<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 18:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 16:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช.ร่วมกับหน่วยงานภาคีพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย จ.อุทัยธานี ซ่อมสร้างบ้านในเมืองและชนบทรวม 1,183 หลัง-ซ่อมแพแล้วกว่า 100 แพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-left:-.05pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:-.05pt&quot;&gt;ลงนามบันทึกข้อตกลงพัฒนาที่อยู่อาศัยชาวอุทัยธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุทัยธานี /&amp;nbsp; พอช. ร่วมกับจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; และหน่วยงานภาคี&amp;nbsp; เดินหน้าพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยในเมืองรอบเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; และในชนบทที่ อ.ห้วยคต&amp;nbsp; รวม 1,183 หลัง&amp;nbsp; ใช้งบกว่า 60 ล้านบาท&amp;nbsp; ขณะที่การอนุรักษ์และฟื้นฟูชุมชนชาวแพสะแกกรัง&amp;nbsp; โดยการซ่อมสร้างแพที่ชำรุดทรุดโทรมคืบหน้าไปแล้วกว่า 100 แพจากทั้งหมด 122 แพ&amp;nbsp; พร้อมทั้งมีแผนพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายในประเทศไทย&amp;nbsp; สร้างตลาดชาวแพ&amp;nbsp; อนุรักษ์ปลาและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เพื่อให้ชาวชุมชนมีอาชีพ &amp;nbsp;มีรายได้&amp;nbsp; ขณะที่กรมชลประทานเตรียมศึกษาหาทางแก้ปัญหาน้ำสะแกกรังแห้งแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;วันนี้&amp;nbsp; (28 มิถุนายน) ระหว่างเวลา 10.00-12.00 น.&amp;nbsp; ที่ห้องประชุมเทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วม มือ &amp;lsquo;การแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยจังหวัดอุทัยธานี&amp;rsquo; &amp;nbsp;ระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กับหน่วยงานและภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; โดยมนายณรงค์&amp;nbsp; รักร้อย &amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; นายชาดา ไทยเศรษฐ์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ส.ส. จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน&amp;nbsp; มีผู้แทนส่วนราชการ&amp;nbsp; ภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; และผู้แทนชุมชนเข้าร่วมงานประมาณ&amp;nbsp; 100 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ในการลงนามครั้งนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้มอบงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยในจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ประกอบด้วย 1. โครงการบ้านมั่นคงเมือง&amp;nbsp; การพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตรอบเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 392 ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณ&amp;nbsp; 23 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; 2.โครงการบ้านมั่นคงชนบท&amp;nbsp; ตำบลห้วยคต&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; รวม 304 ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณ 12.9 ล้านบาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;3.โครงการบ้านมั่นคงชนบท ตำบลทองหลาง&amp;nbsp; อ.ห้วยคต รวม 219&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณ 11.3 ล้านบาท&amp;nbsp; และ 4.โครงการบ้านมั่นคงชนบทตำบลสุขฤทัย&amp;nbsp; อ.ห้วยคต รวม&amp;nbsp; 268 ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณ&amp;nbsp; 12.9 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 1,183&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณทั้งหมด 60 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; โดยจะเริ่มโครงการทั้งหมดนี้ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;มอบงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้หน่วยงานที่ร่วมลงนามการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตชาวอุทัยธานีทั้งในเมืองและชนบท&amp;nbsp; รวมทั้งหมดกว่า 40 หน่วยงาน&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; อบจ.&amp;nbsp; ที่ดินจังหวัด&amp;nbsp; ธนารักษ์จังหวัด&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด&amp;nbsp; เกษตรและสหกรณ์จังหวัด&amp;nbsp; สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด&amp;nbsp; โยธาธิการและผังเมืองจังหวัด&amp;nbsp; การประปาส่วนภูมิภาค&amp;nbsp; ผู้แทนขบวนที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินภาคเหนือ&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการลงนามเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนผู้มีรายได้น้อยในจังหวัดอุทัยธานีตั้งแต่ปี 2553 &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; จำนวน 70 ครัวเรือน&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงชนบทตำบลระบำ&amp;nbsp; อำเภอลานสัก&amp;nbsp; สร้างบ้านใหม่ในที่ดิน ส.ป.ก. ในปี 2560-2561 รวม 349 ครัวเรือน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งโครงการในปัจจุบัน &amp;nbsp;คือ&amp;nbsp; ชุมชนชาวแพ, ชุมชนรอบเขาสะแกกรัง &amp;nbsp;และบ้านมั่นคงชนบท อำเภอห้วยคต&amp;nbsp; รวม 7 โครงการ&amp;nbsp; จำนวน 1,729 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;นายวิชัย&amp;nbsp; นะสุวรรณโน &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานภาคเหนือ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; กล่าวว่า&amp;nbsp; พอช.เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)&amp;nbsp; มีเป้าหมายในการสนับสนุนและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งสร้างความเป็นธรรม&amp;nbsp; ลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การพัฒนาด้านที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยทั้งในเมืองและชนบทตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;ส่วนการพัฒนาที่อยู่อาศัยในจังหวัดอุทัยธานีนั้น&amp;nbsp; พอช.เริ่มสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของชาวชุมชนเรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังตั้งแต่ต้นปี 2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยนายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้รับทราบปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนชาวแพในแม่น้ำสะแกกรังในเรื่องที่อยู่อาศัยทรุดโทรมและคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; จึงได้มอบหมายให้ พอช.ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่นบรูณาการการแก้ไขปัญหาร่วมกัน&amp;nbsp; โดยมีการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยทั้งหมด 122 หลัง (แพ)&amp;nbsp; รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพ&amp;nbsp; รายได้ ฯลฯ&amp;nbsp; ใช้งบประมาณรวม 8.8 ล้านบาทเศษ &amp;nbsp;ขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว 100 หลัง (แพ)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ พอช.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขบวนองค์กรชุมชนในจังหวัดอุทัยธานีสำรวจปัญหาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองและชนบท&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในเมืองสำรวจชุมชนผู้มีรายได้น้อยบริเวณรอบเขาสะแกกรังในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; พบผู้เดือดร้อนทั้งหมด 392 ครัวเรือน (มี 3 โซน &amp;nbsp;คือ 1. โซนชุมชนหน้าเขาและหลังสนามกีฬา 2. โซนชุมชนหลังเขา&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; 3. โซนหน้าวัดสังกัดรัตนคีรี)&amp;nbsp; ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในที่ดินสาธารณะและที่ดินวัด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;สภาพชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นในช่วงต้นปี 2564 จึงเสนอโครงการไปยังคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและที่ดิน พอช.เพื่อเสนอขออนุมัติโครงการและงบประมาณ&amp;nbsp; และได้รับอนุมัติการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตรวมทั้งหมด 392 ครัวเรือน&amp;nbsp; (อุดหนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; พัฒนาสาธารณูปโภค&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; บริหารจัดการ&amp;nbsp; เฉลี่ยครัวเรือนละ 60,000 บาท) รวมงบประมาณ 23,354,800 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีรูปแบบการพัฒนาตามสภาพชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การปรับปรุงที่อยู่อาศัยในชุมชนเดิมที่มีสภาพแออัด&amp;nbsp; บ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; ให้มีสภาพเหมาะแก่การอยู่อาศัย&amp;nbsp; การรื้อเพื่อปรับผังชุมชนและสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยจะใช้ระยะเวลาทั้งหมดประมาณ 2-3 ปี&amp;nbsp; ทำให้ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานีมีความน่าอยู่&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อทำใช้คุณภาพชีวิตชาวชุมชนดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณรงค์&amp;nbsp; รักร้อย&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนผู้มีรายได้น้อย&amp;nbsp; โดยเฉพาะชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; ถือเป็นโอกาสที่ชุมชนจะใช้เรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเรื่องอื่นๆ ด้วย&amp;nbsp; เพราะนอกจากจะแก้ไขปัญหาเรื่องชุมชนแออัดแล้ว&amp;nbsp; ควรจะต้องใช้โอกาสนี้พัฒนาเรื่องการศึกษาให้ลูกหลาน&amp;nbsp; รวมถึงเรื่องอาชีพของชาวชุมชน&amp;nbsp; โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับจังหวัดและกระทรวงจะต้องร่วมกันสนับสนุนการพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวปานัดฌา&amp;nbsp; ไทยเศรษฐ์ &amp;nbsp;นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ที่ผ่านมา เทศบาลเมืองอุทัยธานีมีความพยายามจะแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยในชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; แต่ที่ดินที่ชาวบ้านอยู่อาศัยมีปัญหาทับซ้อนกันระหว่างที่ดินวัดสังกัสรัตนคีรีกับที่ดินสาธารณะและเป็นปัญหามานาน&amp;nbsp; ดังนั้นในขณะนี้เทศบาลจึงขอให้สำนักงานที่ดินจังหวัดมารังวัดและตรวจสอบแนวเขตที่ดินให้แน่ชัด&amp;nbsp; หากพื้นที่ใดเป็นที่ดินสาธารณะ&amp;nbsp; เทศบาลจะได้ทำเรื่องขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ประชาชนเช่าหรืออยู่อาศัยได้อย่างถูกกฎหมาย&amp;nbsp; และเทศบาลจะร่วมกับ พอช.พัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตชาวชุมชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางกาญจนี&amp;nbsp; ปรีดารัตน์ &amp;nbsp;กรรมการชุมชนหลังเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชาวชุมชนส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย&amp;nbsp; ทำงานรับจ้างทั่วไปในเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; ต้องอยู่อาศัยในที่ดินสาธารณะและที่ดินวัดสังกัสรัตนคีรีมานานหลายสิบปี&amp;nbsp; ที่ผ่านมามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดมาติดประกาศห้ามบุกรุกที่ดิน&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านเกิดความกังวล&amp;nbsp; เพราะไม่รู้ว่าจะถูกขับไล่ในวันใด&amp;nbsp; เมื่อมีการลงนามบันทึกข้อตกลงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในวันนี้&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านเกิดความสบายใจ&amp;nbsp; และจะร่วมกันพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ทรุดโทรมให้มีความแข็งแรง&amp;nbsp; ปลอดภัย&amp;nbsp; มีสภาพแวดล้อมที่ดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ที่ผ่านมา&amp;nbsp; พอช.ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกับชาวชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สร้างความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชน&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; จัดทำแผนที่&amp;nbsp; วิเคราะห์ผังชุมชน&amp;nbsp; ส่งเสริมให้ชุมชนรวมตัวกันตั้งกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; จัดทำแผนการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; สาธารณูปโภค&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ทำแนวกันไฟ&amp;nbsp; พัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; และเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับกรรมการเมืองและคณะทำงานขับเคลื่อนที่อยู่อาศัยจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; เพื่อพัฒนาชุมชนรอบเขาสะแกกรังทั้งหมด 3 ชุมชน&amp;nbsp; รวม 392 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวกะเหรี่ยงภูเหม็นเตรียมซ่อมบ้าน-ทำประปาภูเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการพัฒนาชุมชนรอบเขาสะแกกรังแล้ว&amp;nbsp; พอช.ยังมีแผนงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตตามโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคงชนบท&amp;rsquo; ในอำเภอห้วยคต&amp;nbsp; จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; รวม 3 ตำบล &amp;nbsp;คือ&amp;nbsp; ทองหลาง&amp;nbsp; ห้วยคต&amp;nbsp; และสุขฤทัย&amp;nbsp; เนื่องจากสภาพบ้านทรุดโทรมเพราะปลูกสร้างมานาน&amp;nbsp; และชาวบ้านมีรายได้น้อย&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 791 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ใช้งบประมาณรวม&amp;nbsp; 37 ล้านบาทเศษ (เฉลี่ยครัวเรือนละ 46,000 บาท) &amp;nbsp;โดยจะเริ่มโครงการได้ภายในเดือนสิงหาคมเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ชาวกะเหรี่ยงภูเหม็นร่วมออกแบบการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงอังคาร&amp;nbsp; คลองแห้ง&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; ต.ทองหลาง&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นมีประมาณ 200 ครัวเรือน&amp;nbsp; มีอาชีพปลูกข้าวไร่เป็นหลัก&amp;nbsp; ต้องอาศัยน้ำธรรมชาติในการทำไร่และนำมาใช้ในครัวเรือน&amp;nbsp; จึงจัดทำโครงการบ้านมั่นคงชนบทเสนอต่อ พอช.และได้งบสนับสนุนประมาณ 1 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; เพื่อนำมาจัดทำโครงการต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ซ่อมแซมบ้านเรือนที่ทรุดโทรม&amp;nbsp; จำนวน 51 ครัวเรือน&amp;nbsp; ทำประปาภูเขาโดยต่อท่อประปาจากแหล่งน้ำเข้ามาในหมู่บ้านระยะทางประมาณ 500 เมตร&amp;nbsp; จัดทำครัวกลางเพื่อใช้ทำอาหารในงานพิธีต่างๆ&amp;nbsp; จัดทำพิพิธภัณฑ์ชุมชน&amp;nbsp; และสร้างพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; โดยจะปลูกไม้ผล&amp;nbsp; ไม้ยืนต้นในที่ดินรอบๆ ชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 61 แปลง&amp;nbsp; จะเริ่มโครงการได้ในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซ่อมแพในแม่น้ำสะแกกรังแล้วกว่า 100 แพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคืบหน้าการฟื้นฟูและพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งประสบปัญหาเรือนแพทรุดโทรม&amp;nbsp; แพเกยตื้นและลูกบวบพยุงแพเสียหายเพราะแม่น้ำสะแกกรังแห้งแล้ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัญหาแม่น้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; ผักตบชวาขวางกั้นการเดินเรือ&amp;nbsp; ทำให้ชาวเรือนแพซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; จับปลา&amp;nbsp; ทำประมงพื้นบ้าน ฯลฯ ได้รับความเดือดร้อนนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;สภาพแม่น้ำสะแกกรังที่แห้ง&amp;nbsp; ทำให้แพเกยตื้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอช. ร่วมกับหน่วยงานในจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; จัดทำแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัย (เรือนแพ)&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 122 หลัง&amp;nbsp; เริ่มซ่อมสร้างตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 &amp;nbsp;ปัจจุบัน (มิถุนายน 2564)&amp;nbsp; ซ่อมสร้างเสร็จแล้วประมาณ 102 หลัง &amp;nbsp;ส่วนที่เหลืออีก 20 หลังอยู่ในระหว่างการดำเนินงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;สภาพแพที่ทรุดโทรม&amp;nbsp; ต้องรื้อซ่อมใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; จะร่วมกันพัฒนาชุมชนเรือนแพเพื่อให้ชาวชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp; ใช้ต้นทุนที่มีอยู่พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว&amp;nbsp; สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชาวชุมชน &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; มีตลาดชาวแพ&amp;nbsp; หรือแพจำหน่ายสินค้า&amp;nbsp; แพกลางเพื่อเป็นศูนย์ข้อมูล&amp;nbsp; บริการนักท่องเที่ยว ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการแก้ไขปัญหาน้ำในแม่น้ำสะแกกรังแห้งแล้งนั้น&amp;nbsp; นายชาดา ไทยเศรษฐ์&amp;nbsp; ส.ส.อุทัยธานี&amp;nbsp; พรรคภูมิใจไทย&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา&amp;nbsp; ตนได้พูดคุยกับชลประทานจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ทราบว่าขณะนี้กรมชลประทานมีโครงการศึกษาการแก้ไขปัญหาแม่น้ำสะแกกรังแห้งแล้ง&amp;nbsp; อันเนื่องมาจากภาวะวิกฤต&amp;nbsp; น้ำในเขื่อนที่จะปล่อยลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้อย&amp;nbsp; จึงไม่สามารถสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาเติมได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยกรมชลประทานจะใช้งบประมาณ 30 ล้านบาทเพื่อจ้างบริษัทที่ปรึกษาสำรวจข้อมูลปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาตลอดลำน้ำสะแกกรัง (ระยะทางจากต้นน้ำที่ จ.กำแพงเพชร&amp;nbsp; ลงมาถึง จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; ประมาณ 225 กิโลเมตร) คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ผู้แทนหน่วยงานและภาคีต่างๆ ที่ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตกับผู้แทนชุมชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107928</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุทัยธานี, ชนบท, ที่อยู่อาศัย, บ้านในเมือง, ผู้มีรายได้น้อย, พอช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d9ab86d9d7e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2021 18:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2021 18:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลัสเตอร์ตลาดสำโรงเหนือลามชาวอุทัยธานีติดโควิดอีก 5 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ค.64-นายณรงค์&amp;nbsp; รักร้อย&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ประธานศูนย์บัญชาการเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด -19&amp;nbsp; จังหวัดอุทัยธานี ร่วมกับนพ.สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุทัยธานี และผู้แทนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานี แถลงภาพรวมของสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิค-19 ในจังหวัดอุทัยธานีว่า พบผู้ติดเชื้อโควิด -19 อีก 5 ราย โดยเป็นผู้เดินทางกลับมาจากจังหวัดพื้นที่เสี่ยงและมีการติดเชื้อในครอบครัว (คลัสเตอร์ผู้ค้าผักตลาดสำโรงเหนือ)&amp;nbsp; โดยผู้ติดเชื้อ ทั้ง 5 รายนี้เป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกันกับผู้ติดเชื้อยืนยันรายที่ 34 ในพื้นที่อำเภอทัพทัน ซึ่งเดินทางมาจากจังหวัดสมุทรปราการพร้อมกัน จำนวน 9 ราย เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณรงค์ กล่าวว่า การติดเชื้อในจังหวัดส่วนใหญ่นั้นมาจากประชาชนในจังหวัดอุทัยธานี ที่เกิดทางกลับภูมิลำเนามาจากจังหวัดพื้นที่เสี่ยงเป็นหลัก แต่ส่วนใหญ่ที่เดินทางกลับมาจะให้ความร่วมมือในเรื่องของการแจ้งครอบครัว กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่อสม.ในพื้นที่ให้ทราบล่วงหน้า&amp;nbsp; จึงทำให้ในจังหวัดอุทัยธานีไม่เกิดการระบาดใหญ่ในวงกว้าง ยอดที่ติดเชื้อเพิ่มหลักๆจึงเป็นกลุ่มคนในครอบครัว และมีความเสี่ยงที่จะแพร่ระบาด เชื้อเพิ่มได้น้อย เนื่องจากมีการแจ้งประสานกับทางเจ้าหน้าที่และเข้าสู่การกักตัวเฝ้าระวังตามมาตรการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนรายละเอียดข้อมูลเบื้องต้นของ ผู้ติดเชื้อยืนยันรายที่ 34 -&amp;nbsp; 38 นั้น ประกอบด้วยเพศชาย 2 ราย เพศหญิง 4 ราย มีอายุอยู่ระหว่าง 16 -&amp;nbsp; 44 ปี มีอาชีพค้าขายในตลาดสำโรงเหนือจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งทั้งหมดเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน โดยเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม เวลา&amp;nbsp; 05.00 น. ผู้ติดเชื้อยืนยันรายที่ 34 -&amp;nbsp; 36 พร้อมกับผู้สัมผัสเสียงสูงรวมทั้งสิ้น 9 ราย เดินทางกลับภูมิลำเนาในพื้นที่อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี โดยรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งเมื่อถึงบ้านได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ว่า เจ้าของแผงค้าที่ตลาดสดสำโรงเหนือ ติดเชื้อ covid19 และผู้ติดเชื้อยืนยันรายที่ 34 ของจังหวัดอุทัยธานี เริ่มมีอาการปวดเมื่อย เจ็บคอ จึงได้โทรประสานไปยังโรงพยาบาลทัพทัน เพื่อขอตรวจหาเชื้อ covid19 และผลยืนยันพบการติด เชื้อโควิค-19 ในที่ 28 พฤษภาคม เวลา 18.00 น. ก่อนเข้ารับการรักษาตัวที่ห้องแยกโรคโรงพยาบาลทัพทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104690</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุทัยธานี, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210530/image_big_60b3797af19d3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99190</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2021 19:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2021 19:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อุทัยธานี&#039;พบผู้ป่วยโควิด1รายเชื่อมโยงสถานบันเทิงย่านรัชดา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 เม.ย.64-นายณรงค์ รักร้อย ผู้ว่าฯหวัดอุทัยธานี พร้อมด้นพ.สุชิน คันศร รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานี และนพ.สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุทัยธานี แถลงสถานการณ์โควิดจังหวัดอุทัยธานี พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ จำนวน 1 ราย มีความเชื่อมโยงกับสถานบันเทิงย่านรัชดา
ถือเป็นผู้ป่วยระลอกใหม่รายที่ 6 เพศชาย อายุ 24 ปี เข้ามาในจังหวัดอุทัยธานีโดยไม่ได้แจ้งให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่ทราบ ซึ่งเมื่อวันที่ 8 เม.ย.เริ่มมีอาการป่วย ญาติจึงแจ้ง อสม.ในพื้นที่ทราบ หลังจากดำเนินการสอบสวนโรค พบว่าผู้ป่วยเดินทางมาจากพื้นที่ระบาดโดยทำงานในผับแห่งหนึ่งย่านรัชดา ซึ่งผับแห่งนั้นพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อจำนวนมาก ทางโรงพยาบาลบ้านไร่ จึงได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการพบติดเชื้อไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทีมควบคุมโรคอำเภอบ้านไร่ได้ดำเนินการควบคุมโรคเบื้องต้น ปัจจุบันผู้ป่วยรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลบ้านไร่ ขณะเดียวกันได้ทำการสอบสวนโรค ติดตามกลุ่มเสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำเพิ่มเติมในพื้นที่ พบผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจำนวน 8 ราย เสี่ยงต่ำ 1 ราย โดยผู้สัมผัสเสี่ยงสูงได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างส่งตรวจ วันที่ 11 เม.ย.และให้กักกันตัว สถานที่ที่รัฐจัดให้ในอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี และผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำได้ดำเนินการให้กักตัวเอง ณ บ้านพักและเฝ้าระวังอาการ เป็นระยะเวลา 14 วัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99190</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุทัยธานี, สถานบันเทิงรัชดา, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210411/image_big_6072e549582b3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92275</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2021 15:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2021 15:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จนท.อุทยานฯห้วยขาแข้งจับ 2 พรานลอบล่าสัตว์ป่าพื้นที่จ.อุทัยธานี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.พ.64-นายเพิ่มศักดิ์ กนิษฐชาต หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีพราน 2 คน แอบเข้าไปล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง บริเวณป่าห้วยแม่ดีน้อย ท้องที่ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี จึงจัดกำลังเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนเชิงคุณภาพ จำนวน 27 คน แบ่งกำลังเป็น 2 ชุด คือชุดออกติดตาม และชุดดักซุ่ม เวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวน ได้พบชายทั้ง 2 คน ที่มีลักษณะตรงตามที่ได้รับแจ้ง จึงได้แสดงตัวและเข้าจับกุมสอบสวนทราบชื่อนายภูริช มดแดง อายุ 20 ปี &amp;nbsp;และ นายจิรายุ อ้ายเขียะ อายุ 35 ปี โดยทั้ง 2 &amp;nbsp;คน เป็นชาวบ้านคลองเสลา ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรวจสอบพื้นที่และตรวจค้นตัวผู้ต้องหาพบอุปกรณ์ล่าสัตว์ และซากสัตว์ป่า หลายรายการ ประกอบด้วย อาวุธปืนลูกยาวขนาด .22 ติดลำกล้อง จำนวน 2 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืนขนาด .22 รวม 124 นัด ซากไก่ฟ้าหลังเทา จำนวน 1 ซาก นกโพระดกคอสีฟ้า จำนวน 4 ซาก ซากนกขุนทอง จำนวน 1 ซาก และซากกระรอกปลายหางดำ จำนวน 10 ซาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่จังแจ้งข้อกล่าวหาให้พรานทั้ง 2 คนโดยมีความผิดฐาน &amp;ldquo;ร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่&amp;rdquo; &amp;nbsp;ตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 มีความผิดฐาน &amp;ldquo;ร่วมกันล่าสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่&amp;rdquo; ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 มีความผิดฐาน &amp;ldquo;ร่วมกันล่าสัตว์ป่า ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่&amp;rdquo; ตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 มีความผิดฐาน &amp;ldquo;ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง หรือซากสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่&amp;rdquo; ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 มีความผิดฐาน &amp;ldquo;ร่วมกันเก็บหาของป่าหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ&amp;rdquo; ตามมาตรา 14 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 &amp;nbsp;พร้อมได้นำตัวส่ง ให้พนักงานสอบสวนเพิ่มข้อกล่าวหาตาม พ. ร. บ. อื่นที่เกี่ยวข้องด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ &amp;nbsp;สภ.บ้านได้จึงได้จัดทำบันทึกจับกุม พร้อมรวบรวมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92275</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุทัยธานี, จับพรานป่า, ล่าสัตว์ป่า, อุทยานแห่งชาติห้วยขาแข้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210207/image_big_601fa3e2c2c68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86311</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2020 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/12/2020 19:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถาปนาพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษแห่งที่ 13 ‘กะเหรี่ยงพุเม้ยง์’ จ.อุทัยธานี   ขณะที่กะเหรี่ยง 3 จังหวัดยื่นหนังสือถึง รมว.กระทรวงทรัพยากรฯ ร้องปัญหาที่ดิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;การประกาศพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์ (ภูเหม็น)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;จ.อุทัยธานี / พี่น้องกะเหรี่ยงและภาคีเครือข่ายร่วมพิธีสถาปนา &amp;lsquo;เขตคุ้มครองวัฒนธรรมพิเศษ&amp;rsquo; ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; เป็นแห่งที่ 13 ของประเทศ&amp;nbsp; ตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ ตั้งเป้าปี 2564 ประกาศเขตคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์อีก 34 &amp;nbsp;พื้นที่&amp;nbsp; ขณะที่ตัวแทนชาวกะเหรี่ยง 3 จังหวัดยื่นหนังสือผ่าน &amp;lsquo;นพดล&amp;nbsp; พลเสน&amp;rsquo; ผู้ช่วย รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรรมชาติฯ เรียกร้องให้ &amp;lsquo;วราวุธ&amp;nbsp; ศิลปอาชา&amp;rsquo; แก้ไขปัญหาที่ดินที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ&amp;nbsp; ด้านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย-อาชีพ-คุณภาพชีวิตพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ&amp;nbsp; ประเดิมที่บ้านพุเม้ยง์ 200 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ระหว่างวันที่ 7-9 ธันวาคมนี้&amp;nbsp; มีการจัดงาน &amp;lsquo;มหกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตะวันตก&amp;rsquo;&amp;nbsp; และพิธี &amp;lsquo;สถาปนาพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ&amp;rsquo;&amp;nbsp; ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์หรือ &amp;lsquo;ภูเหม็น&amp;rsquo; &amp;nbsp;ต.ทองหลาง&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ภาคตะวันตก 6 จังหวัด&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; เพชรบุรี&amp;nbsp; ราชบุรี&amp;nbsp; กาญจนบุรี&amp;nbsp; สุพรรณบุรี&amp;nbsp; และอุทัยธานี&amp;nbsp; พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนประมาณ 400 คนเข้าร่วมงาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ผู้ช่วย รมว.กระทรวงทรัพยากรฯ ร่วมงานสถาปนาเขตคุ้มครองฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;โดยในวันนี้ (8 ธันวาคม) นายนพดล&amp;nbsp; พลเสน&amp;nbsp; ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายวราวุธ&amp;nbsp; ศิลปอาชา&amp;nbsp; รมว.ทส.) เดินทางมาร่วมงาน&amp;nbsp; และร่วมพิธีสถาปนา &amp;lsquo;เขตคุ้มครองวัฒนธรรมพิเศษ&amp;rsquo; ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์ (ภูเหม็น) &amp;nbsp;โดยมีเจ้าวัตร-แม่ย่า (ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวกะเหรี่ยง) และชาวกะเหรี่ยงประมาณ 100 คนร่วมกันทำพิธีและสวดมนต์บริเวณหลักหมุดเขตคุ้มครองฯ&amp;nbsp; เพื่อความเป็นสิริมงคล&amp;nbsp; และขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครองชาวกะเหรี่ยงพุเมยง์ให้อยู่ดี&amp;nbsp; กินดี&amp;nbsp; มีความสุข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;นายนพดล&amp;nbsp; พลเสน&amp;nbsp; (เสื้อกั๊กดำ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;นายนพดล&amp;nbsp; พลเสน&amp;nbsp; ผู้ช่วย รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; เนื่องจากในวันนี้เป็นวันประชุมคณะรัฐมนตรี&amp;nbsp; นายวราวุธ&amp;nbsp; ศิลปอาชา&amp;nbsp; รมว.ทส.&amp;nbsp; จึงมอบหมายให้ตนมางานนี้แทน&amp;nbsp; โดยนายวราวุธได้ฝากข้อคิดเห็นมาถึงพี่น้องกระเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์ 3 ประเด็น&amp;nbsp; คือ 1.จะทำอย่างไรให้บ้านพุเม้ยง์ เป็นต้นแบบในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; เช่นเดียวกับที่บ้านน้ำพาง&amp;nbsp; อ.แม่จริม&amp;nbsp; จ.น่าน&amp;nbsp; ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ภูเขาหัวโล้นจากการบุกรุกทำการเกษตร&amp;nbsp; แต่ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านช่วยกันปลูกต้นไม้&amp;nbsp; รักษาป่าต้นน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;ldquo;พื้นที่ใดมีสายน้ำก็มีชีวิต&amp;nbsp; ดังนั้นชาวบ้านพุเม้ยง์จะต้องช่วยกันทำฝายกักเก็บน้ำ&amp;nbsp; เพื่อนำมาสร้างอาชีพเกษตรกร&amp;nbsp; โดยหน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรฯ เช่น&amp;nbsp; อุทยานห้วยคต&amp;nbsp; และหน่วยงานต่างๆ จะช่วยกันสนับสนุนเพื่อให้พี่น้องมีอาชีพ&amp;nbsp; มีรายได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายนพดลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;2.ต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วม&amp;nbsp; โดยเฉพาะที่บ้านพุเม้ยง์มีต้นทุนทางธรรมชาติ&amp;nbsp; คือมีอากาศดี&amp;nbsp; มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาแน่น&amp;nbsp; สามารถทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนได้&amp;nbsp; โดยชุมชนต้องเตรียมเรื่องที่พักเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว&amp;nbsp; และเตรียมจัดการเรื่องขยะจากการท่องเที่ยว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;3.หน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรฯ จะต้องอำนวยความสะดวกให้ประชาชน&amp;nbsp; ไม่รังแกประชาชน&amp;nbsp; และหากประชาชนทำผิดครั้งแรกให้ตักเตือน&amp;nbsp; หากทำผิดซ้ำให้ดำเนินการตามกฎหมาย&amp;nbsp; และหากพื้นที่ใดที่ประชาชนได้รับเอกสารสิทธิ์ (พื้นที่ป่าไม้) ห้ามมีการเปลี่ยนมือหรือซื้อขาย&amp;nbsp; หากตรวจพบจะยึดพื้นที่คืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ชาวกะเหรี่ยง 3 จังหวัดยื่นหนังสือถึง รมว.ทส.ร้องปัญหาที่ดิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ขณะเดียวกันผู้แทนชาวกะเหรี่ยงใน 3 จังหวัด&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; สุพรรณบุรี&amp;nbsp; ราชบุรี&amp;nbsp; และประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; ได้ยื่นหนังสือผ่านนายนพดลถึงนายวราวุธ&amp;nbsp; ศิลปอาชา&amp;nbsp; รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ&amp;nbsp; เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านที่ดินและที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; 1.ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านป่าผาก&amp;nbsp; ต.วังยาว&amp;nbsp; อ.ด่านช้าง&amp;nbsp; &amp;nbsp; จ.สุพรรณบุรี&amp;nbsp; ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ยึดพื้นที่ทำกินตั้งแต่ปี 2528&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันบางส่วนได้รับการจัดสรรพื้นที่ทำกินแล้ว&amp;nbsp; แต่ยังมีอีก 15 ครอบครัว&amp;nbsp; รวม 80 คน&amp;nbsp; ยังไม่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกิน&amp;nbsp; จึงขอให้ รมว.ทส.แก้ไขปัญหา&amp;nbsp;2.ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพุระกำ&amp;nbsp; อ.สวนผึ้ง&amp;nbsp; จ.ราชบุรี&amp;nbsp; จะได้รับผลกระทบจากการสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ 2,000 ไร่&amp;nbsp; มีชาวบ้านได้รับผลกระทบประมาณ 70 ครอบครัว&amp;nbsp; จึงอยากให้กระทรวง ทส.ชะลอโครงการนี้ก่อน&amp;nbsp; และศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน&amp;nbsp; และ 3.ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านป่าหมาก&amp;nbsp; อ.สามร้อยยอด&amp;nbsp; จ.ประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; ประมาณ 170 ครอบครัวจะได้รับผลกระทบด้านที่ดินที่อยู่อาศัยจากการประกาศพื้นที่มรดกโลกแก่งกระจาน (รวมพื้นที่ในเขตอำเภอสามร้อยยอด) จึงขอให้รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ช่วยแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ตัวแทนชาวกะเหรี่ยงยื่นหนังสือกับนายนพดล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ด้านนายนพดล พลเสน&amp;nbsp; ผู้ช่วย รมว.ทส. กล่าวว่า&amp;nbsp; นายวราวุธได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือร้องเรียนจากผู้แทนชาวกะเหรี่ยง 3 จังหวัด&amp;nbsp; หลังจากนั้นจะนำเรื่องเรียนไปนำเสนอต่อนายวราวุธเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;มติ ครม. 3 สิงหาคม 2553&amp;nbsp;&amp;nbsp; เห็นชอบ &amp;lsquo;แนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ อาศัยอยู่กันมานานหลายร้อยปี&amp;nbsp; รวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคลื่อนย้ายมาอยู่ในภายหลัง&amp;nbsp; รวมทั้งหมดประมาณ 70 กลุ่ม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กะเหรี่ยง&amp;nbsp; อาข่า&amp;nbsp; ม้ง&amp;nbsp; เย้า&amp;nbsp; ลัวะ&amp;nbsp; ลาหู่&amp;nbsp; ไทใหญ่&amp;nbsp; กูย&amp;nbsp; ชาวเล&amp;nbsp; มันนิ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ประชากรรวมกันประมาณ&amp;nbsp; 6.1 ล้านคน&amp;nbsp; โดยมีชาวกะเหรี่ยงมากที่สุดประมาณ&amp;nbsp; 300,000&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศ&amp;nbsp; ที่ผ่านมาชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน&amp;nbsp; เพราะมีวิถีชีวิต&amp;nbsp; ประเพณี&amp;nbsp; วัฒนธรรมในการผูกพันพึ่งพากับป่าไม้และธรรมชาติ&amp;nbsp; แต่สวนทางกับนโยบายของรัฐในอดีตที่ต้องการให้คนออกจากป่า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;คณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์&amp;nbsp; เวชาชีวะ&amp;nbsp; ได้มีมติเมื่อ 3 สิงหาคม 2553 &amp;nbsp;โดยเห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอเรื่อง &amp;lsquo;แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยมีแนวปฏิบัติที่สำคัญ เช่น&amp;nbsp; 1. ให้เพิกถอนพื้นที่ป่าที่มีหลักฐานประจักษ์ว่าชุมชนอยู่อาศัยมาก่อนที่จะมีการประกาศกฎหมายทับซ้อนพื้นที่ดังกล่าว&amp;nbsp; 2.ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่พิพาทเรื่องที่ทำกิน ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อปกป้องและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเปราะบางให้สามารถดำรงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตนเองต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; เนื่องจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง&amp;nbsp; มติ ครม. 3 สิงหาคม 2553&amp;nbsp; จึงไม่ถูกนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง&amp;nbsp; จนถึงวันนี้เป็นเวลา 10 ปีแล้ว&amp;nbsp; แต่กลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยงยังได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปัญหาเรื่องการประกาศเขตพื้นที่ป่าทับซ้อนกับที่ดินทำกินของชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; ทำให้ชาวกะเหรี่ยงถูกขับไล่หรือถูกจับกุมดำเนินคดี&amp;nbsp; ไม่มีความมั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;เจ้าวัตรและแม่ย่า&amp;rsquo;&amp;nbsp; ผู้นำทางจิตวิญาณชาวกะเหรี่ยงทำพิธีสวดมนต์บริเวณหมุดคุ้มครองวัฒนธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ดังนั้นพี่น้องชาวกะเหรี่ยงและหน่วยงานภาคีเครือข่ายจึงร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อให้มติ ครม. ดังกล่าวมีผลในทางปฏิบัติ&amp;nbsp; โดยการสนับสนุนการจัดตั้ง &amp;lsquo;เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกะเหรี่ยง&amp;rsquo; ขึ้นมาแล้วจำนวน 12 พื้นที่ในภาคเหนือ &amp;nbsp;และผลักดันให้มติ ครม.ยกระดับเป็นกฎหมายที่มีผลในทางปฏิบัติต่อไป &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อให้สามารถคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้อย่างแท้จริง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;พื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษแห่งที่ 13 &amp;lsquo;กะเหรี่ยงพุเม้ยง์&amp;rsquo; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์&amp;nbsp; ต.ทองหลาง&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; ถือเป็นพื้นที่หรือชุมชนชาวกะเหรี่ยงแห่งที่ 13 ของประเทศไทยที่ได้รับการสถาปนาหรือจัดตั้ง &amp;lsquo;เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมพิเศษชาวกะเหรี่ยง&amp;rsquo; ขึ้นมาในวันนี้ (8 ธันวาคม)&amp;nbsp; มีประมาณ 200 ครัวเรือน&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 700 คน&amp;nbsp; มีอาชีพทำการเกษตร&amp;nbsp; ปลูกข้าวไร่&amp;nbsp; มันสำปะหลัง&amp;nbsp; ข้าวโพด&amp;nbsp; สับปะรด&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ลุงอังคาร&amp;nbsp; ครองแห้ง&amp;nbsp; ผู้นำชาวกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยท์&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; หมู่บ้านพุเม้ยท์ก่อตั้งมานานประมาณ 148 ปี&amp;nbsp; โดยมีหลักฐานว่ามีผู้ใหญ่บ้านคนแรกในปี 2415&amp;nbsp; มีต้นมะพร้าวอายุกว่า 100 ปีที่ชาวบ้านปลูก&amp;nbsp; ปัจจุบันต้นมะพร้าวมีความสูงประมาณ 30&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมตร&amp;nbsp; และมีต้นไม้ใหญ่คือ &amp;lsquo;ต้นผึ้ง&amp;rsquo; ที่ขึ้นตามธรรมชาติ&amp;nbsp; มีความกว้างใหญ่ประมาณ 30 คนโอบ&amp;nbsp; สันนิษฐานว่ามีอายุกว่า 300 ปี&amp;nbsp; โดยชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษา&amp;nbsp; ถือเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ต้นผึ้งขนาด 30 คนโอบ&amp;nbsp; อายุกว่า 300 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;ldquo;เราอยู่กันมานานเกือบ 150 ปี&amp;nbsp; ก่อนจะมีกฎหมายป่าไม้&amp;nbsp; และมีเขตอุทยาน&amp;nbsp; แต่เมื่อมีการปลูกสวนป่าในปี 2535 และประกาศเขตอุทยานห้วยคตในปี 2557 ชาวบ้านจึงเริ่มได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; เพราะเข้าไปปลูกข้าวไร่แบบหมุนเวียนไม่ได้&amp;nbsp; หากเข้าไปก็จะถูกจับ&amp;nbsp; เมื่อไม่มีพื้นที่ปลูกข้าว&amp;nbsp; ชาวกะเหรี่ยงก็ไม่มีข้าวกิน&amp;nbsp; ต้องเปลี่ยนไปปลูกข้าวโพด&amp;nbsp; ปลูกมันสำปะหลังขาย&amp;nbsp; ต้องใช้ปุ๋ย&amp;nbsp; ใช้สารเคมี&amp;nbsp; ทำให้มีรายได้ไม่พอกิน&amp;nbsp; ต้องเป็นหนี้สิน&amp;nbsp; เราจึงร่วมกันต่อสู้&amp;nbsp; เรียกร้องวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมกลับคืนมา&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้นำกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์บอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ทั้งนี้การเจรจาแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทับซ้อนของชาวกะเหรี่ยงกับเขตอุทยานห้วยคตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือที่ดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ&amp;nbsp; อุทยานห้วยคต&amp;nbsp; โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; และทางอุทยานฯ ได้อนุญาตให้ชาวบ้านเข้าไปร่วมดูแลรักษาป่า&amp;nbsp; ใช้ประโยชน์จากป่าโดยไม่ทำลายต้นไม้&amp;nbsp; แหล่งน้ำ เช่น&amp;nbsp; ปลูกข้าวไร่&amp;nbsp; ปลูกพืชผัก&amp;nbsp; เก็บเห็ด&amp;nbsp; หน่อไม้&amp;nbsp; ฯลฯ ในพื้นที่ประมาณ 13,000 ไร่ที่ประกาศเป็นเขตคุ้มครองวัฒนธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;เกรียงไกร&amp;nbsp; ชีช่วง&amp;nbsp; เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม&amp;nbsp; เขตงานตะนาวศรี&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การประกาศเขตคุ้มครองวัฒนธรรมเป็นการยืนยันว่าชาวกะเหรี่ยงอยู่อาศัยในพื้นที่นี้มานานแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีวัฒนธรรม&amp;nbsp; ประเพณีเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การปลูกข้าวไร่แบบหมุนเวียน&amp;nbsp; สลับกันไป&amp;nbsp; เพื่อให้ผืนดินได้พักฟื้น และกลับมามีความอุดมสมบูรณ์โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นการทำไร่เลื่อนลอย&amp;nbsp; หรือทำลายป่าไม้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;ldquo;การประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษของชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; ไม่ใช่จะทำให้เรามีสิทธิเหนือกว่าคนอื่น&amp;nbsp; แต่เป็นการรักษาประเพณี&amp;nbsp; วิถีชีวิตของเราเอาไว้&amp;nbsp; และเป็นการทำตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2563&amp;nbsp; ซึ่งมติ ครม.นี้เป็นแนวนโยบายที่รัฐจะได้ประโยชน์อย่างชัดเจน&amp;nbsp; ทั้งการมีส่วนร่วมของชุมชน&amp;nbsp; การสร้างความเป็นธรรม&amp;nbsp; ลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; สร้างสังคมพหุวัฒนธรรม&amp;nbsp; รวมทั้งมิติสิทธิชุมชน&amp;nbsp; นี่คือการทำตามนโยบายและแนวทางของรัฐบาล&amp;nbsp; คือจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้แทนเครือข่ายกะเหรี่ยงกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;พิธีสักการะต้นผึ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;บันทึกข้อตกลงความร่วมมือคุ้มครองวิถีชีวิตฯ ชาวกะเหรี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;การจัดงานที่บ้านพุเม้ยง์ในวันที่ 8 ธันวาคม&amp;nbsp; มีพิธีลงนาม &amp;lsquo;บันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ&amp;nbsp; ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษบ้านพุเม้ยง์ ต.ทองหลาง อ.ห้วยคต&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;rsquo; &amp;nbsp;โดยได้ประกาศเป็นเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ ตามมติ&amp;nbsp; ครม. 3 สิงหาคม 2553&amp;nbsp; เรื่อง &amp;lsquo;แนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยง&amp;rsquo; เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ทั้งนี้เพื่อให้การบริหารจัดการเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษบ้านพุเม้ยง์เป็นไปตามหลักการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม และการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม&amp;nbsp; ภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; ภาครัฐ&amp;nbsp; ภาควิชาการ&amp;nbsp; ภาคประชาสังคม&amp;nbsp; และเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงจึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน ว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษบ้านพุเม้ยง์&amp;nbsp; โดยมีข้อตกลงร่วมมือกันดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;1.ส่งเสริมสิทธิการมีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษา&amp;nbsp; อนุรักษ์ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน &amp;nbsp;ตามหลักจารีตประเพณี และวัฒนธรรมของชุมชน&amp;nbsp; โดยยึดหลักปฏิบัติตามแนวฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยงตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;2.ส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์ให้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เร่งรัดการแก้ไขปัญหาในพื้นที่และส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์ใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมในการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการสืบทอดวิถีภูมิปัญญาวัฒนธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;3.สนับสนุนการสืบทอดวิถีวัฒนธรรมของชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งสร้างกลไกขับเคลื่อนการทำงานในเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ&amp;nbsp; ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม&amp;nbsp; เพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน&amp;nbsp; ในวิถีวัฒนธรรมที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ที่ดินทำกิน&amp;nbsp; และพื้นที่จิตวิญญาณของชุมชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;สำหรับรายชื่อหน่วยงานและภาคีเครือข่ายที่ร่วมลงนาม&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; 1.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 นครสวรรค์ &amp;nbsp;2.สำนักจัดการทรัพยกรป่าไม้ที่ 4 สาขานครสวรรค์&amp;nbsp; 3.อำเภอห้วยคต&amp;nbsp; 4.องค์การบริหารส่วนตำบลทองหลาง &amp;nbsp;5.ผู้แทนเครือข่ายกะเหรี่ยงภาคตะวันตก&amp;nbsp; 6.ที่ปรึกษาชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น &amp;nbsp;7.มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ&amp;nbsp; 8.ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) 9.กำนันตำบลทองหลาง และ 10. ผู้แทนชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพุเม้งย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;พิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;เตรียมประกาศเขตวัฒนธธรมพิเศษกลุ่มชาติพันธ์อีก 34 พื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;นายอภินันท์ &amp;nbsp;ธรรมเสนา หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารความรู้และเครือข่ายสัมพันธ์&amp;nbsp; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร&amp;nbsp; กระทรวงวัฒนธรรม&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การประกาศพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ&amp;nbsp; ขณะนี้ประกาศไปแล้วในชุมชนกะเหรี่ยง 13 แห่ง (รวมทั้งบ้านพุเม้ยง์)&amp;nbsp; เช่น บ้านห้วยลาดหินใน &amp;nbsp;ต.ป่าโป่ง &amp;nbsp;อ.เวียงป่าเป้า &amp;nbsp;จ.เชียงราย, &amp;nbsp;บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ต.แม่วิน &amp;nbsp;อ.แม่วาง &amp;nbsp;จ.เชียงใหม่, ชุมชนบ้านกลาง อ.แม่เมาะ &amp;nbsp;จ.ลำปาง, บ้านดอยช้างป่าแป๋ &amp;nbsp;ต.ป่าพลู &amp;nbsp;อ.บ้านโฮ่ง &amp;nbsp;จ.ลำพูน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ส่วนในปี 2564 นี้&amp;nbsp; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินทรฯ และภาคีเครือข่ายจะร่วมกันสนับสนุนให้พื้นที่หรือชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่มีความพร้อมประกาศพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษอีก&amp;nbsp; รวม 34 พื้นที่&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ชุมชนชาวเลภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน 14 พื้นที่&amp;nbsp; และชุมชนชาวกะเหรี่ยงในภาคเหนือและตะวันตกอีก 20 พื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ทั้งนี้การประกาศเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษเป็นแนวคิดการจัดการพื้นที่เพื่อคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ให้สามารถธำรงวิถีชีวิต&amp;nbsp; บนพื้นฐานองค์ความรู้&amp;nbsp; ภูมิปัญญาตามประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ผสานความรู้ใหม่&amp;nbsp; สอดคล้องกับบริบทของชุมชนท้องถิ่นที่มีนัยของความพอเพียง&amp;nbsp; มีคุณธรรม&amp;nbsp; จริยธรรม&amp;nbsp; ความยั่งยืนในกระบวนการดำรงวิถีชีวิตตามมติ ครม. 2 มิถุนายน (การคุ้มครองชาวเล)&amp;nbsp; และมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 (ชาวกะเหรี่ยง)&amp;nbsp; โดยกำหนดแนวเขตเพื่อคุ้มครองวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; ครอบคลุม &amp;lsquo;พื้นที่ทำกิน&amp;nbsp; พื้นที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; และพื้นที่จิตวิญาณ&amp;rsquo; ของกลุ่มชาติพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ส่วนปัจจัยการขับเคลื่อนเขตวัฒนธรรมพิเศษ นายอภินันท์กล่าวว่า &amp;nbsp;มีปัจจัยดังนี้&amp;nbsp; 1.ชุมชนต้องเข้มแข็ง&amp;nbsp; เห็นคุณค่าภูมิปัญญาวัฒนธรรมของตนเอง&amp;nbsp; 2.สร้างแนวร่วมการทำงานทั้งภายในและภายนอก&amp;nbsp; เน้นสร้างความเข้าใจ&amp;nbsp; ไม่สร้างความขัดแย้ง&amp;nbsp; 3.สร้างพื้นที่รูปธรรมให้เห็นว่าชุมชนสามารถจัดการตนเองได้บนฐานทุนทางวัฒนธรรม&amp;nbsp; และ 4.บูรณาการทุนความรู้ชุมชนกับความรู้จากภายนอก
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;เจ้าวัตร&amp;rsquo; ผู้นำจิตวิญญาณชาวกะเหรี่ยงพุเม้ยง์ถือศีล 5 แบบชาวพุทธ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการสนับสนุนการประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษแล้ว&amp;nbsp; รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;โดยรัฐบาลได้จัดความสำคัญให้เป็นกฎหมายเร่งด่วน 16 ฉบับที่ต้องจัดทำให้เสร็จภายในรัฐบาลชุดปัจจุบัน&amp;nbsp; (กำหนดไว้ในเอกสารภาคผนวกคำแถลงนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560) &amp;nbsp;และมอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม &amp;nbsp;โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติ &amp;lsquo;ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ...&amp;rsquo; ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตามแผนงานคาดว่าภายในเดือนมีนาคม 2564&amp;nbsp; ร่าง พ.ร.บ.ฉบับสมบูรณ์จะแล้วเสร็จ&amp;nbsp; และจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ&amp;nbsp; หลังจากนั้นจะนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาให้ความเห็นโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา&amp;nbsp; เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป&amp;nbsp; และคาดว่าภายในปี 2565&amp;nbsp; พ.ร.บ.ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์จะประกาศใช้ได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายอภินันท์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;พอช.พร้อมสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย-คุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;นายวิชัย&amp;nbsp; นะสุวรรณโน&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสำนักงานภาคเหนือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; กล่าวว่า พอช. จะส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในเขตพื้นที่ภาคเหนือ &amp;nbsp;ตามโครงการบ้านมั่นคงชนบท &amp;nbsp;โดยจะเริ่มดำเนินการในปี 2564 ที่ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์ &amp;nbsp;อ.ห้วยคต&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; จำนวน 200 ครอบครัว &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;สนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้ที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนผุพังทรุดโทรม&amp;nbsp; โดยการซ่อมแซมบ้านเรือนที่มีสภาพทรุดโทรม &amp;nbsp;เพื่อให้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและปลอดภัย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;บ้านเรือนชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้หรือไม้ไผ่ทำให้ผุพังเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ พอช.จะส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ส่งเสริมเรื่องอาชีพ&amp;nbsp; รายได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; และด้านสังคม &amp;nbsp;เพื่อให้พี่น้องชาวกะเหรี่ยงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp; รวมทั้งการปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในหมู่บ้าน&amp;nbsp; และต่อไปจะขยายการทำงานจากบ้านพุเม้ยง์ให้ครอบคลุมทั้งตำบลและทั้งอำเภอห้วยคต&amp;nbsp; โดย พอช.จะร่วมกับอำเภอห้วยคตและเจ้าหน้าที่ป่าไม้&amp;nbsp; รวมทั้งชาวบ้านในพื้นที่&amp;nbsp; เพื่อสำรวจข้อมูลปัญหา&amp;nbsp; และนำมาวางแผนการพัฒนาชุมชนร่วมกันต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายวิชัยกล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86311</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.), กะเหรี่ยง, กะเหรี่ยงพุเม้ยง์, จ.อุทัยธานี, นพดล  พลเสน, ภูเหม็น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201208/image_big_5fcf68fa41a18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86214</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2020 18:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2020 20:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> งาน ‘มหกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตะวันตก’ ที่ จ.อุทัยธานี   ‘ดิน..คือชีวิต  น้ำ..คือสายเลือด  ป่า..คือพลัง’ และการสถาปนาพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ชาวกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์ อ.ห้วยคต&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จ.อุทัยธานี / ระหว่างวันที่ 7-9 ธันวาคมนี้&amp;nbsp; มีการจัดงาน &amp;lsquo;มหกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตะวันตก&amp;rsquo;&amp;nbsp; และพิธีสถาปนาพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ&amp;nbsp; ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์หรือภูเหม็น ต.ทองหลาง&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ภาคตะวันตก 6 จังหวัด&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; เพชรบุรี&amp;nbsp; ราชบุรี&amp;nbsp; กาญจนบุรี&amp;nbsp; สุพรรณบุรี&amp;nbsp; และอุทัยธานี&amp;nbsp; พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนประมาณ 400 คนเข้าร่วมงาน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อเป็นชาติเชื้อไทย ?

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อยู่อาศัยมาแต่ดั้งเดิมหรืออพยพเข้ามาในภายหลังไม่ต่ำกว่า 70 ชาติพันธุ์&amp;nbsp; รวมประชากรประมาณ&amp;nbsp; 6.1 ล้านคน&amp;nbsp; (ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ) เช่น&amp;nbsp; กะเหรี่ยง อาข่า&amp;nbsp; ม้ง&amp;nbsp; มอญ&amp;nbsp; ลาหู่&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลัวะ&amp;nbsp; เย้า&amp;nbsp; ไทใหญ่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ไท&amp;nbsp; กะเลิง&amp;nbsp; ญ้อ&amp;nbsp; กูย&amp;nbsp; ชาวเล&amp;nbsp; มันนิ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; มีภาษาพูด&amp;nbsp; ประเพณี&amp;nbsp; วัฒนธรรมเป็นของตนเอง&amp;nbsp; แต่กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ&amp;nbsp; เหล่านี้บางส่วนไม่ได้รับการรับรองสิทธิต่างๆ&amp;nbsp; เหมือนกับคนไทยทั่วไป&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไม่ได้รับรองสถานะว่าเป็นคนไทย&amp;nbsp; ไม่มีบัตรประชาชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้เข้าไม่ถึงระบบสวัสดิการขั้นพื้นฐานจากรัฐ&amp;nbsp; ด้านการรักษาพยาบาล&amp;nbsp; การศึกษา &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นอกจากนี้สังคมทั่วไปยังไม่เข้าใจวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ&amp;nbsp; จึงมองพวกเขาว่าเป็นคนป่า&amp;nbsp; คนดอย&amp;nbsp; ชอบบุกรุกป่าไม้&amp;nbsp; ทำลายป่า&amp;nbsp; ทำลายแหล่งต้นน้ำ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เหล่านี้ขาดความภาคภูมิใจในวัฒนธรรม&amp;nbsp; ประเพณี&amp;nbsp; และภูมิปัญญาของตนเอง&amp;nbsp; รวมทั้งยังได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตพื้นที่ป่า&amp;nbsp; เขตอุทยานแห่งชาติ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ทับซ้อนที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน&amp;nbsp; ทำให้พวกเขาต้องถูกจับกุมดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ป่าไม้, พ.ร.บ.อุทยานฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;อย่างไรก็ดี&amp;nbsp; ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; และหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน&amp;nbsp; ได้ร่วมกันสนับสนุนให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เหล่านี้&amp;nbsp; ฟื้นฟูภูมิปัญญา&amp;nbsp; วิถีชีวิต&amp;nbsp; วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งสนับสนุนการรวมกลุ่มกันเพื่อเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐาน&amp;nbsp; รวมทั้งการต่อสู้ด้านกฎหมายและคดีความต่างๆ&amp;nbsp; จนรัฐบาลและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องให้การยอมรับ&amp;nbsp; จนนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ&amp;nbsp; โดยเฉพาะชาวเลและชาวกะเหรี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

มติ ครม. ชาวเล&amp;nbsp; 2 มิถุนายน&amp;nbsp; และกะเหรี่ยง 3&amp;nbsp; สิงหาคม 2553&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ชาวเล ในประเทศไทยมี 3 &amp;nbsp;กลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; มอแกน&amp;nbsp; มอแกลน&amp;nbsp; และอุรัคลาโว้ย&amp;nbsp; อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย&amp;nbsp; มีปัญหาเรื่องที่ดินที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เพราะส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือและภาษาไทย&amp;nbsp; แม้จะอยู่อาศัยมาก่อนในพื้นที่ชายฝั่งทะเลยาวนานนับร้อยๆ ปี&amp;nbsp; แต่ไม่ได้แจ้งการครอบครองสิทธิในที่ดิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงถูกผู้มาอยู่ทีหลังฟ้องร้องขับไล่หรือแจ้งความดำเนินคดี&amp;nbsp; รวมทั้งได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานฯ ทางทะเล&amp;nbsp; ทำให้เข้าไปจับสัตว์น้ำไม่ได้&amp;nbsp; หรือถูกเจ้าหน้าที่จับกุม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;คณะรัฐบาลในสมัยนายอภิสิทธิ์&amp;nbsp; เวชชาชีวะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้มีมติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 เห็นชอบหลักการแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล &amp;nbsp;ตามแนวทางจัดทำพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษชาวเล &amp;nbsp;และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กระทรวงวัฒนธรรม)&amp;nbsp; นำแผนไปปฏิบัติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เช่นเดียวกับชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ทางภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศ&amp;nbsp; ต่างประสบกับปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; โดยเฉพาะปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าไม้&amp;nbsp; ป่าอนุรักษ์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;และเขตอุทยานต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ชาวกะเหรี่ยงในไร่ข้าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;คณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์&amp;nbsp; เวชชาชีวะ&amp;nbsp; มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม&amp;nbsp; 2553&amp;nbsp; ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอเรื่อง &amp;lsquo;แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยมีแนวปฏิบัติที่สำคัญ เช่น&amp;nbsp; 1. ให้เพิกถอนพื้นที่ป่าที่มีหลักฐานประจักษ์ว่าชุมชนอยู่อาศัยมาก่อนที่จะมีการประกาศกฎหมายทับซ้อนพื้นที่ดังกล่าว&amp;nbsp; 2.ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่พิพาทเรื่องที่ทำกิน ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อปกป้องและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเปราะบางให้สามารถดำรงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตนเองต่อไปได้&amp;nbsp; (อ่านรายละเอียดได้ที่ https://www.m-culture.go.th/provincenetwork/images/File/CombineF .pdf)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง&amp;nbsp; มติ ครม. 2 มิถุนายน และ 3 สิงหาคม 2553&amp;nbsp; จึงไม่ถูกนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง&amp;nbsp; จนถึงวันนี้เป็นเวลา 10 ปีแล้ว&amp;nbsp; แต่กลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; โดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยงยังได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปัญหาเรื่องการประกาศเขตพื้นที่ป่าทับซ้อนกับที่ดินทำกินของชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; ทำให้ชาวกะเหรี่ยงถูกขับไล่หรือถูกจับกุมดำเนินคดี&amp;nbsp; ไม่มีความมั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;พี่น้องชาวกะเหรี่ยงและหน่วยงานภาคีเครือข่ายจึงร่วมกันขับเคลื่อนให้มติ ครม. ดังกล่าวมีผลในทางปฏิบัติ&amp;nbsp; โดยการสนับสนุนการจัดตั้ง &amp;lsquo;เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกะเหรี่ยง&amp;rsquo; ขึ้นมาแล้วจำนวน 12 พื้นที่ในภาคเหนือ &amp;nbsp;และผลักดันให้มติ ครม.ยกระดับเป็นกฎหมายที่มีผลในทางปฏิบัติต่อไป &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อให้สามารถคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้อย่างแท้จริง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

จัดงาน &amp;lsquo;มหกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตะวันตก&amp;rsquo; ที่บ้านภูเหม็น จ.อุทัยธานี

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ระหว่างวันที่ 7-9 ธันวาคม 2563 &amp;nbsp;เครือข่ายชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตะวันตก&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; ชาวกะเหรี่ยงในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; เพชรบุรี&amp;nbsp; ราชบุรี&amp;nbsp; กาญจนบุรี&amp;nbsp; สุพรรณบุรี&amp;nbsp; และอุทัยธานี&amp;nbsp; ผู้แทนชาวกะเหรี่ยงภาคเหนือ&amp;nbsp; พร้อมด้วยหน่วยงานภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สถาบันธรรมชาติพัฒนา&amp;nbsp; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ&amp;nbsp; มูลนิธิชุมชนไท&amp;nbsp; ขบวนการประชาเพื่อสังคมที่เป็นธรรม&amp;nbsp; สถาบันวิจัยสังคม&amp;nbsp; จุฒาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;ร่วมกันจัดงาน&amp;nbsp; &amp;lsquo;มหกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตะวันตก&amp;rsquo;&amp;nbsp; และพิธีสถาปนาพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ&amp;nbsp; ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ต.ทองหลาง&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;อังคาร&amp;nbsp; คลองแห้ง ผู้นำกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ลุงอังคาร&amp;nbsp; ครองแห้ง&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น (สำเนียงกะเหรี่ยงเรียกว่า &amp;ldquo;พุเม้ยง์&amp;rdquo; คือชื่อต้นเข้าพรรษา เป็นพืชตระกูลขิง&amp;nbsp; มีดอกสีเหลือง&amp;nbsp; ออกดอกช่วงฤดูเข้าพรรษา&amp;nbsp; คนภายนอกเรียกเพี้ยนเป็น &amp;ldquo;ภูเหม็น&amp;rdquo;)&amp;nbsp; บอกถึงเป้าหมายในการจัดงานวัฒนธรรมชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตะวันตกว่า&amp;nbsp; เพื่อให้พี่น้องชาวกะเหรี่ยงทั้งภาคตะวันตกและภาคเหนือร่วมกันอนุรักษ์ประเพณี&amp;nbsp; วัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; โดยนำวิถีชีวิต&amp;nbsp; ภูมิปัญญา&amp;nbsp; วัฒนธรรมต่างๆ มาจัดนิทรรศการ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การทอผ้า&amp;nbsp; พืชผลจากไร่หมุนเวียน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ภายในงานมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง &amp;lsquo;ดิน...คือชีวิต&amp;nbsp; น้ำ...คือสายเลือด&amp;nbsp; ป่า...คือพลัง&amp;rsquo;&amp;nbsp; การแสดงดนตรี&amp;nbsp; วิถีวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; พิธีสักการะแผ่นดินบรรพชน&amp;nbsp; สืบชะตาน้ำลำห้วยพุเม้ยง์บ่อง&amp;nbsp; บวชป่าต้นไม้ใหญ่&amp;nbsp; พิธีปักหมุดเขตพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมพิเศษกะเหรี่ยงพุเม้ยง์&amp;nbsp; พิธีไหว้เจดีย์&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ที่สำคัญก็คือ ในการจัดงานครั้งนี้เราจะเน้นย้ำว่า &amp;lsquo;ที่ดินคือชีวิต&amp;nbsp; น้ำคือสายเลือด&amp;nbsp; และป่าคือพลังของชาวกะเหรี่ยง&amp;rsquo;&amp;nbsp; เพราะพวกเราอยู่อาศัยและทำกินบนผืนดินผืนนี้มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ&amp;nbsp; เราอยู่กันมานานไม่ต่ำกว่า 400 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมเป็นของเรา&amp;nbsp; แล้วจะมาขับไล่ให้ชาวกะเหรี่ยงออกไปจากพื้นที่นี้ได้อย่างไร&amp;nbsp; พวกเราจึงต้องร่วมกันปกป้องวิถีชีวิตของเรา&amp;nbsp; และยังเป็นไปตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 ด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้นำกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์บอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;การจัดงานครั้งนี้ยังมีเวทีวิชาการ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การบรรยายเรื่อง &amp;lsquo;เขตวัฒนธรรมพิเศษกับการจัดการพื้นที่ต้นแบบ :&amp;nbsp; ความสำคัญ&amp;nbsp; แนวทางปฏิบัติตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553&amp;rsquo; โดย ดร.ชยันต์&amp;nbsp; วรรธนะภูติ&amp;nbsp; หัวหน้าศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&amp;nbsp; การบรรยายเรื่อง &amp;lsquo;เขตวัฒนธรรมพิเศษกับแนวทางการส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553&amp;rsquo; &amp;nbsp;โดยนายแพทย์โกมาตร&amp;nbsp; จึงเสถียรทรัพย์&amp;nbsp; ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินทร (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; การจัดทำแผนฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตามมติ ครม. โดยเครือข่ายกะเหรี่ยงตะวันตก 6&amp;nbsp;&amp;nbsp; จังหวัดและชาวกะเหรี่ยงภาคเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้การจัดงานดังกล่าวในวันที่ 8 ธันวาคม&amp;nbsp; มีผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี&amp;nbsp; และนายนพดล&amp;nbsp; พลเสน&amp;nbsp; ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมงาน&amp;nbsp; และมอบนโยบายการจัดการพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ&amp;nbsp; ส่วนวันที่ 9 ธันวาคม&amp;nbsp; นางมนัญญา&amp;nbsp; ไทยเศรษฐ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเดินทางมาร่วมงาน&amp;nbsp; พร้อมทั้งมอบนโยบาย &amp;lsquo;แผนเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนกะเหรี่ยงภาคตะวันตก&amp;rsquo;&amp;nbsp; และปิดท้ายงานด้วยการร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อน &amp;lsquo;การพัฒนาพื้นที่การคุ้มครองวัฒนธรรมพิเศษ&amp;rsquo; ตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ลำห้วยพุเม้ยง์ที่ชาวกะเหรี่ยงช่วยกันอนุรักษ์พันธุ์ปลาและสายน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;กะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์ &amp;lsquo;คนอยู่คู่ป่า&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ตำบลทองหลาง&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; มีเนื้อที่ประมาณ 150,000 ไร่ &amp;nbsp;มี&amp;nbsp; 8 หมู่บ้าน &amp;nbsp;ด้านทิศตะวันตกติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง&amp;nbsp; ส่วนบ้านพุเม้ยง์หรือภูเหม็นอยู่หมู่ที่ 8 เป็นหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; มี 3 หย่อมบ้าน&amp;nbsp; จำนวน 194 ครอบครัว&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 700 คน&amp;nbsp; มีอาชีพหลักคือปลูกข้าวไร่แบบหมุนเวียน&amp;nbsp; ชาวบ้านตั้งรกรากสืบทอดอยู่อาศัยทำกินมานาน (โดยมีหลักฐานยืนยัน) กว่า 150 ปี&amp;nbsp; โดยมีนายปองซ่า&amp;nbsp; คลองแห้ง&amp;nbsp; เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกเมื่อปี 2415&amp;nbsp; ปัจจุบันมีผู้ใหญ่บ้านมาแล้ว 11 คน&amp;nbsp; ในปี 2557 &amp;nbsp;ทางราชการได้ประกาศ &amp;lsquo;เขตวนอุทยานห้วยคต&amp;rsquo; ทับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านทำให้เกิดปัญหาทับซ้อนกับที่ดินที่ชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินมานาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ลุงอังคาร&amp;nbsp; คลองแห้ง&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชาวกะเหรี่ยงโดยทั่วไปมีวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับธรรมชาติ&amp;nbsp; มีวิธีการทำไร่แบบหมุนเวียน&amp;nbsp; ใช้เนื้อที่ประมาณ 5-10 ไร่เพื่อปลูกข้าวไร่&amp;nbsp; ฟักทอง &amp;nbsp;แตง&amp;nbsp; พริก&amp;nbsp; มะเขือ &amp;nbsp;เผือก&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เก็บผักและอาหารจากป่า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เห็ด&amp;nbsp; หน่อไม้&amp;nbsp; น้ำผึ้ง&amp;nbsp; เอาขี้ผึ้งมาทำเทียนไขเพื่อใช้ในพิธีกรรม&amp;nbsp; พอปีต่อไปก็จะหมุนเวียนจากไร่ข้าวแปลงนี้ไปปลูกแปลงอื่น&amp;nbsp; เพื่อให้ดินได้พักฟื้น&amp;nbsp; และกลับมาสมบูรณ์โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ย&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นการทำไร่เลื่อนลอยตามที่คนภายนอกหรือหน่วยราชการเข้าใจ&amp;nbsp; แต่เป็นการปลูกพืชหมุนเวียนสลับกันไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;เมื่อก่อนพวกผมตื่นแต่เช้าก็จะพากันเดินไปไร่&amp;nbsp; เดินไปร้องเพลงกันไปอย่างมีความสุข&amp;nbsp; เพราะได้ทำมาหากินอยู่กับธรรมชาติ&amp;nbsp; ประมาณปี 2515&amp;nbsp; มีการประกาศ &amp;lsquo;เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง&amp;rsquo; ทางเจ้าหน้าที่ก็ห้ามเข้าป่าห้วยขาแข้ง&amp;nbsp; ห้ามหาน้ำผึ้ง&amp;nbsp; พอถึงปี 2528 ชาวบ้านเริ่มได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; เพราะมีการประกาศเขตป่าสงวนฯ ป่าห้วยทับเสลาและป่าห้วยคอกควายทับที่ดินทำกินที่ชาวกะเหรี่ยงทำมาแต่เดิม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;พอปี 2535 มีการประกาศเป็นเขตสวนป่า&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่เอาต้นไม้มาปลูกทับที่ทำกินอีก&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน&amp;nbsp; เพราะเจ้าหน้าที่ห้ามชาวบ้านเข้าไปทำไร่หมุนเวียนในสวนป่า &amp;nbsp;ขู่จะจับ&amp;nbsp; และยึดที่ดิน&amp;nbsp; ตอนนั้นชีวิตผมและคนอื่นๆ ไม่มีความสุขแล้ว&amp;nbsp; ผมจึงคิดจะประท้วงด้วยการฆ่าตัวตายในไร่ทั้งครอบครัว&amp;nbsp; เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้รู้&amp;nbsp; แต่มีความเป็นห่วงลูกหลานที่ยังอยู่จึงเลิกความคิด&amp;rdquo;&amp;nbsp; ลุงอังคารบอกเล่าผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ชาวกะเหรี่ยงมีป่าเป็นพื้นที่ทำกิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;วิถีชีวิตเปลี่ยน&amp;nbsp; วัฒนธรรมชุมชนถูกทำลาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ลุงอังคารเล่าถึงชีวิตที่เปลี่ยนไปว่า&amp;nbsp; เมื่อชาวบ้านไม่มีพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนจึงทำให้ที่ดินทำกินเหลือน้อยลงเพียงไม่กี่ไร่&amp;nbsp; บางครอบครัวไม่ที่ทำกินเลย&amp;nbsp; ต้องอาศัยพื้นที่ว่างตามซอกเขาไม่ถึง 1 ไร่เป็นที่ทำกิน&amp;nbsp; แต่ก็ไม่เพียงพอ&amp;nbsp; และต้องทำไร่แบบหลบๆ ซ่อนๆ&amp;nbsp; เพราะกลัวเจ้าหน้าที่จะมาจับ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องออกไปทำไร่แต่เช้ามืด&amp;nbsp; พอพระอาทิตย์ขึ้นจึงกลับเข้าบ้าน&amp;nbsp; เพราะเจ้าหน้าที่จะออกตรวจพื้นที่ในช่วงสายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เมื่อไม่มีที่ดินทำกิน&amp;nbsp; ไม่มีรายได้&amp;nbsp; ไม่มีข้าวและอาหาร&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวกะเหรี่ยงจึงต้องไปกู้ยืมเงินจากพ่อค้าพืชไร่ (เสียดอกเบี้ยร้อยละ 3 บาทต่อเดือน)&amp;nbsp; หรือเอาบ้านไปจำนอง ธกส. และต้องเปลี่ยนจากการทำไร่ข้าวแบบวิถีดั้งเดิมมาปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องใช้สารเคมี&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มันสำปะหลัง&amp;nbsp; ข้าวโพด&amp;nbsp; ต้องซื้อเครื่องฉีดพ่นสารเคมี&amp;nbsp; จ้างรถไถ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ปลูกเพื่อขายเอาเงินมาใช้กินและใช้หนี้&amp;nbsp; (ครอบครัวลุงอังคารยังเป็นหนี้จนถึงปัจจุบันกว่า 4 แสนบาท)&amp;nbsp; ประเพณีดั้งเดิมหายไป&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พิธีทำขวัญข้าว&amp;nbsp; ไหว้แม่โพสพ&amp;nbsp; กินข้าวใหม่ ฯลฯ&amp;nbsp; เพราะไม่มีพื้นที่ปลูกข้าวแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จนถึงเดือนกรกฎาคม 2557&amp;nbsp; เป็นต้นมา&amp;nbsp; ปัญหาและความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวกะเหรี่ยงรุนแรงยิ่งขึ้น&amp;nbsp; เพราะมีการประกาศให้พื้นที่ทำกินของชาวบ้านพุเม้ยง์เป็น &amp;lsquo;เขตวนอุทยานห้วยคต&amp;rsquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเนื้อที่ 155,30 ไร่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยทางราชการจะให้ชาวกะเหรี่ยงย้ายออกไปอยู่ในที่ดิน ส.ป.ก.ที่ตำบลระบำ&amp;nbsp; อำเภอลานสัก&amp;nbsp; ภายในเดือนเมษายน 2560&amp;nbsp; โดยจะจัดสรรที่ดินทำกินให้ครอบครัวละ 5 ไร่&amp;nbsp; และพื้นที่อยู่อาศัย 1 ไร่&amp;nbsp; ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเดิมเป็นแปลงสัมปทานทำไม้&amp;nbsp; ผืนดินขาดความสมบูรณ์&amp;nbsp; ปลูกข้าวไม่ได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ในปี 2558 ชาวกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์จึงเริ่มร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ ทั้งในระดับจังหวัด&amp;nbsp; และส่วนกลางเพื่อให้ช่วยแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ศูนย์ดำรงธรรม&amp;nbsp; กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; สำนักนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; รวมทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อขอความเป็นธรรม&amp;nbsp; แต่การแก้ไขปัญหาไม่มีความคืบหน้า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

ใช้มติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 &amp;nbsp;แก้ไขปัญหา&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวกะเหรี่ยงยังดำเนินต่อไปในช่วงปี 2558-2560&amp;nbsp; ในระหว่างนี้มีชาวกะเหรี่ยงถูกจับกุมดำเนินคดี 1 รายในข้อหาเกี่ยวกับการบุกรุกป่า&amp;nbsp; แต่ต่อมาศาลได้ยกฟ้อง&amp;nbsp; เพราะเห็นว่าชาวบ้านเข้าอยู่อาศัยและทำกินมาก่อน&amp;nbsp; ต่อมาชาวบ้านจึงได้ร้องเรียนปัญหาไปยังอนุกรรมการด้านสิทธิในที่ดินและการจัดการทรัพยากรป่าไม้&amp;nbsp; คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีกครั้ง&amp;nbsp; ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้ารื้อถอนบ้านเรือนและให้ชาวกะเหรี่ยงออกไปจากเขตวนอุทยานภายในวันที่ 9 เมษายน&amp;nbsp; 2560 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายสมบัติ&amp;nbsp; ชูมา&amp;nbsp; สถาบันธรรมชาติพัฒนา &amp;nbsp;จ.อุทัยธานี &amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp; จากปัญหาของชาวกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์&amp;nbsp; เมื่อเรื่องไปถึงคณะอนุกรรมการด้านสิทธิในที่ดินและการจัดการทรัพยากรป่าไม้&amp;nbsp; คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ&amp;nbsp; จึงได้จัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้แทนชาวกะเหรี่ยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2560&amp;nbsp; โดยที่ประชุมมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอเรื่องต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดขึ้นมาแก้ไขปัญหาจำนวน 2 ชุด&amp;nbsp; โดยจะใช้มติคณะรัฐมนตรี&amp;nbsp; 3 สิงหาคม 2553&amp;nbsp; เรื่อง &amp;lsquo;แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง&amp;rsquo; ที่มีอยู่แล้วมาเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;คือ 1.คณะกรรมการเพื่อกำหนดพื้นที่ทำกินในเขตพื้นที่บ้านภูเหม็น&amp;nbsp; ตามมติ ครม.&amp;nbsp; 3 สิงหาคม 2553&amp;nbsp; เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน-ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; วิถีชีวิตวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; โดยมีคณะกรรมการประกอบด้วย&amp;nbsp; ผู้แทนกรมป่าไม้&amp;nbsp; กรมอุทยาน&amp;nbsp; คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ &amp;nbsp;นักวิชาการ&amp;nbsp; และผู้แทนชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; และ 2.คณะกรรมการตรวจสอบรังวัดแนวเขตพื้นที่สวนป่าบ้านไร่&amp;nbsp; วนอุทยานห้วยคต&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้โดยมีคณาจารย์จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์&amp;nbsp; สถาบันธรรมชาติพัฒนา&amp;nbsp; และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร&amp;nbsp; ร่วมเป็นที่ปรึกษา&amp;nbsp; และสนับสนุนชุมชนจัดทำข้อมูลต่างๆ เพื่อเป็นหลักฐานของชุมชนในการแก้ไขปัญหาให้กับชาวกะเหรี่ยงตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จนถึงเดือนสิงหาคม&amp;nbsp; 2562&amp;nbsp; ชุมชนชาวกะเหรี่ยงและทีมที่ปรึกษาได้ประชุมร่วมกับหัวหน้าอุทยานห้วยคต&amp;nbsp; โดยทางอุทยานฯ แจ้งว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; อุทยานฯ จะกันพื้นที่ออกจากพื้นที่ที่อยู่อาศัยและทำกินของชาวบ้าน&amp;nbsp; และให้ชาวบ้านบริหารจัดการ&amp;nbsp; ดูแลรักษาป่า&amp;nbsp; รวมทั้งเพื่อให้เป็นเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงตามมติ ค.ร.ม.ดังกล่าว&amp;nbsp; รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 13,000 ไร่เศษ&amp;nbsp; โดยชุมชนจะร่วมกับเจ้าหน้าที่วนอุทยานฯ เดินสำรวจแนวเขตที่ดินร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ชาวกะเหรี่ยงเดินสำรวจแนวเขตพื้นที่ทำกิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; ทีมที่ปรึกษาและชาวกะเหรี่ยงได้ร่วมกันจัดทำข้อมูลต่างๆ เช่น&amp;nbsp; ประวัติศาสตร์&amp;nbsp; วิถีชีวิต&amp;nbsp; วัฒนธรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และสำรวจพื้นที่เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์&amp;nbsp; เพื่อร่วมกันหาแนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทำกิน&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; และการฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์&amp;nbsp; เพื่อเตรียมการประกาศหรือสถาปนาเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงในการจัดงานระหว่างวันที่ 7-9 ธันวาคมนี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายสมบัติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ลุงอังคาร&amp;nbsp; คลองแห้ง&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพุเมียง์&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงก็คือ&amp;nbsp; การดำรงวิถีชีวิตตามปกติของชาวกะเหรี่ยงนั่นเอง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; มีการทำไร่หมุนเวียนเพื่อปลูกข้าวและอาหารเอาไว้กิน&amp;nbsp; มีจารีต&amp;nbsp; มีประเพณี&amp;nbsp; มีวัฒนธรรมอย่างไร&amp;nbsp; เราก็ปฏิบัติไปตามนั้น&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่หรือเป็นเรื่องพิเศษแต่อย่างใด&amp;nbsp; แต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้ยอมรับในเรื่องสิทธิที่ดินที่พวกเราอยู่มาก่อน&amp;nbsp; เราจึงต้องเรียกร้องเรื่องเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมขึ้นมา&amp;nbsp; และเพื่อให้ลูกหลานได้สืบทอดอยู่อาศัยและทำกินต่อไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;กะเหรี่ยงมี 3&amp;nbsp; กฎที่ใช้ในชีวิตประจำวัน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; กฎจารีต&amp;nbsp; กฏประเพณี&amp;nbsp; และกฎวัฒนธรรม&amp;nbsp; แต่ที่ผ่านมาเราถูก &amp;lsquo;กฎหมาย&amp;rsquo; เพียงกฎเดียวที่มากดขี่&amp;nbsp; บีบบังคับพวกเรา&amp;nbsp; เราจึงต้องต่อสู้และฟื้นฟูทั้ง 3&amp;nbsp; กฎของเราขึ้นมาเพื่อคุ้มครองวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคนกะเหรี่ยง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้นำกะเหรี่ยงบ้าน &amp;lsquo;พุเม้ยง์&amp;rsquo; หรือภูเหม็นกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

เร่งผลักดัน &amp;lsquo;พ.ร.บ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;rsquo;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการเตรียมจัดตั้งเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงที่บ้านพุเม้ยง์แล้ว&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้มีชุมชนกะเหรี่ยงจัดตั้งเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมในประเทศไทยแล้ว&amp;nbsp; รวม 12 &amp;nbsp;พื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น บ้านห้วยลาดหินใน &amp;nbsp;ต.ป่าโป่ง &amp;nbsp;อ.เวียงป่าเป้า &amp;nbsp;จ.เชียงราย, &amp;nbsp;บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ต.แม่วิน &amp;nbsp;อ.แม่วาง &amp;nbsp;จ.เชียงใหม่, ชุมชนบ้านกลาง อ.แม่เมาะ &amp;nbsp;จ.ลำปาง, บ้านดอยช้างป่าแป๋ &amp;nbsp;ต.ป่าพลู &amp;nbsp;อ.บ้านโฮ่ง &amp;nbsp;จ.ลำพูน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นอกจากนี้หน่วยงานภาคีต่างๆ และชุมชนชาวกะเหรี่ยงยังมีแผนการผลักดันให้มติ&amp;nbsp; ครม. 3 สิงหาคม 2553&amp;nbsp; ยกระดับเป็นกฎหมายที่มีผลในการปฏิบัติภายในปี 2565 นี้&amp;nbsp; เพื่อให้สามารถคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มได้อย่างแท้จริง &amp;nbsp;โดยในขณะนี้อยู่ในระหว่างการร่าง &amp;lsquo;พ.ร.บ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ...&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภินันท์ &amp;nbsp;ธรรมเสนา หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารความรู้และเครือข่ายสัมพันธ์&amp;nbsp; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในฐานะคณะทำงานจัดทำร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; กล่าวว่า &amp;nbsp;การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ &amp;nbsp;ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;โดยรัฐบาลได้จัดความสำคัญให้เป็นกฎหมายเร่งด่วน 16 ฉบับที่ต้องจัดทำให้เสร็จภายในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งกำหนดไว้ในเอกสารภาคผนวกคำแถลงนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 &amp;nbsp;และมอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ...&amp;rsquo;ที่ชุมชนชาวเลเกาะหลีเป๊ะ&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;nbsp; เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภินันท์กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; การผลักดันให้มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ &amp;nbsp;มีพัฒนาการสืบเนื่องมาจากความต้องการของเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องการยกระดับแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลตามมติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 และแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง 3 สิงหาคม 2553 ขึ้นเป็น พ.ร.บ. ซึ่งมีความพยายามในการผลักดันตั้งแต่ปี 2559 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนความสำคัญที่ต้องมี พ.ร.บ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์นั้น ประกอบด้วยเหตุผลสำคัญหลายประการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ประเทศไทยมีชาติพันธุ์มากกว่า 70 กลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; มีประชากรรวมประมาณ 6.1 ล้านคน หรือร้อยละ 9.68 ของประชากรประเทศ &amp;nbsp;แต่ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยต่างเผชิญกับปัญหาการถูกละเมิดสิทธิทางวัฒนธรรมอันเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน&amp;nbsp; ด้วยอคติที่ถูกมองว่าเป็นคนต่างด้าวไม่ใช่คนไทย &amp;nbsp;ทั้งที่จริงแล้วกลุ่มชาติพันธุ์ต่างอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยมาเป็นเวลาช้านาน &amp;nbsp;การถูกมองว่าเป็นผู้ทำลายป่าไม้&amp;nbsp; ด้วยความไม่เข้าใจในวิถีเกษตรกรรมและภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาการขาดความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน &amp;nbsp;ปัญหาการเข้าถึงสิทธิพื้นฐานในฐานะพลเมือง เพราะยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อีกหลายกลุ่มที่ยังได้รับสัญชาติ&amp;nbsp; การตั้งถิ่นฐานในถิ่นทุรกันดารที่ไม่ได้รับการพัฒนาก็ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ไม่สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ของรัฐที่พึ่งได้รับตามสิทธิพื้นฐานในฐานะพลเมือง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่สำคัญไปกว่านั้นปัญหาสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์คือการสูญเสียอัตลักษณ์และภูมิปัญญา อันเป็นต้นทุนสำคัญในการพึ่งพาตนเองของกลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;ทำให้ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธ์ต้องสูญเสียศักยภาพในการพึ่งพาตนเอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา ดังนั้นการมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมศักยภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ให้มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองและเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ&amp;rdquo; นายอภินันท์กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86214</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุทัยธานี, พอช, มหกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตะวันตก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201207/image_big_5fce231f4e7e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78154</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2020 18:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช.ระดมช่างชุมชนซ่อม-สร้างชุมชนเรือนแพแห่งสุดท้ายของประเทศ     ‘เรือนแพริมแม่น้ำสะแกแกรัง’  จ.อุทัยธานี  122 หลัง  ขณะที่ 16 หน่วยงานพร้อมหนุนเสริมพัฒนารอบด้าน-ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ส่วนหนึ่งของทีมช่างชุมชนจิตอาสาจะช่วยกันซ่อมแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จ.อุทัยธานี/ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ระดมช่างชุมชนและจิตอาสาทั่วประเทศร่วมซ่อม-สร้างที่พักอาศัยของชาวเรือนแพริมน้ำสะแกแกรัง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; 122 หลัง&amp;nbsp; ขณะที่ 16 หน่วยงานภาคีและจังหวัดอุทัยธานีพร้อมสนับสนุนการพัฒนาชุมชนเรือนแพรอบด้าน&amp;nbsp; รวมทั้งส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ดูแลแม่น้ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฟื้นฟูวิถีชีวิต&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ถือเป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทย&amp;nbsp; เพราะชุมชนชาวแพแห่งอื่นๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชาวแพริมแม่น้ำน่าน&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.พิษณุโลก&amp;nbsp; ซึ่งเดิมมีอยู่กว่า 100 หลัง&amp;nbsp; ถูกทางราชการโยกย้ายออกจากริมน้ำน่านไปตั้งแต่ปี 2541&amp;nbsp; เป็นต้นมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกแกรังจำนวน 127 หลัง&amp;nbsp; ซึ่งอยู่อาศัยต่อเนื่องกันมานานนับร้อยปีกำลังได้รับการฟื้นฟู&amp;nbsp; ซ่อมแซมเรือนแพ&amp;nbsp; และพัฒนาด้านต่างๆ&amp;nbsp; โดยหน่วยงาน 16 หน่วยงาน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดระหว่างวันที่ 20-21 กันยายนนี้&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุทัยธานี (พมจ.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; และจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ระดมช่างชุมชนและช่างจิตอาสาจากภูมิภาคต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ภาคเหนือ&amp;nbsp; กลาง&amp;nbsp; ตะวันตก&amp;nbsp; ภาคใต้&amp;nbsp; ประมาณ 80 คน&amp;nbsp; เพื่อร่วมกันซ่อมสร้างที่พักอาศัยของชาวเรือนแพริมแม่น้ำสะแกกรังจำนวน 122 หลังคาเรือน (อีก 5 หลังซ่อมแซมเองแล้ว)&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เปลี่ยนหลังคา&amp;nbsp; ฝาบ้าน&amp;nbsp; เปลี่ยนลูกบวบพยุงแพที่ทำจากไม้ไผ่ที่แตกหักหรือชำรุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;เรือนแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซ่อม-สร้างเรือนแพระยะแรก 43 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายวิชัย&amp;nbsp; นะสุวรรณโน&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; สำนักภาคเหนือ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จากปัญหาความเดือดร้อนของชาวชุมชนเรือนแพริมแม่น้ำสะแกกรังในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ต่างประสบปัญหาน้ำในแม่น้ำสะแกกรังมีปริมาณน้อย&amp;nbsp; ซึ่งเป็นผลมาจากความแห้งแล้ง&amp;nbsp; ทำให้แพเกยตื้น&amp;nbsp; ลูกบวบที่ใช้พยุงแพที่ทำจากไม้ไผ่ได้รับความเสียหาย&amp;nbsp; ประกอบกับเรือนแพส่วนใหญ่ปลูกสร้างมานาน&amp;nbsp; มีสภาพทรุดโทรมผุพัง&amp;nbsp; ชาวแพส่วนใหญ่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ และหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดอุทัยธานี &amp;nbsp;จึงสนับสนุนการซ่อมแซมเรือนแพให้มีสภาพดีขึ้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ระยะแรกเราจะสนับสนุนการซ่อมแพจำนวน 43&amp;nbsp; หลังให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้&amp;nbsp; ส่วนที่เหลือจะซ่อมแซมให้แล้วเสร็จภายในช่วงต้นปี 2564&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 122 หลัง&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ สนับสนุนงบประมาณในการซ่อมแซมเรือนแพเฉลี่ยครัวเรือนละ 40,000 บาท&amp;nbsp; ส่วนบางหลังที่ทรุดโทรมมากต้องรื้อเพื่อสร้างใหม่ งบประมาณที่ได้รับอาจไม่เพียงพอ&amp;nbsp; เจ้าของแพและชาวชุมชนจะช่วยกันหางบประมาณมาสมทบ&amp;nbsp; และใช้ช่างชุมชนช่วยกันซ่อม-สร้าง&amp;nbsp; ทำให้ประหยัดค่าแรงงาน&amp;nbsp; และซ่อมสร้างได้รวดเร็ว&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายวิชัยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;สภาพเรือนแพที่ทรุดโทรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญโรจน์&amp;nbsp; จันทร์วัด&amp;nbsp; อายุ 63 ปี&amp;nbsp; ช่างสร้างและซ่อมแพฝีมือดีแห่งแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; เมื่อก่หลายสิบปีก่อนเรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังมีมากกว่านี้&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 700 หลัง&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เหลือไม่ถึง 200 หลัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะคนรุ่นใหม่ไม่อยากจะอยู่แพ&amp;nbsp; ลูกหลานปล่อยให้ผุพังหรือทิ้งร้าง&amp;nbsp; บางรายก็ขายเปลี่ยนมือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อก่อนจะใช้ไม้เต็งเป็นไม้เนื้อแข็งสร้างเป็นเรือนแพ&amp;nbsp; เพราะมีความทนทาน&amp;nbsp; อยู่ได้นานเป็นร้อยปี&amp;nbsp; ส่วนลูกบวบพยุงแพจะใช้ไม้ไผ่สีสุก&amp;nbsp; เพราะเนื้อละเอียด&amp;nbsp; ปล้องไผ่ข้อใหญ่&amp;nbsp; น้ำทะลุข้อไม่ได้&amp;nbsp; ใช้งานได้นานไม่ต่ำกว่า 5 ปีจึงเปลี่ยนลำที่ชำรุดออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ค่าแรงซ่อมลูกบวบช่องละ 3,500- 4,500 บาท&amp;nbsp; เพราะงานมันลำบาก&amp;nbsp; ต้องดำน้ำลงไปเปลี่ยนลูกบวบใต้น้ำ&amp;nbsp; ใช้ช่างช่วยกัน 3-4 คน&amp;nbsp; แพหลังหนึ่งจะมีลูกบวบประมาณ 3-4 ช่อง ใช้เวลาเปลี่ยนช่องละ 1 วัน&amp;nbsp; ถ้าเปลี่ยนทั้งหมดจะต้องใช้เวลาประมาณ 4 วัน&amp;nbsp; เฉพาะค่าแรงตอนนี้ราคา 20,000 บาทต่อเรือนแพ 1 หลัง&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายบุญโรจน์บอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 หน่วยงานหนุนชาวแพแก้ปัญหา 8 ด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จึงได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ร่วมกับจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลปัญหาของชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังตั้งแต่ต้นปี 2563&amp;nbsp; หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; ที่เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; มีพิธี &amp;lsquo;ลงนามความร่วมมือการพัฒนาที่อยู่อาศัยชาวแพสะแกกรังและโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองและชนบทจังหวัดอุทัยธานี&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยมีนายณรงค์&amp;nbsp; รักร้อย&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีเป็นประธาน&amp;nbsp; พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ รวม 16 หน่วยงานร่วมลงนาม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตามแผนงานจะมีการแก่ไขปัญหาทั้งระบบ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; 1.การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ&amp;nbsp; จะมีการสร้างสถานีสูบน้ำ&amp;nbsp; ทำเส้นทางบายพาสน้ำ&amp;nbsp; ขุดลอกคลอง&amp;nbsp; การบำบัดน้ำเสียในครัวเรือน&amp;nbsp; การจัดการผักตบชวาและวัชพืช&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานต่างๆ รับผิดชอบร่วมกับชาวชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กรมชลประทาน&amp;nbsp; กรมเจ้าท่า&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; อบจ.&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การจัดการสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การจัดการน้ำเสียจากในเมืองก่อนลงสู่แม่น้ำ&amp;nbsp; การจัดการขยะในครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลูกไผ่&amp;nbsp; ไม้ประดับ&amp;nbsp; ผักสวนครัวริมตลิ่ง&amp;nbsp; แพสีเขียว&amp;nbsp; ปลูกไม้ดอก&amp;nbsp; ผักสวนครัว&amp;nbsp; เตย (รากช่วยกรองน้ำเสีย) บริเวณแพที่พัก&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้มีทัศนียภาพสวยงามทั้งลำน้ำ&amp;nbsp; สนับสนุนโดย อบจ.&amp;nbsp; สาธารณสุข&amp;nbsp; เกษตรจังหวัด&amp;nbsp; พัฒนาชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.อาชีพ &amp;nbsp;ส่งเสริมการเลี้ยงปลาในกระชัง&amp;nbsp; แปรรูปปลา&amp;nbsp; ร้านค้าชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; นำผักตบชวามาผลิตเป็นเครื่องใช้ต่างๆ&amp;nbsp; สนับสนุนโดยประมงจังหวัด&amp;nbsp; เกษตรจังหวัด&amp;nbsp; พานิชย์จังหวัด&amp;nbsp; หอการค้าจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การท่องเที่ยว&amp;nbsp; ส่งเสริมวิถีชีวิตชาวแพ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โฮมสเตย์ชาวแพ&amp;nbsp; ศูนย์การท่องเที่ยวชาวแพ&amp;nbsp; สนับสนุนโดยกรมเจ้าท่า&amp;nbsp; ททท.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; วัฒนธรรมจังหวัด&amp;nbsp; การท่องเที่ยวและกีฬา&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.วัฒนธรรม&amp;nbsp; ส่งเสริมการตักบาตรทางน้ำ&amp;nbsp; ประเพณี&amp;nbsp; วัฒนธรรม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; งานสงกรานต์&amp;nbsp; แห่เทียนเข้าพรรษา&amp;nbsp; ลอยกระทง&amp;nbsp; ฟื้นฟูเพลงพื้นบ้าน&amp;nbsp; เกิดศูนย์แสดงวัฒนธรรมชาวแพ&amp;nbsp; สนับสนุนโดยวัฒนธรรมจังหวัด&amp;nbsp; การท่องเที่ยวและกีฬา&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; มหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.พัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; เด็ก&amp;nbsp; เยาวชน&amp;nbsp; คนด้อยโอกาส&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; คนพิการ&amp;nbsp; ส่งเสริมการประกอบอาชีพเพื่อพึ่งพาตนเอง&amp;nbsp; และได้รับการดูแลเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp; สนับสนุนโดย พมจ.&amp;nbsp; รพ.สต.&amp;nbsp; แรงงานจังหวัด ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.ความเข้มแข็งของชุมชน&amp;nbsp; ส่งเสริมกิจกรรมการรวมกลุ่มของชุมชน&amp;nbsp; จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; กลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; สร้างคนรุ่นใหม่เพื่อสืบทอดการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; สนับสนุนโดย พมจ.&amp;nbsp; พอช.&amp;nbsp; กศน.&amp;nbsp; อบจ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; ซ่อมแพและลูกบวบ&amp;nbsp; ส่งเสริมการซ่อมแซมและอนุรักษ์เรือนแพที่มีเอกลักษณ์ของท้องถิ่น&amp;nbsp; โดยใช้วัสดุที่กลมกลืนกับสภาพแวดลอม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; สนับสนุนโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ช่างชุมชน&amp;nbsp; เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ทีมช่างจิตอาสาจากภาคเหนือช่วยกันสร้างแพใหม่ทั้งหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนุรักษ์ฟื้นฟูชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณรงค์&amp;nbsp; รักร้อย&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การร่วมกันพัฒนาชีวิตชาวแพสะแกกรังไม่ใช่จะทำแล้วเสร็จสิ้น&amp;nbsp; แต่จะต้องทำอย่างต่อเนื่องตลอดไป&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; กรมชลประทานพยายามดึงน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาไล่น้ำเสียในแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; และต่อไปจะมีเครื่องสูบน้ำเข้ามาช่วยเพื่อดันน้ำเสียออกไป &amp;nbsp;ทำให้แม่น้ำสะแกกรังมีคุณภาพดีขึ้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปัญหาเรื่องผักตบชวา&amp;nbsp; ขณะนี้กำลังจัดเก็บ&amp;nbsp; แต่ชาวชุมชนเรือนแพตั้งแต่ต้นน้ำลงมาจะต้องช่วยกันดูแลเรื่องผักตบชวาและสิ่งแวดล้อมทั้งสองฝั่งแม่น้ำด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ถนนเลียบแม่น้ำสะแกกรังที่กำลังสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวว่า &amp;nbsp;ชุมชนชาวแพแม่น้ำสะแกกรังถือเป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทยที่เหลืออยู่&amp;nbsp; เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; มีประวัติศาสตร์&amp;nbsp; และวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันรักษาเอาไว้&amp;nbsp; และการแก้ไขปัญหาชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังจะเป็นตัวอย่างในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนอย่างรอบด้าน&amp;nbsp; ครบทุกมิติ&amp;nbsp; ทั้งด้านที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เศรษฐกิจ&amp;nbsp; อาชีพ&amp;nbsp; รายได้&amp;nbsp; คุณภาพชีวิต&amp;nbsp; ตั้งแต่เด็ก&amp;nbsp; ผู้สูงวัย&amp;nbsp; คนพิการ&amp;nbsp; ด้อยโอกาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรีวภา&amp;nbsp; วิบูลย์รัตน์&amp;nbsp; อายุ 67 ปี&amp;nbsp; เจ้าของแพ &amp;lsquo;ปลาย่าง &amp;nbsp;ป้าแต๋ว&amp;nbsp; อุทัยธานี&amp;rsquo;&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; อุทัยธานีมีทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและสะแกกรังจึงมีปลานานาชนิด&amp;nbsp; ที่รู้จักกันดีก็คือ &amp;lsquo;ปลาแรด&amp;rsquo;&amp;nbsp; แต่ก่อนนั้นปลายังชุกชุม&amp;nbsp; มีปลาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น ปลาเทโพ&amp;nbsp; ปลากด&amp;nbsp; สวาย&amp;nbsp; ช่อน&amp;nbsp; ชะโด&amp;nbsp; กราย&amp;nbsp; ปลาเนื้ออ่อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อจับได้มากชาวแพก็จะนำมาแปรรูปเพื่อเก็บเอาไว้ได้กินนานๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำปลาร้า&amp;nbsp; ปลาส้ม&amp;nbsp; ปลาแห้ง&amp;nbsp; ปลาย่าง&amp;nbsp; ปลารมควัน&amp;nbsp; นำมาทำปลาป่น&amp;nbsp; น้ำพริกปลาย่าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนำไปขายที่ตลาดเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัวมานานหลายสิบปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ช่วงน้ำแล้งและโควิดเกือบ 7 เดือน&amp;nbsp; ป้าขายปลาไม่ได้เลย&amp;nbsp; เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวมา&amp;nbsp; ถ้าจะช่วยกันขุดลอกแม่น้ำ และเก็บผักตบชวาได้ก็จะดี&amp;nbsp; เพราะน้ำในคลองจะไหลได้สะดวก&amp;nbsp; ถ้าแม่น้ำสะอาด&amp;nbsp; เรือนแพสวยงาม&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวก็อยากจะมา&amp;nbsp; จึงอยากให้ช่วยกันดูแลไม่ให้น้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; ช่วยกันปรับปรุงเรือนแพที่ทรุดโทรม&amp;nbsp; ชาวบ้านจะได้มีอาชีพ&amp;nbsp; มีรายได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าแต๋วบอก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีมช่างชุมชนเตรียมเปลี่ยนแพลูกบวบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78154</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุทัยธานี, พอช., วัฒนธรรม, แม่น้ำสะแกแกรัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200921/image_big_5f6888249eba6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
