<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113336</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 12:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2021 12:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชัยเกษม&#039; เตือนสติ&#039;ประยุทธ์&#039;ฟังเสียงประชาชนก่อนประเทศถึงกลียุค </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ส.ค. 2564 นายชัยเกษม นิติสิริ อดีตรมว.ยุติธรรมและอดีตอัยการสูงสุด ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงพลเอกประยุทธ์ ระบุถึงสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันที่รัฐบาลล้มเหลวในการจัดการกับวิกฤตโรคระบาด ส่งผลให้ประชาชนออกมาชุมนุมเรียกร้องแสดงความไม่พอใจเป็นจำนวนมาก ถึงอย่างนั้น รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ กลับไม่รับฟังเสียงประชาชน ไม่คิดจะแก้ไขปรับปรุงการทำงานของตนเอง โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ออกข้อกำหนดเกินกว่าอำนาจที่กฎหมายได้ให้ไว้ อีกทั้งยังมีความพยายามที่จะออกพระราชกำหนดเพื่อยกเว้นความผิดของตัวเองและพรรคพวกที่บริหารจัดการโรคระบาดผิดพลาด รวมถึงการสั่งการให้เจ้าหน้าที่จัดการกับผู้ชุมนุมจนเกิดเป็นภาพความรุนแรงต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเห็นได้ทั่วไปทั้งในสื่อสารมวลชน การกระทำเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ มาตรา 200&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในเนื้อหาจดหมายเปิดผนึก นายชัยเกษม ยังเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม กล่าวคือให้ยึดมั่นในหลักนิติธรรมและเมตตาธรรมต่อพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับสิทธิทางกฎหมายเพื่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการมีทนายความที่ปรึกษา สิทธิการปฏิเสธข้อกล่าวหา หรือสิทธิได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หากรัฐบาลดำเนินการอย่างอุกอาจเหิมเกริม เห็นกฎหมายบ้านเมืองเป็นเพียงเครื่องมือทำลายล้าง เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารเป็นเพียงเบี้ยหมากใช้ เพื่อทำลายล้างประชาชนเช่นนี้ต่อไป ประชาชนที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติในภายภาคหน้าย่อมได้รับความเสียหาย ความน่าเชื่อถือของกฎหมายแผ่นดินหมดสิ้นไป ประเทศชาติย่อมจะตกอยู่กลียุค เหลือเพียงซากปรักหักพัง รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็จะได้ชื่อจารึกว่าเป็นรัฐบาลทรราชที่ทำให้ประเทศตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113336</URL_LINK>
                <HASHTAG>จดหมายเปิดผนึก, ชัยเกษม นิติสิริ, แคนดิเดต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_6118a16aeb7be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108586</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2021 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2021 16:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรณ์&#039;ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯเสนอ6ข้อรับมือโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค.64-นายกรณ์ จาติวณิช หัวหน้าพรรคกล้า ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับข้อเสนอการรับมือโควิด-19 ว่า การเข้าถึงเตียงรักษาพยาบาลในกรุงเทพฯ และปริมณฑลตอนนี้วิกฤตอย่างมาก ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ กลุ่มกล้าอาสาหาเตียงของพรรคกล้า ได้รับคำขอความช่วยเหลือหาเตียงให้ผู้ป่วยโควิดมากที่สุดตั้งแต่เริ่มรับอาสาตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา มีผู้รอเตียงนานนับหลายวันจนเสียชีวิต เพราะไม่ได้รับการรักษา จากประสบการณ์ตรงของพวกเรา ขอเสนอประเด็นให้รัฐบาลพิจารณาปรับปรุง เพื่อการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ป่วยโควิด จะได้เข้ารับการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ในเมื่อเตียงในพื้นที่กรุงเทพฯ เต็มแล้ว ต้องมี &amp;quot;ระบบการส่งต่อคนไข้เคสสีเหลืองไปโรงพยาบาลต่างจังหวัด&amp;rdquo; อย่างมีประสิทธิภาพ ตามกฏการส่งต่อต้องอาศัยการประสานโดยโรงพยาบาลต้นสังกัด แต่ผู้ป่วยหลายคนเข้าไม่ถึง รวมทั้งสาธารณสุขพื้นที่ก็ยังไม่มีนโยบายให้ทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนี้เคสสีเหลืองคือต้นตอของปัญหาคอขวด เพราะไป Hospitel ก็ไม่ได้ แต่ก็ไม่วิกฤตถึงขั้นที่จะรับเข้าโรงพยาบาล จึงมีเคสสีเหลืองติดอยู่ที่บ้านจำนวนมาก และเป็นตัวการหลักในการแพร่เชื้อสู่ชุมชน การประสานและส่งต่อไปโรงพยาบาลในจังหวัดใกล้เคียงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องรีบพิจารณา เพราะคนไข้เคสเหลืองและเหลืองปนแดงเหล่านี้ มีโอกาสเปลี่ยนเป็นสีแดงอาการวิกฤตมากขึ้นจนเกิดความสูญเสียอีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. &amp;quot;เพิ่มจำนวนบุคลากร&amp;rdquo; รับสาย 1330 , 1668 , 1669 ,1646 และไลน์ 1668.register , @sabaideebot เพื่อให้ผู้ป่วยหรือญาติสามารถลงทะเบียนข้อมูลจองเตียงได้สะดวกขึ้น เพราะสองวันนี้เวลาเฉลี่ยในการรอสายเกินกว่า 40 นาที และต้องเพิ่มข้อมูลให้บุคลากรรับสายสามารถช่วยผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที ต้องพัฒนาระบบติดตามผล ป้องกันการตกหล่น โดยรวมฐานข้อมูลของทุกเบอร์ Call Centerเข้าด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และควรมีเจ้าหน้าที่อีกชุดหนึ่ง ให้ข้อมูลการดูแลตัวเองที่บ้าน แนะนำการแยกตัวออกจากผู้อื่น และการรักษาอาการเบื้องต้น เพื่อให้ผู้ป่วยที่อาการน้อย สามารถบรรเทาอาการตัวเองที่บ้านได้และไม่กระจายเชื้อเพิ่ม การได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่และรับข้อมูลที่เชื่อถือได้ จะช่วยบรรเทาความกังวลของผู้ป่วยและญาติได้มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.สายด่วนจำเป็นอย่างยิ่งต้อง &amp;ldquo;โทรฟรีทุกเบอร์&amp;quot; จากทุกเครือข่ายและจากทุกปลายทาง อาสาของเราในต่างจังหวัดที่ช่วยโทรประสานหาเตียง เจอประสบการณ์รอสายจนเงินในโทรศัพท์หมด อย่าให้การโทรลงทะเบียนหาเตียงเป็นภาระเรื่องเงินกับผู้ป่วยอีกเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ช่วงนี้ผู้ติดเชื้อและผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ทยอยเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาในต่างจังหวัด หวังจะได้รับการรักษามากขึ้นเรื่อยๆ อัตราการแพร่ระบาดในต่างจังหวัดจะเพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจะไม่มีทางทราบเลยว่าใครเดินทางไปที่ไหนบ้าง รัฐบาลควรต้อง : เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนแจ้งความประสงค์กลับไปรักษายังภูมิลำเนา เพื่อจะได้มีข้อมูลผู้ติดเชื้อที่ชัดเจน สามารถส่งตัวได้อย่างปลอดภัย ไม่เกิดความเสี่ยงแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่น แม้ปัจจุบันมีบางจังหวัดเริ่มเปิดลงทะเบียนในลักษณะนี้แล้ว แต่ก็เป็นเพียงแค่ส่วนน้อยเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งประเทศ&amp;nbsp; ต้องประกาศเป็นนโยบายระดับประเทศ เพื่อให้แต่ละจังหวัดปฏิบัติในรูปแบบเดียวกันอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp; รัฐบาลต้องรีบจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานและโรงพยาบาลในจังหวัด เพราะทุกการส่งต่อผู้ป่วย มีภาระค่าใช้จ่ายที่สูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.รัฐบาลต้องดูแลการ &amp;quot;ฉีดวัคซีนและจัดอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมให้กับกลุ่มอาสา สมัคร กู้ภัย และมูลนิธิ&amp;quot; ที่ทำหน้าที่รับส่งผู้ป่วยอยู่ตลอดเวลา แทบไม่ได้พัก กระจายกันอยู่ทั่วประเทศ รวมไปถึงหัวหน้าชุมชนที่คอยประสานงานรวมถึงดูแลคนป่วยในพื้นที่ สิ่งที่จำเป็นได้แก่ ชุด PPE Medical Grade ที่มีคุณสมบัติป้องกันการติดเชื้อได้, ถุงครอบรองเท้ายาว, แว่น Goggle , Face Shield , หน้ากากอนามัย Medical Grade รัฐควรจัดหาเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วให้กับทุกชุมชน เพื่อติดตามอาการและส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยแม่นยำมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. การดูแลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ได้รับผลติดเชื้อ เนื่องจากศักยภาพการรักษาในโรงพยาบาลจำกัดมาก รัฐบาลควรสร้างระบบติดตามอาการ ลงทะเบียนพิกัดจัดส่งอาหาร น้ำ และอุปกรณ์จำเป็นในการดูแลตัวเอง รวมถึงยาต้านไวรัสให้ผู้ป่วยกักตัวที่บ้าน โดยแยกเป็น เคสสีเขียวอาการไม่หนัก ไม่มีโรคประจำตัว เมื่อรู้ผลควรได้รับหน้ากาก N-95 สำหรับผู้ป่วยและคนในบ้าน แอลกอฮอล์/น้ำยาทำความสะอาดสำหรับฉีดพ่นพื้นที่สัมผัสร่วมในบ้านเรือน&amp;nbsp; เคสสีเหลือง กรณีผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงมีโรคประจำตัวหรือเริ่มมีอาการระบบทางเดินหายใจมากขึ้น ควรมีที่วัดออกซิเจนปลายนิ้วให้ผู้ป่วยด้วย ซึ่งสามารถส่งคืนกลับมาใช้ในระบบเมื่อหายดีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากข้อเสนอของเราจะเป็นประโยชน์ในทางใดก็ตาม ผมและทีมงานกล้าอาสาทุกคน ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีนำข้อเสนอเหล่านี้ ซึ่งเป็นข้อเสนอโดยตรงจากการลงมือทำหน้างานไปปรับใช้โดยด่วน พวกเราจากพรรคกล้าพยายามทุกทางในการบรรเทาความเดือนร้อนของผู้คนเท่าที่เราจะทำได้ในกำลังที่เรามี และจะทำหน้าที่ของเราเพื่อช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตฉุกเฉินต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108586</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรณ์ จาติกวณิช, จดหมายเปิดผนึก, พรรคกล้า, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60da9d12f35ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103389</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2021 09:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2021 09:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘วัฒนา’เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง‘บิ๊กตู่’เสนอแนะ5ข้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค.2564 - นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่มีความเป็นห่วงใยประเทศเหมือนกับท่านนายกและคนไทยทุกคน แต่ไม่ใช่ในฐานะฝ่ายค้านเพราะผมลาออกจากพรรคเพื่อไทยมานานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเด็นที่ผมมีความห่วงใยเป็นพิเศษคือปัญหาเศรษฐกิจ เพราะฐานะทางการคลังของประเทศไม่ได้มีความเข้มแข็งที่จะทำให้เราสามารถทนอยู่กับสภาพแบบนี้ได้นานๆ ท่านนายกฯ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการควบคุมและแก้ปัญหาโควิด-19 เพื่อเร่งให้จีดีพีขยายตัวอันทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีลดลงอยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลัง ทำให้เครดิตของประเทศดีขึ้นซึ่งสามารถทำไปพร้อมๆ กันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาทุกเรื่องคือการแก้ที่ต้นตอของปัญหาอันเป็นไปตามหลักธรรมอริยสัจ 4 เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น (trust) อันจะนำมาซึ่งความมั่นใจ (confidence) ในการจับจ่ายใช้สอยและลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2564 ธนาคารพาณิชย์ในประเทศมีเงินฝากทั้งสิ้น 14.799 ล้านล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2563 ประมาณ 200,000 ล้านบาท ที่น่าสนใจคือส่วนที่เป็นบัญชีเงินฝาก 50-100 ล้าน จำนวน 900 บัญชี มูลค่า 890,310 ล้านบาท บัญชีเงินฝาก 100- 200 ล้าน จำนวน 423 บัญชี มูลค่า 781,911 ล้านบาท บัญชีเงินฝาก 200-500 ล้านบาท จำนวน 196 บัญชี มูลค่า 1,007,240 ล้านบาท และบัญชีเงินฝาก 500 ล้านบาทขึ้นไปจำนวน 88 บัญชี มูลค่า 2,468,704 ล้านบาท รวมแล้วเป็นเงิน 5,148,165 ล้านบาท หรือประมาณ 1/3 ของจีดีพี บัญชีที่มีมูลค่ามากขนาดนั้นน่าจะเป็นของนักลงทุนซึ่งหากมั่นใจนำมาลงทุนจะทำให้จีดีพีขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวเลขเงินฝากจำนวน 14.799 ล้านล้านบาท ที่ผมกล่าวข้างต้นจะเป็นคุณหากรัฐบาลแก้ไขปัญหาถูกเพราะเงินจำนวนนี้มากเพียงพอที่จะไหลไปสู่การจับจ่ายใช้สอยและลงทุน แต่หากรัฐบาลไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ตัวเลขนี้จะสร้างปัญหาแทน เพราะธนาคารพาณิชย์จะต้องแบกภาระดอกเบี้ยจนต้องเอาสภาพคล่องส่วนเกินไปฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยที่เรียกว่า &amp;ldquo;ธุรกรรมรับฝากเงิน ณ สิ้นวัน&amp;rdquo; (Standing Deposit Facilities) ซึ่ง ธปท. จะต้องจ่ายดอกเบี้ยระยะข้ามคืน (Overnight Deposit) ในอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดร้อยละ 0.5 ต่อปี ผลคือทั้งธนาคารพาณิชย์และ ธปท.จะต้องมารับภาระดอกเบี้ยเพราะคนไม่เชื่อมั่นไม่มีการลงทุนทำให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ไม่ได้จนเกิดภาวะที่เรียกว่ากับดักสภาพคล่อง (Liquidity Trap) อันเป็นเหตุให้รองนายกฯ ท่านหนึ่งออกมาเรียกร้องคนไทยให้ไปถอนเงินมาใช้เพื่อกระตุ้นจีดีพีซึ่งก็ถูกของท่าน แต่ท่านคงลืมไปว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องเป็นหลังจากคนไทยเกิดความเชื่อมั่นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือคนบนโลกใบนี้และคนไทยทุกคนกำลังกลัวตายเพราะไวรัสที่ชื่อว่าโควิด-19 จึงพร้อมใจกันหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อรักษาชีวิต ดังนั้น ท่านนายกฯ จะต้องแก้ปัญหาด้วยการทำให้คนไทยหยุดกลัวตายด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อันเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอของปัญหา ซึ่งหัวใจสำคัญคือวัคซีนและเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและป้องกันไวรัสดังกล่าว หากคนไทยมั่นใจหยุดกลัวตายก็จะออกมาทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ผมจึงมีความเห็นขอเสนอแนะรัฐบาล ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) รัฐบาลและทุกฝ่ายควรร่วมมือกันกระตุ้นให้คนไทยทุกคนได้ฉีดวัคซีน เพราะผลสำเร็จของการฉีดวัคซีนตามเป้าหมายจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) ที่นอกจากจะเป็นผลดีต่อสุขอนามัยของคนไทยด้วยกันเองแล้ว ยังจะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องจักรสำคัญทางเศรษฐกิจทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่วนรัฐบาลก็จะต้องสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับคุณภาพของวัคซีน จัดทำแผนการฉีดวัคซีนและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการเข้าถึงซึ่งวัคซีนได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม รวมทั้งการให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงเพื่อหยุดความสับสนทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) เพื่อให้ประชาชนได้รับวัคซีนรวดเร็วยิ่งขึ้นอันจะนำมาซึ่งความเชื่อมั่น รัฐบาลควรเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนสามารถนำเข้าวัคซีนที่ได้รับการรับรองคุณภาพจากต่างประเทศแล้ว โดยยกเว้นภาษีนำเข้าและยกเว้นการจดทะเบียน อย. ระยะหนึ่ง ซึ่งท่านนายกฯ สามารถทำได้โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 11 (6) หรือ ครม. จะออกเป็น พ.ร.ก. อีกฉบับก็ทำได้ วิธีการนี้จะทำให้คนไทยมีความเชื่อมั่นและได้รับวัคซีนเร็วขึ้น ส่วนคนไทยที่ไปฉีดวัคซีนเองรัฐบาลก็ควรจะคืนค่าฉีดต่อหัวที่ตั้งไว้ให้คนไทยทุกคนกลับไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) รัฐบาลควรอำนวยความสะดวกและยกเว้นภาษีการนำเข้าเครื่องมือตรวจโควิด-19 แบบรวดเร็ว (Rapid Test) เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เป็นเครื่องมือตรวจสอบด้วยตัวเองได้อันจะเป็นการป้องกันและลดงานของภาครัฐลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) ส่วนคลัสเตอร์คลองเตยซึ่งมีคนติดเชื้อจำนวนหนึ่ง จะต้องหาทางแยกคนติดเชื้อออกมาเพื่อให้คนที่ไม่ติดเชื้อได้ใช้ชีวิตและไปทำงานตามปกติ เพราะคนที่ไม่ติดเชื้อจำนวนเกือบหนึ่งแสนคนคือกำลังการผลิตที่สำคัญของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(5) ในส่วนของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และแรงงานในบ้านพักอาศัย นั้น แทนที่จะปล่อยให้มีการลักลอบเข้าประเทศอันจะนำมาซึ่งความไม่ปลอดภัยต่อคนไทยเองและก่อให้เกิดการทุจริตของเจ้าหน้าที่ รัฐบาลควรอำนวยความสะดวกให้เข้าประเทศได้ตามปกติโดยจัดการฉีดวัคซีนให้แรงงานเหล่านั้น ซึ่งจะทำให้คนไทยใช้บริการแรงงานเหล่านั้นด้วยความปลอดภัยและมั่นใจ รัฐบาลจะต้องระลึกว่าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่ภาระแต่เป็นหนึ่งของปัจจัยการผลิตอันจำเป็นที่จะมาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมอาจจะไม่มีความแม่นยำในวิธีการทางด้านการสาธารณสุข แต่หัวใจสำคัญคือการทำให้ประชาชนได้รับวัคซีนที่ประชาชนเชื่อมั่นโดยเร็วที่สุด อันจะทำให้เกิดความมั่นใจและกลับมาทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเร็วเป็นผลดีต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ผมเชื่อโดยสุจริตว่าคนไทยทุกคนต้องการเห็นบ้านเมืองดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความปกติโดยเร็ว ผมและพรรคไทยสร้างไทยพร้อมให้ความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจร่วมกัน แต่ทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้รัฐบาลต้องทำให้คนไทยหายกลัวตายเป็นลำดับแรก เพราะตราบใดที่มนุษย์ยังกลัวตายไม่ว่าจะใส่เงินเข้าไปมากเท่าไรก็จะไม่เกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ โดยหลายประเทศได้พิสูจน์แล้วความกลัวตายของมนุษย์มีมากกว่าความอยากได้ใคร่ดี (Macro fear is greater than macro greed) อย่างแน่นอน ข้อเสนอแนะดังกล่าวผมได้ความรู้และแรงจูงใจจากการอ่านบทความเรื่อง catch-22 ของอาจารย์พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณอาจารย์ด้วยที่กรุณาให้ความรู้เสมอมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยความปรารถนาดีและขอให้กำลังใจคนไทยทุกคนได้กลับมามีชีวิตปกติโดยเร็วครับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103389</URL_LINK>
                <HASHTAG>จดหมายเปิดผนึก, นายกรัฐมนตรี, นายวัฒนา เมืองสุข, เฟซบุ๊ก, แกนนำพรรคไทยสร้างไทย, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210519/image_big_60a4723b03f10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72885</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2020 08:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2020 08:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039; แนะตระกูลอยู่วิทยาต้องเร่งนำตัว &#039;บอส&#039; กลับมาสารภาพความจริง พร้อมเปิดชื่อคนเป่าคดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.63 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่ตระกูลอยู่วิทยา ได้ส่งข่าวถึงสื่อมวลชนเป็นจดหมายเปิดผนึกจากพี่น้องอยู่วิทยา ซึ่งระบุว่า &amp;ldquo;จากกรณีข่าวของคุณวรยุทธ อยู่วิทยา พี่น้องครอบครัวอยู่วิทยาต้องขอโทษสังคมเป็นอย่างสูง ที่ข่าวของบุคคลในครอบครัวได้สร้างความรู้สึกโกรธ เกลียด ไม่พอใจ จนเป็นเหตุของกระแสการเรียกร้องของสังคมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ พี่น้องทุกคนล้วนเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ และยืนยันว่าทุกคนให้ความเคารพในกฎหมาย และยึดมั่น ในกระบวนการยุติธรรม ที่ต้องสามารถสร้างความยุติธรรมให้กับทุกคนด้วยความเท่าเทียมกัน และขอเรียกร้อง ให้คุณวรยุทธออกมาแสดงความกระจ่างและความบริสุทธิ์ใจ ให้ครอบครัวอยู่วิทยาที่เหลือ รวมทั้งสังคมและสื่อมวลชน ให้เร็วที่สุด และดำเนินการให้ถูกต้องตามครรลองของสังคมนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จดหมายดังกล่าวอาจเป็นเพียงต้องการลดกระแสความไม่พอใจของสังคมไทยที่มีต่อบอส-วรยุทธ อยู่วิทยา ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อธุรกิจนับพันล้านหมื่นล้านของตระกูลอยู่วิทยาด้วยเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถสื่อถึงความจริงใจของตระกูลอยู่วิทยาที่กล่าวอ้างว่าทุกคนให้ความเคารพในกฎหมาย และยึดมั่น ในกระบวนการยุติธรรม ที่ต้องสามารถสร้างความยุติธรรมให้กับทุกคนด้วยความเท่าเทียมกันได้ เพราะตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อเดือนตุลาคม 2555 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน สังคมไทยไม่เคยเห็นตระกูลอยู่วิทยา แสดงออกว่าจะรีบเร่งหรือเป็นธุระในการนำตัวผู้ก่อเหตุมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ การนิ่งเฉย อาจสะท้อนให้เห็นว่า ไม่อยากยุ่งด้วย หรือ เห็นด้วยกับการกระทำนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากตระกูลอยู่วิทยา จะแสดงความจริงใจอย่างเป็นรูปธรรมแล้วไซร้ มีทางเดียวคือ แสดงออกเชิงประจักษ์ให้สังคมไทยเห็น โดยเร่งประสานนำตัวบอส-วรยุทธ อยู่วิทยา มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามครรลองของกฎหมาย ในฐานะที่เป็นคนที่ใกล้ชิดบอสที่สุด และย่อมรู้ดีว่าบอสพำนักอาศัยอยู่ ณ ที่ใด ประเทศใดในโลกนี้ พร้อมกับแนะนำให้บอส-วรวุธ กลับมาสารภาพความจริงทั้งหมดเพื่อสร้างความกระจ่างและความบริสุทธิ์ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกับเปิดเผยรายชื่อบุคคลในประเทศไทยทั้งหมดที่ให้ความช่วยเหลือบอสตลอดระยะเวลาที่หลบหนีว่ามีใครบ้าง ใครเป็นกุนซือ ใครเป็นผู้ประสานและปฏิสัมพันธ์กับบุคคลในภาครัฐและเอกชน กระทั่งอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีให้ เพราะคนทั่วไปข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็สามารถเสกให้คดีดังกล่าวยุติลงได้ ถ้าไม่มีคอนเน็กชั่นและพลังอันวิเศษที่เป็นสีแดง สีม่วง หรือสีเทา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สังคมไทยเป็นสังคมเมืองพุทธคนส่วนใหญ่มีความเมตตา ปราณี และให้อภัยต่อผู้หลงผิดและสารภาพผิดเสมอ แม้ตะกูลอยู่วิทยาจะเพิ่งออกจดหมายเปิดผนึกออกมาแสดงต่อสังคมไทยในครั้งนี้ ดูจะสายเกินไป แต่ถ้าทำตามคำแนะนำดังกล่าวได้ ก็เชื่อมั่นว่าสังคมไทยจะอภัยให้บอส และคนในตะกูลอยู่วิทยาที่อ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกันได้ สุดท้ายเงินอาจซื้อถูกซื้อผิดได้ แต่ซื้อกฎแห่งกรรมไม่ได้&amp;quot; นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72885</URL_LINK>
                <HASHTAG>จดหมายเปิดผนึก, ตระกูลอยู่วิทยา, บอส กระทิงแดง, วรยุทธ อยู่วิทยา, ศรีสุวรรณ จรรยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200730/image_big_5f221b66e409c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72851</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2020 18:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2020 18:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พี่น้อง&#039;อยู่วิทยา&#039;เขียนจดหมายเปิดผนึกลอยแพ &#039;บอส&#039; จี้ออกมาเคลียร์ตัวเอง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 ก.ค.2563 จากกรณีข่าวของคุณวรยุทธ อยู่วิทยา พี่น้องครอบครัวอยู่วิทยาต้องขอโทษสังคมเป็นอย่างสูง ที่ข่าวของบุคคลในครอบครัวได้สร้างความรู้สึกโกรธ เกลียด ไม่พอใจ จนเป็นเหตุของกระแสการเรียกร้องของสังคมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้พวกเราไม่อาจจะปฏิเสธความสัมพันธ์ของการเป็น &amp;ldquo;อยู่วิทยา&amp;rdquo; คนหนึ่งของคุณวรยุทธได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม พี่น้องครอบครัวอยู่วิทยาก็ขอเรียนให้ทุกท่านทราบด้วยความจริงใจว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่วันเกิดเหตุครอบครัวคุณวรยุทธไม่ได้หารือหรือบอกเล่าการตัดสินใจหรือการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งกับพี่น้องเลย และพวกเราก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการ ตัดสินใจหลายเรื่องของคุณวรยุทธที่เราติดตามจากข่าว แต่พี่น้องก็ไม่เคยออกมาให้ความเห็นในเรื่องนี้ ด้วยเพราะให้เกียรติครอบครัวของคุณวรยุทธ และคาดหวังว่าครอบครัวของคุณวรยุทธจะทำทุกอย่างให้เป็นที่ยอมรับของสังคมใน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สุด แต่ในวันนี้กระแสทางลบที่มากระทบกับสมาชิกทุกคนในครอบครัวมีมากจนเกินกว่าจะแบกรับเหมือนทุกครั้งได้ ทำให้เราจำเป็นต้องออกจดหมายฉบับนี้ พี่น้องทุกคนล้วนเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ และยืนยันว่าพวกเราทุกคนให้ความเคารพในกฎหมาย และยึดมั่น ในกระบวนการยุติธรรม ที่ต้องสามารถสร้างความยุติธรรมให้กับทุกคนด้วยความเท่าเทียมกัน พี่น้องทุกคนขอเรียกร้อง ให้คุณวรยุทธออกมาแสดงความกระจ่างและความบริสุทธิ์ใจ ให้ครอบครัวอยู่วิทยาที่เหลือ รวมทั้งสังคมและสื่อมวลชนให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และดำเนินการให้ถูกต้องตามครรลองของสังคมพี่น้องทุกคนขอแสดงจุดยืนของครอบครัวอยู่วิทยา จุดยืนที่พวกเรายึดถือและปฏิบัติมาตลอด คือการเดินตามปณิธาน และคำสอนของคุณเฉลียว อยู่วิทยา ผู้เป็นพ่อและเป็นต้นแบบของการใช้ชีวิต ที่สอนให้พวกเรายึดมั่นในการกตัญญูต่อ แผ่นดิน โดยพี่น้องครอบครัวอยู่วิทยาทุกคนจะยังคงมุ่งมั่นสร้างสิ่งดีๆ ให้กับประชาชน ชุมชน และสังคมไทย ตามวิถี
และปณิธานที่คุณเฉลียวได้วางไว้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยความเคารพ และเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 กรกฎาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พี่น้องอยู่วิทยา
สายพิณ พหลโยธิน (อยู่วิทยา)
สุทธิรัตน์ อยู่วิทยา
ปนัดดา อยู่วิทยา
สราวุฒิ อยู่วิทยา
ศักดิ์ชาย อยู่วิทยา
จิรวัฒน์ อยู่วิทยา
สุปรียา อยู่วิทยา
นุชรี อยู่วิทยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72851</URL_LINK>
                <HASHTAG>จดหมายเปิดผนึก, บอส อยู่วิทยา, พี่น้องอยู่วิทยา, วรยุทธ อยู่วิทยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200729/image_big_5f215b12d814a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63871</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จม.นายกฯขอมหาเศรษฐีลงมือทำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึง 20 มหาเศรษฐีไทยแล้ว ไม่ขอรับเงินบริจาค แต่อยากให้ลงมือทำมากกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมให้เสนอแนะมาตรการที่รัฐควรทำกลับมาใน 1 สัปดาห์ อึ้ง! ธนาธรชี้เป็นช่วงวิกฤติที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือ แต่ไม่รู้ จ.ม.น้อยไปถึงแม่สมพรด้วย &amp;quot;คลัง&amp;quot; ชงขยายแจก 5 พันจาก &amp;nbsp;9 ล้านเป็น 14 ล้านคน เพื่อไทยพาเหรดผุดไอเดียเยียวยา &amp;quot;วัฒนา&amp;quot; เสนอแจกยกครัวละหมื่น อนุสรณ์ชงจ่ายตรงเหมือน &amp;quot;เกาหลีใต้-สิงคโปร์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคารที่ 21 เมษายน มีรายงานข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึง 20 มหาเศรษฐีในประเทศไทยแล้วตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. มีเนื้อหาระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เป็นวิกฤตการณ์ร้ายแรงของประเทศและของโลก ทำร้ายและทำลายชีวิต ความสัมพันธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นช่วงเวลาที่คนไทยและประเทศไทยต้องการความร่วมมืออย่างมากที่สุดจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนหรือองค์กรที่มีความรู้ความสามารถ มีความเข้มแข็ง จึงสื่อสารมายังท่านในฐานะเป็นผู้อาวุโสของสังคม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมซาบซึ้งใจที่หลายท่านได้ลงมือช่วยเหลือประชาชนไปแล้วหลายเรื่อง แต่ผมต้องการขอให้ทุกท่านทำเพิ่มเติม โดยใช้ศักยภาพของท่านมาทำให้เกิดการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนคนไทย ที่กำลังเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผมขอให้ท่านทำเอกสาร นำเสนอสิ่งที่ท่านพร้อมจะทำเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือพี่น้องคนไทย โดยผมไม่ขอรับเป็นเงินบริจาค แต่ผมขอให้ท่านลงมือทำโครงการที่จะออกไปช่วยเหลือประชาชนคนไทยทุกกลุ่มทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการบรรเทาความทุกข์ร้อนของประชาชนทางด้านใดก็ตาม หรือด้วยวิธีการใดก็ตามขอให้เป็นการช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งสิ่งใดที่ท่านเห็นว่ารัฐบาลจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับโครงการนั้นได้ ขอให้ท่านโปรดส่งมาให้ผมรับทราบภายในสัปดาห์หน้า ก็จะเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาและขอขอบพระคุณล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ด้วย ลงชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และในเวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวว่าเป็นการทำงาน ความจริงก็เพื่อรับทราบว่ามีการดำเนินการอะไรบ้างในการช่วยเหลือบุคลากรในองค์กรของท่านเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ พนักงาน ลูกจ้าง ซัพพลายเออร์ ทั้งนี้ เพื่อที่จะช่วยเสริมมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลที่ออกไปแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้เกิดพื้นที่กว้างขวางขึ้นในการช่วยเหลือดูแลประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะไปกู้เงินหรือยืมเงินอะไร รัฐบาลก็มีเงินของรัฐบาลอยู่แล้ว ในส่วนนี้เป็นเรื่องของพวกท่านที่จะดูแลประชาชน และสิ่งที่ทั้ง 20 ท่านทำอยู่ก็ต้องขอขอบคุณ ทั้งนี้ได้ทำเป็นการส่งจดหมายอย่างเปิดเผย เพราะในห่วงโซ่ของพวกท่านมีคนอยู่จำนวนมาก ซึ่งรวมความไปถึงประชาชนด้วย ผมก็ทราบดีว่าทุกท่านมีการดำเนินการในเรื่องเหล่านี้อย่างดีอยู่แล้ว แต่ก็เพื่อให้สอดประสานกันในการทำงาน ยืนยันว่าไม่มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น ก็ต้องขอขอบคุณเป็นการล่วงหน้าสำหรับทุกอย่าง&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ย้ำไม่มีไถเงินเจ้าสัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ย้ำว่าเป็นเพียงขอความร่วมมือ เพราะทราบว่าทุกคนก็ทำมามากพอสมควรแล้ว วันนี้
เพียงแต่อยากจะทราบว่าท่านจะทำอะไรได้มากกว่านี้อีกหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านจะพิจารณาเอง สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องการแข่งขัน การบังคับ หรือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้ต้องการ เพียงต้องการระดมความคิดเห็นความร่วมมือต่างๆ จากทุกภาคส่วน ซึ่งนอกจากทั้ง 20 ท่านแล้วก็ยินดีหากภาคส่วนอื่นๆ มีอะไรที่จะช่วยเหลือประชาชนให้ทราบก็สามารถทำเรื่องมาได้ แต่คงไม่ได้ไปพบด้วยตัวเองทั้ง 20 ท่าน แต่ก็มีรายชื่อ มีการประกาศออกมาแล้ว ซึ่งจดหมายเปิดผนึกก็มีรายละเอียดอยู่แล้วว่าไม่ขอรับเงินบริจาคใดๆ ทั้งสิ้น จึงขอร้องว่าอย่าไปบิดเบือนกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะแกนนำคณะก้าวหน้า กล่าวประเด็นนี้ว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่สังคมต้องร่วมมือกัน อย่างกรณีการร่วมมือของบริษัทเอกชน 3 บริษัทที่ร่วมกันทำอุปกรณ์การแพทย์ให้โรงพยาบาล ถือเป็นสปิริตของสังคมไทย ในช่วงเวลาที่ยากลำบากหากพวกเราทำอะไรได้ก็ช่วยกันทำ คิดว่าการร่วมมือกันของเอกชนเป็นสิ่งที่เราสามารถทำกันได้ &amp;nbsp;ในภาวะที่วิกฤติขนาดนี้เราร่วมแรงร่วมใจกันได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าการที่ พล.อ.ประยุทธ์ใช้วิธีส่งจดหมายขอความร่วมมือถึงมหาเศรษฐีของไทย จะช่วยกระตุ้นหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างไร นายธนาธรตอบว่าไม่ทราบ ไม่รู้ ไม่ได้ติดตาม และเมื่อถามว่าหนึ่งใน &amp;nbsp;20 รายชื่อมีชื่อของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธรด้วย นายธนาธรกล่าวว่า &amp;quot;ไม่ทราบเลยว่า คุณแม่ได้รับจดหมายหรือไม่&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่านางสมพรได้ออกไปแจกเงินและสิ่งของจำเป็นแก่ประชาชนที่เดือดร้อน นายธนาธร ตอบว่า &amp;quot;อันนั้นก็เป็นเรื่องของคุณสมพร ความจริงท่านก็ไม่ได้ปรึกษาด้วย ซึ่งท่านก็ได้ทำในนามของมูลนิธิไทยซัมมิทพัฒนา แต่ก็อย่างที่บอกไปว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนของสังคม สามารถรับผิดชอบต่อสังคมได้คนละไม้คนละมือ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงพระราชกำหนดต่างๆ ที่มีผลบังคับใช้แล้วว่า พ.ร.ก.กู้เงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท ครม.เห็นชอบจัดตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีส่วนราชการและผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งต้องพิจารณาให้เป็นไปตามระเบียบและทุกกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;อย่างรอบคอบและจำเป็น โดยให้กระทรวงนำแผนงานและโครงการต่างๆ เข้า ครม.ให้ครบถ้วนในโอกาสต่อไปให้เร็วที่สุด เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ รวมทั้งฟังเสียงรอบด้านจากประชาชนทุกภาคส่วน และมอบให้ส่วนราชการไปพิจารณาให้ถูกต้องและเหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนอีก 2 พ.ร.ก. คือ พ.ร.ก.การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ.2563 และ พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ได้สั่งการได้ให้กระทรวงการคลังหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินการด้วยความรอบคอบ และรับข้อสังเกตจากทุกภาคส่วน รวมถึงจากผู้มีประสบการณ์มาประกอบในการทำงานด้วย
ขยายแจก 5 พัน 14 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.รับทราบการปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ที่ส่วนราชการต่างๆ เสนอ เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งแต่ละหน่วยงานต่างมีการเสนอปรับงบประมาณกันทั้งสิ้น อาทิ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาปรับลด 60,271,400 บาท, &amp;nbsp;สถาบันพระปกเกล้าปรับลด 20,968,163 บาท, สำนักงานศาลยุติธรรมปรับลด 157,866,100 บาท และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งปรับลด 33,806,000 บาท เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมลยังกล่าวว่า ครม.ยังมีมติเห็นชอบในหลักการขยายกลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับสิทธิ์มาตรการชดเชยรายได้แก่ลูกจ้างของสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ หรือผู้ได้รับผลกระทบอื่นๆ จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือ 5 พันบาท 3 เดือน ให้ครอบคลุมทั่วถึงจากเดิม 9 ล้านคน เป็น 14 ล้านคนตามที่กระทรวงการคลังเสนอ สำหรับเรื่องงบประมาณให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณพิจารณาร่วมกันอีกครั้งถึงแหล่งเงินงบประมาณที่จะนำมาใช้ดำเนินการได้ทันการณ์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อให้การใช้เงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยมีทั้งหมด 6 หมวด คือ 1.บททั่วไป 2.การเสนอ การพิจารณากลั่นกรอง และการอนุมัติโครงการ 3.การดำเนินโครงการ 4.การเก็บรักษาเงินกู้และการเบิกจ่ายเงินกู้ 5.การติดตามประเมินผล และ 6.การใช้วงเงินกู้สำหรับรายการเงินสำรองจ่าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่พรรคเพื่อไทย (พท.) น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค พร้อมคณะได้แถลงถึงผลประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ที่มีข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะต่างๆ ไปยังรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยตัวเลขชัดๆ ว่าสรุปแล้วในงบประมาณปี &amp;nbsp;2563 จำนวน 3.2 ล้านล้านบาท รัฐบาลตัดงบออกมาทั้งหมดเพื่อใช้แก้ไขปัญหาโควิดให้ประชาชนเป็นจำนวนเท่าไหร่ เพื่อความโปร่งใสและเป็นข้อมูลสำคัญให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่า การกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาทนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เต็มจำนวนหรือไม่ ส่วนกรอบงบประมาณปี &amp;nbsp;2564 ที่ผ่าน ครม.ไปแล้วนั้น พรรคขอเรียกร้องให้รื้อใหม่ทั้งหมด เพราะเป็นการดำเนินการจัดทำกรอบงบประมาณก่อนมีสถานการณ์โควิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การตั้งใจจะกู้อย่างเดียวโดยไม่ใช้เงินในกระเป๋าของตัวเองก่อน คงเป็นเรื่องไม่ฉลาดและไม่ถูกต้อง &amp;nbsp;พรรคต้องการให้รัฐบาลลดภาระการกู้เงินที่เป็นหนี้สินของคนทั้งประเทศให้เหลือเท่าที่จำเป็นเท่านั้น &amp;nbsp;และจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป&amp;quot; น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว
โปรยยกครัวละหมื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัฒนา เมืองสุข คณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเยียวยาว่า พรรคขอเสนอวิธีการที่ยุติธรรมเป็นประโยชน์สูงสุดและดำเนินการได้อย่างรวดเร็วทั่วถึงและทันเวลา คือ 1.รัฐบาลควรเยียวยาประชาชนอย่างทั่วถึง โดยใช้เกณฑ์ครัวเรือนในอัตราครัวเรือนละ 10,000 บาทต่อเดือน ยกเว้นผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบ เช่น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และประชาชนผู้ไม่ประสงค์จะรับการเยียวยา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรค พท. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล และนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้พิจารณาเร่งเปิดสมัยประชุมสภาให้เร็วขึ้น เพราะปัญหาจากสถานการณ์โควิดกับผลกระทบทางเศรษฐกิจนั้นพัวพันกันในหลายมิติ และที่สำคัญ พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์โควิดมีผลบังคับใช้แล้ว หากใช้เงินผิดพลาดหรือมีการทุจริตในการใช้งบประมาณ จะสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลแก่ประเทศชาติ จึงต้องรีบเปิดสภาเพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายเงินต่างๆ ของรัฐบาล หากเปิดสภาช้าก็จะสายเกินไป เข้าตำรากว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ เพราะที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่า รัฐบาลมีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ และกระจายความช่วยเหลือประชาชนไม่ทั่วถึง หากขาดการตรวจสอบอาจนำไปสู่วิกฤตการณ์ของประเทศเหมือนในอดีต โดยเฉพาะการที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.ให้แบงก์ชาติไปซื้อตราสารหนี้ ซึ่งหากไม่คิดให้รอบคอบอาจซ้ำรอยที่เคยใช้เงินอุ้มสถาบันการเงินผ่านกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินสมัยวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ใครที่กังวลว่าการประชุมสภาจะนำไปสู่การแพร่ระบาดโควิดนั้น สามารถป้องกันได้ด้วยมาตรการทางสาธารณสุข เช่นเว้นระยะห่าง หรือใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการประชุม ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากการประชุม ครม. หากคิดแบบนั้นในที่ประชุม ครม.ก็สามารถแพร่เชื้อโรคได้เช่นกัน แต่ทำไมยังเรียกประชุมได้ หากการประชุม ครม.ทำได้ การประชุมสภาก็ควรทำได้เช่นกัน เป็นการฉวยโอกาสใช้วิกฤติโควิดเป็นข้ออ้างเพื่อปิดปากฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาลหรือไม่&amp;quot; นายสุทินกล่าว
ยก ตปท.แจกเงินเป็นตัวอย่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรค พท.กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลปรับเงื่อนไขการจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาทที่เงื่อนไขเยอะ มาเป็นการเยียวยาแบบถ้วนหน้า การจ่ายเงินเยียวยาแบบถ้วนหน้าแบบต่างประเทศ โดยรัฐบาลเกาหลีใต้แจกเงินสดช่วยเหลือครอบครัวชาวเกาหลีใต้ทั่วประเทศ ครั้งเดียวสูงสุด 1 ล้านวอน หรือประมาณ 26,607.72 บาท ยกเว้นกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด 30% ของประเทศ รัฐบาลสิงคโปร์แจกเงินสดประชาชนทุกคนอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 14,000 &amp;nbsp;บาท ตั้งแต่วันที่ 14 เม.ย. รัฐบาลต้องตั้งสมมติฐานใหม่ว่าประชาชนทุกคนเดือดร้อน ไม่ใช่ทุกคนตั้งใจมาโกงเงินเยียวยา รัฐบาลต้องคิด ทำไมมีแจกอาหารที่ไหนคนแน่นที่นั่น ทำไมคนไม่มีจะกินถึงมากมายขนาดนั้น จะทำให้การเยียวยาถ้วนหน้าทั่วถึงรวดเร็วได้อย่างไร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด ในฐานะรองโฆษกพรรค พท.กล่าวว่า โควิด-19 ยังจะอยู่กับคนไทยไปอีกระยะหนึ่ง โจทย์ใหญ่คือรัฐบาลจะทำอย่างไรให้ประชาชนอยู่รอดโดยที่ไม่อดตายเสียก่อน &amp;nbsp;เพราะเว็บไซต์เราไม่ทิ้งกัน.com ได้ทิ้งประชาชนเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องเร่งวางแผนเปิดเศรษฐกิจให้ประชาชนสามารถทำมาหากินได้อย่างปลอดภัย พร้อมมาตรการดูแลไม่ให้ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการทุกกลุ่มโดยเฉพาะรายย่อยเจ๊งหลังกลับมาขับเคลื่อนอีกครั้ง และต้องเร่งดำเนินการโดยเร็วเพราะความเดือดร้อนของประชาชนรอไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรค พท. กล่าวถึงการเยียวยาภาคเกษตรกรว่าต้องชัดเจน &amp;nbsp;ใช้หลักเกณฑ์ใด อย่ามั่วเหมือนที่ผ่านมา มีหลักเกณฑ์ว่าผู้ที่เช่าที่นาทำการเกษตรจะได้หรือไม่ได้อย่างไร เพราะชาวนาภาคกลางส่วนใหญ่เช่านาทำ ดังนั้นรัฐบาลต้องดูแลให้ละเอียด ทางที่ดีควรบูรณาการทำงานร่วมกันทั้ง 3 หน่วยงาน คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้นำท้องถิ่น เชื่อว่าการช่วยเหลือจะตรงกลุ่มเป้าหมาย เกษตรกรตัวจริงจะได้รับการเยียวยาจากรัฐอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายธนาธรกล่าวถึงกรณีรัฐบาลกำลังจะผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ว่า ต้องรักษาสมดุลระหว่างการดำเนินการทางเศรษฐกิจกับการหยุดยั้งการแพร่ระบาด หากจะใช้วิธีการหยุดยั้งการแพร่ระบาดแบบกึ่งเปิดกึ่งปิด หรือ semi-lockdown ต่อไป ก็ต้องเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ และรัฐบาลก็ต้องทำให้มั่นใจว่าการเตรียมการด้านสาธารณสุขมีการเตรียมการที่ดีขึ้นในช่วงที่มีล็อกดาวน์ทุกครั้ง ดังนั้นมาตรการแบบกึ่งเปิดกึ่งปิดก็เป็นโมเดลหนึ่งที่สามารถทำได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ต้องเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกึ่งเปิดกึ่งปิด เมื่อผมลงพื้นที่ก็พบว่าคนเดือดร้อนจริงๆ อดตายกันหมด ผมจึงอยากฝากไปถึงรัฐบาลว่าอย่าให้ประชาชนอดตาย อย่าให้ประชาชนเดือดร้อน&amp;quot; นายธนาธรกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63871</URL_LINK>
                <HASHTAG>20 มหาเศรษฐีไทย, COVID-19, จดหมายเปิดผนึก, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสนอแนะมาตรการที่รัฐควรทำ, โควิด 19, โควิด-19, โคโรนาไวรัส, ไม่ขอรับเงินบริจาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200421/image_big_5e9ef00e5f660.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63679</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2020 09:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2020 09:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาจารย์หมอ&#039;แพทย์จุฬาฯเขียนจม.เปิดผนึกถึง&#039;บิ๊กตู่&#039;คลายล็อกดาวน์ต้องพร้อมจริงๆอย่าซ้ำรอยสิงคโปร์-ญี่ปุ่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 เม.ย.63- รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ จดหมายเปิดผนึกถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศบค. ระบุรายละเอียดว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข่าวที่รัฐได้ออกแถลงการณ์รายวันโดยนำเสนอแนวโน้มการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค COVID-19 พร้อมระบุลักษณะการจัดการระบบการผ่อนคลายรายจังหวัด ตามที่นำเสนอโดยกลุ่มนักวิชาการและผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขจำนวนหนึ่งนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอเรียนว่า การดำเนินการตามรูปแบบดังกล่าวนั้นเร่งด่วนเกินไป และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดผลกระทบตามมาอย่างรุนแรง จนอาจยากที่จะควบคุม ดังเช่นบทเรียนที่เราเห็นในสิงคโปร์และญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ประเทศไทยสามารถฉุดกราฟการระบาดจาก 33% มาสู่ 8% ในวันที่ 21 เมษายนนี้ได้นั้น เพราะรัฐได้ตัดสินใจถูกต้องในการดำเนินมาตรการเข้มข้นตั้งแต่ 19 มีนาคม 2563 ภายหลังจากที่ทางโรงเรียนแพทย์ได้นำเสนอข้อมูลวิชาการ และการคาดการณ์ภาวะการระบาดให้แก่รัฐบาล ทั้งนี้เป็นไปตามหลักวิชาการที่วิเคราะห์ให้เห็นชัดว่าประเทศที่ระบาดมาก มักดำเนินการไม่ทันต่อเวลา และเกาะกราฟ 33% เช่น อเมริกา เยอรมัน อิตาลี และอื่นๆ โดยที่ในขณะนั้นการควบคุมโรคโดยหน่วยงานรัฐเป็นไปในลักษณะที่แก้เพียงปัญหาเฉพาะหน้า และไม่ได้สนับสนุนให้เกิดมาตรการที่มีประสิทธิภาพดีพอ การตัดสินใจครั้งนั้นจึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไทยเราอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมโรคได้ดีดังปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการประกาศในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาว่าจะผ่อนคลายให้ประกอบกิจการต่างๆ โดยปลดล็อคแบบรายกลุ่มจังหวัดนั้นเป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นธรรม และมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Super-migration ของผู้คนที่จะหาทางในการทำมาหากิน และอาจเกิดจลาจลหรือความโกลาหลตามมาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจึงขอเรียนเสนอให้ท่านโปรดพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยควรผ่อนคลายมาตรการเมื่อเราพร้อมจริงๆ เพราะหากเกิดปัญหาการระบาดระลอกสองแบบในสิงคโปร์และญี่ปุ่นแล้ว การกลับมาควบคุมใหม่จะยากขึ้นเป็นทวีคูณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ได้ขอนำเสนอทางเลือกนโยบายประกอบการพิจารณาดังแนบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงขอเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยความเคารพอย่างสูง.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63679</URL_LINK>
                <HASHTAG>&gt;โควิด 19&amp;lt;, คลายล็อกดาวน์, จดหมายเปิดผนึก, นายกฯ, บิ๊กตู่-พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200420/image_big_5e9d0d03db7c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
