<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107850</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2021 22:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.รวบสาววัย21ปีขนยาบ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวบสาวท้องแก่วัย 21 ปี ลักลอบขนยาบ้า 8 แสนเม็ด ซุกกระโปรงหลังรถ อ้างโควิด-19 ทำให้ตกงาน สารภาพรับจ้าง 5 หมื่นบาท มาจาก จ.ฉะเชิงเทรา เตรียมไปส่งลูกค้าที่ จ.สุราษฎร์ธานี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 22.30 น. คืนวันที่ 26 มิถุนายน 64 ที่สถานีตำรวจทางหลวงชุมพร พ.ต.ต.อัศวิน พันธุ์วงษ์ สว.ส.ทล.4 กก.2 ชุมพร พร้อมด้วย ร.ต.อ.อนันต์ เพ็ชรวงค์ รอง สว., ร.ต.อ.ซรัณ ปาณะศรี รอง สว., ร.ต.ท.วสันต์ ตราโต รอง สว.(ป), ร.ต.ต.วิมล แก้วชู รอง สว.(ป) ร.ต.ต.สมบัติ ปัตเมฆ รอง สว.(ป) ด.ต.ใจเทพ สาลี ผบ.หมู่ ด.ต.พัทธนันท์ แดงกระจ่าง ผบ.หมู่ และ ส.ต.ท.มาตุภูมิ รัตนคช ผบ.หมู่ ได้แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติด คือ น.ส.ธนิษฐา นาปุก อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 47 หมู่ที่ 5 ต.หนองหงษ์ อ.พานทอง จ.ชลบุรี พร้อมด้วยของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 เมตแอมเฟตามีน (ยาบ้า) จำนวน 800,00 เม็ด ที่ซุกมากับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีดำ ทะเบียน ชฬ 3542 กรุงเทพมหานคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ต.อัศวิน พันธุ์วงษ์ สว.ส.ทล.4 กก.2 ชุมพร เปิดเผยว่า สืบเนื่องมาจากเมื่อช่วงบ่ายวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมนำรถยนต์สายตรวจออกตรวจในเขตพื้นที่รับผิดชอบตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปราม โดยเฉพาะยาเสพติดให้โทษ ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งขณะตรวจมาถึงบริเวณถนนเอเชีย 41 กม 82-83 ขาล่องล่องใต้ ตำบลทุ่งหลวง อ.ละแม จ.ชุมพร ได้พบรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น วีออส สีดำ หมายเลขทะเบียน ชฬ 3546 กรุงเทพมหานคร ได้ขับมาในช่องทางด้านขวา และสังเกตเห็นว่าแผ่นป้ายทะเบียนด้านท้ายน่าจะไม่ใช่แผ่นป้ายทะเบียนของทางราชการออกให้ จึงขับติดตามและได้ส่งสัญญาณให้จอดรถเพื่อตรวจสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบพบว่ารถเก๋งคันดังกล่าวมีผู้หญิงเป็นคนขับจึงขอตรวจสอบใบขับขี่ ปรากฏว่าไม่มีใบขับขี่แต่อย่างใด จึงขอตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชน ทราบชื่อคือ น.ส.ธนิษฐา นาปุก อายุ 21 ปี โดยระหว่างตรวจสอบผู้ขับ มีท่าทางพิรุธออกอาการจนเห็นได้ชัด เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจค้นบริเวณกระโปรงท้ายรถ ปรากฏว่าพบกระสอบสีขาวคาดฟ้า จำนวน 1 กระสอบ และกระสอบพลาสติกสีดำ จำนวน 2 กระสอบ เจ้าหน้าที่จึงขอทำการตรวจค้นเบื้องต้นต่อหน้า น.ส.ธนิษฐา เมื่อแกะกระสอบทั้ง 3 กระสอบ พบห่อกระดาษไขสีเหลืองขุ่นภายในบรรจุยาบ้ารวมทั้งสิ้น 800,000 เม็ด จึงได้ควบคุมตัวพร้อมยาบ้าของกลางมาสอบสวนขยายผลที่สถานีตำรวจทางหลวงชุมพร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบปากคำ น.ส.ธนิษฐาให้การอ้างว่า หลังจากที่เกิดเหตุการณ์โควิด-19 ระบาดอยู่ในขณะนี้ ทำให้ตนเองต้องตกงาน ประกอบกับตอนนี้ตนเองตั้งท้องอยู่ 7 เดือนใกล้คลอดแล้ว แต่ยังไม่มีเงินเก็บไว้ใช้ตอนคลอด บังเอิญได้รู้จักกับนายวิท อายุ 26 ปี ซึ่งมีอาชีพค้ายาเสพติด และได้แนะนำให้ตนมาวิ่งส่งยาเสพติดเพราะมีรายได้ดี ตนจึงตอบตกลงเพราะอยากได้เงินมาใช้จ่าย นายวิทจึงให้งานเที่ยวแรกโดยให้ขับรถยนต์คันที่ถูกจับกุมที่นายวิทเตรียมไว้ให้ตนขับไปรับยาบ้าที่ข้างปั๊ม ปตท.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา แล้วนำไปส่งให้ลูกค้าที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดยลูกค้าจะรอรับอยู่ในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี โดยเที่ยวแรกจะได้เงินค่าจ้าง 50,000 บาท แต่ยังไปไม่ถึงพื้นที่เป้าหมายก็มาถูกจับเสียก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่จึงได้บันทึกจับกุมพร้อมแจ้งข้อกล่าวหามียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 เมตแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไว้ในครอบครอง ก่อนนำตัวพร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ละแม จ.ชุมพร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107850</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.ฉะเชิงเทรา, จ.สุราษฎร์ธานี, รวบสาวท้องแก่วัย 21 ปี, ลักลอบขนยาบ้า, สารภาพรับจ้าง 5 หมื่นบาท, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อ้างโควิด-19, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210627/image_big_60d8915fe29f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85354</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2020 09:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2020 09:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“โรงไฟฟ้าขยะ” ทางออก &quot;วิกฤติขยะล้นเมือง&quot; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมต้นแบบโรงไฟฟ้าขยะที่ได้มาตรฐาน ณ ศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยที่หนองแขม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ด้านขยะชุมชนจากบ้านเรือน ร้านค้า ตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต สำนักงาน สถานที่ต่างๆ และสารพัดกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชุมชน อยู่ในขั้นวิกฤติ ปริมาณขยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากจำนวนคนในชุมชนที่หนาแน่นมากขึ้น เมืองขยายตัว ยิ่งชุมชนใดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็ยิ่งพบปัญหาขยะอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้คน รักความสะดวกสบาย นิยมใช้บริการอาหารเดลิเวอรี่มากขึ้น ก็เป็นตัวสร้างปริมาณขยะให้สูงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะขยะพลาสติก เวลานี้เกิดปริมาณของเหลือทิ้งจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองและชุมชนใหญ่ๆ ภาพขยะกองเท่าภูเขายังมีให้เห็น ข่าวร้องเรียนบ่อฝังกลบขยะส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งรบกวนชาวบ้านปรากฏตามสื่อและโลกออนไลน์เป็นระยะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลกรมควบคุมมลพิษ ปี 2562 ระบุว่า ประเทศไทยมีขยะชุมชนเกิดขึ้นประมาณ 28.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 3 จำนวนนี้เป็นขยะพลาสติก 2 ล้านตันต่อปี อัตราการเกิดขยะเฉลี่ย 1.1 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ขยะถูกคัดแยกนำไปรีไซเคิลและทำปุ๋ยอินทรีย์ คิดเป็นร้อยละ 44 และร้อยละ 34 นำไปกำจัดอย่างถูกต้อง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่น่ากังวลยังมีขยะชุมชนที่เหลืออีกร้อยละ 22 กำจัดอย่างไม่ถูกต้อง โฟกัสที่ขยะพลาสติก 1.5 ล้านตันทิ้งปะปนกับขยะอื่น ขยะส่วนใหญ่ไหลผ่านชุมชนมาตามแม่น้ำลำคลอง ทำให้น้ำเน่าเสีย กีดขวางการระบายน้ำ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเวลาฝนตกหนักๆ และขยะเหล่านี้ยังไหลออกสู่ทะเล เนื่องจากประเทศไทยมีแม่น้ำลำคลองที่เชื่อมต่อกับทะเลไม่ต่ำกว่า 900 สาย นับเป็นการทำลายระบบนิเวศในทะเลและเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ รวมถึงส่งผลกระทบหลายด้าน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมามีการเสนอแนวคิดจัดการขยะชุมชนให้เกิดประสิทธิภาพ ช่วยลดมลพิษสิ่งแวดล้อม หนึ่งในทางเลือกมีแนวคิดในการนำขยะชุมชนไปแปลงเป็นพลังงานด้วยกระบวนการต่างๆ ตามนโยบายรัฐ ภายใต้แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกปี 2558-2570 ตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าจากขยะชุนชม 900 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 หลายพื้นที่มีศักยภาพผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน หลายพื้นที่อยู่ระหว่างเตรียมโครงการ แต่อีกด้านหนึ่งโรงไฟฟ้าขยะมีเสียงต่อต้านจากชุมชนและองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยังคาใจด้านมลพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย จัดสัมมนา &amp;ldquo;การพัฒนาความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าจากขยะ&amp;rdquo; เพื่อสรุปผลการดำเนินงาน ภายใต้โครงการพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน (Public-Private-People Partnership: 4P) ในการจัดการพลังงานไฟฟ้าจากขยะ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า กกพ. ปี พ.ศ.2562 และร่วมรับฟังความคิดเห็นต่อแนวทางพัฒนาความร่วมมือในการจัดการพลังงานไฟฟ้าจากขยะในอนาคต โดยมีผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ห้องแกรนด์ บอลรูม-2 โรงแรมรามาการ์เดนส์ กรุงเทพฯ เมื่อวันก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ทุกคนยอมรับขยะเป็นปัญหาสำคัญ รัฐบาลก็มีนโยบายแก้ไข แต่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจัง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าจากขยะ อุปสรรคคือ ขาดความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ และความรู้ความเข้าใจว่า โรงไฟฟ้าขยะมีหน้าที่หลักกำจัดขยะ พลังงานไฟฟ้าเป็นผลพลอยได้ รวมถึงการทำให้ชุมชนยอมรับ ทั้งที่ในต่างประเทศมีแบบอย่างโรงไฟฟ้าจากขยะที่บริหารจัดการขยะได้ดี พร้อมระบบควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้เรามีขยะ 27 ล้านตัน จัดการถูกวิธีไม่ถึงครึ่ง จากรายงานประเทศสหรัฐปี 55 ไทยถูกจัดอันดับประเทศมีปัญหาขยะพลาสติกอันดับ 6 ของโลก ปีนี้ขยับขึ้นเป็นอันดับ 4 ประเมินจากการจัดการขยะไม่ถูกต้อง 62% ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าขยะที่เกิดขึ้นระหว่างสถาบันและกองทุนพัฒนาไฟฟ้า นำมาสู่การศึกษา วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคการจัดการพลังงานไฟฟ้าจากขยะในระดับพื้นที่ ซึ่งการแก้ปัญหาขยะต้องจัดระบบให้ครบวงจร ยึดหลัก 3 R ส่วนการมีโรงไฟฟ้าจากขยะต้องสื่อสารให้ชัดเจน เพราะทุกท้องถิ่นไม่สามารถตั้งโรงไฟฟ้าขยะได้หมด ปัจจัยขึ้นกับปริมาณขยะ บางท้องถิ่นมีปริมาณขยะน้อย ฉะนั้น ต้องช่วยกันออกแบบกระบวนการและมีกฎระเบียบที่ยืดหยุ่นมากกว่าปัจจุบัน&amp;quot; วิจารย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน เบญจมาศ โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายบริการทางวิชาการ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้เราต้องการเรียนรู้กรณีศึกษาในประเทศไทย ถอดบทเรียนจากการดำเนินงาน เชิญ อปท.จากทั่วประเทศเข้าร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนไปด้วยกัน อยากเห็นรูปแบบความร่วมมือในการทำงานด้านนี้มากขึ้น ปัจจุบันคัดเลือก อปท. 8 แห่ง จาก 30 &amp;nbsp;แห่งที่สมัครเข้าร่วมโครงการ พิจารณาจากศักยภาพในพื้นที่ ได้แก่ อบต.เชียงหวาง จ.อุดรธานี อบต.ท่าโรงช้าง จ.สุราษฎร์ธานี ทม.ปราจีนบุรี ทม.สุรินทร์ ทม.คูคต จ.ปทุมธานี ทม.อุบลราชธานี เมืองพัทยา จ.ชลบุรี และ อบจ.ฉะเชิงเทรา ดำเนินการตั้งแต่กันยายนปี 62 จะสิ้นสุดโครงการธันวาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลการทำงานมีคู่มือพัฒนาความร่วมมือ สำหรับผู้บริหารหน่วยงานและผู้นำชุมชน, คู่มือพัฒนาความร่วมมือสำหรับประชาชน และมีแผนจะเสนอเชิงนโยบายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างๆ ด้านพลังงานไฟฟ้าจากขยะ ซึ่งต้องลดขยะตั้งแต่ต้นทาง จัดเก็บ รวบรวม และผลิตไฟฟ้าจากขยะ พื้นที่ที่เหมาะสมตั้งโรงไฟฟ้าขยะ 1 แห่ง จะต้องมีปริมาณขยะ 400-500 ตันต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในการกระบวนการพัฒนาโรงไฟฟ้าขยะต้องมีข้อมูลขยะ วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในพื้นที่ให้ครอบคลุม &amp;nbsp;เข้าใจขั้นตอนและกฎในการรวบรวมขยะ ทั้งยังพบว่าการคัดเลือกเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากขยะเหมือนติดกระดุมเม็ดแรกให้ผู้ประกอบการและท้องถิ่น หากมีความรู้ความเข้าใจไม่เพียงพอจะเกิดข้อผิดพลาด แต่ละเทคโนโลยีมีจุดเด่นและจุดด้อย ต้องเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะและปริมาณขยะ จากการศึกษาบทเรียนในต่างประเทศ การจัดการขยะเข้มงวดตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง รวมถึงจัดการเถ้าจากการเผาไหม้ ต้องทำให้ชุมชนในพื้นที่ยอมรับ สำหรับรูปแบบความร่วมมือ 4P นั้น จะเข้มแข็งและเป็นรูปธรรมมากขึ้น เดิมคุ้นเคยแบบ PPP เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ เน้นการลงทุน แต่ PPPP เพิ่มให้ความสำคัญกับภาคประชาชนมากขึ้น และมีกลไกความร่วมมือตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวทีเสวนาประเด็นการพัฒนาความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าจากขยะ เมื่อเร็วๆ นี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับรูปแบบและกลไกความร่วมมือ 4P ผู้อำนวยการคนเดิมระบุทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน อปท.ต้องทำงานร่วมกับท้องถิ่นด้วยกัน ไม่ใช่แค่ส่งขยะให้ แต่ร่วมวางแผนทำงาน และมีความเป็นเจ้าของร่วมกัน ตลอดจนความร่วมมือกับชุมชนโดยรอบโครงการ และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ก่อขยะ อยากให้ตั้งคณะทำงานและมีสัญญาที่ครอบคลุมด้านความร่วมมือ มีข้อตกลงความร่วมมือ ตลอดจนเทศบัญญัติและข้อบัญญัติท้องถิ่น รวมถึงแผนงานดำเนินกิจกรรม CSR ของภาคเอกชน ไม่อยากให้เป็นเพียงงานอีเวนต์ โดยเรามี 6 ข้อเสนอ ทำพลังงานไฟฟ้าจากขยะที่จะเสนอต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.กฎระเบียบด้านขนาดและการวางแผนใช้พื้นที่ ให้มีพื้นที่เพียงพอในการจัดการสิ่งแวดล้อมทั้งระบบ ทั้งการปลูกต้นไม้เป็นแนวกันชน ระบบบำบัดน้ำเสีย จากน้ำชะล้าง การฝังกลบเถ้าอย่างถูกวิธี 2.เงื่อนไขการคัดแยกขยะและกำจัดขยะอินทรีย์/ขยะอาหาร เพราะมีข้อกังวลขยะในท้องถิ่นเป็นขยะอินทรีย์ร้อยละ 50 ต้องจูงใจให้คัดแยกขยะ และส่งเสริมให้มีการกำจัด โดยเทคโนโลยีทางชีวภาพ เช่น ไบโอก๊าซ เพื่อลดการกำจัดด้วยวิธีเผา ช่วยลดต้นทุนและมลพิษ 3.ศึกษาเพื่อกำหนดกรอบการจัดเก็บค่ากำจัดขยะเป็นธรรมและเหมาะสมกับการกำจัดขยะแต่ละรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.เพิ่มบทบาทคณะกรรมการปฏิกูลมูลฝอยจังหงวัด ให้ครอบคลุมจัดการทั้งระบบ 5.กำหนดพื้นที่และตั้งคณะกรรมการระดับคลัสเตอร์ ที่มีความยืดหยุ่น และมีปริมาณขยะที่สอดคล้องความคุ้มทุนในการทำโครงการ ควรมีการตั้งคณะกรรมการระดับคลัสเตอร์ที่มาจาก อปท. 6.ตั้งคณะทำงานระดับโครงการและจัดทำแผน CSR ยั่งยืน ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและมีการป้องกันผลกระทบอย่างเป็นระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเวทีเสวนาประเด็นการพัฒนาความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าจากขยะ &amp;nbsp;กิตติพงษ์ ภิญโญตระกูล รองเลขาธิการ กกพ. ได้อัพเดตสถานการณ์ไฟฟ้าจากขยะของไทยว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ต.ค.63 ครม.มีมติอนุมัติแผน PDP 2018 ปรับปรุงครั้งที่ 1 กำหนดโควตาสำหรับโรงงานพลังงานไฟฟ้าจากขยะจำนวน 400 เมกะวัตต์ จะเริ่มปี 2565 ก่อนหน้านี้มีโรงไฟฟ้าจากขยะ 2 ประเภท ได้แก่ ขยะชุมชน โควตาเดิมมีอยู่ 500 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าไปแล้ว 36 โรง รวม 328 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างดำเนินการอีก 13 โรง ที่ 121 เมกะวัตต์ ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าขยะชุมชนกว่า 450 เมกะวัตต์ ขณะนี้กำลังเริ่มจัดกระบวนการใหม่ตามแผน PDP ซึ่งผู้ประกอบการสนใจมาก แต่ต้องมองปริมาณขยะเชื้อเพลิงนำสู่ปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่เหมาะสมแต่ละพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองเลขาฯ กพพ. ให้ข้อมูลอีกว่า ไฟฟ้าจากขยะ 450 เมกะวัตต์ที่ผ่านมา มาจากเทคโนโลยีไบโอแก๊สจำนวนหนึ่ง ที่เหลือเป็นเทคโนโลยีทางความร้อน เทคโนโลยีทางกล &amp;nbsp;ส่วนอีก 400 เมกะวัตต์ หาก อปท.และเอกชนสนใจต้องติดตามข่าวสาร ส่วนจะเริ่มเมื่อใด หรือแบ่งเป็นเฟสๆ มั้ย พิจารณาจากปัจจัยหลายด้านทั้งสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของประเทศ มุ่งเน้นความมั่นคงเป็นสำคัญ ส่วนแนวคิด 1 ชุมชน 1 โรงไฟฟ้าขยะ เป็นสิ่งที่กระทรวงมหาดไทยต้องไปกำหนดหลักเกณฑ์และสำรวจพื้นที่หรือท้องถิ่นที่มีความพร้อม มีศักยภาพเพียงพอ สร้างโรงไฟฟ้าตามจำนวนเชื้อเพลิงที่มีรองรับ เพื่อลดการขนส่งขยะป้องกันผลกระทบที่จะตามมา จากนั้นตรวจสอบคุณสมบัติของชุมชน และเอกชนที่ร่วมทุนจัดสัดส่วนโควตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กกพ.ไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดการผลิตไฟฟ้าที่กระทบกับราคาที่เป็นธรรม โรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและจากขยะ ต้องถือว่ามีต้นทุนสูงกว่าที่เราซื้อไฟ เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเข้าไปชดเชย แต่รัฐไม่ได้มองมิติเดียว ในมุมกลับกันช่วยกำจัดขยะ ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีมูลค่ามากกว่าเม็ดเงินที่ชดเชย กกพ.จะส่งเสริมพลังงานสะอาดให้กับสังคมไทย โรงไฟฟ้าขยะถือเป็นกระบวนการหนึ่งของการบริหารจัดการขยะ ไม่ได้เป็นทางออกการกำจัดขยะ เพราะขยะจำนวนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าเป็นเชื้อเพลิงขยะ คนไทยต้องตระหนัก&amp;quot; กิตติพงษ์เน้นย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ธนกร วนะกิจกุลพัฒน์ รองนายกเทศมนตรีเมืองสุรินทร์ กล่าวว่า เทศบาลเมืองสุรินทร์มีปริมาณขยะ 50 ตันต่อวัน กระบวนการจัดการขยะใช้วิธีฝากฝังไว้ในที่เทศบาลวารินทร์ เดิมใช้เทกองและขนถ่าย งบประมาณจัดการ 2 ล้านบาทต่อเดือน เมื่อขนถ่ายไม่หมด ก่อปัญหามลภาวะชุนโดยรอบ จึงสร้างโรงงานบีบอัดขยะงบกว่า 90 ล้านบาท เพื่อให้เหลือปริมาณขยะน้อยลง แก้ปัญหาไม่มีพื้นที่ฝังกลบและลดขยะตกค้างได้ส่วนหนึ่ง เคยทำ MOU กับ 7 อบต.ข้างเคียง หากจะขนส่งขยะมาจัดการในเมือง เราคิดค่าจัดการขยะ แต่ได้รับความร่วมมือน้อยมาก ปัจจุบันเทศบาลเมืองสุรินทร์มีกระบวนการคัดแยกขยะแต่ต้นทาง มีจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ตั้งธนาคารขยะ และขยะรีไซเคิลสงเคราะห์ รวมถึงเก็บขยะตามเวลา แต่ทุกวันนี้ก็ยังฝากฝังขยะ 45 ตันต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เวลามีข่าวทำโรงไฟฟ้าขยะในเมืองจะเกิดการต่อต้านทันที จำเป็นต้องปรับความรู้ความเข้าใจกับประชาชนให้มากยิ่งขึ้นว่า โรงไฟฟ้าขยะหัวใจสำคัญมีหน้าที่กำจัดขยะในท้องถิ่น แต่ได้พลังงานไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์ รัฐบาลประกาศขยะคือวาระแห่งชาติ หลักการดีมาก แต่ถามว่าดำเนินการอะไรที่เป็นรูปธรรม ผมเห็นว่าต้องให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการขนส่งขยะและการรวบรวมขยะ อย่าไปมองว่าท้องถิ่นได้เงินใต้โต๊ะ มีเงินทอน ล็อกสเปกเอื้อบริษัท การพัฒนาความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าจากขยะกระบวนการต้องปรับให้ทันสมัย ลดขั้นตอน และไม่ใช่ท้องถิ่นเดินขาเดียว&amp;quot; ธนกรเผยอุปสรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันมีบางชุมชนที่ประสบปัญหาขยะล้นสุกงอม ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน อาทิ ชุมชนในสุราษฎร์ธานี นิภาพันธ์ ภักดี รองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลท่าโรงช้าง จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ทุกวันนี้เทศบาลนครสุราษฎร์ธานีไม่มีพื้นที่ทิ้งขยะ ขนไปทิ้งนครศรีธรรมราช ก็ถูกประท้วง ร้องเรียน สุดท้ายตำบลท่าโรงช้างแบกรับภาระขยะ มีขยะเข้าพื้นที่เกือบ 400 ตันต่อวัน ปล่อยให้ อบต.เดินอยู่ลำพัง ขาดหน่วยงานที่ปรึกษา ท้องถิ่นไม่มีทรัพยากรบุคคลทำเรื่องนี้ ไม่เข้าใจด้านเทคโนโลยีเลย แต่เรามีแนวคิดจัดการขยะแปรรูปเป็นพลังงาน การนำขยะมาเป็นเชื้อเพลิงเป็นผลดี จนมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยสำรวจและชวนร่วมโครงการความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าจากขยะ แต่เป็นโครงการร่วมทุนกับภาคเอกชน เดินต่อด้วยความยากลำบาก บ่อขยะและพื้นที่เป็นของเอกชน ประชุมระดับคลัสเตอร์ครั้งแรกปี 61 ขั้นตอนต่างๆ เพิ่งเสร็จเดือน พ.ย.นี้ ใช้เวลา 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อยากเสนอให้มีหน่วยงานกลางโดยตรงรับผิดชอบด้านโรงไฟฟ้าขยะทั้งกระบวนการและให้คำปรึกษา รวมถึงโรงฟ้าขยะที่จะเกิดขึ้นจะสร้างประโยชน์ สร้างรายได้ให้เกิดร่วมกันอย่างไร จ.สุราษฎร์ธานี แบ่งเป็น 6 คลัสเตอร์ พื้นที่เกาะ 3 แห่ง สมุยก็เกิดปัญหาเรือขนส่งขยะล่ม บนบก ซึ่งท่าโรงช้างเป็นเจ้าภาพหลักคลัสเตอร์หนึ่ง มี 92 อปท. ในกลุ่ม ลงนาม MOU ร่วมกัน 60 แห่ง ปริมาณขยะรวมกันแล้ว 402 ตันต่อวัน เสนอโรงไฟฟ้ากำลังการผลิต 6 เมกะวัตต์ ใช้ปริมาณขยะ 400 ตันต่อวัน ก็ขับเคลื่อนโครงการมาระยะหนึ่ง&amp;quot; รองปลัด อบต.ท่าโรงช้างแชร์ประสบการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะมีบางชุมชนต่อต้านโรงไฟฟ้าขยะ แต่สำหรับ โรงไฟฟ้าขยะ ที่ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว อย่างบริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินโครงการโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้นแบบโรงไฟฟ้าขยะที่ได้มาตรฐาน ณ ศูนย์กำจัดขยะมูลฝอย ที่หนองแขม กลับสามารถลดแรงต้านจากชุมชนได้ระดับหนึ่ง ด้วยระบบจัดการที่เป็นระบบปิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหอ หนิง ประธานบริหารบริษัท ซีแอนด์จีฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เหอ หนิง ประธานบริหาร บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีประสบการณ์ดำเนินโรงไฟฟ้าขยะ 8 แห่งที่ประเทศจีน ปัจจุบันในจีนมีโรงไฟฟ้าขยะ 600 แห่ง และวางเป้าลดการฝังกลบขยะให้เหลือ 15% รวมถึงส่งเสริมหลักการ 3R อย่างเต็มที่ ออกมาตรการลดหย่อนภาษีดึงดูดลงทุน สำหรับการทำโรงไฟฟ้าขยะหนองแขมในไทย เปิดดำเนินการมา 5 ปีแล้ว โรงงานตั้งอยู่บนบ่อขยะเดิม ลึกลงไป 16 เมตร มีขยะฝังกลบอยู่ โครงการจึงลดแรงต้านจากชุมชนได้ส่วนหนึ่ง โรงงานเป็นระบบปิดทั้งหมด แต่ละวัน กทม.จะส่งขยะจาก 6 เขต ปริมาณ 500 ตัน เข้าโรงงาน มีส่วนจัดการขยะ และกำจัดขยะ นำขยะไปทำลายและแปรรูปเป็นไฟฟ้า ระบบการทำงานเป็นเตาเผา เป้าหมายหลักคือกำจัดขยะ มีรายได้จากการผลิตไฟ ผลประกอบการโรงงานไฟฟ้าขยะหนองแขมได้กำไร และสามารถดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เส้นทางรายได้ของโรงงานมาจากค่ากำจัดขยะหน่วยงานท้องถิ่นและรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าให้ กฟผ. แต่โรงงานก็ต้องได้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม มีระบบตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมและตั้ง 5 สถานีตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม มีการนำข้อมูลมาเทียบกัน นอกจากนี้ สร้างอาคารศูนย์การเรียนรู้เข้ามาเยี่ยมชม การดูแลชุมชนโดยรอบ นำมาสู่การยอมรับของชุมชน มีการจัดการขี้เถ้าจากโรงไฟฟ้า โดยนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป&amp;quot; เหอ หนิง ผู้บริหาร ซีแอนด์จีฯ กล่าว และพร้อมเปิดโรงงานต้อนรับคณะมาศึกษาดูงาน ไม่ต้องเดินทางไปไกลต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากการสัมมนาครั้งนี้ ทางสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยจะรวบรวมเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการจัดทำแนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากขยะของประเทศต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85354</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติพงษ์ ภิญโญตระกูล, ขยะชุมชน, จ.สุราษฎร์ธานี, ดร.วิจารย์ สิมาฉายา, ธนกร วนะกิจกุลพัฒน์, นิภาพันธ์ ภักดี, บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย, เบญจมาศ โชติทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201129/image_big_5fc2ffdd5c608.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74792</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2020 15:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2020 12:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักเรียนสุราษฎร์ แจงภาพว่อนโซเชียล รองผอ.ไม่ได้ยกมือจะตบเด็ก แต่ขอร้องให้ทำกิจกรรมด้านนอก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจากกรณีโลกโซเชียลแชร์ภาพนักเรียนทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐบาลภายในโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา&amp;nbsp;โดยมีข้อความว่า &amp;quot;กล้าตบหนูหรอคะ!! ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว เด็กสมัยนี้เข้าจะถือเรื่องสิทธิส่วนบุคคลและความเสมอภาคมากกว่า ต่างจากยุคสมัยก่อนที่ครูชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ดังนั้นครูสมัยนี้ก็ต้องเปลี่ยนแนวคิดปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยด้วย ถึงจะเป็นที่เคารพของเด็กๆ อย่าใช้แต่อารมณ์ปรามเด็กแบบครูยุคเก่า พร้อมติดแฮชแท็ก #ผูกโบว์ขาวต้านเผด็จการ&amp;nbsp;#สุราษฎร์จะฟาดเผด็จการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด นายประหยัด ไทยเสน รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา เปิดเผยว่า สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. วันที่ 17&amp;nbsp;สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงโรงเรียนเลิก ได้มีกลุ่มนักเรียนชาย-หญิง ระดับชั้น ม.1- ม.6 ประมาณ 50-60 คน ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มทวิตเตอร์ออกมาร่วมตัวกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์&amp;nbsp;โดยการชูป้ายผ้าขาว กระดาษขาว ติดโบว์ขาว&amp;nbsp;โดยไม่มีการแจ้งขออนุญาตใช้สถานที่&amp;nbsp;เว้นระยะห่างตามความถูกต้องเหมาะสม ขณะนั้นตนเอง ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์จึงเข้าไปพูดคุยอธิบายทำความเข้าใจกับนักเรียนกลุ่มดังกล่าวว่าสามารถแสดงออกได้&amp;nbsp;แต่ต้องอยู่ในความเหมาะสม ซึ่งควรแจ้งให้ทางโรงเรียนรับทราบด้วย เนื่องจากเป็นสถานที่สำหรับการซ้อมกีฬาตัวแทนโรงเรียน ซึ่งอยู่ระหว่างการแข่งขัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประหยัด กล่าวว่าถ้าหากต้องการแสดงออก แสดงความคิดเห็นทางการเมือง ขอให้ไปทำกิจกรรมด้านนอกโรงเรียน เพราะโรงเรียนเป็นสถานศึกษา ไม่ใช่เวทีการเมือง ทั้งนี้ภาพดังกล่าวในโซเชียลเป็นการพูดคุยกันกับตัวแทนกลุ่มนักเรียน โดยไม่ได้มีเหตุกระทบกระทั่งรุนแรงอะไร ตนขอให้ยุติกิจกรรม ดังกล่าวภายในโรงเรียน และขอเก็บป้ายผ้าเอาไว้ แต่ทางกลุ่มนักเรียนไม่ยินยอม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวตนไม่ได้มีอารมณ์กับกลุ่มนักเรียนที่ร่วมกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แต่อยากจะบอกให้ทราบว่าหนูๆสามารถทำได้ เพียงแต่การแสดงออกเรื่องการเมือง ไม่สมควรทำในสถาบันการศึกษา ควรจะทำในที่สาธารณะ หรือสถานที่ที่เหมาะสมเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.น้ำ อายุ 17 ปี นักเรียนชั้นม.6 ตัวแทนกลุ่มนักเรียน&amp;nbsp;เปิดเผยว่า ในวันดังกล่าว ส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนรุ่นน้องๆตั้งแต่ชั้น ม.1- ม.4 ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มทวิตเตอร์ออกมาร่วมตัวแสดงออกเชิงสัญลักษณ์&amp;nbsp;โดยมีการถือป้ายผ้าขาว กระดาษและติดโบว์ต้านเผด็จการ ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไร&amp;nbsp;เพราะต้องเข้าใจว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพตามกฏหมายที่กระทำได้ เพราะการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน อย่ามองว่าพวกหนูเป็นเด็ก ไม่มีสิทธิแสดงออกเรื่องการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกหนูอาจจะศึกษาเข้าใจกว่าผู้ใหญ่บางคน และพวกหนูก็จ่ายภาษี เพราะของกินของใช้ทุกอย่างเป็นการจ่ายภาษีทั้งหมด สมาชิกในกลุ่มจะมีทนายที่ปรึกษาคอยแนะนำว่า สิ่งไหนสามารถทำได้หรือไม่ได้ แต่ในวันดังกล่าว รอง ผอ.ได้เข้ามาห้าม ไม่ยอมให้ทำกิจกรรมภายในโรงเรียน และไล่ให้ออกไปด้านนอกรั้วโรงเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนภาพที่ลงในโซเชียล เป็นการเจรจาระหว่าง รอง ผอ. กับตัวแทนกลุ่มนักเรียน โดย รองผอ.ยกมือขอร้องให้ออกไปทำกิจกรรมข้างนอก ส่วนตัวแทน นักเรียนชี้แจงว่า รอง ผอ.ไม่มีสิทธิยึดแผ่นป้ายผ้าของนักเรียนเอาไว้&amp;nbsp;ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นการเจรจากัน ยกมือบอกให้ออกไปด้านนอกไม่ได้ยกมือจะตบตามที่โซเชียลลงแต่อย่างใด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74792</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.สุราษฎร์ธานี, นักเรียนต้านเผด็จการ, โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200818/image_big_5f3b66269be1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70151</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2020 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2020 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รื้อแล้ว &#039;ขนำหอยแครง&#039; รุกที่สาธารณะอ่าวบ้านดอน รวม 16 หลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.63 - เพจเฟซบุ๊ก Royal Thai navy ได้เผยแพร่ข้อมูลว่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ภาค 2 รายงานผลการแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะบริเวณอ่าวบ้านดอน จว.สุราษฎร์ธานี ว่ากองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยและแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะบริเวณอ่าวบ้านดอน จ.สุราษฎร์ธานี รายงานผลการดำเนินการ ความคืบหน้าการรื้อถอนขนำปัจจุบันรวมขนำที่ทำการรื้อถอนมาแล้ว จำนวน 16 หลัง แยกเป็น อ.เมืองสุราษฎร์ธานี จำนวน 4 หลัง อ.พุนพิน จำนวน 11 หลัง และ อ.กาญจนดิษฐ์ จำนวน 1 หลัง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70151</URL_LINK>
                <HASHTAG>Royal Thai navy, ขนำหอยแครง, จ.สุราษฎร์ธานี, ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 2, อ่าวบ้านดอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efafe96be439.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69316</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2020 18:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2020 18:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดยอด! &#039;ดร.ธรณ์&#039; เผยแม่เต่าเกาะสมุยวางไข่แล้ว 17 รัง ทุบทุกสถิติในรอบเกิน 10 ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มิ.ย.63 -&amp;nbsp;ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เยอะมากๆ เยอะจริงๆ แม่เต่าเกาะสมุยวางไข่ไม่ยอมหยุด ถึงตอนนี้ 17 รังแล้วครับ ทุบทุกสถิติในรอบ 10+ ปี เฉพาะเดือนนี้แค่ครึ่งเดือน วางไปแล้ว 5 รัง ชาวบ้านช่วยดูแล #เต่าชุมชน ได้ดีเยี่ยม สมแคมเปญ #เกาะสมุยเกาะแห่งเต่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงอยากยืนยัน คนหยุด ทะเลคึกคัก โดยเฉพาะที่เกาะสมุย ปีนี้ลูกเต่าตนุ+กระลงทะเลเกิน 500 ตัวแน่นอน ขอบคุณพี่น้องชาวเกาะสมุยผู้น่ารักทุกคน ไชโย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพรังไข่เต่าทะเลที่ใช้สุ่มไก่สไตล์ชาวบ้านจากเพื่อนธรณ์ ภาพแม่เต่าจากกรมทะเล (5 มิ.ย.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่เต่าวางไข่ 5 รัง นับจาก 5 มิ.ย. (รังที่ 13) ถึงเมื่อคืน (รังที่17) ครึ่งเดือนพอดีครับ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69316</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.สุราษฎร์ธานี, ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, เกาะสมุย, เต่ากระ, เต่าตนุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200621/image_big_5eef446051b18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69311</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2020 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2020 18:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วราวุธ&#039; ปลื้มทรัพยากรทะเลฟื้นตัวหลังโควิด จ่อตั้งหน่วยอนุรักษ์ฯดึงชุมชน-นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วราวุธ ศิลปอาชา&amp;quot; รมว.ทส.&amp;nbsp;ลงพื้นที่สุราษฎร์ธานี สำรวจทรัพยากรทางทะเล สุดปลื้มระบบนิเวศฟื้นตัวคืนความสมดุล สัตว์ทะเลหายากกลับมาให้พบเห็นมากขึ้น&amp;nbsp;เตรียมตั้งหน่วยอนุรักษ์ฯเกาะพะงัน ประสานชุมชนและนักท่องเที่ยวบนเกาะเต่า เกาะสมุยและเกาะพะงันมีส่วนร่วมอนุรักษ์อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มิ.ย.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในช่วงระหว่างวันที่ 19-21 มิถุนายนนี้&amp;nbsp;เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์การฟื้นตัวของทรัพยากรทางทะเลหลังวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง น้ำตกธารเสด็จ เกาะนางยวน เกาะเต่า และอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร นอกจากนี้นายวราวุธยังได้มีโอกาสดำน้ำดูสภาพปะการังรอบเกาะเต่า พร้อมกล่าวว่า สิ่งที่ตนรับรู้ได้คือในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ธรรมชาติและระบบนิเวศสามารถฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด ทรัพยากรทางทะเลคืนสมดุล&amp;nbsp;สัตว์ทะเลหายากหลายชนิดกลับมาให้เราได้พบเห็นมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวราวุธ กล่าวว่าเมื่อเร็วๆนี้ คุณพรรณี ครูสอนดำน้ำได้พบฉลามวาฬในพื้นที่เกาะเต่า ก็เป็นเครื่องแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ฉลามวาฬตัวดังกล่าว ได้รับผลกระทบจากขยะทะเลที่เป็นเชือกพันหางจนเป็นแผล ตนจึงได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งผนึกกำลังกับทีมงานนักดำน้ำเกาะเต่าติดตามค้นหาช่วยเหลือต่อไปให้ได้ ตนได้มีโอกาสพบปะและพูดคุยกับพี่น้องประชาชน รวมถึงสมาชิกชมรมรักษ์เกาะเต่า ผู้ประกอบการในพื้นที่ดังกล่าว ก็ได้ให้กำลังใจกับทุกฝ่ายที่ได้ผ่านพ้นวิกฤติในช่วงที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ ตนได้รับทราบถึงปัญหาอื่นๆของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดแคลนแหล่งกักเก็บน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ปัญหาการถือครองที่ดินทำกิน ปัญหาการก่อสร้างท่าเทียบเรือ รวมถึงการอนุรักษ์ต้นเทียนทะเล การอนุรักษ์ฉลามหูดำ เป็นต้น ซึ่งตนจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะสั่งการหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.ทส. กล่าวอีกว่าอยากจะฝากให้พี่น้องประชาชนและผู้เกี่ยวข้องว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะหาจุดสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แต่คงไม่ใช่เรื่องยากหากเราช่วยกัน ทรัพยากรธรรมชาติสามารถฟื้นตัวได้ตามธรรมชาติ เพียงแต่ต้องอาศัยระยะเวลาและการงดการรบกวนจากกิจกรรมมนุษย์ การท่องเที่ยวที่ไม่เกินศักยภาพที่ธรรมชาติรองรับได้ การทำประมงอย่างถูกหลักวิธี การไม่ทิ้งขยะลงทะเล การลดการใช้พลาสติก และการปล่อยมลพิษลงสู่ทะเล สิ่งต่างๆเหล่านี้คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบนิเวศคงความสมดุลและคงอยู่อย่างยั่งยืน ไม่ต้องบอกว่าใครคือผู้รับผิดชอบหลัก ใครคือผู้สนับสนุน เราทุกคนมีภาระหน้าที่เท่าเทียม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนี้ เราต้องเตรียมการเพื่อเข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่ (New normal) เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เราต้องร่วมกันสร้างสิ่งต่างๆให้ดีกว่าเดิม หรือ Build Back Better ทั้งนี้ได้สั่งการให้นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัด ทส.&amp;nbsp;และนายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เตรียมแผนรองรับการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเล รวมถึงประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินงานอย่างจริงจังต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายโสภณ กล่าวว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ดำเนินการจัดตั้งหน่วยอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลเกาะพะงัน (เกาะเต่า) จ.สุราษฎร์ธานี ตามแนวนโยบาย รมว.ทส. เพื่อเป็นหน่วยประสานและดำเนินงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในพื้นที่ พร้อมทั้งเป็นหน่วยให้ความรู้และประสานความร่วมมือกับชุมชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยได้ประสานงานกับนายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดทำแผนบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างมีส่วนร่วม ครอบคลุมพื้นที่เกาะเต่า เกาะพะงัน เกาะสมุย และแหล่งทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็วๆนี้ โดยจะเน้นการท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ คำนึงถึงระบบนิเวศและคงความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69311</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, จ.สุราษฎร์ธานี, นายวราวุธ ศิลปอาชา, เกาะสมุย, เกาะเต่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200621/image_big_5eef35099d437.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66496</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2020 14:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2020 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งเด้ง 3 ตำรวจสืบภาค 8 หลังจับชาวประมงรีดเงิน 5 ล้านแลกไม่ดำเนินคดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค.63 - พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ&amp;nbsp;เปิดเผยถึงกรณีชาวบ้านในพื้นที่อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมตัวปิดล้อมรถยนต์ผู้อ้างตัวเป็นตำรวจเข้าไปจับกุมชาวประมงที่หาลูกหอยแครงและเรียกเงิน 5 ล้านบาท เป็นการแลกเปลี่ยนกับที่ไม่ถูกดําเนินคดีนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า ได้รับรายงานจาก กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ว่าเมื่อวันที่ 20 พ.ค.63 เวลาประมาณ 17.30 น. สภ.กาญจนดิษฐ์ ได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สส.ภ.8 จำนวน 3 นาย ได้ตรวจสอบทำประมงผิดกฎหมาย (หอยแครง) ในพื้นที่และขณะทำการตรวจสอบได้เกิดการเข้าใจผิดกับชาวบ้านในชุมชุน จึงได้ถูกชาวบ้านซึ่งเป็นชาวมุสลิมกว่า 300 คน ปิดล้อมรถโตโยต้า ฟอจูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน กจ 792 สุราษฎร์ธานี ของตำรวจ จนไม่สามารถออกมาได้ จึงขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กาญจนดิษฐ์ สนับสนุนมาที่เกิดเหตุ โดยได้เจรจาเบื้องต้นกับผู้ชุมนุมปิดล้อม แต่ไม่สามารถเจรจาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยชาวบ้านเรียกร้องให้ นายพงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว อดีตกำนันตำบลทุ่งกง อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นคนกลางเข้ามาเจรจา และเมื่อได้ประสานติดต่อให้มา ทำการเจรจากับชาวบ้าน ผลการเจรจาจบลงด้วยดีโดยชาวบ้านยอมเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ ตร.ที่ถูกปิดล้อมได้ แต่เจ้าหน้าที่ชุดกังกล่าวต้องไม่เข้ามาในพื้นที่อีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 3 นาย ดังกล่าว เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด บก.สส.ภ.8 จริง ซึ่ง พล.ต.ท.จิรวัฒน์ ทิพยจันทร์ ผบช.ภ.8 จะมีคำสั่งให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้ง 3 นาย มาปฏิบัติหน้าที่ยัง ศูนย์ปฏิบัติการกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (ศปก.ภ.8) พร้อมมีคำสั่งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องที่เกิดขึ้น โดยหากพบว่ามีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือ มีการเรียกรับเงินเพื่อให้ไม่ถูกดําเนินคดีตามที่ปรากฏเป็นข่าวจริง ให้ดำเนินการทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงไปมา ด้วยความรอบคอบ รวดเร็ว เป็นธรรม พร้อมเน้นย้ำ คณะกรรมตรวจสอบข้อเท็จจริง เร่งคลี่คลายข้อสงสัยและให้ความกระจ่างแก่สังคม และหากพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ก่อเหตุดังกล่าวขึ้นจริง ซึ่งถือว่า มีความประพฤตินอกรีต ไปเรียกรับเงินทอง เรียกรับผลประโยชน์ หรือแม้กระทั่งใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ ขูดรีดประชาชน ให้เร่งดำเนินการทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด ไม่เอาไว้เป็นเยี่ยงอย่าง เพราะเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่กระทำผิดกฎหมายเสียเอง ประกอบกับ ให้พิจารณาดำเนินการทางวินัยกับผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นฐานปล่อยปละละเลย ไม่สอดส่องดูแลความประพฤติผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66496</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.สุราษฎร์ธานี, จับชาวประมงพื้นบ้าน, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, รองโฆษก ตร., สภ.กาญจนดิษฐ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190211/image_big_5c60d10655572.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
