<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>46725</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่รู้ผัวอยู่ไหน‘เมียกี้ร์’เข้าซังเต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลฎีกาไม่ให้ประกัน &amp;ldquo;ระพิพรรณ-เมียอริสมันต์&amp;rdquo; หลังเข้ามอบตัวคดียื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ส่งนอนคุก 2 เดือน เจ้าตัวอ้างก่อนหน้าไม่มีเจตนาหลบหนี ต้องจัดการเรื่องเลี้ยงดูบุตรก่อน เผยคุยกับ &amp;ldquo;อริสมันต์&amp;rdquo; บ้าง แต่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 26 กันยายน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง นายกัณต์พัศฐ์ สิงห์ทอง ทนายความ ได้พานางระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง อายุ 46 ปี อดีต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และภรรยาของนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งนางระพิพรรณเป็นจำเลยที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุก 2 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จฯ เข้าแสดงตัวต่อศาลฎีกา หลังจากเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2562 ที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ออกหมายจับนางระพิพรรณ เนื่องจากไม่มาฟังคำพิพากษาในวันดังกล่าว และให้ติดตามตัวมารับโทษตามคำพิพากษานั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยก่อนเข้ามอบตัวต่อศาล นางระพิพรรณให้สัมภาษณ์ว่า ขอยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ ที่ผ่านมาที่ไม่ได้ไปฟังคำพิพากษา ไม่มีเจตนาหลบหนี เพียงแต่มีภาระเรื่องบุตรสาวคนเล็กที่อายุเพียง 13 ปี ต้องจัดการก่อน เพราะหากตนต้องถูกจำคุก บุตรสาวต้องอยู่คนเดียว เรื่องคดีในวันนี้ยื่นขอประกันตัว และจะยื่นอุทธรณ์ตามช่องทางของกฎหมายต่อไป เนื่องจากมั่นใจในข้อเท็จจริงว่าตนเองมิได้ร่ำรวยผิดปกติ มิได้ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน มิได้ทุจริต ซึ่งในสำนวนของ ป.ป.ช. ก็ไม่มีเรื่องทุจริต ดังนั้นตนขอพิสูจน์ตนเองในกระบวนการยุติธรรม ส่วนศาลจะให้ประกันตัวหรือไม่ แล้วแต่ความเมตตาของศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง สามี ซึ่งถูกออกหมายจับ นางระพิพรรณกล่าวว่า ได้พูดคุยกันบ้าง แต่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด ตอนที่ออกจากบ้านไปตนก็ไม่ทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาภายหลังจากที่นางระพิพรรณมาแสดงตัวต่อศาลฎีกาแล้ว ก็ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว ระหว่างที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาด้วย กระทั่งเมื่อเวลา 13.35 น. นายกัณต์พัศฐ์ ทนายความ ระบุว่า หลังจากที่ยื่นคำร้องปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดีแล้ว ศาลก็พิจารณาเห็นว่า ในวันนัดอ่านคำพิพากษาจำเลยไม่ได้มาศาล ซึ่งมีพฤติการณ์น่าจะหลบหนี ดังนั้นหากปล่อยชั่วคราวก็เกรงว่าจะหลบหนี ศาลจึงให้ยกคำร้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในการที่มาแสดงตัวต่อศาลในวันนี้ ก็ประสงค์ที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีต่อไปด้วยทั้ง 2 คดี คือคดีอาญาที่ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินเป็นเท็จ และคดีแพ่งที่อัยการสูงสุดร้องขอให้ทรัพย์สินของนางระพิพรรณตกเป็นของแผ่นดิน โดยการแสดงตัวต่อศาลตามหมายจับวันนี้ ก็ไม่ได้แถลงเกี่ยวกับเหตุผลที่ในวันนัดฟังคำพิพากษาไม่ได้มาฟังด้วยตนเอง ซึ่งหลังจากนี้ นางระพิพรรณก็จะต้องถูกนำตัวไปควบคุมยังทัณฑสถานหญิงกลางก่อน&amp;quot; นายกัณต์พัศฐ์กล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีอาญาที่ ป.ป.ช.กล่าวหานางระพิพรรณ ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ในคดีหมายเลขดำ อม.1/2562 นั้น ศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 2 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และห้ามไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ขณะที่ศาลได้ออกหมายจับ ให้ติดตามตัวนางระพิพรรณ ผู้ถูกกล่าวหา มาบังคับตามคำพิพากษาโดยไม่มีกำหนดอายุความด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคดีแพ่ง ที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของนางระพิพรรณ ผู้ถูกกล่าวหา รวมมูลค่า 42,816,226 บาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ในคดีหมายเลขดำ อม.77/2561 นั้น ศาลฎีกาก็มีคำพิพากษาในวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้ทรัพย์สินมูลค่า 42,816,226.64 บาท พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 38 ประกอบมาตรา 83 โดยให้คืนรถยนต์ BMW รุ่น 730 Ld เลขทะเบียน ถ 8988 (ป้ายแดง) แก่บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้คัดค้านที่ 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับทรัพย์สินที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่าเพิ่มขึ้นผิดปกติของนางระพิพรรณ ดังนี้ เงินฝากธนาคาร 6 บัญชี จำนวนเงิน 27,618,954 บาท, ที่ดิน 3 แปลง มูลค่า 9,492,000 บาท สิ่งปลูกสร้าง 1 หลัง มูลค่า 2 ล้านบาท รถยนต์ 1 คัน มูลค่า 1,805,272 บาท และเงินที่นำมาชำระหนี้เงินกู้ธนาคาร จำนวนเงิน 1.9 ล้านบาท.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46725</URL_LINK>
                <HASHTAG>จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ, ระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง, ศาลฎีกา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไม่ให้ประกันตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190926/image_big_5d8cc46cab082.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43542</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.ฟันประหยัด โวยโดนกลั่นแกล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ป.ป.ช.ฟัน &amp;quot;ประหยัด พวงจำปา&amp;quot; จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ซุกในชื่อเมียกว่า 227 ล้าน มีบัญชีเงินฝากในและนอกประเทศ ถือครองคอนโดฯ หรูอังกฤษ 4.5 ล้านปอนด์ รองเลขาฯ ป.ป.ช.โวยโดนกลั่นแกล้ง อ้างคู่สมรสลืมแจ้งแค่นอมินีถือแทนคนอื่น ฟ้อง ม.157 &amp;quot;วรวิทย์&amp;quot; แล้ว พาลปลุก ส.ส.ถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;15&amp;nbsp;สิงหาคม นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ?(ป.ป.ช.)&amp;nbsp;แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิดว่า นายประหยัด พวงจำปา&amp;nbsp;รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2560 ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน จำนวน 6 รายการ ซึ่งเป็นทรัพย์สินและหนี้สินในชื่อของนางธนิภา พวงจำปา คู่สมรส โดยเป็นทรัพย์สินในประเทศ จำนวน 2 รายการ รวม 2,010,000 บาท และทรัพย์สินในต่างประเทศ จำนวน 4 รายการ รวม 225,383,103 บาท มูลค่ารวม 227,393,103 บาท มีรายละเอียดดังต่อไปนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับทรัพย์สินในประเทศ? ได้แก่? รายการที่ 1? บัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ประเภทกระแสรายวัน ยอดเงินฝากคงเหลือ ณ วันที่มีหน้าที่ยื่นบัญชี จำนวน 10,000 บาท ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากที่มีรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเป็นจำนวนมากทั้งก่อนและหลังจากที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน โดยในช่วงปี 2559 ก่อนยื่นบัญชีฯ มีรายการฝากเงินจำนวน 89 ครั้ง จำนวนเงินรวม 103,393,332.68 บาท และปี 2560? หลังจากยื่นบัญชีฯ แล้ว มีรายการฝากเงินจำนวน 88 ครั้ง จำนวนเงินรวม 143,582,940.73 บาท รวมเป็นเงิน 246,976,273.41 บาท รายการที่ 2 เงินลงทุนในบริษัท ปาล์ม บิซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด จำนวน 20,000 หุ้น ราคาจดทะเบียนมูลค่าหุ้นละ 100 บาท มูลค่ารวม 2,000,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนทรัพย์สินในต่างประเทศรายการที่ 3-5 ได้แก่? บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาลอนดอน สหราชอาณาจักร จำนวน 3 บัญชี ยอดเงินฝากคงเหลือ ณ วันที่มีหน้าที่ยื่นบัญชี จำนวน 237,959.46 ปอนด์ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 10,312,353 บาท? รายการที่ 6? คือ? ห้องชุดที่ตั้งอยู่ ณ ถนน Kensington High Street ลอนดอน สหราชอาณาจักร โดย ณ วันที่ซื้อห้องชุดดังกล่าวมีมูลค่า 4,500,000 ปอนด์ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 215,070,750 บาท)&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้? สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แจ้งข้อมูลเบาะแสการวิเคราะห์ธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยซึ่งเกี่ยวข้องกับนางธนิภา พวงจำปา คู่สมรสของนายประหยัด ทำให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่านายประหยัด? จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินฯ จึงมีการแต่งตั้งคณะทำงานดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของนายประหยัด โดยการตรวจสอบเชิงลึก เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2561? มีเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานคณะทำงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ประกาศระเบียบใหม่ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2561 คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของนายประหยัด เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะดำเนินการ โดยมอบหมายให้นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. และนางสุวณา&amp;nbsp;สุวรรณจูฑะ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้รับผิดชอบสำนวน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวิทย์กล่าวว่า? คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาพยานหลักฐานและแจ้งข้อกล่าวหา พร้อมทั้งให้โอกาสนายประหยัดชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ประกอบกับพิจารณาหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของนายประหยัดแล้ว เห็นว่าจากพยานหลักฐานมีมูลว่า การกระทำของนายประหยัด เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (พ.ร.ป.ป.ป.ช.) พ.ศ.2561 มาตรา 167 จึงมีมติด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ว่า นายประหยัดจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และให้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ (วันที่ศาลประทับฟ้อง) ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และขอให้ลงโทษทางอาญา ตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 158 มาตรา 43 มาตรา 81 มาตรา 167 และมาตรา 188 ต่อไป? ส่วนกรณีร่ำรวยผิดปกติอยู่ระหว่างการดำเนินการของป.ป.ช.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า มีข่าวว่านายประหยัดได้ยื่นฟ้องเลขาธิการ ป.ป.ช.ต่อศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 กังวลหรือไม่ นายวรวิทย์กล่าวว่า ไม่กังวล และพร้อมสู้คดีตามพยานหลักฐาน? ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่ามีการร้องทุกข์กล่าวโทษ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. กรณีไปสอบปากคำพยานที่ประเทศอินโดนีเซียนั้น ได้ตรวจสอบแล้วไม่พบรายละเอียดของข่าวดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา เวลา 18.00 น. ที่โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี นายประหยัดแถลงถึงกรณีดังกล่าวว่า ข้อเท็จจริงกรณีเกิดขึ้นในช่วงยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งแรกเมื่อปี 2560 โดยมีความเข้าใจเรื่องบัญชีทรัพย์สินคลาดเคลื่อนของภรรยา ที่นึกว่าบัญชีเงินฝากปิดไปแล้ว แต่ยังมีการเปิดใช้งานอยู่ พอทราบทีหลังตนบริสุทธิ์ใจ จึงได้ยื่นทรัพย์สินเพิ่มเติมเป็นเงินฝาก 3 บัญชี รวมถึงเรื่องเช่าซื้อห้องชุดที่อังกฤษ ที่ภรรยาทำธุรกิจร่วมกับบุคคลอื่น และถือครองกรรมสิทธิ์แทน โดยไม่ได้เป็นเจ้าของ ส่งเหล่านี้ชี้แจงไปแล้วอย่างบริสุทธิ์ใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การดำเนินคดีดังกล่าวเป็นการกลั่นแกล้ง เพราะดำเนินการไม่ชอบหลายประการ ไม่ให้ความเป็นธรรม ไม่เคยให้โอกาสเข้าชี้แจงด้วยวาจาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.และเลขาธิการ ป.ป.ช. ทั้งที่ร้องขอความเป็นธรรมหลายครั้ง การไต่สวนไม่ชอบตามกฎหมาย และ พ.ร.ป.ป.ป.ช.มาตรา 114 ที่ต้องพิสูจน์เจตนาและการดำเนินการกับข้าราชการ ป.ป.ช.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าคดีตนพาดพิงกับบางสิ่งบางอย่างนั้น คดีเหล่านั้นที่ยังไม่มีข้อยุติ มีปัญหาคาราคาซัง จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของตนได้อย่างไร กระบวนการไต่สวนต้องแยกการไต่สวนในแต่ละเรื่อง แต่เรื่องนี้การไต่สวนไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 และ 236 และไม่เกี่ยวกับ พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 114 เมื่อชี้แจงว่าภรรยาถือครองทรัพย์สิน ไม่ต้องยื่นด้วยซ้ำ พิสูจน์สิว่าทรัพย์สินที่ถือครองเป็นของภรรยาจริง หรือลงทุนจริง ถ้าไม่ใช่ค่อยมาว่าตน ปัจจุบันได้ยื่นฟ้องนายวรวิทย์ สุขบุญ แล้วต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ในข้อหาหรือฐานความผิด เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เป็นคดีหมายเลขดำที่ อท.40/2562 และจะฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในส่วนของคดีผมที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดกรณีนี้ ตามกฎหมายบอกว่าต้องส่งให้อัยการพิจารณา ยังมีโอกาสขอความเป็นธรรมต่อทนายแผ่นดิน พิสูจน์เจตนาว่าขั้นตอนการไต่สวนเป็นไปโดยชอบหรือไม่? ผมไม่ใช่คนทุจริต เรื่องนี้เป็นเรื่องข้อบกพร่อง ความเข้าใจคลาดเคลื่อนของภรรยา ที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ การนำสืบต่างๆ เป็นตัวภรรยาที่หลงลืม ไม่ใช่ผมหลงลืม การที่ภรรยาสำคัญผิดย่อมเกิดขึ้นได้ ยืนยันเป็นการยื่นทรัพย์สินครบถ้วนทุกขั้นตอน&amp;quot; นายประหยัด ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองเลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวว่า ขอฝากสื่อมวลชน องค์กรยุติธรรมต่างๆ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช. ฝากเรียนไปยังพรรคการเมืองหรือ ส.ส.พรรคต่างๆ ถ้าเห็นว่าประเด็นตนมีข้อไม่เป็นธรรม ควรหยิบยกไปไต่สวนในสภา ขอเชิญมาบอกกับตนได้ จำนวนสมาชิก 125 เสียง เพื่อยื่นเรื่องต่อประธานสภาฯ ไต่สวนคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะ หรือประชาชน 2 หมื่นรายเข้าชื่อถอดถอนในประเด็นการดำเนินการที่มิชอบได้ ตนยินดีให้ความร่วมมือในกระบวนการว่าถูกต้องหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า คดีนี้มีหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเกี่ยวข้องกับคดีเครือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ลงทุนปลูกปาล์มที่อินโดนีเซีย นายประหยัด ตอบว่า คดีนี้เกิดขึ้นนานมาก ตนไม่เคยยุ่งเลย เคยไปอินโดนีเซียแค่ครั้งเดียวกับนายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. โดยไปศึกษาดูงาน ไม่เคยรู้จักเจ้าหน้าที่ ปตท. และภรรยาตนไม่เคยไปอินโดนีเซีย ไม่เคยรู้จักเหมือนกัน แต่เห็นว่าเป็นกรรมการผู้จัดการในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน มีการเชื่อมโยง คิดเอาเองทั้งนั้น สิ่งเหล่านี้ไม่มีการพิสูจน์ ต้องพิสูจน์ให้ชัดก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า มูลเหตุที่ทำให้เชื่อว่าเป็นการกลั่นแกล้งกันคืออะไร นายประหยัดกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยเป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ช.พร้อมกับนายวรวิทย์ แต่เมื่อนายวรวิทย์เป็นเลขาฯ ตนได้เป็นรองเลขาฯ และถูกลดบทบาทในการทำงาน และสุ่มเสี่ยงถูกประเมินผลงานให้ถูกออกจากราชการ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43542</URL_LINK>
                <HASHTAG>จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ, ซุกในชื่อเมีย, ป.ป.ช., ประหยัด พวงจำปา, วรวิทย์ สุขบุญ, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190815/image_big_5d556195bfbb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20252</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฎีกายืน‘สุพจน์’นอนเรือนจำ10เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศาลฎีกาฯ พิพากษายืนจำคุก 10 เดือน &amp;quot;สุพจน์ ทรัพย์ล้อม&amp;quot; อดีตปลัดคมนาคม ห้ามดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐ 5 ปี ชี้เป็นผู้บริหารระดับสูงกลับทำผิดเสียเอง ไม่มีเหตุผลพอให้รอลงอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม เวลา 10.45 น. องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์รวม 9 คน ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้พิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งมีนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ รองประธานศาลฎีกา เป็นเจ้าของสำนวน อ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อม.27/2560 ที่นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อายุ 65 ปี อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ระหว่างปี 2552-2554 ผู้คัดค้าน ยื่นอุทธรณ์ผลคำพิพากษาองค์คณะศาลฎีกา อม. 9 คน ที่มีนายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา เป็นเจ้าของสำนวน ซึ่งมีมติเสียงข้างมาก เมื่อวันที่ 26 ก.ย.2560 พิพากษาให้จำคุกนายสุพจน์ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 ฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินและเอกสารประกอบอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงกรณีพ้นจากตำแหน่ง รวม 5 กระทง กระทงละ 2 เดือน รวมจำคุกทั้งสิ้น 10 เดือน &amp;nbsp;และมีคำสั่งห้ามนายสุพจน์ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเวลา 5 ปี นับจากวันที่พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมวันที่ 18 พ.ค.2555 ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ร้อง ยื่นให้ศาลวินิจฉัยข้อกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หลังจากเมื่อปี 2555 ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดข้อกล่าวหานายสุพจน์มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ และจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จเกี่ยวกับเงินจำนวน 17,553,000 บาทเศษ และรถตู้ยี่ห้อโฟล์กสวาเกน ราคา 3,000,000 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 20,473,000 บาท โดยสืบเนื่องจากเหตุคนร้ายบุกปล้นบ้านนายสุพจน์ ในซอยลาดพร้าว 64 เมื่อค่ำวันที่ 12 พ.ย.2554 ซึ่งคนร้ายที่ร่วมทำผิดคดีอาญาได้ให้การเกี่ยวกับทรัพย์สินว่าพบเงินสดในบ้านนายสุพจน์นับร้อยล้านบาท โดยนายสุพจน์ไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงิน 17 ล้านบาทเศษและรถโฟล์กสวาเกนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 195 วรรคสี่ ให้สิทธิจำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกา อม. ได้อีกครั้งทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย นายสุพจน์จึงได้ใช้สิทธิยื่นประกันตัวไปในชั้นอุทธรณ์ ด้วยหลักทรัพย์ที่ศาลตีราคาประกัน 2 ล้านบาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล วันนี้นายสุพจน์พร้อมทนายความ ครอบครัวและคนใกล้ชิดเดินทางมาศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ 9 คน พิเคราะห์แล้วระหว่างการพิจารณา มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ไม่ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐแสดงบัญชีทรัพย์สินหลังพ้นตำแหน่ง 1 ปี ซึ่งมีเนื้อหาต่างกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การที่ผู้คัดค้านยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดหลังพ้นตำแหน่ง 1 ปี ตามคำร้อง ยังเป็นความผิดอาญาหรือไม่ แต่มีบทบัญญัติกรณี ป.ป.ช.มีมติก่อน พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ใช้บังคับเป็นอันใช้ได้ สำหรับคดีที่ฟ้องก่อนแล้วก็ให้ถือว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ยังมีผลใช้บังคับจนกว่าคดีจะถึงที่สุด จึงยังมีผลบังคับใช้ในคดีนี้ การกระทำของผู้คัดค้านยังเป็นความผิดอาญา ต้องห้ามดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเวลา 5 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอรับสารภาพ อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษ เนื่องจากผู้คัดค้านรับราชการด้วยความสุจริต ยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม ธรรมาภิบาลมาโดยตลอด เสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม ไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบหรือทำความผิดอาญา รักษาผลประโยชน์ราชการนั้น องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์มีมติเสียงข้างมาก เห็นว่า ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กำหนดหลักการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐไปแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยสมควร ซึ่งเป็นมาตรการในการควบคุมและกำกับการใช้อำนาจของรัฐเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ผู้คัดค้านเคยดำรงตำแหน่งระดับสูงหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะปลัดกระทรวงคมนาคม มีหน้าที่รับผิดชอบในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเป็นจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านมูลค่าทั้งสิ้น 64,998,587.52 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นให้ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะเหตุร่ำรวยผิดปกติ การที่ผู้คัดค้านปกปิดไม่แสดงรายการทรัพย์สินตามคำร้องทั้งสองรายการมีมูลค่าสูงถึง 20,473,000 บาท ทั้งที่ผู้คัดค้านเป็นผู้บริหารระดับสูง ควรที่จะต้องยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม อยู่ในกรอบของกฎหมายและศีลธรรม เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในสังคม แต่กลับมากระทำความผิดเสียเอง นับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้ผู้คัดค้านไม่เคยกระทำความผิด และเคยประกอบคุณงามความดีมาก่อน ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่ผู้คัดค้าน เห็นว่าที่ศาลฎีกาฯ อม. ลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้ออกหมายขังผู้คัดค้านตามคำพิพากษาถึงที่สุด และให้คืนหลักประกัน 2 ล้านบาทกับผู้คัดค้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ทางครอบครัวและคนใกล้ชิดที่เดินทางมาให้กำลังใจได้ร่ำไห้เข้าไปกอดนายสุพจน์พร้อมพูดคุย ขณะที่นายสุพจน์ก็มีสีหน้าเศร้าน้ำตาซึม พูดปลอบใจครอบครัวด้วยว่าแป๊บเดียว ก่อนถอดสิ่งของมีค่าฝากให้ครอบครัว โดยเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมราชทัณฑ์ได้คุมตัวนายสุพจน์ขึ้นรถตู้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 11.30 น. ไปคุมขังรับโทษยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20252</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ, ปลัดคมนาคม, พิพากษายืนจำคุก 10 เดือน, ร่ำรวยผิดปกติ, สุพจน์ ทรัพย์ล้อม, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181018/image_big_5bc88ecf6136b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
