<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111293</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 17:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 17:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยังฝุ่นตลบ! &#039;วราวุธ&#039; โพล่งมหาดไทยตีกันเอง ลามโยกเก้าอี้ &#039;ปลัดทส.&#039; ยันไม่มีใครมาพูดคุย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.64 - นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะถูกโยกไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่า เรื่องนี้ขอเรียนว่าขณะนี้ทั้งตนและปลัดทส. เราทำงานด้วยกันมา 2 ปี ซึ่งต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในปลัดกระทรวงที่มีศักยภาพที่สุดและมีคุณภาพที่สุด ตั้งแต่ตนเคยทำงานด้วยมา เรายังทำงานเข้าขากันอย่างดีมาก ฉะนั้นการที่มีบุคลากรในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สำคัญเช่นนี้ จึงเป็นส่วนที่ทำให้ในช่วงสองปีที่ผ่านมากระทรวงสามารถทำงานไปได้ก้าวกระโดด รวมไปถึงการที่ประเทศไทยได้รับขึ้นทะเบียนแก่งกระจานเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่&amp;nbsp;26&amp;nbsp;ก.ค.ที่ผ่านมาด้วย ถือเป็นการทำงานร่วมกันทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำที่มีศักยภาพที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวราวุธ กล่าวว่า การที่มีข่าวนี้ออกมาก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะไม่เห็นมีใครมาพูดคุยอะไรกับตน เพราะในความเป็นจริงหากจะมีใครมาเอาปลัดไปไหน ถึงอย่างไรก็ต้องมีการพูดคุยกันก่อน อยู่ๆจะมามีคำสั่ง แล้วเอาปลัดตนไปเลยเป็นไปไม่ได้ ถึงอย่างไรก็ต้องคุยกับนายวราวุธก่อน และถ้าจะเอาไปก็ต้องคุยกันหนัก เพราะในความรู้สึกของตนคิดว่า ปลัด ทส. ตอนนี้เป็นปลัดที่เก่งที่สุดในทุกกระทรวงที่มีอยู่แล้ว ฉะนั้นการที่จะมีอะไรเกิดขึ้นต้องพูดคุยกันก่อนตามมารยาททางการเมือง แต่มาถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครมาพูดคุยอะไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ดังนั้นกระแสข่าวที่เกิดขึ้นผมคิดว่า ดีไม่ดีอาจจะเป็นที่มหาดไทยหรือไม่ที่ตีกันเอง แล้วมาชิ่งกระทบปลัดกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ แล้วทุกคนก็ทราบดีอยู่ว่าปลัดกระทรวงทรัพยากรฯมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับปลัดกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบัน จึงอาจจะเป็นที่มาที่จะตีกันเอาไว้ก่อนหรือเปล่า เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทยแล้วมากระทบกับการทำงานของกระทรวงทรัพยากรฯ&amp;nbsp;ผมยืนยันว่าเราในกระทรวงทรัพยากรฯ&amp;nbsp;เป็นหนึ่งเดียว ทั้งรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง ข้าราชการเจ้าหน้าที่ทุกคนเราทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ได้มีความคิดที่จะไปไหนมาไหน และไม่มีการมาทาบทามจากบุคคลภายนอกด้วยเช่นกัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนการจะโยกคนจากกระทรวงอื่นมานั่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นไปได้หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ก็ต้องบอกว่า โดยมารยาทแล้วอย่างไรเสียก็ต้องมีการพูดคุยกันก่อน ซึ่งมาถึงวันนี้ยังไม่ได้มีใครมาพูดคุยกับตน นั่นแสดงว่ายังไม่มีการโยกย้ายใดๆทั้งนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111293</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุพร บุรุษพัฒน์, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, วราวุธ ศิลปอาชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e2824695b70.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109478</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 18:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 18:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลือสะพัดทั่วมหาดไทย &#039;บิ๊กป๊อก&#039; จับมือ &#039;ปลัดฉิ่ง&#039; เอาคนนอกเหาะนั่งปลัดมท.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค.64 - แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันอังคารที่ 13 กรกฎาคมนี้ ให้จับตากระแสข่าวกระทรวงมหาดไทย เตรียมเสนอให้ครม. พิจารณาแต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย คนใหม่แทน นายฉัตรชัย&amp;nbsp;พรหมเลิศ ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย จะเสนอนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบประวัติศาสตร์ 100 ปีของการก่อตั้งกระทรวงมหาดไทยที่ ไม่ได้เอาลูกหม้อขึ้นมาดำรงตำแหน่ง สร้างความฮือฮา และวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างยิ่งในหมู่อดีตข้าราชการเกษียณและอดีตผู้ว่าฯเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนายจุตุพรนั้น เป็นน้องรักของนายฉัตรชัย ตั้งแต่สมัยเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ฯ จุฬาฯ และได้รับการผลักดันจากนายทุนใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ และเป็นนายทุนหลักของพรรคเศรษฐกิจไทยของนายฉัตรชัย พรหมเลิศ&amp;nbsp;ที่จะเป็นพรรคพันธมิตรของ 3 ป.ในอนาคต ซึ่งขณะนี้กำลังผลักดันนายฉัตรขัย พรหมเลิศ ให้ดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สนจ) ก่อนหน้านี้ ดร. อดิศัย โพธารามิค ก็เคยดำรงตำแหน่ง ในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า สาเหตุที่กลุ่ม 3 ป.ต้องการผลักดันนายจตุพร เพื่อให้ดำเนินการจัดทำบัญชีการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดแทนบุคคลที่จะเกษียณอายุราชการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวกล่าวว่า &amp;nbsp;ในส่วนของข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ปัจจุบัน ผู้ที่มีความอาวุโสสูงสุดเรียงตามลำดับคือคือ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง และนายนิสิต จันทรสมวงศ์ อธิบดีกรมที่ดิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้าที่คาดหมายกันว่า นายสุทธิพงศ์ จะได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดมหาดไทย เพราะเป็นผู้คิดโครงการโคกหนองนา จนเป็นยอมรับและถูกพูดถึงแบบอย่างการบริหารท้องถิ่นกว้างขวางแต่เนื่องจากเป็นคนที่พูดจาโผงผาง ไม่เอาใจฝ่ายการเมือง&amp;nbsp;และที่สำคัญเป็นคนแข็งไม่ยอมฝ่ายการเมืองจากการคัดค้านเงินสะสมของท้องถิ่นหมื่นกว่าล้านบาท ที่ฝ่ายการเมืองจะนำไปใช้ จึงทำให้ถูกโยกจากกรมท้องถิ่นมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแคนดิเดตอีกรายคือ นายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง เพื่อนร่วมรุ่นของ &amp;ldquo;ปลัดฉิ่ง&amp;rdquo; ถูกมองว่า เป็นคนที่รับคำสั่งอย่างเดียว ในสถานการณ์ ที่การเมืองพลิกผัน ไม่สามารถรับมือทางการเมืองได้ จึงไม่ได้รับการพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในส่วนของนายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมที่ดิน เป็นคนที่เอาใจฝ่ายการเมือง ไม่เป็นตัวของตัวเอง ยิ่งทำให้รัฐบาลพังเร็วขึ้นซึ่งทั้ง 3 คน เป็นกลุ่มสิงห์ดำ รัฐศาสตร์จุฬาฯ ที่เหลือรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็เพิ่งขึ้นมาดำรงตำแหน่งปีเดียว ยังไม่เคยผ่านอธิบดี ส่วนผู้ว่าที่อาวุโสสูงสุดคือ นายสนิท ขาวสะอาด ผู้ว่าบึงกาฬ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า สาเหตุที่นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย รีบชิงแต่งตั้ง ทั้งที่เหลือเวลาอีก 3 เดือน เพราะสถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้ไม่มีความแน่นอน จึงต้องรีบแต่งตั้งและจัดวางคนลงไปเป็นผู้ว่าฯเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจตุพร ซึ่งสนิทกับ นายฉัตรชัย มาตั้งแต่สมัยรับราชการเป็นหน้าห้องของนายวิชัย ธรรมชอบ อดีดผู้ว่าฯยโสธรและอดีตเลขานุการ รมว.มหาดไทย แล้ว ยังเป็น 1 ใน 3 คีย์แมนหลักของพรรคเศรษฐกิจใหม่&amp;nbsp;ซึ่งประกอบไปด้วย นายสารัชถ์ นายฉัตรชัย และ นายจตุพร ซึ่งพรรคเศรษฐกิจไทย อยู่ระหว่าง กกต. ตรวจสอบคุญสมบัติพิจารณาจดทะเบียนพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะเกษียณเดือน ก.ย นี้ ประกอบด้วย นายสันติ เหล่าบุญเสงี่ยม ผู้ตรวจราชการ กระทรวงมหาดไทย นายกอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าฯนครราชสีมา พ.ต.ท. มล.กิตติบดี ประวิชร ผู้ว่าฯกระบี่&amp;nbsp;นายเกียรติศักด์ จันทรา ผู้ว่าฯสระแก้ว นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผู้ว่าฯสงขลา นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าฯเชียงใหม่ &amp;nbsp;นายชรัส บุญณสะ ผู้ว่าฯสมุทรสงคราม นายชัยสิทธิ์ พานิชพงษ์ ผู้ว่าฯยะลา นายโชคดี อมรวัฒน์ ผู้ว่าฯพะเยา นายธีระ อนันตเสรีวิทยา ผู้ว่าฯชุมพร&amp;nbsp;นายประเสริฐ ลือขาธนานนท์ ผู้ว่าฯหนองคาย&amp;nbsp;นายพัลลพ สิงหเสนีย์ ผู้ว่าฯประจวบคีรีขันธ์ นายภัคพงษ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าฯเพชรบุรี นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าฯพระนครศรีอยุธยา&amp;nbsp;นายภิญโญ ประกอบผล ผู้ว่าฯตราด นายราชิต สุดพุ่ม ผู้ว่าฯปัตตานี นายสมบูรณ์ ศิริเวช ผู้ว่าฯชัยนาท นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าฯอุบลราชธานี นายสิริรัฐ ชมอุปการ ผู้ว่าฯนครสวรรค์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109478</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงมหาดไทย, จตุพร บุรุษพัฒน์, ฉัตรชัย พรหมเลิศ, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, แต่งตั้งโยกย้าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210712/image_big_60ec2bbee4676.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101203</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2021 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2021 19:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยพร้อมจัดการประชุมโลกร้อน TCAC ครั้งแรก ทส.ระดมพลเตรียมการ กำหนดปลายเดือนสิงหานี้ ให้ผู้ว่าทุกจังหวัดเป็นตัวแทนโชว์เคสแก้ปัญหาและความสำเร็จ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ไทยพร้อมจัดการประชุมโลกร้อน TCAC ครั้งแรก ปลัด ทส. นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเตรียมการ &amp;nbsp;หลังรองนายก &amp;ldquo; ประวิตร&amp;rdquo; ไฟเขียวให้ดำเนินการ จำลองรูปแบบการประชุมระดับโลก COP ให้ผู้ว่าเป็นตัวแทนแต่ละจังหวัด โชว์เคสความสำเร็จแก้ปัญหา ช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;วันนี้ ( 29 เม.ย. 64) ที่ห้องประชุมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเตรียมการจัดประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย หรือ TCAC (Thailand Climate Action Conference) โดยมีภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมในรูปแบบ Video Conference&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;เปิดเผยภายหลังการประชุมฯ ว่า เนื่องด้วยปัญหาเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือที่เรียกกันว่า โลกร้อน ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับความร่วมมือมือจากทุกฝ่ายร่วมกันแก้ไขปัญหา ซึ่งในเวทีระดับโลกนั้น ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญได้ให้ความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ และทุกประเทศในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เช่น การเข้าร่วมการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Conference of Parties) หรือ COP ที่จัดเป็นประจำทุกปี โดยในปี 2564 นี้จะจัดขึ้นช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน ที่เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักรอาณาจักร โดยการประชุม COP ดังกล่าวแต่ละประเทศจะมีการกล่าวถ้อยแถลงถึงเป้าหมายและทิศทางการทำงานด้านการแก้ไขปัญหาเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งของประเทศไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;จากรูปแบบการจัดประชุม COP ที่เน้นการนำเสนอเป้าหมาย และทิศทางการทำงานที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของแต่ละประเทศ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนของประเทศไทยได้เห็นฟ้องร่วมกันว่า ประเทศไทยควรมีการประชุมคล้ายๆกับ COP แต่จะย่อส่วนจากแต่ละประเทศเป็นมาเป็นแต่ละจังหวัดแทน พร้อมทั้งให้มีการนำเสนอถึงปัญหา แนวทางการแก้ไขปัญหาของแต่ละจังหวัด จากแนวคิดดังกล่าว พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ได้เห็นชอบและได้มีการนำเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ จนนำมาสู่คำสั่งให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเตรียมการจัดประชุม &amp;nbsp;TCAC ขึ้น&amp;nbsp; เพื่อขับเคลื่อนการประชุมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; กล่าวต่อไปว่า การจัดประชุม TCAC ถือครั้งแรกของประเทศไทย โดยเบื้องต้นกำหนดจัดในช่วงเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ทั้งนี้รูปแบบการประชุมจะคล้ายกับ COP แต่จะย่อส่วนจากแต่ละประเทศเป็นมาเป็นแต่ละจังหวัด โดยมีความร่วมมือของภาคเอกชนและท้องถิ่นนำผลสำเร็จที่ได้รับและมาตราการต่างๆทีดีในแต่ละจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดมาเสนอในที่ประชุมระดับประเทศก่อน แล้วมารวบรวมอธิบายเป็นภาพรวมต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101203</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, จตุพร บุรุษพัฒน์, โลกร้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210429/image_big_608aa74c7e2ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2021 19:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2021 19:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทส. ขับเคลื่อน G-Green ด้วยชีวิตวิถีใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กำหนดเรื่องการผลิต การบริการและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นยุทธศาสตร์หนึ่งของหน่วยงาน โดยขับเคลื่อนการดำเนินโครงการ G-Green ประกอบด้วย โครงการ Green Product , Green Hotel , Green Office , Green National Park , Green Restaurant รวมทั้งได้ขยายสู่โครงการ Green Airport และ Green Coffee Shop โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ผลิต ผู้บริการ และผู้บริโภคปรับพฤติกรรม มุ่งสู่สังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมภาคีภาคส่วนต่าง ๆ ในการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มาตั้งแต่ปี 2557 อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ ใส่ใจ และเห็นคุณค่าการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ การประหยัดพลังงาน คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ประชาชนและสังคมส่วนรวม ส่งต่อแนวคิดการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสู่การปฏิบัติจริงและเห็นผลเชิงประจักษ์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายในภาคการผลิต ได้แก่ สถานประกอบการขนาดเล็ก ส่วนของภาคบริการ ได้แก่ สำนักงาน โรงแรม ร้านอาหารอุทยานแห่งชาติ รวมถึงผู้บริโภคระดับประชาชน และใช้เกณฑ์การประเมินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม G Green เป็นเครื่องมือ มีคณะกรรมการระดับประเทศ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมตรวจประเมินและรับรอง โดยหน่วยงานที่ผ่านการประเมินจะได้รับตราสัญลักษณ์ G - Green แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับดีเยี่ยม (G ทอง) ระดับดีมาก (G เงิน) และระดับดี (G ทองแดง) มีอายุการรับรอง 3 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัด ทส. กล่าวต่อว่า การขับเคลื่อน G - Green ด้วยวิถีชีวิตใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ให้การรับรองสถานประกอบการ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน มากกว่า 1,854 แห่ง ครอบคลุม 72 จังหวัด ทั่วประเทศ สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เห็นผลอย่างชัดเจน ส่งผลให้เกิดการนำแบบอย่างที่ดีสู่การขยายผลไปยังสถานประกอบการ และหน่วยงานอื่นๆ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกัน ต่อยอดยกระดับสู่มาตรฐานในระดับสากล ซึ่งตัวอย่างสถานประกอบการที่ได้รับการรับรองระดับดีเยี่ยม G ทอง ในประเภทต่าง ๆ เช่น ร้าน โบ.ลาน ได้รับการรับรอง Green Restaurant เป็นร้านอาหารระดับ 5 ดาว ใช้แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับหนึ่ง ตั้งแต่การคัดแยกขยะจากต้นทาง ด้วยแนวคิด Zero Food Waste และ Upcycling เปลี่ยนของเสียมาใช้ประโยชน์ใหม่ ทำให้ขยะหมดไปโดยไม่ต้องรอรถขยะมาเก็บทุกวันแม้แต่ก้านผักโหรพาก็มาใช้ปรุงกลิ่นน้ำดื่ม เพื่อใช้บริการในร้าน แนวคิดต่างๆ ถูกนำถ่ายทอดส่งต่อถึงพนักงานทุกคนสู่การปฏิบัติ ส่วน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้รับการรับรอง Green Office ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 มุ่งมั่นการจัดซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ โดยมีเป้าหมาย zero waste to landfill ปัจจุบันสามารถลดขยะได้ 90% คัดแยกขยะในสำนักงานได้ละเอียดกว่า 70 ประเภท นอกจากนี้ยังขยายผลเชิญชวนองค์กรพันธมิตร ชุมชนบนถนนรัชดาภิเษก ร่วมมือกันในการจัดการขยะภายใต้โครงการ Care the Whale ขยะล่องหน ขับเคลื่อนการจัดการสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโรงแรม Sivatel ได้รับการรับรอง Green Hotel เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว โรงแรมใหญ่ที่รุ่มรวยด้วยความยั่งยืน การบริหารจัดการโรงแรมใช้แนวคิดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ใส่ใจเรื่องพนักงาน วัตถุดิบอาหารที่ปลอดภัย ลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้น 12,000 กิโลกรัมต่อวันได้เกินกว่าครึ่ง และปลูกจิตสำนึกผู้มาใช้บริการให้สำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม และร้าน MATA COTTON จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการรับรอง Green Product ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน ในการผลิต ฟอกย้อม ทอ และแปรรูปสิ่งทอ มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและมีการดำเนินงานชัดเจนเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังได้พัฒนาการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ ลดการใช้น้ำ และลดการใช้สีย้อมเกินความจำเป็นในกระบวนการผลิต การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน สำหรับ Goldy Herb บริษัท จี เอซ ซัพพลาย จำกัด กรุงเทพมหานคร อีกผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจากสบู่สมุนไพร ที่ได้รับการันตีด้วยการรับรอง Green Product รางวัล G ทอง ในปี 2564 มีการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและมีการดำเนินการตามเป้าหมายที่ชัดเจน ควบคุมคุณภาพผลิตตามมาตรฐาน มีระบบการจัดการน้ำเสียจากกระบวนการผลิต และป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการผลิตสู่มาตรฐานสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัด ทส. กล่าวทิ้งท้ายว่า การให้ความรู้ สร้างความตระหนักตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานทุกกระดับ ให้เห็นถึงความสำคัญการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการผลิตและการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เน้นส่งเสริมการมีส่วนร่วมในทุกระดับเป็นหัวใจสำคัญต่อผลสำเร็จในการขับเคลื่อนงาน G-Green ทิศทางการเปลี่ยนแปลงสู่วิถีใหม่ จึงเป็นวิถีที่ไม่ละเลยความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม เป็นการเพิ่มภาพลักษณ์องค์กรในการเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงและขยายตลาดสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้กับผู้บริโภค และที่สำคัญสามารถลดต้นทุนจากการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม โทรศัพท์ o 2298 5653, 0 2278 8400 ต่อ 1661 หรือทาง Facebook Fanpage กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และ เว็ปไซต์กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม www.deqp.go.th&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93591</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.), จตุพร บุรุษพัฒน์, สิ่งแวดล้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210219/image_big_602faca12fd76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91578</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทยานฯล่าตีนผี ชนเลียงผาแล้วหนี คุก15ปีปรับ1.5ล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุทยานฯ แจ้งความตามล่าตีนผีชน &amp;quot;เลียงผา&amp;quot; ตายแล้วหนี ชี้โทษหนักคุก 3-15 ปี ปรับ 3 แสนถึง 1.5&amp;nbsp;ล้านบาท&amp;nbsp;เตือนนักท่องเที่ยวผ่านเขตป่าสงวน-อุทยานฯ ขับรถระวังลดความเร็ว ถ้าสุดวิสัยไม่ผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 31 มกราคม นายนิพนธ์ จำนงศิริศักดิ์&amp;nbsp;ผู้อำนวยการสำนักบริหารอนุรักษ์ที่&amp;nbsp;3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้ติดตามตรวจสอบการลักลอบล่าค้าสัตว์ป่าอย่างเด็ดขาด&amp;nbsp;ทั้งนี้ นายสิขกพงษ์ กระแจะจันทร์ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สบอ.3 (บ้านโป่ง) ได้รับรายงานจากนายอนันท์ ศรีผุดผ่อง หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่า อุทยานสมเด็จพระศรีนครินทร์ ว่าพบเลียงผา สัตว์ป่าสงวนหายากถูกรถยนต์ชน บริเวณเขาเรดาร์ ถนนสายไทรโยค-บ้านเก่า ต.หนองบัว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี&amp;nbsp;&amp;nbsp;จึงร่วมกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกาญจนบุรี เดินทางไปตรวจสอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถึงที่เกิดเหตุ พบเลียงผาเคราะห์ร้ายเพศผู้ มีสภาพขาหลังหัก ซี่โครงหัก สะโพกมีบาดแผล คางมีบาดแผล แต่ยังมีชีวิต จึงนำไปพยาบาลเบื้องต้นที่หน่วยพิทักษ์ป่าพุเลียบ เพื่อเตรียมนำส่งไปรักษาที่ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าประทับช้าง แต่ในระหว่างนำส่ง เลียงผาตัวดังกล่าวได้เสียชีวิตลง&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp;นายนิพนธ์ได้มอบหมายให้นายอนันท์เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ขับรถยนต์ชนเลียงผาแล้วหนีไป โดยขอให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี สืบสวนสอบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดที่ขับรถยนต์ชนเลียงผามาลงโทษ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สงวนคุ้มครองสัตว์ป่า&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;มาตรา 12&amp;nbsp;ในข้อหาล่าหรือทำอันตรายแก่เลียงผา สัตว์ป่าสงวนถึงแก่ความตาย โดยการขับรถยนต์ชนแล้วหนี ระวางโทษจำคุก 3-15&amp;nbsp;ปี ปรับตั้งแต่&amp;nbsp;300,000-1,500,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเพื่อเป็นไปตามข้อสั่งการของ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ จึงขอให้ผู้ขับรถยนต์ทุกคันโปรดใช้ความระมัดระวังในการขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เมื่อผ่านบริเวณเขตป่าสงวนหรือเขตอุทยานฯ หากใช้ ความระมัดระวังอย่างเพียงพอ และขับรถโดยความเร็วไม่เกินตามอัตราที่กำหนดกฎหมายแล้ว หากมีสัตว์ป่าวิ่งตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด ทำให้ถูกรถยนต์ชนทำให้บาดเจ็บหรือตายเป็นเหตุสุดวิสัย ผู้ขับรถยนต์ก็ไม่มีความผิด&amp;nbsp;&amp;nbsp;ดังนั้น ผู้ใดขับรถยนต์หากสุดวิสัยชนสัตว์ป่า หากได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอ และไม่ขับรถเร็วเกินอัตราที่ราชการกำหนดแล้ว ผู้ขับรถยนต์ที่ชนสัตว์ป่านั้นไม่ต้องหนี ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่อยู่ใกล้เคียง หรือเบอร์โทร.กรมอุทยานฯ&amp;nbsp;1362&amp;nbsp;เพื่อช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ถูกรถยนต์ชนโดยทันที ผู้ขับรถยนต์ดังกล่าวจะไม่มีความผิด&amp;nbsp;นอกจากจะเป็นการช่วยชีวิตสัตว์ป่าได้ทันแล้ว ยังเป็นบุญกุศลในการช่วยเหลือต่อชีวิตสัตว์ป่า และต่อความสมบูรณ์ของสัตว์ป่าของประเทศไทยด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91578</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุพร บุรุษพัฒน์, ธัญญา เนติธรรมกุล, นิพนธ์ จำนงศิริศักดิ์, สิขกพงษ์ กระแจะจันทร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุทยานสมเด็จพระศรีนครินทร์, เลียงผา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210131/image_big_6016ad536d101.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86574</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2020 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2020 13:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ปลัด ทส. ชู ‘ทส. เป็นหนึ่งเดียว’ ดึงทุกส่วนแก้ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 11 ธันวาคม 2563 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ได้เดินทางไปยังศาลากลาง จ.มุกดาหาร เพื่อร่วมรับฟังการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค ในการดำเนินงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ จ.มุกดาหาร และยังได้ใช้โอกาสนี้ มอบนโนบาย การทำงานในปีต่อไป รวมถึงนำนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) &amp;ldquo;ทส. ยกกำลัง 2+4&amp;rdquo; ที่มุ่งเน้นทำงานหนักขึ้น เพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ทันกับความเดือนร้อนอย่างแท้จริง โดยมี นายวีระชัย นาคมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ร่วมให้การต้อนรับและรับฟังนโยบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นโยบายสำคัญที่ ปกท.ทส. ได้เน้นย้ำสำหรับ จ.มุกดาหาร คือ การบริหารจัดการด้านน้ำ โดยกรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จะต้องศึกษาปัญหาอย่างจริงจัง และไปจัดทำโครงการแก้ปัญหาเสนอขึ้นมายังกระทรวง เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนั้น ยังนำนโยบาย &amp;ldquo;ชิงเก็บก่อนเผา&amp;rdquo; ของ รมว.ทส. ในการให้ประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันเก็บเชื้อเพลิงธรรมชาติ เศษใบไม้แห้ง นำออกมาจากป่า เพื่อนำไปแปรรูปสร้างรายได้เสริมให้กับครัวเรือนได้ โดยหน่วยงานของกระทรวงฯ จะต้องมอบองค์ความรู้ให้กับประชาชน เพื่อเป็นการลดการเกิดไฟป่า ลดการเผาป่า ลดปัญหาการเกิดฝุ่นควัน PM 2.5 อีกทั้ง ยังเน้นย้ำเรื่องการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน (คทช.) ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล โดยจะต้องแล้วเสร็จภายในปี 2564 รวมถึง ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงฯ ที่ทำงานตามแนวชายแดน ร่วมเฝ้าระวังการลักลอบเข้าเมืองตามเส้นทางธรรมชาติ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 อีกด้วย สำหรับนโยบายด้านป่าไม้ที่สำคัญ คือ การให้มีแปลงเพาะชำกล้าไม้ในทุกอำเภอ หรือทุกตำบล เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการปลูกป่า จะได้เกิดเป็นความผูกพัน ความห่วงแหนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปกท.ทส. กล่าวว่า &amp;ldquo;สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสจ.) จะต้องเป็นหน่วยงานหลักในการประสานการทำงานและแก้ปัญหาในพื้นที่ ต้องจัดทำข้อมูลให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อสร้างความร่วมมือกับทุกหน่วยงานในระดับจังหวัด ให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบต่อไป นอกจากนั้น ฝากให้ทุกหน่วยงานของกระทรวงฯ ศึกษาปัญหาของประชาชน โดยยึดหลักประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ประชาคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ทส.เป็นหนึ่งเดียว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86574</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, จตุพร บุรุษพัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201211/image_big_5fd30fa38402a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86507</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/12/2020 15:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/12/2020 15:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลัด ทส. ลงพื้นที่ อุบลราชธานี-อำนาจเจริญ-มุกดาหาร มอบนโยบายเชิงรุก ทส. ยกกำลัง2+4 ดึงทุกส่วน ทำงานเพื่อประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 10 ธันวาคม 2563 เวลา 09.30 น. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) เป็นประธานในการประชุมสรุปผลการดำเนินงานและรับฟังปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานห้วงที่ผ่านมาของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี พร้อมนำนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) มามอบให้กับหน่วยงานในพื้นที่ได้เป็นกรอบในการดำเนินงานในปีต่อไป โดยมี นายวิรุจ วิชัยบุญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ให้การต้อนรับ และยังมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า &amp;ldquo;การทำงานของสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสจ.) จะต้องเป็นศูนย์การในการทำงานระดับพื้นที่ ให้ดูปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง และสร้างความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวงในการแก้ปัญหาโดยเร็วที่สุด เรามาเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่มาสร้างปัญหาเพิ่มให้ประชาชน จากนี้เราจะทำงานกันให้หนักขึ้นเป็นเท่าตัว และต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นเท่าตัวเช่นกัน ตามนโยบายของ รมว.ทส. ทส. ยกกำลัง2 บวก 4&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ปกท.ทส. ยังเน้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งศึกษาการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมจากการเอ่อล้นของแม่น้ำชีและแม่น้ำมูล การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ปัญหาฝุ่นควันมลพิษ การดูแลป่าไม้ ป่าชุมชน และการจัดหาที่ดินทำกิน คทช. ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน พร้อมทั้งให้ทุกคนดูแลสุขภาพส่วนตัวให้ดีที่สุด เพื่อจะได้ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพต่อไป ในโอกาสนี้ ปกท.ทส. ยังได้ปลูกต้นรวงผึ้ง ณ บริเวณหน้าอาคารสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 12 ร่วมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ก่อนที่จะชมการสาธิตการใช้เครื่องตรวจวัดฝุ่นละออง PM10 PM2.5 เครื่องตรวจวัดสภาพอากาศอุตุนิยมวิทยา และรถหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงบ่าย ปกท.ทส. ได้เดินทางไปสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดอำนาจเจริญ รับฟังบรรยายสรุปการดำเนินการของหน่วยงาน ทส.ในจังหวัดอำนาจเจริญ และมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนงานของหน่วยงาน ทส.ในจังหวัดอำนาจเจริญ และเดินทางต่อไปยังจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานเปิดระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการปรับปรุงฟื้นฟูอ่างเก็บน้ำห้วยคำเตย บ้านป่าหวาย หมู่ที่7 ต.บ้านโคก อ.เมือง จ.มุกดาหาร และร่วมปลูกต้นไม้ ณ บริเวณอ่างเก็บน้ำฯ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86507</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.), จตุพร บุรุษพัฒน์, อุบลราชธานี.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201210/image_big_5fd1d85d990f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
