<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85631</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2020 16:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2020 16:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉะ &#039;กกต.&#039; เกียร์ว่าง วินิจฉัยคุณสมบัติช้า-กระทบสิทธิผู้สมัครลงหาเสียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ธ.ค. 63 - นายวิศรุตวัฒต์ สุศิริวรรักษ์ ผู้ประสานงานองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ พิทักษ์สิทธิพลเมือง นายสำราญ สุจาง ผู้ประสานงานทีมงานอาสาพัฒนาแม่ฮ่องสอน นายบุญส่ง โควาวิสารัช นักกฎหมายและ อดีต สว.แม่ฮ่องสอน นายทวีวิทย์ ดิบือแฮ สมาชิกทีมอาสาพัฒนาแม่ฮ่องสอน ร่วมกันแถลงข่าว กรณีที่ กกต.กลาง ยังไม่ยอมประกาศผลการวินิจฉัยว่า นางนันทิยา วงศ์วานิชย์ หรือน้ำฝน ผู้สมัครรับเลือกตั้ง นายกอบจ.แม่ฮ่องสอน หมายเลข 2 ตามกำหนดที่ประกาศว่าจะมีการตัดสินคำวินิจฉัย ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเลื่อนการประกาศดังกล่าวของ กกต.กลาง ได้ส่งผลกระทบต่อผู้สมัครโดยตรง หากว่าผลตัดสินออกมาว่าสามารถสมัครลงรับเลือกตั้งเป็นนายกอบจ.แม่ฮ่องสอนได้ จะทำให้นางนันทิยา จะมีเวลาหาเสียงได้เพียง 10 วัน ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือว่ากระทบต่อผู้สมัครโดยตรงขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งสามารถเดินหน้าหาเสียงมาก่อนหน้านี้ตั้งนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิศรุตวัฒต์ สุศิริวรรักษ์ กล่าวว่า อยากตั้งข้อสังเกตว่า กกต.ท้องถิ่นแม่ฮ่องสอน (กกต.อบจ.) มีความรู้ด้านกฎหมายเลือกตั้งดีเพียงใด ทำไมวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัคร แตกต่างจากสำนักทะเบียนราษฎร์กรณีอาศัยอยู่ในแม่ฮ่องสอน ครบ 365 วัน หรือ 1 ปี และเมื่อหน่วยงานทะเบียนราษฎร์ของที่ว่าการอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ทำหนังสือยืนยันว่าผู้สมัครอาศัยอยู่ในพื้นที่ครบ 365 วัน และถือว่าผู้สมัคร หมายเลข 2 มีคุณสมบัติครบถ้วน ทำไมไม่ประกาศรับรอง และการที่ไม่ประกาศรับรองผู้สมัคร ทำให้ผู้สมัครที่ไม่ได้การรับรองจาก กกต. ต้องเสียเปรียบผู้สมัครอื่นหรือไม่ การไม่ประกาศรับรองทำให้ประชาชนเคลือบแคลงและสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ว่าโปร่งใสหรือไม่ เป็นการช่วยเหลือผู้สมัครคนใดหรือไม่ 4.การที่ กกต.ออกประกาศว่า ผู้สมัครหมายเลข 2 ไม่มีหรือไม่รับสมัคร แล้วผู้นำท้องถิ่นไปประกาศเสียงตามสายในหมู่บ้านแจ้งแก่ชาวบ้านเช่นนั้น กกต. จะแก้ไขอย่างไร ใครเสียหาย ใครมีส่วนได้เสียการเลือกตั้ง ภายใต้ กกต.ชุดนี้ จะมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบ ได้หรือไม่ เนื่องจาก ชาวบ้านส่วนใหญ่กำลังเคลือบแคลงและสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ท้องถิ่นแม่ฮ่องสอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85631</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., จ.แม่ฮ่องสอน, วิศรุตวัฒต์ สุศิริวรรักษ์, อบจ., เลือกตั้งท้องถิ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201201/image_big_5fc6104e4c8ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76939</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2020 16:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2020 16:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รุมจวก &#039;ส.ส.วีระกร&#039; ทำเกินบทบาท กมธ.น้ำ คุกคามชาวบ้านค้านโครงการผันน้ำยวม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รุมจวก &amp;ldquo;วีระกร&amp;rdquo; ทำเกินบทบาท กมธ.น้ำ โทรไปเฉ่งชาวบ้านค้านโครงการผันน้ำยวมสู่ลุ่มเจ้าพระยา เผยตั้งธงผลักดันโครงการชัดเจนทั้งๆที่ยังไม่ได้ข้อสรุปผลกระทบ ส.ส.ก้าวไกลสอนมวยศึกษาให้รอบด้าน ไม่มีหน้าที่รับรองพิมพ์เขียวหน่วยงานราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ย.63 - นายสะท้าน ชีววิชัยพงศ์ ชาวบ้าน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน และผู้ประสานงานเครือข่ายชุมชนจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน ได้เขียนบันทึกและมีผู้นำมาเผยแพร่ว่า เมื่อเวลาประมาณ 14.12 น.ของวันที่ 8 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา ตนได้รับโทรศัพท์จากผู้ที่แจ้งว่า ชื่อ นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ สภาผู้แทนราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายวีระกรได้ถามถึงหนังสือที่ตนส่งไปคัดค้านโครงการสร้างเขื่อนและผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล ว่า &amp;ldquo;คุณเป็นใคร อยู่ที่ไหน ที่อ้างตัวว่าเป็นผู้ประสานงานเครือข่ายการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน จริงหรือไม่ โครงการนี้ไม่มีผลกระทบอะไรเลย ในพื้นที่ได้ลงไปถามแล้วชาวบ้านบอกว่าไม่ได้รับผลกระทบเลย แล้วทำไมคุณได้รับผลกระทบ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสะท้านเขียนบันทึกต่อไปว่า &amp;ldquo;ผมก็ตอบว่าผมเป็นคนในพื้นที่ ที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ ทุกปีที่ดินของผมถูกน้ำยวมท่วมอยู่แล้ว คุณวีระกร บอกว่าทุกครั้งที่มีเวที ไม่เห็นคุณมาเข้าร่วมเวทีเลย ผมบอกว่าเวทีทุกครั้งที่เขาเชิญ ผมเข้าร่วมทุกครั้ง มีครั้งหนึ่งที่ไม่ได้เข้าร่วม คือเวทีกรรมาธิการของ ส.ส. เรื่องน้ำ ผมไม้ได้เข้าร่วม เหตุผลคือทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้เชิญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณวีระกร บอกว่าเขาไม่เห็นความสำคัญของผมก็เลยไม่เชิญผมเข้าร่วมเวที แล้วคุณวีระกร ก็บอกต่อว่าในพื้นที่แม่น้ำยวม แม่น้ำเงา อยู่ในพื้นที่อุทยานหมดเลย ผมก็บอกว่าพื้นที่ผมไม่ได้อยู่ในพื้นที่อุทยานฯ คุณวีระกร ถามต่อว่าพื้นที่คุณมีโฉนดหรือไม่ ผมบอกว่ามีโฉนด อยู่ติดแม่น้ำยวม คุณวีระกร บอกผมว่าให้ผมถ่ายโฉนดที่ดินให้ด้วย และบอกว่าจะให้นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาตรวจสอบพื้นที่ แล้วบอกว่าบุกรุกพื้นที่ป่า ที่คุณส่งหนังสือคุณมั่วแล้ว ผมบอกว่าผมไม่คุยแล้ว ผมไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2563 เครือข่ายลุ่มน้ำยวม เงา เมยและสาละวิน ที่ลงชื่อโดยนายสะท้านได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ (รมว.ทส.) เรื่องขอคัดค้านโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลฯ โดยให้เหตุผล 8 ข้อ อาทิ การสูญเสียที่ดินทำกินของชาวบ้านและพื้นที่ป่า การสำรวจไม่ครอบคลุมชุมชนทั้งหมด ขอให้ทบทวนแนวทางการบริหารน้ำทั้งระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในหนังสือฉบับนี้ได้แนบรายชื่อหมู่บ้าน 28 แห่ง ทั้งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตากและเชียงใหม่ ที่ร่วมกันคัดค้านโครงการดังกล่าว และหนังสือฉบับนี้นอกจากปลัดและรมว.ทส.ได้ลงนามรับทราบแล้ว ยังได้เวียนไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ สภาผู้แทนราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2563 นายวีระกร คำประกอบ ในฐานะรองประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมชลประทาน ได้เดินทางลงพื้นที่หมู่บ้านท่าเรือ ม.8 ต.สบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน และแม่น้ำยวมซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล โดยนายวีระกรให้สัมภาษณ์ว่าพื้นที่ที่คาดว่าราษฏรจะได้รับผลกระทบประมาณ 40 ไร่ ราษฏร 4 ครอบครัวซึ่งมีอาชีพทำไร่ โดยทางภาครัฐก็จะดำเนินการชดเชยตามระเบียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้สื่อมวลชนหลายสำนักข่าวได้ลงสำรวจพื้นที่โครงการดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยได้สัมภาษณ์ชาวบ้านที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ที่ได้รับผลกระทบจากการขุดอุโมงค์ กว่า 64 กิโลเมตร และชาวบ้านแม่เงา อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นอุโมงค์และสถานีสูบน้ำ โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับโครงการฯ จึงได้ร่วมกันทำหนังสือคัดค้านและส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่าหากดูจากพฤติกรรม&amp;nbsp;กมธ.บางคนในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งควรมีบทบาทหน้าที่ทำการศึกษาและเสนอแนะตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ ตามที่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบได้ทำหนังสือถึงกรมชลประทาน และหน่วยงานต่างๆว่าชาวบ้านเห็นด้วยหรือไม่ แต่ปรากฎว่า กมธ.บางส่วนกลับสร้างความคับข้องใจให้ชาวบ้านว่าทำบทบาทของ ส.ส. และกมธ.ได้ถูกต้องหรือไม่ เพราะมีท่าทีผลักดันโครงการฯชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เขามองไม่เห็นปัญหาของชาวบ้าน ทำหน้าที่คล้ายเป็นนายหน้าผลักดันโครงการฯแทนหน่วยงานรัฐ โดยไม่สนใจเหตุผลที่คัดค้านว่าโครงการฯ จะสร้างผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง คุ้มหรือไม่ในการลงทุน&amp;nbsp;มิติเหล่านี้กลับไม่มีการพิจารณา เมื่อพวกเขาลงพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน มีแต่สิ่งที่พวกเขาพูด&amp;nbsp;จนแทบไม่มีเวลารับฟังเสียงที่ท้วงติงเลย&amp;nbsp;ผมทราบว่าในการลงพื้นที่มีรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) พยายามยกมือพูด แต่เขากลับไม่ยอมให้พูด แล้วนำมารายงานในที่ประชุม กมธ.ว่าประชาชนเห็นด้วยหมด วิธีการแบบนี้ไม่น่าจะเป็นบทบาทของ ส.ส. ซึ่งไม่ใช่ ส.ส. ในพื้นที่ด้วยซ้ำ&amp;rdquo; นายหาญณรงค์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายหาญณรงค์ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ กมธ.บางคนให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนว่า ได้มีการเจรจากับทุนรัฐวิสาหกิจจีน ซึ่งจะมาลงทุนในโครงการนี้ฟรีเพื่อแลกกับสิทธิการในการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินในเขตชายแดนไทย-พม่าและขายไฟฟ้าให้ไทย ถามว่าเรื่องนี้เป็นบทบาทหน้าที่ของ กมธ.หรือไม่ ตนคิดว่าสภาควรมีการตรวจสอบการทำงานของ กมธ.หรือ ส.ส.ประเภทนี้ ว่าทำเกินเลยหน้าที่หรือไม่ หากทำแบบนี้ต่อไปชาวบ้านคงไม่สามารถไว้ใจในการทำหน้าที่ของ กมธ.ได้ เพราะการลงพื้นที่แต่ละครั้งก็ทำตัวเหมือนเจ้าของโครงการ ชาวบ้านจะมั่นใจในการส่งเสียงสะท้อนและข้อท้วงติงผ่าน กมธ.ได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายคำพอง เทพาคำ ส.ส.พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธาน กมธ.พิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ สภาผู้แทนฯ กล่าวว่า พวกตนได้ลงพื้นที่โครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพลด้วยเช่นเดียวกัน แต่ไปคนละคณะกับ กมธ.ชุดใหญ่ โดยโครงการนี้กรมชลประทานได้ปักหมุดเอาไว้แล้ว และ กมธ.บางรายก็เชื่อตามกรมชลประทานที่บอกว่ามีบ้านที่ได้รับผลกระทบเพียง 4 หลัง แต่ข้อเท็จจริงที่พบคือมีชุมชนอีกหลายแห่งที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงผืนป่าใหญ่แห่งสุดท้ายของจังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย ซึ่งเราต้องทำข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปใน กมธ. เพราะมีประชาชนเดือดต้อนจำนวนมาก การที่กรมชลประทานอ้างมีบ้านที่ได้รับผลกระทบแค่ 4 หลังนั้น อาจเป็นแค่จุดหัวงานเขื่อนสร้างโรงสูบน้ำเท่านั้น แต่ยังมีหมู่บ้านอีกมากมายที่อยู่เหนือเขื่อนและใต้เขื่อนที่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคำพอง กล่าวว่า การศึกษาเรื่องแม่น้ำยวมและแม่น้ำเมยอยู่ในชุดอนุกมธ.เจ้าพระยา ที่อยู่ในระหว่างทำการศึกษาและต่อเวลาออกไปน่าจะสิ้นสุดการในช่วงปลายปี ซึ่งเราก็จะนำข้อมูลที่ได้รับเข้าไปนำเสนอเช่นกัน โดยบทบาทของเราคือการศึกษาอย่างรอบด้านและเสนอแนะนำสู่สภา &amp;nbsp;ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงของศึกษาแนวทาง ไม่ใช่ศึกษาว่าจะไปสร้างโครงการหรือไม่ หรือรับรองพิมพ์เขียวให้หน่วยงานราชการ ถ้าเห็นด้วยกับพิมพ์เขียวแล้วของหน่วยงานราชการทั้งหมดแล้ว กมธ.จะศึกษาไปทำไม ถ้ากรรมธิการบางคนบอกว่าเป็นแนวทางที่ใช่แล้วก็คงต้องไปคุยกันใน กมธ.ให้รอบคอบกว่านี้เพราะมีผลกระทบมากมายซึ่งต้องอยู่ในรายงานของ กมธ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราเห็นว่าทุกเขื่อนก่อนจะสร้างก็มักบอกว่าจะมีน้ำเข้าและกักน้ำได้มากมายเท่านั้นเท่านี้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นไปตามเป้าเลย ทางตรงกันข้ามกลับมีผลกระทบต่อป่าและชุมชนมากมาย และสิ่งเหล่านี้เอากลับคืนมาไม่ได้ ตอนนี้ยังจะทำต่อไปอีก ถ้าล้มเหลวอีกจะทำอย่างไร&amp;rdquo; นายคำพอง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ กมธ.บางคนโทรไปตำหนิชาวบ้านที่ออกมาคัดค้าน นายคำพองกล่าวว่า อำนาจ กมธ.ต้องรับฟังชาวบ้าน แต่ไม่มีหน้าที่ตำหนิหรือแสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ควรศึกษาให้รอบด้าน ความเห็นของชาวบ้านมีส่วนสำคัญที่ต้องรับฟังเพราะพวกเขาได้รับผลกระทบโดยตรง กมธ.ไม่มีหน้าที่บีบบังคับให้ชาวบ้านเห็นด้วยหรือจะโปรโมทโครงการให้หน่วยงานรายการ หรือการไปคุกคามวิถีชีวิตของคนในชุมชน คิดว่าเรื่องนี้น่าเป็นความเห็นส่วนตัวหรือเรื่องอคติส่วนตัวของ กมธ.บางคนมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปกติชาวบ้านเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการที่รับผิดชอบกับโครงการก็หนักพอควรแล้ว กมธ.ไม่ควรเข้าไปเผชิญหน้ากับชาวบ้านอีก มิเช่นนั้น ชาวบ้านก็ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร เรามีหน้าที่ศึกษาให้รอบด้าน ถ้าชาวบ้านต้องการก็ค่อยเสนอแนะผ่านสภา แต่ไม่ใช่ไปยัดเยียดให้เขา เราเห็นอยู่แล้วแต่ละโครงการที่สร้างความเสียหายยามนี้ซึ่งเราเรียกร้องกลับคืนมาไม่ได้&amp;rdquo; นายคำพอง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลจังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดตาก เป็นโครงการของกรมชลประทาน ซึ่งระบุว่าเป้าหมายคือ ผันน้ำมาแก้ไขปัญหาให้พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามี พื้นที่โครงการครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่วะหลวง แม่สวด กองก๋อย และสบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน, ตำบลนาเกียน อมก๋อย และนาคอเรือ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ รวม 36 หมู่บ้าน องค์ประกอบของโครงการ ประกอบด้วย 1. เขื่อนน้ำยวมและอาคารประกอบลักษณะเขื่อนคอนกรีต สูง 69.50 เมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. สถานีสูบน้ำบ้านสบเงา&amp;nbsp;3. ระบบอุโมงค์และถังพักน้ำ ส่งน้ำลำเลียงไปท้ายน้ำห้วยแม่งูด บ้านแม่งูด ต.นาคอเรือ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เข้าสู่อ่างของเขื่อนภูมิพล ความยาวของอุโมงค์ 63.47 กม. ลักษณะของอุโมงค์ดาดคอนกรีตเสริมเหล็ก 4. จุดกองวัสดุในป่า 7 จุด นอกจากนี้ยังมีโครงการผันน้ำจากแม่น้ำเมยบริเวณพรมแดนไทย-พม่า ซึ่งรวมทั้ง 2 โครงการ อยู่ในลุ่มน้ำสาละวิน มีมูลค่า 1.1 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผืนป่าหลายพันไร่ที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการฯประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติแม่เงา (เตรียมการ) , ป่าสงวนแห่งชาติท่าสองยาง , ป่าสงวนแห่งชาติแม่แจ่มแม่ตื่น , ป่าสงวนแห่งชาติป่าอมก๋อย , ป่าสงวนแห่งชาติแม่ยวมฝั่งซ้าย และป่าสงวนแม่ยวมฝั่งขวา อยู่ในเขต จ.เชียงใหม่ จ.ตาก และ จ.แม่ฮ่องสอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76939</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.น้ำ, จ.แม่ฮ่องสอน, ผันน้ำยวม, วีระกร คำประกอบ, อุทยานแห่งชาติแม่เงา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200909/image_big_5f589a6362eaa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73330</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 19:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 19:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไร่หมุนเวียน&#039; ห้วยปูลิง ตัวอย่างเกษตรพอเพียง ในวันครบ 10 ปี มติครม.คุ้มครองวิถีกะเหรี่ยง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุ่งข้าวกำลังเขียวสะพัดอยู่บนยอดดอย อีกไม่นานคงออกรวง บริเวณรอบๆ เป็นป่าใหญ่สุดลูกหูลูกตา ฝนตกปรอยๆทำให้ปุยหมอกเมฆที่ลอยโอบกอดป่าเขากลายเป็นฉากตะการตาให้ไร่หมุนเวียนแห่งนี้แสนงดงาม โดยเฉพาะในสายตาคนเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเดินเข้าไปดูในรายละเอียด นอกจากต้นข้าวแล้ว ชาวบ้านยังปลูกพืชอื่นๆ แทรกไว้ด้วย เช่น ข้าวโพด ฟักทอง มัน เผือก มะระขี้นก บวบ ฯลฯ&amp;nbsp;ไร่หมุนเวียน บ้านหนองขาวกลางผืนนี้เป็นแปลงรวม เนื้อที่ราว 50 ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านหนองขาวกลาง อยู่ที่ ต.ห้วยปูลิง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน โดยในวันที่ 3 สิงหาคม 2563 ซึ่งครบ 10 ปีมติคณะรัฐมนตรีที่วางแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ทุกหมู่บ้านในตำบลห้วยปูลิงได้สถาปนาเป็นเขตคุ้มครองพิเศษทางวัฒนธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราอยู่ที่นี่กันมาไม่น้อยกว่า 200 ปี ปู่ผมเกิดที่นี่ ตอนท่านตายอายุเกือบร้อยปีแล้ว พ่อของปู่ก็เกิดที่นี่ท่านก็อายุยืน บรรพบุรุษของเราปักหลักอยู่ที่นี่มานาน คนที่นี่มักอายุยืนเพราะมีอากาศดีและอาหารปลอดสารพิษที่ได้จากไร่หมุนเวียน&amp;rdquo; พะตีจอโก่ หรือชื่อภาษาไทยว่านายทองเปลว ทวิชากรสีทอง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยปูลิง พูดถึงประวัติหมู่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำบลห้วยปูลิงมีด้วยกัน 20 หมู่บ้าน แต่เป็นหมู่บ้านตามนิยามของทางการเพียง 11 หมู่บ้าน ที่เหลือเป็นเพียงหย่อมบ้าน ประชากรทั้งหมดเป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไร่หมุนเวียนที่นี่เป็นแปลงรวม ใช้เวลาหมุน 10 ปี อย่างผืนที่เห็นนี้มี 50 ไร่ เป็นของคนทั้งหมู่บ้านหนองขาวกลาง&amp;ldquo; พะตีจอโก่ชี้ไปที่ไร่หมุนเวียนผืนที่พามาดูซึ่งต้นข้าวและพืชผลต่างๆ กำลังเติบใหญ่งอกงาม &amp;ldquo;เราทำไร่ผืนนี้กันมานับร้อยๆ ปีเหมือนที่ปู่ย่าตายายเคยทำ ป่าข้างๆ ก็ไม่มีใครกล้าบุกรุกใหม่ ทุกอย่างเป็นไปตามคำสอนของบรรพบุรุษ ซึ่งตั้งอยู่บนความเชื่อดั้งเดิมที่พวกเรายึดถือกันมา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บ้านหนองขาวกลางมีพื้นที่ไร่หมุนเวียนแปลงละ 50 ไร่ หมุน 10 รอบ ก็เท่ากับเรามีเนื้อที่ไร่หมุนเวียนทั้งหมด 500 ไร่ สำหรับชาวบ้านกว่า 300 คน แต่ละปีใช้พื้นที่ 50 ไร่ เพียงพอสำหรับการทำกินของพวกเรา เรามีคณะกรรมการไร่หมุนเวียนประจำหมู่บ้าน ก่อนทำไร่เราก็จะมาคุยกันก่อนว่าปีนี้ครอบครัวไหนจะใช้พื้นที่กี่ไร่ ส่วนใหญ่ดูตามกำลังแรงงานในครอบครัวว่าเขาจะมีแรงทำได้เท่าไหร่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุที่ต้องหมุนเวียนตามรอบ 10 ปี พะตีขยายความว่า หากใช้พื้นที่ก่อนหน้านั้น เช่น ปีที่ 8 หรือปีที่ 9 ดินยังสะสมความอุดมสมบูรณ์ไม่พอ จะทำให้ต้นข้าวและพืชที่ปลูกไม่งอกงามเท่าที่ควร แถมถูกแมลงศัตรูพืชมารบกวนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดูพื้นดินที่ปลูกข้าวซิ จะเห็นว่าไม่มีหญ้าหรือวัชพืชขึ้นเลย เพราะเมล็ดหญ้าหายไปหมดแล้ว ดินสมบูรณ์เต็มที่ทำให้พืชงอกงาม หลังจากเก็บเกี่ยวในปีนี้แล้ว ปีหน้าเราก็ย้ายไปทำแปลงโน้น&amp;rdquo; พะตีชี้ให้ดูแปลงไร่หมุนเวียนอีกแปลงหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปอีกซีกดอยหนึ่ง ซึ่งมีต้นไม้ขนาดย่อมขึ้นจนเขียวครึ้ม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า &amp;ldquo;ไร่เหล่า&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไร่เหล่าที่ปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟูมา 8-9 ปี หากมองผ่านๆก็คล้ายกับป่าไม้ดั้งเดิม ทำให้หลายครั้งเกิดการเข้าใจผิดโดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าชาวบ้านเผ่าป่า แต่จริงๆแล้วเป็นการเผาไร่ซากหรือไร่เหล่า ซึ่งเป็นไปตามวัฏจักรของระบบไร่หมุนเวียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จริงๆ แล้วในไร่เหล่าปีแรกๆ ยังมีพืชต่างๆ ที่เราปลูกไว้ขึ้นอยู่ เช่น พริก สามารถเก็บกินได้ แต่เรามักปล่อยไว้เพราะต้องการเก็บเมล็ดพันธุ์&amp;rdquo; เมล็ดพันธุ์ที่ชาวบ้านช่วยกันเก็บสะสมไว้ผ่านการคัดสรรของธรรมชาติในไร่หมุนเวียน ทำให้เจริญงอกงามในระบบนิเวศของภูมิประเทศนั้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เคยมีคนเอาเมล็ดข้าวโพดพันธุ์จากข้างนอกมาปลูก ก็ไม่ได้ผล เพราะถูกแมลงกัดกินหมด มันไม่เหมือนข้าวโพดพันธุ์บนดอยที่พวกเราปลูก&amp;rdquo; พะตีจอโก่และชาวบ้านห้วยปูลิงสามารถอธิบายระบบการคัดเลือกสายพันธุ์ในธรรมชาติของไร่หมุนเวียนได้อย่างลุ่มลึก พืชแต่ละชนิดต่างมีส่วนสัมพันธ์กัน ปลูกพืชชนิดหนึ่งสามารถป้องกันแมลงให้กับพืชอีกชนิดหนึ่งได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกับการเผาไร่ ไม่ใช่แค่เพียงต้องการแผ้วถางต้นไม้และวัชพืช แต่ไฟยังมีส่วนสัมพันธ์กับดินและน้ำซึ่งเป็นธาตุสำคัญในความเจริญงอกงามของชีวิต ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่บรรพชนปกาเกอะญอสั่งสมมายาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไร่หมุนเวียนของชาวบ้านห้วยปูลิงเป็นตัวอย่างของการทำเกษตรกรรมแบบพอเพียงอย่างแท้จริง เพราะนอกจากไม่มีการใช้สารเคมีใดๆอยู่แล้ว ภายในวิถียังบรรจุไว้ซึ่งความช่วยเหลือเกื้อกูลกันของชุมชน เช่นเดียวกับการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน อันมีวิถีที่กลมกลืนอยู่กับป่าดอย จนสามารถรักษาผืนป่าไว้ได้กว่า 80% ของเนื้อที่ราว 8 ล้านไร่ กลายเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุดของประเทศ แม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจระบุว่าคนที่นี่มีรายได้ต่ำอันดับต้นๆ แต่อีกด้านหนึ่งพบว่าคนแม่ฮ่องสอนมีความสุขที่สุดของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่ชาวแม่ฮ่องสอนกำลังเผชิญอยู่คือผืนป่าที่ช่วยกันดูแลมายาวนาน ได้ถูกประกาศทับด้วยกฎหมายต่างๆ ของส่วนกลาง ให้กลายเป็นเขตอนุรักษ์ต่างๆ ทั้งป่าสงวน อุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ซึ่งกฎกติกาของกฎหมายค่อนข้างหยาบเพราะตั้งอยู่บนพื้นฐานความหวาดระแวงที่มีต่อชาวบ้าน ดังนั้นจึงให้อำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จไว้ในมือข้าราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสครบรอบ 10 ปีของมติครม. 3 สิงหาคม 2553 หลายฝ่าย ทั้งฝ่ายการเมือง ภาคประชาชน นักวิชาการและภาคราชการ (บางหน่วยงาน) เห็นพ้องตรงกันว่าควรผลักดันให้ทั้งจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ เพื่อรักษาลมหายใจของวิถีดั้งเดิมและธรรมชาติป่าเขาไว้ให้ลูกหลาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จริงๆ แล้ววิถีชีวิตเราไม่ใช่มีแค่เรื่องไร่หมุนเวียน และที่อยู่อาศัยเท่านั้น ป่าไม้ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงตั้งแต่เกิดจนตาย ป่าเป็นที่เลี้ยงสัตว์ ป่าเป็นที่ฝังศพ &amp;nbsp;แต่พอเขาไปจัดสรรแบบนั้น มีเพียงที่ทำกินและที่อยู่อาศัย พื้นที่อื่นๆ ของพวกเราก็ถูกตัดขาดไปหมด&amp;rdquo; พะตีจอโข่สะท้อนข้อเท็จจริงอันสวนทางกันระหว่างกฎหมายบ้านเมืองกับกติกาของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่นี่ไม่มีใครบุกรุกป่าเพิ่มหรอก เรามีคำสอนและความเชื่อของบรรพบุรุษเป็นกติกาอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณไปยิงนกเงือกตาย 1 ตัว คู่ของมันก็ต้องตายด้วย ชาวกะเหรี่ยงถือมาก ครอบครัวคุณก็อาจต้องประสบชะตากรรมเช่นนกเงือก หรือป่าไหนที่เป็นของชะนีแล้วคุณไปบุกรุกเขา คุณก็จะถูกลงโทษให้ครอบครัวเกิดความแตกแยก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้เสียงประกาศพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมดังมาจากชาวบ้านห้วยปูลิง และชาวกะเหรี่ยงอีกหลายพื้นที่ แต่เสียงของคนเล็กคนน้อยเหล่านี้มักไม่ศักดิ์สิทธิ์ และเข้าไม่ถึงหัวใจของผู้กำหนดนโยบายของประเทศและระบบราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสังคมยุคโควิด-19 ที่ทุกฝ่ายต่างต้องช่วยเหลือตัวเอง และรัฐบาลมักเพรียกหาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วทำไมถึงไม่ช่วยกันสนับสนุนให้ชาวบ้านชาติพันธุ์กลุ่มนี้ได้ก้าวเดินไปตามวิถีของพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ภาสกร จำลองราช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73330</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.แม่ฮ่องสอน, ระบบไร่หมุนเวียน, วิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง, ห้วยปูลิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200803/image_big_5f27ffb6862f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71726</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2020 11:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2020 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทางหลวงชนบทเร่งปรับเกลี่ยหน้าดินสไลด์ปิดถนน แม่ฮ่องสอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ค.2563 กรมทางหลวงชนบท (ทช.) โดยแขวงทางหลวงชนบทแม่ฮ่องสอน หมวดบำรุงทางหลวงชนบทแม่สะเรียงจัดเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องจักร ลงพื้นที่ปรับเกลี่ยหน้าดินสไลด์และเคลื่อนย้ายกิ่งไม้ที่กีดขวางการจราจร บนถนนทางหลวงชนบทสาย มส.3010 แยกทางหลวงหมายเลข 108 - บ้านสันติธรรม อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน (ช่วง กม.0+300 ถึง 0+350) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้ประชาชนสามารถสัญจรผ่านไป-มาได้อย่างปลอดภัย ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ) ที่ได้สั่งการให้หน่วยงานในส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย สำนักงานทางหลวงชนบท แขวงทางหลวงชนบท และหมวดบำรุงทางหลวงชนบทในพื้นที่รับมือสถานการณ์อุทกภัยทั่วทุกภูมิภาคเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ทช.ขอความร่วมมือประชาชน โปรดระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนนเป็นพิเศษและโปรดสังเกตป้ายจราจรเตือน โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุอุทกภัย ได้ที่สายด่วนกรมทางหลวงชนบท 1146 ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71726</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวงชนบท, จ.แม่ฮ่องสอน, ซ่อมถนน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200717/image_big_5f112c405b8d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69312</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2020 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2020 18:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวบ้านวอนรัฐเปิดด่านชายแดน &#039;แม่สามแลบ&#039; คนขับเรือโอด 2 เดือนกว่าไม่มีรายได้แม้แต่บาทเดียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส.ส.-อบต.-ชาวบ้านวอนรัฐเร่งคลายเข้มจุดผ่อนปรนค้าชายแดนแม่สามแลบ เผยชาวบ้านลุ่มน้ำสาละวินนับพันเดือดร้อนหนัก มาตรการช่วยเหลือเยียวยาเข้าไม่ถึง หวั่นเด็กๆขาดโภชนาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มิ.ย.63 - ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่หมู่บ้านแม่สามแลบ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำสาละวิน ชายแดนไทย-พม่า ภายหลังจากได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่ากำลังเดือดร้อนอย่างหนัก ภายหลังรัฐบาลประกาศ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พรก.ฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 และปิดด่านชายแดน รวมทั้งห้ามเรือวิ่งในแม่น้ำสาละวิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ชาวบ้าน 4-5 คน ซึ่งไม่ต้องการเปิดเผยนามเนื่องจากกลัวการถูกเพ่งเล็งจากหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้ร่วมกันให้ข้อมูลว่า กว่า 2 เดือนที่รัฐบาลสั่งปิดจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนช่องทางบ้านแม่สามแลบและห้ามแล่นเรือในแม่น้ำสาละวิน ได้ส่งผลกระทบต่อชาวแม่สามแลบกว่า 2,000 คนอย่างหนัก รวมทั้งชาวบ้านตามหมู่บ้านต่างๆ หลายสิบแห่งตามลุ่มน้ำสาละวิน เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างพึ่งพาการเดินเรือเป็นเส้นทางสัญจรและขนส่งสินค้า เมื่อไม่สามารถทำได้ส่งผลให้ร้านค้าต่างๆในบ้านแม่สามแลบพลอยซบเซาไปด้วย ขณะที่ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่รับจ้างแบกข้าวของขึ้นเรือต้องตกงานในทันทีโดยไม่มีอาชีพอื่นๆ รองรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กว่า 2 เดือนที่ผ่านมา พวกเราไม่มีเงินเข้ากระเป๋าสักบาทเดียว ทุกๆวันเราต้องหาเช้ากินค่ำ พอไม่มีงานทำ เราก็ไม่รู้จะไปหารายได้มาจากไหน เงินเก็บก็ไม่มี เงินซื้อข้าวก็ไม่มี เราต้องไปแปะไว้กับร้านค้า ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะใช้หนี้เขาได้&amp;rdquo; ชาวบ้านรายหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มเรือ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาชิกกลุ่มเรือกล่าวว่า หมู่บ้านแม่สามแลบมีเรือโดยสารและเรือขนส่งสินค้าอยู่ประมาณ 40 ลำ โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากการรับส่งผู้โดยสาร รวมทั้งนักท่องเที่ยว ขณะที่บางส่วนส่งสินค้าประเภทข้าวสารอาหารแห้งไปขายที่ท่าเรือผาซอง ในรัฐคะเรนนี เขตพม่า แล้วรับสินค้าประเภทของป่า หรือสินค้าเกษตร กลับมาขายฝั่งไทย มีรายได้เดือนละ 7-8 พันบาท แต่เมื่อถูกสั่งให้หยุดการเดินเรือทำให้ไม่มีรายได้เลยแม้แต่บาทเดียว เงินเข้าไม่มีแม้แต่บาทเดียว หลายคนพยายามช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุดโดยการเก็บเห็ด-ขุดหัวบุกขาย แต่ก็ได้ไม่มากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ชาวบ้านแถวนี้ราวครึ่งหนึ่งยังไม่มีบัตรประชาชนไทย มีแต่บัตรเลขศูนย์ หรือบัตรชุมชนบนพื้นที่สูง อยู่ในขั้นตอนการทำเรื่องขอมีบัตร พวกเราจึงไม่ได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาใดๆ &amp;nbsp;พวกเราต้องหยุดเรือกันหมด เราไม่มีอาชีพเสริมเพราะไม่มีไร่นา ไม่มีที่ดิน ทำให้เป็นปัญหาใหญ่ ตอนแรกเราคิดว่าแค่รัฐบาลจะปิดด่านแค่ 1 เดือน แต่นี่ปาเข้าไปกว่า 2 เดือน เราแทบไม่มีกินแล้ว เราไม่ได้เงินเยียวยาเพราะไม่ใช่คนไทยร้อยเปอร์เซ็น จึงต้องด้วยตัวเอง บางคนมีบัตรประชาชนแม้ไปลงทะเบียนแล้วก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้ไปเปิดบัญชีธนาคารไว้ ถ้าจะไปเปิดบัญชีต้องไปไกลถึงตัวอำเภอแม่สะเรียง ถุงยังชีพหรือข้าวสารรัฐบาลก็ไม่เคยเอามาแจก&amp;rdquo; นายเอ ชาวบ้านแม่สามแลบกล่าวด้วยความอัดอั้นตันใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้าน กล่าวว่า เคยร้องเรียนความเดือดร้อนไปที่จังหวัดและหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ดูแลพื้นที่ แต่ก็ไม่ได้มีการแก้ไขใดๆ เพียงแต่มีการอนุญาตให้ชาวบ้านได้เดินเรือสัปดาห์ละ 4-5 ลำในวันพฤหัสฯ ซึ่งแทบไม่มีผลใดๆ เพราะต้องไปเช้า-เย็นกลับจึงไม่สามารถขนส่งสินค้าในที่ไกลๆได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สิ่งที่พวกเราต้องการคือ อยากให้ทางการอนุโลมโดยการเปิดด่านอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วันก็ยังดี ยังไม่ต้องรับนักท่องเที่ยวก็ได้ ขอแค่ได้ค้าขายบ้าง และรับส่งผู้โดยสาร เพื่อให้ได้ทำมาหากินได้ ส่วนเรื่องโควิด ตลอด 2 เดือนเราได้เรียนรู้และมีรู้วิธีป้องกันแล้ว ทั้งเรื่องการสวมกากอนามัย เรื่องการล้างมือ&amp;rdquo; ชาวบ้านแม่สามแลบ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ น.ส.บี (นามสมมุติ) วัย 31 ปี ชาวแม่สามแลบ กล่าวว่า ในลุ่มน้ำสาละวินมีเด็กจำนวนมากที่ไม่มีสัญชาติไทย และเป็นเด็กนักเรียนประเภทตัวจี ซึ่งโดยปกติเวลานี้เด็กๆ จะได้ไปโรงเรียนและได้กินอาหารกลางวันตามหลักโภชนาการที่โรงเรียนจัดให้แล้ว แต่เมื่อเกิดวิกฤตโควิดและต้องเลื่อนการเปิดเรียนออกไป ทำให้เด็กๆ จำนวนไม่น้อยมีปัญหา ขณะที่ผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครอบต่างก็เครียดเพราะไม่มีรายได้ บางคนกินเหล้า พบว่าหลายครอบครัวเกิดความรุนแรงคือทำร้ายลูกเมีย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ อบต.แม่สามแลบได้ทำหนังสือแจ้งความเดือดร้อนของชาวบ้านไปยังจังหวัดและหน่วยงานที่รับผิดชอบ ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้ส่งหนังสือถึงองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่สามแลบ เพื่อขอให้รายงานข้อเสนอหรือแนวทางในการเตรียมความพร้อมการเปิดจุดผ่อนปรนการค้าแม่สามแลบ และทางอบต.ได้รายงานกลับ ดังนี้ 1.ให้มีการเดินเรือในการสัญจรและขนส่งสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคได้ตามปกติ ณ จุดท่าเรือแม่สามแลบ โดยมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ตั้งจุดคัดกรอง โดยมีการบูรณาการสนับสนุนการบริการในการคัดกรอง ของทุกหน่วยงานในพื้นที่ ที่เกี่ยวข้อง ณ ท่าเรือ คือ รพ.สต./อบต./ทหาร/ตำรวจ/ อสม./ป่าไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ให้ลงทะเบียนทั้งคนขับเรือ และผู้โดยสารทุกคน ทุกครั้งทั้งเรือเข้า-ออก ให้ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง และรักษาระยะห่างในการนั่งเรือ ให้ล้างมือด้วแอลกอฮอล์ หรือเจล สบู่ ณ จุดขึ้นลงเรือทุกครั้ง และ&amp;nbsp;4.การขนส่งสินค้าและเครื่องอุปโภคบริโภคทางเรือ ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการคัดกรอง จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือมาตรการจากราชการหรือรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมานพ คีรีภูวดล ส.ส.พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ได้รับทราบความเดือดร้อนของชาวบ้านแม่สามแลบและชาวบ้านลุ่มน้ำสาละวินแล้ว อบต.แม่สามแลบ ได้ทำหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่มีคำตอบ ทั้งนี้การที่รัฐบาลออกมาตรการแบบรวมโดยไม่ให้มีการแล่นเรือในแม่น้ำสาละวิน ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนมากโดยเฉพาะบางหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลและต้องเส้นทางเดินเรือเป็นหลักในการสัญจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถ้าหากหน่วยงานราชการเห็นความเดือดร้อนของชาวบ้าน และยอมอนุโลมให้มีการเดินเรือสินค้าก็จะช่วยให้ชาวบ้านได้กลับมาดำเนินชีวิตได้ตามวิถีปกติ ส่วนเรื่องการแพร่ระบาดของโควิดตอนนี้ชาวบ้านก็เข้าใจและรับรู้ว่าควรรับมืออย่างไร&amp;quot;นายมานพ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69312</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.แม่ฮ่องสอน, จุดผ่อนปรนชายแดน, แม่น้ำสาละวิน, แม่สามแลบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200621/image_big_5eef353799d12.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42589</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2019 23:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2019 23:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ท้าฟิตก่อนฟิน จากสนามกีฬา 700 ปี เชียงใหม่&quot;ปั่น ปาย Jazz&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Pai Jazz &amp;amp; Blues Fest 2019 งานเทศกาลดนตรีประจำปีของที่ ปาย จัดเป็นปีที่สาม เกิดจากความร่วมมือระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแม่ฮ่องสอน กับ HIP Magazine ที่ช่วยเติมเสน่ห์ด้านเสียงเพลงในบรรยากาศแบบเป็นกันเองสำหรับการมาท่องเที่ยวที่นี่ในช่วงฤดูฝน แต่วิธีการเดินทางไปร่วมงานหนนี้ไม่ธรรมดาสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่จะมีการปั่นไปร่วมงานจากสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่คิดว่าการจะได้ไปเที่ยวปายครั้งแรกในชีวิต จะต้องเหนื่อยอะไรขนาดนี้ แต่นี่ไม่ใช่ประสบการณ์ที่จะหาได้ง่ายๆ สำหรับคนอยู่ไกลถึง กทม. เมื่อทาง ททท. ชักชวนไปดื่มด่ำฟังเพลงแจ๊สท่ามกลางขุนเขา มันเป็นอะไรที่ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว แต่มีเงื่อนไขว่าเราจะปั่นจักรยานกันไปจากเชียงใหม่!!!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พูดถึงแม่ฮ่องสอน หลายคนนึกถึงปาย เป็นจุดหมายในฝันอันดับต้นๆของใครหลายๆคน จากแผนที่จะอยู่ทางขวาของตัวเมืองแม่ฮ๋องสอน แต่การเดินทางครั้งนี้ จะไปเริ่มที่ จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; ที่สนามกีฬา 700 ปี ซึ่งเท่ากับว่าเรากำลังมาจากทางขวาของ ปาย จุดหมายของเราคือการได้ไปร่วมงาน Pai Jazz &amp;amp; Blues Fest 2019 หนึ่งในงานชิลของคนรักดนตรีแจ๊ส เส้นทางจะยากลำบากแค่ไหน ก็ต้องลองกันซักตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เส้นทางไกลถึง 113 กิโล จาก สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี อำเภอแม่ริม ไปถึง ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เจอเขาเล่นงานน่วมแน่นอน ดังนั้นนักปั่นที่มารววมตัวกันส่วนใหญ่ล้วนขาแรง จะมีแจมเพื่อร่วมสนุกไม่มาก อย่างผมเองประเภทซีโร่ฟิต ก็เตรียมใจขึ้นรถก่อนขึ้นห้วยน้ำดังไว้ก่อนแล้ว งานนี้นอกจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแม่ฮ่องสอน แล้ว ยังมีกลุ่มนักปั่น Singha Tsukemen 55 Cycling Club ช่วยดูแลเพื่อนนักปั่นไปตลอดเส้นทาง ก่อนเริ่มบอกปั่นสบายๆ AV 35 ออกสตาร์ทไปสักพัก ผมว่าทะลุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากสนามกีฬา 700 ปี จ.เชียงใหม่ เพื่อปั่นจักรยานไป อ.ปาย ใช้เส้นทางแม่มาลัย โดยจะแวะที่จุดพักทั้งหมด 5 จุด ประกอบไปด้วยจุดพักที่ 1 ม่อนระมิงค์ กิโลเมตรที่ 26 จากสนามกีฬา 700 ปี จุดพักที่ 2 แป้นเกล็ดคอฟฟี่ ระยะทาง 20 กิโลเมตรจากม่อนระมิงค์ จุดพักที่ 3 คือจุดพักทานอาหารกลางวันที่โอเคมาร์ท ระยะทาง 25 กิโลเมตรจากแป้นเกล็ดคอฟฟี่ โดยกำหนดการถึงที่นี่ประมาณเที่ยงวัน และปั่นต่อไปถึง จุดพักที่ 4 ณ ด่านตรวจเลยทางเข้าอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตรจากโอเคมาร์ท และจุดสุดท้ายปิดทริปที่สะพานประวัติศาสตร์ปาย คือจุดพักที่ 5 ระยะทาง 20 กิโลเมตรจากด่านตรวจเลยทางเข้าอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ระยะทางรวมทั้งหมดอยู่ที่ 113 กิโลเมตร ซึ่งคาดว่าจะถึงที่หมายด้วยเวลาประมาณ 16:00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เส้นทางช่วงแรก ยังเป็นทางราบ แต่จะค่อยๆมีความยากขึ้นตามลำดับ มีทางชันให้ออกแรงเป็นช่วงๆ แต่ก็อยู่ในระดับที่สนุกอยู่สำหรับนักปั่น ถึงจุดพักที่ 2 คือ แป้นเกล็ดคอฟฟี่ ก็จะเริ่มมีการถอนตัวไปบ้าง จากราว 50 คน ก็จะหายไป 2-3 คน เพราะเส้นทางข้่างหน้าโหดของแท้ และโหดขึ้นเรื่อยๆ รวมความชัน หรือ Elevation Gain ทั้งสิ้นกว่า 2,000 เมตร เหลือรอดถึงจุที่จุดสุดท้าย สุดยอดขอคารวะจากใจจริง ที่น่าตกใจคือบางท่าน วันรุ่งขึ้นปั่นกลับกัน อเมซิ่งและเท่ห์สุดๆไปเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Pai Jazz &amp;amp; Blues Fest 2019 เป็นงานดนตรีประจำปีของที่ ปาย เกิดจากความร่วมมือระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแม่ฮ่องสอน กับ HIP Magazine ที่ช่วยเติมเสน่ห์ด้านเสียงเพลงในบรรยากาศแบบเป็นกันเองสำหรับการมาท่องเที่ยวที่นี่ในช่วงฤดูฝน ที่เป็นช่วงมีอาการเย็นสบายท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่น ซึ่งจุดกันไปวันที่ 5-7 กรกฎาคม 2562 และงานนี้พิเศษขึ้นมาอีกตรงที่มีการรวมกลุ่มปั่นจักรยานจาก สนามกีฬา 700 ปี เชียงใหม่ ผ่านเส้นทางที่ค่อยๆทวีความยากและคดเคี้ยวราว 762 โค้ง ถึงสะพานประวัติศาสตร์ รวมระยะทาง 113 กม. แล้วถ้าไปั่นไปรวมตัวกันที่งานดนตรีที่ Belle Villa สถานที่จัดงาน ก็บวกไปอีก 10 กม. ที่นี่เป็นรีสอร์ทที่พัก ระดับ 4 ดาว ใครพักที่นี่ ก็สบายเลย ชิลจากในห้องก็ยังได้ แต่จะให้เต็มอิ่มจริงๆก็ต้องออกไปดื่มด่ำกับบรรยากาศภายในบริเวณงาน ได้เห็นลีลาของศิลปิน เห็นนักดนตรี นักร้อง และเพื่อนๆที่กำลังมีความสุขกับเสียงดนตรีแจ๊สและบลูส์&amp;nbsp; ทั้งที่รอบสระน้ำ สนามหญ้า และตามโต๊ะต่างๆ ครี้งนี้มีศิลปินมากมายทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วม อาทิ เช่น MEGURU, Boy Blues Band, The Ice and Earth Band, The Funkster, Willie Salomon, Eak Wild Sax &amp;amp; Friends, ฯลฯ ปีหน้าฝนตั้งเค้าเมื่อไหร่ก็เตรียมตัวเดินทางไปเจอกันใหม่ที่ ปาย แจ๊ส แอนด์ บลูส์ เฟสต์ 2020&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคนที่ชอบตื่นเช้าๆ และดูวิวดูพระอาทิตย์ขึ้น แนะนำไปยังจุดชม ทะเลหมอกหยุนไหล&amp;nbsp; เป็นจุดชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามของอำเภอปาย โดยคำว่า หยุนไหล เป็นภาษาจีนกลาง หมายถึง แหล่งที่เมฆไหลมารวมกัน สามารถชมได้ทั้งฤดูฝนและฤดูหนาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สายหน่อยอยากจิบกาแฟ ลองไปที่ โรแมนซ์ ฟาร์ม ที่นี่เป็นฟาร์มแกะ และเกษตรกรรม ตกแต่งสไตล์ยุโรปชนบท เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของทุ่งหญ้าและขุนเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บ่อน้ำแร่ธรรมชาติบ้านไทรงาม มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศนิยมแวะเวียนไปแช่น้ำเล่นน้ำกันคึกคัก&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนกลับ ไปสักการะ วัดศรีดอนชัย วัดแห่งแรกของ อ.ปาย ที่มีอายุกว่า 700 ปี มีอีกชื่อว่า &amp;quot;วัดหลวงสะหรีบัวบาน มีพระพุทธสิหิงค์ (พระสิงห์) ที่อันเชิญมาจากเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ สถิติเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;linkthaipost@gmail.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42589</URL_LINK>
                <HASHTAG>HIP, Singha Tsukemen 55 Cycling Club, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), กีฬา, จ.เชียงใหม่, จ.แม่ฮ่องสอน, จักรยาน, ททท.สำนักงานแม่ฮ่องสอน, สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี, อ.ปาย, อ.แม่ริม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190802/image_big_5d445c74df1df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30650</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2019 16:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2019 16:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วธ. ผนึก จ.แม่ฮ่องสอน ยกระดับประเพณี&#039;ปอยส่างลอง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 6 มี.ค.&amp;nbsp;นายวีระ โรจน์พจนรัตน์&amp;nbsp;&amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงข่าวการจัดงาน&amp;nbsp;&amp;ldquo;ประเพณีปอยส่างลอง&amp;rdquo;&amp;nbsp;ประจำปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp; ว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)&amp;nbsp;&amp;nbsp;ร่วมกับ&amp;nbsp;&amp;nbsp;จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดงานประเพณีปอยส่างลอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในวันที่&amp;nbsp;28&amp;ndash; 31&amp;nbsp;มี.ค.&amp;nbsp;นี้ ที่&amp;nbsp;วัดผาบ่องเหนือ จ.แม่ฮ่องสอน&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีการบรรพชาสามเณรหมู่ตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวไต&amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือ ไทยใหญ่ ซึ่งได้รับการขึ้นบัญชีรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อปี 2561&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยประเพณีปอยส่างลอง เป็นประเพณีที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น&amp;nbsp;เกิดขึ้นที่ จ.แม่ฮ่องสอนเพียงจังหวัดเดียวของประเทศไทย&amp;nbsp; และมีคติความเชื่อที่เกิดจากความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทั้งยังช่วยอบรมบ่มเพาะให้เด็กและเยาวชนเป็นคนดีและมีศีลธรรม ทั้งนี้ ตนเห็นว่า สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะต้องเร่งสนับสนุนและผลักดันการประชาสัมพันธ์ให้ประเพณีปอยส่างลองเป็นที่รู้จักในระดับกลุ่มจังหวัด ตลอดจนสร้างแนวทางการรณรงค์ รักษา และสืบทอดประเพณี จากนั้น วธ.จะช่วยขยายผลสู่การสร้างองค์ความรู้ประเพณีท้องถิ่น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;และยกระดับประเพณีของท้องถิ่นขึ้นสู่ประเพณีระดับจังหวัด ระดับชาติ และระดับนานาชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อให้เกิดการศึกษาเรียนรู้ ตลอดจนเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ เข้ามาร่วมงานพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาที่แสดงถึงความศรัทธาอันแรงกล้าของคนในท้องถิ่นมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประจวบ อาจารพงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ประเพณีปอยส่างลองของชาวแม่ฮ่องสอนเปรียบได้กับประเพณีการบวชลูกแก้วของชาวไทยล้านนา เป็นประเพณีสำคัญของชาวไทยใหญ่ที่สืบทอดกันมานาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ชาวไทยใหญ่ที่มีบุตรชายจะพยายามจัดบวชปอยส่างลอง แต่ด้วยเป็นงานที่มีค่าใช้จ่ายสูง คนที่มีฐานะยากจนที่ต้องการให้บุตรชายได้บวชส่างลอง จะมอบบุตรแก่ผู้ที่มีฐานะซึ่งต้องการทำบุญ แต่ไม่มีบุตรชาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้ที่รับภาระอุปถัมภ์ เรียกว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;พ่อข่าม และแม่ข่าม ถือเป็นประเพณีที่จรรโลงพุทธศาสนาและเชื่อมคนรวยกับคนจน&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยงานปอยส่างลองของจ.แม่ฮ่องสอนในปีนี้ จัดใน 11 หมู่บ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp;4 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมือง อ.ขุมยวม อ.แม่สะเรียง และ อ.ปางมะผ้า ระหว่างเดือนมีนาคม - เมษายนนี้&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมีส่างลอง 28 รูป และนาค 4 รูป รวมมีชาวไทยใหญ่ร่วมบรรพชาอุปสมบท 32 รูป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30650</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงวัฒนธรรม, ข่าวไทยโพสต์, คนไต, จ.แม่ฮ่องสอน, ชุมชนคุณธรรมผาบ่อง, ประเพณีปอยส่างลองแม่ฮ่องสอน, ประเพณีไทยใหญ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190306/image_big_5c7f91042430c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
