sea level) และจัดทำแผนที่ระดับความตื้น-ลึกของแหล่งน้ำใน ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และอาศัยพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับแบตเตอรี่ในระหว่างการสำรวจในแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มระยะเวลาการสำรวจได้นานขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นวัตกรรมดังกล่าว ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากมิติ อาทิ การสำรวจคุณภาพน้ำ เพื่อทดสอบคุณภาพของน้ำว่า เหมาะแก่การใช้งานในภาคการเกษตรหรือไม่ การเป็นข้อมูลในการติดตามความตื้น-ลึกคูคลอง เพื่อวางแผนขุดลอกคูคลองรองรับปริมาณน้ำ แม้ในกรณีอุทกภัยสามารถใช้สำรวจพื้นที่น้ำท่วม และหาเส้นทางเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยทีมวิจัยได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพบริเวณแหล่งน้ำในพื้นที่ตัวอย่าง จ.นครสวรรค์ และ จ.ปราจีนบุรี และสระเก็บน้ำในแปลงเกษตรทดลองของ มธ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ในกระบวนการสำรวจที่ผ่านมานั้น อาจจะต้องพึ่งพาเครื่องมือขนาดใหญ่จากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาสูง และต้องอาศัยเจ้าหน้าที่วิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินสำรวจ และประมวลผลระดับความลึกท้องน้ำ และต้องใช้แรงงานจำนวนมาก รวมถึงใช้ระยะเวลาสำรวจและประมวลผลนาน ซึ่งนวัตกรรมนี้ จะช่วยลดข้อจำกัดดังกล่าวได้ และยังสามารถเพิ่มอุปกรณ์เชื่อมต่อเพื่อสนับสนุนงานวิจัยด้านแหล่งน้ำในอนาคต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม นวัตกรรม &amp;ldquo;เรือสำรวจขนาดพกพา&amp;rdquo; เป็นผลงานวิจัยร่วมกับ ผศ.ดร.ธนิท เรืองรุ่งชัยกุล, ผศ.ดร.ธเนศ วีระศิริ และ อาจารย์ณัฐพล จันทร์แก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. โดยนวัตกรรมดังกล่าว อยู่ระหว่างการยื่นจดอนุสิทธิบัตร โดยล่าสุด ได้รับรางวัลเหรียญทองเกียรติยศ จากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์เวทีนานาชาติ ครั้งที่ 46 (46th International Exhibition of Inventions of Geneva) ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ (Switzerland) รศ.ดร.สุเพชร กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน รศ.ดร.สมชาย ชคตระการ คณบดี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทย ประสบปัญหาในการเตรียมขุดลอก พื้นที่แม่น้ำ คูคลอง เพื่อรองรับปริมาณน้ำในช่วงหน้าฝนเป็นอย่างมาก ซึ่งสังเกตได้ว่า ในช่วงที่ฝนตกหนักติดต่อกัน ได้ก่อให้เกิดมวลน้ำจำนวนมากเกิดอุทกภัยและไหลเข้าพื้นที่นาข้าว และสร้างความเสียหายแก่เกษตรกรเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ก็ประสบปัญหาในการกักเก็บน้ำฝน ที่ไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตรในช่วงหรือช่วงหน้าแล้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะวิทยาศาสตร์ฯ มธ. ได้เล็งเห็นถึงปัญหาของสังคมในด้านต่างๆ จึงมีนโยบายสนับสนุนและผลักดันงานวิจัยของคณาจารย์ในทุกมิติ ให้เป็นเหมือนเครื่องมือหนึ่ง ที่สามารถช่วยเหลือและแก้ปัญหาสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ ยังปลูกฝังหลักคิดในการต่อยอดองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ และบริหารธุรกิจแก่นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ เพื่อให้บัณฑิตสามารถสร้างสรรค์ธุรกิจที่สร้างรายได้ในอนาคต หรือนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาสังคมในแง่มุมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอกย้ำยุทธศาสตร์ &amp;ldquo;นักวิทย์คิดประกอบการ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;SCI+BUSINESS&amp;rdquo; อย่างแท้จริง ทั้งนี้สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ศูนย์รังสิต โทร. 02-564-4491 ต่อ 2020 &amp;nbsp; เฟซบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/ScienceThammasat เว็บไซต์ www.sci.tu.ac.th.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14368</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะวิทยาศาสตร์, งานวิจัย, น้ำท่วม, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เรือสำรวจขนาดพกพา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180730/image_big_5b5eb172c6b7f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12123</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2018 09:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2018 09:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คลัง” จับมือ “จุฬาฯ” วิจัยเตรียมพร้อมมาตรการรับสังคมคนสูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลัง&amp;rdquo; จับมือ &amp;ldquo;จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;rdquo; วิจัยเตรียมความพร้อมมาตรการรองรับสังคมผู้สูงวัย หลังประเมินอนาคตไทยมีผู้สูงอายุแตะ 30 ล้านคน พร้อมเร่งดัน กบช. คาดมีผลบังคับใช้ทันภายในปีนี้ จ่อขยายเพดานส่งเงินสมทบเพิ่มเป็น 30%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือการวิจัยเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับสังคมสูงวัยกับวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมเสนอมาตรการรองรับสังคมผู้สูงอายุต่อรัฐบาลให้ครอบคลุม เนื่องจากมาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจยังไม่เพียงพอ เช่น มาตรการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหักรายจ่ายค่าจ้างผู้สูงอายุ 2 เท่า ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีบริษัท นิติบุคคล ใช้สิทธิมาตรการนี้มากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการแก้ไขเพิ่มเติม ร่าง พ.ร.บ.ประมวลรัษฎากร เพื่อเพิ่มค่าลดหย่อนบุตรคนที่ 2 ของผู้มีเงินได้ หรือของสามีหรือภรรยาของผู้มีเงินได้ ให้หักลดหย่อนได้เพิ่มอีก 3 หมื่นบาทต่อคนต่อปีภาษี เพื่อส่งเสริมให้มีบุตร เป็นการสร้างฐานภาษี และสร้างกำลังแรงงานในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทางสำนักงานข้าราชการพลเรือน (กพ.) ศึกษาเรื่องขยายระยะเวลาการเกษียณของข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ จาก 60 ปีออกไป โดยรัฐบาลสั่งศึกษาเรื่องนี้ มีระยะเวลา 6 ปี เพื่อทำรูปแบบที่เหมาะสม เพราะจะต้องพิจารณาถึงเรื่องเงินเดือน ตำแหน่งที่เหมาะสมหลังจากนั้น ยกตัวอย่างกรณีเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กร เช่น เป็นอธิบดี เมื่อหลังเกษียณแล้วจะให้เป็น รองอธิบดี หรือเป็นที่ปรึกษา จะเหมาะสมหรือไม่ และควรจะได้รับเงินเดือนเท่าไร เพราะต้องดูเรื่องสิทธิค่ารักษาพยาบาลที่อาจเพิ่มขึ้นควบคู่ไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สศค. เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) &amp;nbsp;คาดว่าจะผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติ ( สนช. ) และมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ เพื่อสร้างวินัยการออมเงินภาคบังคับให้กับประชาชนที่อยู่ในวัยทำงาน ให้มีเงินใช้จ่ายอย่างเพียงพอในช่วงชีวิตหลังเกษียณ และเตรียมเสนอให้มีการขยายเพดานส่งเงินสมทบเข้ากองทุนของสมาชิกจากที่กำหนดไว้ไม่เกิน 10%เป็น 30% ของเงินเดือน เหมือนกรณีของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของการตั้งสำนักงานกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุ &amp;nbsp;และให้มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จำนวน 2 &amp;nbsp;- 3 แห่ง ทำหน้าที่บริหารจัดการเงินกองทุน เพื่้อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการในอนาคต
โดย กบช.จะเปิดให้ลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวส่วนราชการ พนักงานราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจและเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปี นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนในอัตราเท่ากัน โดยในปีที่ 1-3 ปีที่ 4-6 ปีที่ 7-9 จ่ายเงินสะสมและนายจ้างจ่ายเงินสมทบฝ่ายละไม่น้อยกว่า 3%, 5%, 7% และในปีที่ 10 เดิมกำหนดให้สมทบได้ไม่เกิน 10% ของค่าจ้าง อาจจะพิจารณาขยายเพดานเป็น 30 % &amp;nbsp;แต่กรณีลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างต่ำกว่า 1 หมื่นบาทต่อเดือน จะให้นายจ้างเป็นผู้ส่งเงินสมทบฝ่ายเดียว และเมื่ออายุครบ 60 ปี ลูกจ้างจะได้รับผลตอบแทนเป็นบำเหน็จหรือบำนาญรายเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ข้อมูลของวิทยาลัยประชากรศาสตร์ระบุ ว่า ปัจจุบันไทย มีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 11-12 ล้านคน หรือ 17% ของประชากรทั้งหมด และในปี 2578 ไทยจะมีผู้สูงอายุเป็น 30.2 ล้านคน ซึ่งเป็นไปตามทิศทางของโลก ที่ปัจจุบันมีผู้สูงอายุทั้งหมด 1,000 ล้านคน และเพิ่มเป็น 1.6 พันล้านคน หรือ 17.8% ของประชากรโลกในปี 2578 ซึ่งจากการวิจัยพบว่า ค่าใช้จ่ายที่ใช้เลี้ยงดูผู้สูงอายุ เฉลี่ย 50,000 บาทต่อคน โดยเฉลี่ยปัจจุบัคนวัยแรงงาน 8 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน แต่ในอนาคตจะะหลือคนวัยแรงงาน 2 คนจะดูแลผู้สูงอายุ 1 คนเท่านั้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12123</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, งานวิจัย, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สังคมผู้สูงอายุ, สุวิชญ โรจนวานิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180626/image_big_5b31a811b8ef7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11666</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2018 15:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2018 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.อนุมัติหลักการยกเว้นภาษีบริษัทข้ามชาติเฉพาะเรื่องการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำขึ้นในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มิ.ย.61- พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม. ว่า ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร พศ.. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ สืบเนื่องจากการปรับปรุงมาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมการตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลนี้ ในส่วนที่ได้รับสิทธิจากการ ลดหรือยกเว้นภาษี ซึ่งเป็นนโยบายสำหรับส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติ เข้ามาตั้งสำนำงานใหญ่ในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เดิม มีการกำหนดว่า การยกเว้นหรือลดภาษี แล้วแต่กรณี สำหรับบริษัทหรือวิสาหกิจในเครือของบริษัทข้ามชาตินั้นๆ ไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายไทย หรือ ตามกฎหมายต่างประเทศ จะได้รับสิทธิในการลดหรือยกเว้นภาษี แต่ประเด็นดังกล่าวมีการระบุไว้กว้างเกินไป จึงจำกัด ให้ครอบคลุมเฉพาะเรื่องของการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น เพราะบริษัทข้ามชาติ บางบริษัท มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ต่างประเทศ ขณะที่งานพัฒนานวัตกรรมในประเทศต้นทาง มีการกำหนดอัตราภาษีค่อนข้างสูง บริษัทเหล่านี้จึงหลีกเลี่ยงโดยการขายงานวิจัยให้แก่วิสาหกิจในเครือของตนเอง ซึ่งมีสำนักงานในประเทศไทยเพื่อเสียภาษีน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรณีนี้ มีการกำหนดว่า บริษัทเหล่านี้สามารถลดหรือยกเว้นภาษีได้เฉพาะ ค่าสิทธิอันเกิดจากผลการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่กระทำขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลนี้ ซึ่งจะทำให้การค้าขาย การลงทุน จะกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก&amp;ldquo; พล.ท.สรรเสริญ ระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11666</URL_LINK>
                <HASHTAG>งานวิจัย, บริษัทข้ามชาติ, พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด, พัฒนาเทคโนโลยี, มติครม., ยกเว้นภาษีรัษฎากร, โฆษกไก่อู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180528/image_big_5b0bdb10ac237.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เต้นรำ..ป้องกันอัลไซเมอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันว่า การออกกำลังกายด้วยการเต้นรำนั้น ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์สมองได้มากกว่าการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ เพราะเวลาเราเต้นรำนั้น นอกจากต้องใส่ใจมีสมาธิกับจังหวะเพลงแล้ว เรายังต้องจดจำท่าทางการเต้นด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้วิจัยของมหาวิทยาลัยในนิวยอร์กได้ทดลองแบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มที่ 1 ให้เดินเร็ว ส่วนกลุ่มที่ 2 ออกกำลังกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และกลุ่มที่ 3 จับคู่เต้นรำ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 1 ชั่วโมงในสตูดิโอ ด้วยท่าเต้นที่ละเอียดซับซ้อน แต่ออกสเต็ปด้วยความอ่อนช้อย และลื่นไหลไปกับเสียงเพลง ในลักษณะเดินเป็นสีเหลี่ยมจัตุรัส จากนั้นผู้เต้นก็จะย้ายคู่เต้นรำไปเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากบทความวิจัยดังกล่าวระบุว่า &amp;quot;หลังจาก 6 เดือนผ่านไป ผู้ทำการวิจัยได้เชิญคนทั้ง 3 กลุ่มที่เข้าร่วมทดสอบมาทำการวิจัยซ้ำอีกรอบ ผลปรากฏว่า ผู้ที่เข้าร่วม 2 กลุ่มแรก คือกลุ่มเดินเร็วและกลุ่มออกกำลังกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ มีภาวะความเสื่อมของเซลล์สมองที่เห็นได้ชัด แต่กลุ่มที่สามที่ &amp;quot;จับคู่เต้นรำ&amp;quot; ไม่เพียงแต่หลีกเลี่ยงภาวะสมองเสื่อมได้แล้ว แต่ในสมองของพวกเขายังมีความหนาแน่นขึ้นของ &amp;quot;ฟอร์นิกซ์&amp;quot; (fornix) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่อยู่ภายในสมอง มีหน้าที่ในการประมวลผลสิ่งที่ได้สัมผัสได้อย่างรวดเร็ว และควบคุมหน่วยความจำให้ทำงานได้เป็นปกติ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเต้นรำจึงเป็นตัวช่วยให้เราห่างไกลโรคอัลไซเมอร์ได้อีกหนทางหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใครไม่เชื่อ ก็ลองไปเข้าคลาสเต้นรำดูก็จะได้รู้ว่า จริงแท้แน่นอนจ้า &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มนุษย์ป้าที่ไม่ชอบลีลาศ เพราะรู้สึกว่าไม่ถูกจริต หรือเห็นว่า การลีลาศนั้นผูกติดเชื่อมโยงกับการแต่งตัวให้เนี้ยบให้สวย โดยต้องมีรองเท้าส้นสูงเป็นองค์ประกอบสำคัญจึงจะดูเริ่ดเชิดหยิ่งให้สมกับท่าเต้นนั้น ก็ลองเลือกการเต้นแอโรบิก หรือการเต้นซุมบ้าก็ได้ค่ะ เพราะเป็นการออกกำลังกายภาคบังคับต้องจดจำ &amp;quot;ท่าเต้น&amp;quot; แบบเดียวกับลีลาศค่ะ เพียงแตกต่างกันที่ทำนองเร้าใจตื่นเต้นเหนื่อยมากกว่าเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ &amp;quot;ป้าเอง&amp;quot; นั้นเชื่อสนิทติดใจเลยค่ะว่า การเต้นที่ต้องจำท่าทางนั้น ช่วยในการพัฒนาสมอง และส่งเสริมความจำได้ดีมากจนถึงดีที่สุด แถมยังได้เหงื่อมากมาย ไม่แตกต่างจากการออกไปวิ่งในสวนสาธารณะหรือในซอยแถวบ้านนะคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้น สิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันอีกอย่างคือ การเต้นรำนั้นทำให้บุคลิกดูดี หน้าตาอ่อนวัยกว่าอายุจริงอีกต่างหาก โดยเฉพาะมนุษย์ลุงมนุษย์ป้าที่เต้นลีลาศเป็นประจำ จะเห็นได้ว่าเวลานั่ง เดิน ยืน เขาหลังตรง ตัวตรงสง่างามอย่างยิ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด ได้ไปพบเห็นอาจารย์วัย 73 ปี เธอเต้นลีลาศได้อย่างพลิ้วไหว สะโพกสะบัดยิ่งกว่าสาว 17 เลย หากไม่ถามอายุก็ไม่มีทางรู้ว่า เลข 7 นำหน้าแล้ว ไถ่ถามได้ความว่า เรียนลีลาศมาเมื่อหลังเกษียณอายุ 60 ทำให้ชีวิตดี๊ดีมีชีวา ได้ยินเสียงเพลงเมื่อไหร่ เป็นต้องลุกขึ้นมาขยับกาย หน้าเชิด อกผายไหล่ผึ่ง รับรองได้ว่า แก่ตัวกว่านี้ หลังไม่งอไม่งุ้มอย่างแน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รู้แบบนี้แล้ว ฝึกเต้นรำกันเถอะค่ะ แบบไหนก็ได้เอาที่สะดวกและสบายใจนะคะ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ป้าเอง&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8775</URL_LINK>
                <HASHTAG>การออกกำลังกาย, การเต้นรำ, งานวิจัย, ป้าเอง, ฟอร์นิกซ์, ภาวะสมองเสื่อม, มองมุมสูง, ลีลาศ, หน้าตาอ่อนวัย, เซลล์สมอง, เต้นซุมบ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37680816e92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
