<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86098</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2020 14:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/12/2020 14:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ว่าฯมั่นใจอีก14วันไร้ผู้ติดเชื้อโควิดเชียงรายท่องเที่ยวฉลองปีใหม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ธ.ค.63-นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ร่วมกับน.พ.ทศเทพ บุญทอง นายแพทย์สาธารณสุข จ.เชียงราย และ น.พ.ไชยเวช ธนไพศาล ผ.อ.โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ แถลงข่าวสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 พื้นที จ.เชียงราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประขญ กล่าวว่า ขณะนี้พบมีผู้ติดเชื้อเพิ่มจำนวน 9 ราย เป็นหญิงอายุ 20 -44 ปี ผู้เดินทางเข้ามาตามช่องทางปกติที่สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ติดกับ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ปัจจุบัน ขณะนี้ มีผู้ติดเชื้อถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ รวมทั้งหมด 20 ราย โดยเป็นผู้อยู่ในศูนย์ตรวจดูอาการ (State Local Quarantine) จำนวน 14 ราย &amp;nbsp;ผู้ลักลอบเข้าเมืองในช่องทางธรรมชาติ 5 ราย และ ผู้ชายวัย 28 ปี (สาวประเภทสอง) ที่ติดเชื้อภายในประเทศอีก 1 คน &amp;nbsp;โดยผู้ติดเชื้อทั้ง 19 ราย ล้วนมาจากโรงแรมวันจีวัน (1G1) ใน จ.ท่าขี้เหล็ก ทั้งหมดทำงานและพักอาศัยด้วยกันมานานตั้งแต่ข้ามฝั่งไป &amp;nbsp;ยกเว้นรายที่ 7 ที่เป็นชายใน อ.เมืองเชียงราย ปัจจุบัน มีการวางกำลังป้องกันการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองอย่างแน่หนาตลอดแนวชายแดน และ ยังคงรอรับผู้ที่จะเดินทางกลับมาอยู่ และที่ผ่านมาก็มีผู้เดินทางกลับมาจาก จ.ท่าขี้เหล็ก รวมทั้งหมด 171 ราย มีทั้งที่รักษาตัวอยู่และอยู่ในศูนย์กักดูอาการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมเชื่อมั่นว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เพราะส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อพบอยู่ใน LQ และผู้ที่ลักลอบเข้ามาก็มีกลุ่มสัมผัสในวงจำกัด จึงเชื่อว่าหากพ้นระยะเวลานี้ไปอีก 14-25 วัน เชียงรายก็จะปลอดภัยและเป็นของขวัญปีใหม่ 2564 ให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่จะไปเยือนได้ต่อไป&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ด้านน.พ.ไชยเวช กล่าวว่า ปัจจุบัน โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์มีการจัดห้องรองรับผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ถึง 30 เตียง และปรับอาคาร 5 ชั้น เพื่อทำการดูแลรักษา &amp;nbsp;จึงมีความมั่นใจว่าสามารถควบคุมได้และผู้ป่วยรายแรกก็จะครบกำหนดการรักษาหายเป็นปกติในวันที่ 8 ธ.ค.นี้แล้ว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86098</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.เชียงราย, นายประจญ ปรัชญ์สกุล, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201206/image_big_5fcc85d49394e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2020 19:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/12/2020 18:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ชักไม่ค่อยดี !เตือนผู้ไปร่วมงานฟาร์ม เฟสติวัล เชียงราย ช่วงเดียวกับกลุ่มติดเชื้อโควิดท่าขี้เหล็ก ให้สังเกตุอาการตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
4 ธ.ค.63- ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี &amp;nbsp;นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค และนายแพทย์โสภณ &amp;nbsp; &amp;nbsp;เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป แถลงข่าวความคืบหน้าสถานการณ์โรคโควิด 19 จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายแพทย์โอภาสกล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อโควิด 19 ที่เดินทางมาจาก จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 จนถึงปัจจุบัน จำนวน 13 ราย เดินทางเข้าช่องทางธรรมชาติ 10 ราย (เชียงใหม่ 3 ราย เชียงราย 3 ราย กรุงเทพมหานคร 1 ราย พะเยา 1 ราย พิจิตร 1 ราย และราชบุรี 1 ราย) และเข้ามาตามระบบ เป็นชาวเชียงรายทั้ง 3 ราย ผู้ที่เดินทางกลับเข้ามามีความเสี่ยงรับเชื้อมาด้วย จึงขอให้คนไทยในฝั่งท่าขี้เหล็กแจ้งรายชื่อ ขอเดินทางกลับประเทศไทยอย่างถูกต้อง ซึ่ง จ.เชียงรายได้จัดเตรียมสถานที่กักกันโรคหลายร้อยห้องรองรับ หากเข้ามาตามเส้นทางธรรมชาติ จะมีการตรวจจับดำเนินคดีตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจะตรวจตราเข้มตามแนวชายแดน มี อสม.ช่วยเฝ้าระวังตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงประชาชนช่วยกันเฝ้าระวัง หากพบผู้เดินทางกลับมาอย่างผิดกฎหมาย ไม่ได้ผ่านการกักกัน 14 วัน ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ อสม.ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายแพทย์โอภาสกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ขอความร่วมมือภาคประชาสังคม ผู้ให้บริการ ผู้ใช้บริการ และผู้จัดกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่สาธารณะ ต้องเข้มมาตรการสวมหน้ากาก หมั่นทำความสะอาดตามจุดสัมผัสต่างๆ จัดจุดล้างมือ เว้นระยะห่าง และสแกนไทยชนะทุกครั้ง ส่วนสถานพยาบาลจะช่วยคัดกรองกลุ่มเสี่ยงต่างๆ และให้คำแนะนำประชาชน กระทรวงมหาดไทยได้กำชับให้ทุกจังหวัดกำกับติดตามให้สถานที่ต่าง ๆ ที่ให้บริการ ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมป้องกันโรค เช่น สถานบันเทิง เป็นต้น หากไม่ปฏิบัติตามมีอำนาจสั่งปิดได้ทันที กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับโรงเรียนและสถานที่ต่างๆ คือ ให้ปิดเฉพาะกรณีที่พบผู้ป่วยยืนยันโควิด 19 ในสถานที่นั้นๆ หากเป็นผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องปิดสถานที่ โดยผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจะต้องเข้ารับการกักกันเพื่อเฝ้าระวังอาการ ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำหรือผู้สัมผัสที่ใกล้ชิดกับผู้สัมผัสเสี่ยงสูงก็ไม่ต้องปิดสถานที่เช่นเดียวกัน แต่แนะนำให้เฝ้าระวังอาการ สวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง โดยสถานที่นั้นๆ สามารถทำความสะอาดบ่อย ๆ เพื่อความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจ หากมีผลการสอบสวนโรคเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนผู้ที่เดินทางกลับมาจากเชียงใหม่และเชียงราย ถ้าไม่ได้อยู่สถานที่เดียวกับผู้ป่วย ถือว่าไม่มีความเสี่ยง ไม่จำเป็นต้องกักตัว ในกรณีนักเรียนที่ไปเที่ยวเชียงใหม่แต่ไม่ใช่พื้นที่ที่พบผู้ติดเชื้อ การให้กักตัวถือว่าเป็นมาตรการที่เกินความจำเป็น สำหรับการตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด 19 ที่จ.กำแพงเพชร ชายไทยอายุ 49 ปี ผลตรวจพบปริมาณสารพันธุกรรมน้อยและมีภูมิคุ้มกันขึ้นแล้ว แสดงว่าติดเชื้อมานาน และผู้สัมผัสใกล้ชิดผลการตรวจเป็นลบ จึงไม่จำเป็นต้องดำเนินการปิดโรงเรียน&amp;rdquo; นายแพทย์โอภาสกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิด 19 ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อ 65,527,498 ราย เป็นการติดเชื้อรายใหม่ 678,631 ราย ถือว่าแนวโน้มการระบาดยังสูงต่อเนื่อง เสียชีวิตสะสม &amp;nbsp;1,511,719 ราย เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 12,679 ราย โดยประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา อินเดีย บราซิล รัสเซีย และฝรั่งเศส สำหรับประเทศเพื่อนบ้านที่มีการติดเชื้อสูง คือ เมียนมา และมาเลเซีย &amp;nbsp;โดยเมียนมามีผู้ป่วยรายใหม่ 1,418 ราย &amp;nbsp;มาเลเซีย มีผู้ป่วยรายใหม่ 1,075 ราย &amp;nbsp;ทำให้ต้องเฝ้าระวัง ผู้เดินทางอย่างต่อเนื่อง สำหรับสถานการณ์ของประเทศไทย วันที่ 4 ธันวาคม มีผู้ป่วยโควิด 19 รายใหม่ 14 ราย แบ่งเป็นการติดเชื้อในประเทศ 1 ราย สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ ส่วนอีก 13 ราย เดินทางมาจากต่างประเทศ เป็นคนไทย 9 ราย คนต่างชาติ 4 ราย เข้าสู่ระบบการกักกันในสถานกักกันที่รัฐจัดให้ 8 ราย และสถานกักกันที่รัฐกำหนด 5 ราย ยังมีผู้ป่วยอยู่ในการรักษาพยาบาล 154 ราย เกินครึ่งไม่มีอาการ ที่เหลือมีอาการเล็กน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายแพทย์โสภณกล่าวว่า ความคืบหน้าการติดตามผู้ป่วยโควิด 19 ที่เดินทางมาจาก จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ผู้สัมผัสของผู้ติดเชื้อโควิด 19 ที่เข้ามาทางเส้นทางธรรมชาติจำนวน 10 รายนั้น ได้ทำการตรวจหาเชื้อผู้สัมผัสมากกว่า 250 ราย ส่วนใหญ่ให้ผลเป็นลบ แต่มีชายไทยอายุ 28 ปี อาชีพพนักงานสถานบันเทิงในจังหวัดเชียงรายที่ติดเชื้อ จากการสอบสวนโรคพบว่า วันที่ 28 พฤศจิกายน ได้ไปพบผู้ติดเชื้อของ จ.พะเยา ที่เดินทางกลับมาจากท่าขี้เหล็กพร้อมเพื่อนอีก 2 คน และพักห้องเดียวกัน ช่วงเย็นไปทำงานร้านอาหารตามปกติ วันที่ 29 พฤศจิกายน มีการรับประทานอาหารด้วยกัน ไปเที่ยวงานฟาร์ม เฟสติวัล กับกลุ่มเพื่อนดังกล่าว วันที่ 30 พฤศจิกายน ไปเที่ยวสถานบันเทิง และเดินทางต่อไป จ.เชียงใหม่กับเพื่อนด้วยรถส่วนตัว &amp;nbsp;วันที่ 1 ธันวาคมเดินทางกลับจ.เชียงรายด้วยรถโดยสารประจำทาง ช่วงเย็นไปทำงานตามปกติ วันที่ 2 ธันวาคม เริ่มมีอาการเจ็บคอ จึงไปขอตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ผลตรวจพบเชื้อโควิด 19 เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ขณะนี้อาการดี ไม่มีไข้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประชาชนที่ไปงานฟาร์ม เฟสติวัลเวลา 19.30-21.30 น. และเที่ยวในบริเวณงาน โดยเฉพาะโซนลานเบียร์ หน้าเวที และห้องน้ำ ให้สังเกตอาการโรคระบบทางเดินหายใจ มีไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก อาการเด่นของโควิด 19 คือจมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่ได้รับรส ให้สวมหน้ากาก หลีกเลี่ยงสถานที่ชุมชน และผู้ที่ลงทะเบียนไทยชนะหากได้รับข้อความ ให้ติดต่อผู้จัดงานหรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพื่อรับคำแนะนำในการเฝ้าระวังและนัดสถานที่ตรวจหาเชื้อ ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2563 เช่นเดียวกับผู้โดยสารเที่ยวบินเดียวกับผู้ป่วย ขอให้สังเกตอาการ รายงานตัวกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในภูมิลำเนา เพื่อรับคำแนะนำในการเฝ้าระวังอาการ&amp;rdquo; นายแพทย์โสภณกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายแพทย์โสภณกล่าวต่อว่า สำหรับหญิงไทยอยุ 51 ปี จ.สิงห์บุรี ที่ตรวจพบการติดเชื้อโควิด 19 โดยระบุว่านั่งเครื่องบินลำเดียวกับผู้ป่วยโควิด 19 ที่เดินทางกลับมาจากเชียงราย เบื้องต้นแจ้งว่าเดินทางไปจังหวัดเชียงรายและไม่ได้ข้ามไปประเทศเพื่อนบ้าน หากข้อมูลนี้ถูกต้องก็จะเป็นอีก 1 รายที่ติดเชื้อภายในประเทศ แต่ขณะนี้ข้อมูลยังไม่ครบถ้วน อยู่ระหว่างการสอบสวนโรคและเก็บข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุและสถานที่รับเชื้อ หากทราบข้อมูลเพิ่มเติมจะนำเสนอต่อไป ขอให้ผู้ที่ถูกสอบสวนโรคให้ข้อมูลตามความเป็นจริงเพื่อประโยชน์ของตัวท่านเองและผู้ใกล้ชิด และการสอบสวนโรคเป็นไปอย่างถูกต้อง เพื่อจำกัดวงการแพร่ระบาดและการป้องกันควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85976</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, จ.เชียงราย, ท่าขี้เหล็ก, ฟาร์ม เฟสติวัล เชียงราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201204/image_big_5fca205430c2b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85763</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2020 17:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2020 17:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบป่วยโควิด ลอบเข้าประเทศเพิ่มอีก 6 ราย อยู่ที่พะเยา กทม. พิจิตร ราชบุรี และเชียงใหม่ 2 ราย ก๊วนเดียวกับสถานบันเทิงท่าขี้เหล็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2ธ.ค.63- &amp;nbsp;ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ. ธงชัย กีรติหัตถยากร รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนพ. โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค แถลงข่าวความคืบหน้าการสอบสวนโรคผู้ป่วยโควิด 19 จากจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ .ธงชัยกล่าวว่า ขณะนี้เราพบคนไทยจำนวน 10 ราย ที่ติดเชื้อโควิด 19 มาจากจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา โดยเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติและเดินทางไปสถานที่ต่างๆ โดยทั้งหมดอยู่ระหว่างการกักตัวและรักษาในโรงพยาบาล อาการอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนผู้สัมผัสของผู้ป่วยทั้ง 10 ราย จากการตรวจหาเชื้อโควิด 19 เบื้องต้นยังไม่พบว่ามีรายใดติดเชื้อ สรุปว่ายังไม่มีการติดเชื้อภายในประเทศ เป็นการนำเข้าเชื้อมา ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจในระบบการควบคุมป้องกันโรคว่าจะไม่เกิดการระบาดเหมือนช่วงต้นปี 2563 เนื่องจากประเทศไทยมีองค์ความรู้และประสบการณ์มากขึ้น แต่ต้องขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันเฝ้าระวังภายในพื้นที่ของตนเองว่า มีคนไทยหรือชาวต่างชาติที่ลักลอบเข้ามาโดยไม่ได้รับการกักกัน 14 วันหรือไม่ หากพบขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข กำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน มิเช่นนั้นอาจกลายเป็นผู้สัมผัสหรือเป็นผู้ติดเชื้อเองได้ และขอให้ทุกคนยังคงมาตรการป้องกันตนเอง โดยการสวมหน้ากาก ล้างมือ และเว้นระยะห่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ผู้ลักลอบเข้าประเทศมีความผิดตามกฎหมาย ทั้ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ร.บ.โรคติดต่อ และ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ ขอให้ผู้ที่ไปทำงานในต่างประเทศและจะเดินทางกลับมา มีความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศ ด้วยการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายตามช่องทางที่วางไว้ เพื่อเข้ารับการกักกัน 14 วัน และตรวจหาเชื้อ หากพบเชื้อจะได้รับการรักษา แต่หากลักลอบเข้ามาและไปในสถานที่ต่างๆ ทำให้มีผู้สัมผัสจำนวนมาก และต้องใช้งบประมาณสูงในการดำเนินการควบคุมสอบสวนโรค ติดตามผู้สัมผัสมาตรวจหาเชื้อ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 2 พันบาทต่อราย ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวล สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทุกที่ในประเทศไทย ด้วยคงมาตรการใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ และเว้นระยะห่าง&amp;quot; นายแพทย์ธงชัยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ. โสภณกล่าวว่า ผู้ป่วยโรคโควิด 19 ที่มาจากจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา จำนวน 10 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วยเก่าที่แถลงข่าวไปแล้ว 4 ราย คือ เพศหญิงอายุ 29 ปี ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพศหญิงอายุ 26 ปี 23 ปี และ 25 ปีที่จังหวัดเชียงราย จากการตรวจหาเชื้อผู้สัมผัสขณะนี้ยังไม่พบผู้ใดติดเชื้อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงของรายที่เชียงใหม่ ที่มีการไปเที่ยวสถานบันเทิงด้วยกัน มีการตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ก็ยังไม่พบการติดเชื้อเช่นกัน สำหรับผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 6 ราย เป็นเพศหญิงทั้งหมด โดยเกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงเดียวกันที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก มีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพศหญิงอายุ 28 ปี จังหวัดพะเยา กลับเข้าประเทศไทยวันที่ 27 พฤศจิกายน โดยเส้นทางธรรมชาติมายังอำเภอแม่สาย วันที่ 28 พฤศจิกายน เพื่อนขับจักรยานยนต์มาส่ง จากนั้นเหมารถแท็กซี่มาที่อำเภอเมืองเชียงราย พักห้องเช่าของเพื่อน มีออกไปซื้ออาหาร วันที่ 29 พฤศจิกายน อยู่ในห้องพัก ช่วงเย็นแฟนขับรถยนต์พาไปเที่ยวงานสิงห์ปาร์ค แต่อยู่เฉพาะลานเบียร์ จากนั้นไปโรงแรมที่พัก วันที่ 30 พฤศจิกายน ออกจากโรงแรมไปรับการตรวจหาเชื้อที่จังหวัดเชียงใหม่ เดินทางกลับพะเยามาเข้ารับการรักษาในห้องแยกโรค โรงพยาบาลพะเยา วันที่ 1 ธันวาคม ทราบผลว่าเป็นโควิด 19 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพศหญิงอายุ &amp;nbsp;21 ปี กรุงเทพมหานคร วันที่ 17-27 พฤศจิกายน ไปเที่ยวสถานบันเทิงที่ท่าขี้เหล็กพร้อมเพื่อนที่อยู่จังหวัดพิจิตร วันที่ 28 พฤศจิกายน กลับเข้าประเทศไทยโดยเส้นทางธรรมชาติที่อำเภอแม่สายมีรถจักรยานยนต์รับจ้างมาส่งที่โรงแรม ต่อมาเริ่มมีไข้ เจ็บคอ น้ำมูก จากนั้นเรียกรถไปส่งที่สนามบินเชียงรายขึ้นเครื่องบินมาลงสนามบินดอนเมือง นั่งแท็กซี่กลับที่พัก วันที่ 29 พฤศจิกายน ไปรับการตรวจที่คลินิกแพทย์ได้รับคำแนะนำให้ไปโรงพยาบาล จึงนั่งรถยนต์ส่วนตัวมากับแฟนไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชน ผลการตรวจพบเชื้อโควิด 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพศหญิงอายุ 25 ปี จังหวัดพิจิตร เป็นเพื่อนที่ไปเที่ยวสถานบันเทิงที่ท่าขี้เหล็กกับรายกรุงเทพมหานคร โดยเดินทางกลับมาพร้อมกันจนถึงสนามบินดอนเมืองเมื่อวันที่ 28พฤศจิกายน จากนั้นต่อเครื่องไปลงสนามบินพิษณุโลก มีเพื่อนมารับกลับจังหวัดพิจิตร พักอาศัยกับเพื่อนที่มารับ โดยวันที่ 28-30 พฤศจิกายน มีออกไปรับประทานอาหารข้างนอกและทำเล็บ วันที่ 1 ธันวาคม เมื่อทราบผลการสอบสวนโรคของรายกรุงเทพมหานคร สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตรจึงติดตามมาตรวจหาเชื้อ นำเข้าสู่การกักกัน และ ผลตรวจยืนยันพบเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพศหญิงอายุ 36 ปี จังหวัดราชบุรี วันที่ 3-28 พฤศจิกายนอยู่ที่เมียนมา โดยวันที่ 23-24 พฤศจิกายนไปเที่ยวสถานบันเทิง แล้วสังเกตว่าเพื่อนร่วมห้องเริ่มมีอาการป่วย วันที่ 26 พฤศจิกายน ตนเองเริ่มมีอาการไอ น้ำมูก เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ จึงซื้อยามากิน วันที่ 29 พฤศจิกายน เดินทางกลับประเทศไทยโดยช่องทางธรรมชาติ จากนั้นไปสนามบินเชียงรายด้วยรถยนต์ของเพื่อน นั่งเครื่องบินถึงสนามบินดอนเมือง ขึ้นแท็กซี่ไปสถานีขนส่งหมอชิต นั่งรถตู้กลับจังหวัดราชบุรี เมื่อถึงใช้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้างไปโรงพยาบาลเอกชนเพื่อตรวจรักษา วันที่ 1 ธันวาคม ทราบผลว่าเพื่อนติดเชื้อโควิด 19 แพทย์จึงส่งตรวจหาเชื้อและส่งต่อรักษาโรงพยาบาลราชบุรี วันที่ 2 ธันวาคม ผลตรวจยืนยันพบเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพศหญิงอายุ 23 ปี และ 25 ปี จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 26 พฤศจิกายนเดินทางกลับเข้าประเทศทางช่องทางธรรมชาติ พร้อมเพื่อนรวมเป็น 3 คน วันที่ 27 พฤศจิกายน นอนค้างบ้านเพื่อนที่อำเภอแม่สาย วันที่ 28 พฤศจิกายน เดินทางกลับมาที่พักที่เชียงใหม่ วันที่ 29พฤศจิกายน ให้ประวัติว่าอยู่ในที่พักตลอด วันที่ 30 พฤศจิกายน ผู้ติดเชื้อที่พะเยามาหาหลังจากไปตรวจหาเชื้อ วันที่ 1 ธันวาคม ไปฟังผลแทนเพื่อนพบว่าราย จ.พะเยาติดเชื้อ ทำให้เพื่อน 2 คนมารับการตรวจด้วย ผลพบติดเชื้อ 2 ราย เข้ารับการรักษาโรงพยาบาลนครพิงค์ ส่วนอีกรายผลเป็นลบ อยู่ระหว่างการกักกันเฝ้าระวังอาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ. โสภณกล่าวว่า ทั้งหมดเป็นการติดเชื้อจากต่างประเทศ โดยกำลังเร่งติดตามผู้สัมผัสทุกราย ซึ่งผู้ป่วยแต่ละรายมีผู้สัมผัสมากน้อยต่างกัน หากมีความรับผิดชอบสูงจะแยกตัว มีกิจกรรมภายนอกน้อย ทำให้มีผู้สัมผัสน้อย แต่บางรายมีการออกไปทำกิจกรรมจำนวนมากทำให้มีผู้สัมผัสมากถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง โดยผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจะได้รับการกักกัน 14 วัน และตรวจหาเชื้อ 2 ครั้ง ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำจะให้แยกตนเองเฝ้าระวังอาการ หากมีอาการให้รีบติดต่อเพื่อตรวจหาเชื้อ โดยเป็นมาตรฐานการปฏิบัติงานของทุกพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยทั้งหมด 10 ราย พบว่า ไม่มีอาการ 5 ราย ทำให้มีโอกาสแพร่เชื้อน้อยกว่าผู้ที่มีอาการ ส่วนอีก 5 รายมีอาการแต่ไม่รุนแรง สำหรับผู้ที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องอยู่ใกล้ชิดหรืออยู่ในสถานที่เสี่ยงเดียวกับผู้ป่วยทั้ง 10 รายนี้ ขอให้ไปแสดงตัวกับบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาลเพื่อรับคำแนะนำในการปฏิบัติตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85763</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, จ.เชียงราย, ลักลอบเข้าเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201202/image_big_5fc76cedb5339.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85627</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2020 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2020 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบหญิงสาวอายุ 25 ปีป่วยโควิดที่เชียงรายเพิ่มอีก 1 ราย แก๊งเดียวลอบเข้าเมืองเส้นทางธรรมชาติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ธ.ค.63- ที่ศูนย์แถลงข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุภาพที่ 1 และนายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป แถลงความคืบหน้าการติดตามผู้สัมผัสกรณีพบผู้ติดเชื้อโควิด 19 ที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เราพบผู้ป่วยโรคโควิด 19 ที่จังหวัดเชียงใหม่ 1 ราย และเชียงราย 2 ราย เป็นการเดินทางลักลอบเข้าประเทศ ซึ่งแถลงข่าวไปก่อนหน้านี้ ล่าสุดพบผู้ป่วยโควิด 19 อีก 1 รายที่จังหวัดเชียงราย ลักลอบเดินทางเข้าประเทศเช่นกัน เป็นหญิงไทยอายุ 25 ปี และเป็นเพื่อนร่วมงานในสถานบันเทิงประเทศเมียนมา อย่างไรก็ตาม เราสามารถตรวจจับ ควบคุมโรคและติดตามผู้สัมผัสได้เป็นอย่างดี ขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยที่เกิดจากการสัมผัสผู้ป่วยทั้ง 4 ราย สถานการณ์ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ คือ มีผู้ป่วยนำเข้าเป็นรายๆ (Spike) สามารถติดตามควบคุมโรคได้รวดเร็ว และยังไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิดขึ้นจากผู้ป่วย 3 รายที่จังหวัดเชียงราย เนื่องจากเมื่อทราบข่าวของรายที่เชียงใหม่จึงมีการใส่หน้ากาก ป้องกันตนเองอย่างดี และหลีกเลี่ยงไปสถานที่ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ประเทศไทยมีพรมแดนติดประเทศเพื่อนบ้านเป็นระยะทางยาว แม้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจะพยายามติดตามอย่างเข้มงวด และอสม. อสต. ช่วยเฝ้าระวังในชุมชน ก็ต้องขอความร่วมมือประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นบุคคลไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือต่างชาติ ที่ไม่ได้ผ่านการกักตัว ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตำรวจโดยเร็ว และขอให้คนไทยที่ต้องการกลับบ้านเดินทางเข้าประเทศอย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้รับการคัดกรอง หากติดเชื้อจะได้รับการดูแลรักษาอย่างรวดเร็ว ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ครอบครัว คนใกล้ชิด และชุมชน ส่วนประชาชนในพื้นที่เชียงใหม่และเชียงรายยังสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เนื่องจากมาตรการสาธารณสุขยังควบคุมสถานการณ์ได้ดี บางอำเภอก็ไม่ได้เกี่ยวข้อง ดังนั้น ประชาชนยังสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้ แต่ขอให้คงมาตรการการป้องกันส่วนบุคคล คือ การใส่หน้ากาก เว้นระยะห่าง หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด และหมั่นล้างมือ เป็นวัคซีนช่วยป้องกันโรคได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ. โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กล่าวว่า ผู้ป่วยโควิด 19 ที่เชียงใหม่ขณะนี้อาการดีขึ้น ไม่มีอาการรุนแรง ส่วนผู้ป่วย 2 รายที่เชียงราย มีผู้สัมผัสทั้งหมด 27 ราย เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 4 ราย และผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ 23 ราย ขณะที่ผู้ป่วยรายที่ 3 ของเชียงรายเป็นหญิงไทยอายุ 25 ปี มีภูมิลำเนาที่จังหวัดพะเยา โดยต้นเดือนพฤศจิกายนไปทำงานที่ท่าขี้เหล็กพร้อมเพื่อน 2 คน, วันที่ 24 พฤศจิกายนเดินทางมาตามช่องทางธรรมชาติพร้อมเพื่อน 2 คน ที่อำเภอแม่สาย โดยใส่หน้ากากตลอด, วันที่ 24-27 พฤศจิกายนเข้าพักในโรงแรมแห่งหนึ่งในอำเภอแม่สาย ไม่ได้ออกจากห้องไปไหน, วันที่ 28-30 พฤศจิกายนเข้าพักโรงแรมแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองเชียงราย และประสานเจ้าหน้าที่ขอรับการตรวจ, วันที่ 30 พฤศจิกายน เข้ารับการกักตัวที่กองร้อย อส. ทำการตรวจหาเชื้อแล้วพบเชื้อโควิด 19 ส่งเข้ารับการรักษาที่ห้องแยกโรค โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โดยมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 2 ราย คือเพื่อนที่เดินทางกลับมาด้วยกัน แต่ผลการตรวจเป็นลบ ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำมีไม่มาก จะเฝ้าระวังจนครบ 14 วัน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ . โสภณกล่าวต่อว่า จากการประเมินความเสี่ยงของการระบาดในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ตามการประเมินความเสี่ยงผลกระทบจากการระบาด (Outbreak Impact Risk) โดยประเมินจากผู้ป่วย เชื้อ และสิ่งแวดล้อม พบว่า ผู้ป่วยทั้ง 3 ราย มีอาการน้อย เข้าสู่การรักษาอย่างรวดเร็ว แม้จะพบเชื้อในทางเดินหายใจปริมาณมาก แต่ทั้ง 3 ราย กังวลว่าจะติดโรคโควิด 19 จึงสวมหน้ากาก และหลีกเลี่ยงพบคนจำนวนมาก โดยอยู่แต่ในที่พัก ทำให้ลดความเสี่ยง โอกาสแพร่เชื้อสู่คนอื่นจึงน้อย ขณะที่หน่วยงานในพื้นที่ติดตามผู้สัมผัสได้อย่างรวดเร็ว ร้านค้าผู้ประกอบการร่วมมือป้องกันโรค ฝ่ายปกครองและความมั่นคงตรวจตราป้องกันการเข้าเมืองผิดกฎหมาย สถานการณ์นี้จะป้องกันการแพร่เชื้อต่อในพื้นที่ได้อย่างดี ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ตระหนักมากขึ้น สวมหน้ากากเพิ่มมากขึ้นจากร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 80&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ. โสภณกล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายเปิดรับคนไทยกลับประเทศ ทำให้มีคนไทยทยอยเดินทางเข้าในประเทศ โดยทุกคนต้องเข้ารับการกักตัว 14 วันในสถานกักตัวที่รัฐจัดให้และรัฐกำหนดทุกประเภท และเมื่อประเทศไทยสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จึงได้เปิดรับชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจและรับการรักษาโรคอื่นที่ไม่ใช่โควิด 19 และท่องเที่ยวต่างชาติประเภทพิเศษ (Special Tourist Visa : STV) เพื่อสร้างความสมดุลของระบบสุขภาพและเศรษฐกิจ โดยทุกคนต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคที่ภาครัฐกำหนด ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน - 1 ธันวาคม 2563 มีผู้เดินทางเข้าประเทศ 163,735 คน ทุกคนเข้ารับการกักตัวในสถานที่กักกันที่รัฐระบุไว้ (SQ, LQ, ASQ, ALQ, OQ และ AHQ) ในจำนวนนี้ตรวจพบเชื้อโควิด 19 จำนวน 1,044 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.64 ของผู้ที่เดินทางทั้งหมด โดยเป็นคนไทย 826 ราย ต่างชาติ 218 ราย กลับบ้านได้ 910 ราย มีผู้เสียชีวิต 2 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมีผู้เดินทางเข้าประเทศประมาณวันละ 700 &amp;ndash; 800 คน เมื่อเทียบกับในอดีตที่เดินทางเข้ามาวันละประมาณแสนคน ถือว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม อนาคตมีแนวโน้มว่าจะมีการเดินทางระหว่างประเทศมากขึ้น หากมีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 ในต่างประเทศและในประเทศไทย จึงต้องเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางที่มากขึ้น โดยการเดินทางเข้ามาในช่องทางที่ถูกต้อง มีระบบกักกันโรคและตรวจหาเชื้อ แต่การลักลอบเข้าทางพรมแดนธรรมชาติทำให้มีความเสี่ยงได้ จึงต้องขอให้ช่วยกันป้องกัน สอดส่องการเข้ามาที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ .ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุภาพที่ 1 กล่าวว่า การดำเนินงานสอบสวนและควบคุมโรคของ จ.เชียงใหม่ และเชียงราย สามารถดำเนินการได้ตามมาตรฐาน สำหรับการติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วยโควิด 19 เพศหญิงที่เชียงใหม่ ขณะนี้เพิ่มเป็น 336 ราย เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 112 ราย โดย 90 รายผลตรวจไม่พบเชื้อ ที่เหลืออยู่ระหว่างรอผลการตรวจและติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ 152 ราย ตรวจไม่พบเชื้อ 79 ราย ที่เหลืออยู่ระหว่างรอผลตรวจและติดตาม และผู้สัมผัสอื่นๆ 72 ราย ผลตรวจไม่พบเชื้อ 47 ราย โดยภายใน 1-2 วัน จะมีการเก็บตัวอย่างตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 และเฝ้าระวังให้ครบ 14 วัน อย่างไรก็ตาม ขอเน้นย้ำเรื่องการใส่หน้ากากและเว้นระยะห่าง จะช่วยลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อ และทำให้ควบคุมโรคได้อย่างเต็มที่ สำหรับด่านพรมแดนได้มีการเฝ้าระวังและสุ่มตรวจหาเชื้อเป็นระยะ และขอให้คนที่เดินทางกลับเข้ามาและมีความเสี่ยง เข้ามารับการตรวจทุกราย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85627</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, จ.เชียงราย, ลักลอบเข้าเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201201/image_big_5fc609a233dd1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85519</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/2020 17:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/2020 17:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตรวจแล้วผู้สัมผัสเสี่ยงสูง หญิงติดโควิดที่เชียงใหม่ 69 คนไม่พบเชื้อ ส่วนอีก2 รายที่ติดเชื้อรายใหม่  2 วินมอเตอร์ไซค์รอฟังผล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ย.63- &amp;nbsp;ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี &amp;nbsp;นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมด้วย นพ. โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป แถลงข่าวความคืบหน้ากรณีพบผู้ติดเชื้อโควิด 19 ที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ. โอภาสกล่าวว่า กรณีหญิงไทยอายุ 29 ปี ติดเชื้อโควิด 19 ที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการลักลอบเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ล่าสุดพบผู้ป่วยเพิ่มเติม 2 รายที่จังหวัดเชียงราย มีความเกี่ยวเนื่องกันกับรายที่จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ ประเทศเพื่อนบ้านมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 อย่างมาก ทำให้คนไทยในประเทศเพื่อนบ้านอยากเดินทางกลับเข้ามา จึงขอให้กลับเข้ามาในช่องทางที่ถูกต้องเพื่อเข้ารับการกักตัว 14 วัน นอกจากไม่ผิดกฎหมายแล้ว หากพบการติดเชื้อจะได้รับการรักษา ไม่ทำให้เชื้อแพร่ไปสู่คนในครอบครัวและชุมชน และขอฝากให้ประชาชนพื้นที่ชายแดนช่วยกันเป็นหูเป็นตา โดยเฉพาะเจ้าของบ้าน คอนโด โรงแรม โรงงาน และสถานบันเทิง หากพบคนไทยหรือคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยไม่ผ่านการกักตัว 14 วัน ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่โดยเร็ว และย้ำให้ประชาชนยังคงสวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด และสแกนไทยชนะ ซึ่งทำให้สามารถติดตามผู้สัมผัสได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนพ. โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กล่าวว่า จากการติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วยโควิด 19 เพศหญิงอายุ 29 ปี จังหวัดเชียงใหม่ มีทั้งหมด 328 ราย เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 107 ราย ตรวจแล้ว 69 ราย ไม่พบเชื้อ (คอนโดผู้ป่วย 2 ราย คอนโดเพื่อน 2 ราย สถานบันเทิง 55 ราย ห้างสรรพสินค้า 6 ราย รถโดยสารปรับอากาศเชียงใหม่ 1 ราย และคนขับรถ Grab Car 3 ราย) สัมผัสเสี่ยงต่ำ 149 ราย ตรวจแล้ว 83 ราย ไม่พบเชื้อ (สถานบันเทิง 2 ราย ห้างสรรพสินค้า 25 ราย บุคลากรโรงพยาบาลเอกชน 9 ราย และคอนโดผู้ป่วย 47 ราย) ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างรอผลการตรวจและติดตาม โดยทั้งหมดยังต้องกักกันและเฝ้าระวังอาการจนครบ 14 วัน ทั้งนี้ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ได้กำหนดมาตรการป้องกันโรคในสถานที่ชุมนุมชนทุกแห่ง ทั้งการสวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง และการสแกนไทยชนะ หากสถานประกอบการ/ ร้านไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจะถูกดำเนินการอย่างเคร่งครัด รวมถึงการสั่งปิดกิจการชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.โสภณกล่าวต่อว่า สำหรับผู้ติดเชื้อ 2 รายที่จังหวัดเชียงราย เป็นหญิงไทยอายุ 26 ปี และ 23 ปี ทำงานในสถานบันเทิงในจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา เป็นเพื่อนร่วมงานกับหญิงอายุ 29 ปีติดโควิด 19 ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยลักลอบเดินทางเข้าทางช่องทางธรรมชาติอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีผู้สัมผัส 27 &amp;nbsp;ราย แบ่งเป็นสัมผัสเสี่ยงสูง 4 ราย คือหญิงไทยอายุ 23 ปีที่เดินทางกลับมาด้วยกัน &amp;nbsp;โดยวันที่ 29 &amp;nbsp;พฤศจิกายน &amp;nbsp;มีอาการไอ เจ็บคอ น้ำมูก เมื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการพบเชื้อโควิด 19 ถูกนำตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาล พนักงานโรงแรมที่ขับพาไปร้านสะดวกซื้อ 1 ราย รถจักรยานยนต์รับจ้างจากหมู่บ้านไปอำเภอแม่สาย 1 ราย ทั้งคู่รอผลตรวจเชื้อ ส่วนรถจักรยานยนต์รับจ้างที่พาไปอำเภอเมือง 1 ราย ไม่พบเชื้อ ที่เหลือเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ 23 ราย คือบุคลากรทางการแพทย์ 20 ราย และชุมชน 3 ราย คือ แม่ค้าร้านอาหาร/ร้านขายของชำ พนักงานร้านสะดวกซื้อ และพนักงานโรงแรม ทั้งนี้ ถือว่ามีโอกาสแพร่เชื้อต่ำ เนื่องจากส่วนใหญ่อยู่ในโรงแรมที่พักและไปโรงพยาบาลเร็ว ทำให้มีผู้สัมผัสน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงรายได้กำหนดมาตรการป้องกันโรคในสถานที่ชุมชน เฝ้าระวังช่องทางเข้าออก โดยจัดระเบียบการขนส่งและสุ่มตรวจพนักงานขับรถชาวเมียนมา กำหนดมาตรการรองรับผู้กลับมาจากประเทศเมียนมา โดยเตรียมสถานที่กักกันโรคที่ราชการกำหนด กักกันอย่างน้อย 14 วัน สื่อสารให้ผู้ที่ลักลอบมาจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบการตรวจคัดกรองและรักษา โดยให้รายงานตัวกับ อสม. รพ.สต. หรือผู้ใหญ่บ้าน และสำรวจจำนวนคนไทยในฝั่งท่าขี้เหล็กและต้องการกลับประเทศ เพื่อเตรียมการดำเนินการรับกลับอย่างปลอดภัย และดำเนินการกับผู้นำพาคนลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85519</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, จ.เชียงราย, จ.เชียงใหม่, น.พ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร, หญิงไทยติดโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201130/image_big_5fc4c5487ccb3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72826</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2020 14:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2020 14:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯจ่อดึงเอกชนร่วมลงทุน PPP ศูนย์เปลี่ยนถ่ายขนส่งสินค้าเชียงของ จ.เชียงราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ค.63-นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เป็นประธานในงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนต่อร่างประกาศเชิญชวน ร่างเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน และร่างสัญญาร่วมลงทุน โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ อ.เชียงของ จ.เชียงรายว่า ศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าเชียงของอยู่บนเนื้อที่ 336 ไร่ มูลค่ารวม 2,139 ล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินก่อสร้าง 1,360 ล้านบาท และ วงเงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 779 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้างระยะที่ 1 คืบหน้ากว่า 90% แล้วเสร็จปลายปี 2563 หลังจากนั้น ขบ. จะเข้าบริหารก่อน ขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมให้เจ้าหน้าที่เรียนรู้กระบวนการทำงานเรียบร้อย หลังจากเปิดให้บริการต้องให้ศูนย์ขนส่งเป็นที่รู้จักก่อน จากนั้นคาดว่าจะมีรถสินค้าทยอยมาใช้อย่างต่อเนื่อง เพราะสะดวก เนื่องจากปัจจุบันมีการขนส่งสินค้าผลไม้เป็นจำนวนมาก เช่น ทุเรียน เป็นต้น

นายจิรุตม์ กล่าวต่อว่า ซึ่งการที่ ขบ. บริหารก่อน 1 ปีนั้น เนื่องจากการบริหารจัดการโครงการ ขบ. อยู่ระหว่างดำเนินการเตรียมเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP Net Cost โดยภาครัฐเป็นผู้ลงทุนค่าเวนคืนที่ดิน และค่าก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ส่วนเอกชนเป็นผู้ลงทุนค่าเครื่องมืออุปกรณ์ยกขน และงานระบบบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ และรับผิดชอบในส่วนของการบริหารจัดการและบำรุงรักษา (0&amp;amp;M) ตลอดระยะเวลาร่วมลงทุน 15 ปี

&amp;ldquo;ปัจจุบันคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ได้ให้ความเห็นชอบรูปแบบการร่วมลงทุนในโครงการตาม พระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 เรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนดำเนินการคัดเลือกเอกชนตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562&amp;rdquo;นายจิรุตม์ กล่าว

นายจิรุตม์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นจึงจัดสัมมนาดังกล่าวขึ้นครั้งนี้ มีภาคเอกชนให้ความสนใจ 19 ราย ส่วนมากเป็นผู้ประกอบการด้านรถบรรทุก และผู้ประกอบการเดินเรือและเป็นผู้ประกอบการคนไทยทั้งหมด เพื่อให้ดำเนินการสอดคล้องกับความสนใจของภาคเอกชนและผู้สนใจร่วมลงทุนอย่างแท้จริงอย่างไรก็ตามกระบวนการ PPP คาดการณ์ว่าสามารถออกประกาศเชิญชวนเอกชนที่สนใจเข้าร่วมลงทุนได้ในช่วงกลางปี 64 และลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนได้ในช่วงต้นปี 65 เข้าบริหารต่อไป

สำหรับโครงการดังกล่าวจะสามารถช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษได้ เพราะพบว่าด่านเชียงของมีมูลค่าการนำเข้าและส่งออก 28,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ช่วยอำนวยประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบโลจิสติกส์เชิงบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพของประเทศในระยะยาวอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตามโครงการนี้ตามแผนการพัฒนาสถานีขนส่งสินค้า (Truck Terminal) ของ ขบ. ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับการขนส่งสินค้าทางถนนระหว่างประเทศ บนเส้นทาง R3A เชื่อมต่อการขนส่งระหว่างไทย-สปป.ลาว-สาธารณรัฐประชาชนจีน ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย)

รวมถึงรองรับการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Modal Shift) ระหว่างทางถนนกับทางรางผ่านแนวรถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ปัจจุบันเตรียมเปิดประมูล และอยู่ระหว่างจัดจ้างที่ปรึกษาสำรวจจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อไป คาดว่าจะเปิดบริการปี 68 ซึ่งทำให้เชียงของเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางด้านโลจิสติกส์ (Logstic Hub) ที่มีความสำคัญ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาลได้

ส่วนระยะที่ 2 วงเงิน 600 กว่าบาท เริ่มดำเนินการได้ในปี 68 เพื่อกระจายสินค้า และเปลี่ยนถ่ายที่แท้จริง เปลี่ยนจากหัวรถลากมาสู่ระบบรถไฟ และเปลี่ยนจากระบบรถไฟมาเป็นหัวรถลากขนส่งไปยังจีนได้ ทั้งนี้ ขบ. ยังมีแผนจะสร้าง โครงการศูนย์การขนส่งชายแดนในอนาคตที่มีค่าตอบแทนสูงอีก ได้แก่ จ.สุราษฎร์ธานี และ อ.แม่สอด จ.ตาก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72826</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางบก (ขบ.), จ.เชียงราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200729/image_big_5f21202d2337a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59795</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2020 13:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2020 12:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ส.พรรคก้าวไกลเดือดจวกรัฐบาล&#039;ห่วย&#039; จัดการฝุ่นควันพิษไม่ได้ คนเชียงรายจะตายกันหมดแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่าน เฟซุบุ๊ค หมอเอก Ekkapob Pianpises ระบุว่า

ช่วงนี้ผมรู้สึกโกรธสุดๆ กับการแก้ปัญหาที่ต้องขอใช้คำว่า &amp;quot;ห่วย&amp;quot; ในเรื่อง COVID19 กับ PM2.5 ทั้งของรัฐบาลและหน่วยงานราชการระดับประเทศและระดับจังหวัด


ในฐานะผู้แทนราษฎร ผมทำอะไรได้บ้างมั้ยในการแก้ปัญหา ในกรรมาธิการสาธารณสุข ได้เรียกหน่วยงานต่างๆ กลุ่มคนต่างๆ มาให้ข้อมูลในกรรมาธิการ ได้สอบถามถึงการปฏิบัติงานในการแก้ปัญหา

แต่.... ก็ได้แค่ซักถามแล้วทำสรุปเป็นรายงานการประชุม

คำถามที่ผมถามไปแต่ละหน่วยงาน ถ้าตอบไม่ได้เขาก็เลือกที่จะไม่ตอบ และทำเป็นลืมคำถามนั้นไป ร้องขอเอกสาร แต่ก็ไม่เคยได้เพราะแต่ละครั้งที่เรียกมาก็เป็นผู้ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานมาคนละคนกัน

ส่วนในพื้นที่ ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดก็จำลองมาจากระดับประเทศเป๊ะ!!!

ตอนนี้ทั้งเรื่องไวรัสโควิด19 ที่กลัวกันว่ากำลังระบาดมากขึ้นในประเทศ&amp;nbsp; และเรื่องฝุ่นควันพิษที่ตอนนี้เชียงรายก็หนักมากกว่าปีที่ผ่านมา ถ้ายังทำงานกันแบบนี้ประชาชนจะตายกันหมดแน่

ในเรื่องฝุ่นควันพิษที่ชาวเชียงรายกำลังจะสำลักควันตายกันอยู่แล้วในขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดออกมาให้สัมภาษณ์ว่าไม่เป็นภัยพิบัติเพราะไม่มีข้อมูลคนป่วย คนตายเยอะขึ้น!!!!

และรัฐบาลกลางก็มีเซลล์สมองพอที่จะแก้ปัญหาได้ทีละเรื่องก็ยังแก้ปัญหาไวรัสระบาดไม่ได้

ถ้าไร้ความสามารถกันขนาดนี้ก็ช่วยหลบไปให้คนมีความสามารถเขาได้ทำงานแก้ปัญหาดีมั้ยครับ

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59795</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.เชียงราย, นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ, พรรคก้าวไกล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190924/image_big_5d8990c974185.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
