<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77877</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2020 22:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2020 22:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นอภ.ไทรโยคเข้ม!รวบ 3 หม่องลักจยย.ใหม่เอี่ยม 4 คันส่งขายพม่า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย.63 - &amp;nbsp;นายสาวิตร เจียมจิระพร นายอำเภอไทรโยค &amp;nbsp;ผู้บังคับกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอไทรโยค ที่ 7 จ.กาญจนบุรี พร้อมกำลังจนท.ตำรวจ สภ.ไทรโยค &amp;nbsp;ทหารชุดเฉพาะกิจลาดหญ้า ทหารชุด ชป.กกล.ค่ายสุรสีห์ 105 &amp;nbsp;ได้ออกตรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่ ประจำจุดตรวจบ้านท้ายเหมือง &amp;nbsp;ซึ่งอยู่ใกล้แนวชายแดนไทย-เมียนมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยตั้งจุดตรวจยานพาหนะ และบุคคลทั่วไป ที่ผ่านไปมาแนวชายแดนไทย-พม่า เพื่อสกัดกั้นแรงงานต่างด้าว หลบหนีเข้าเมือง ตามมาตรการการควบคุม &amp;nbsp;การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิต -19 และการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่ไม่พบการกระทำผิดใดๆ จึงนำกำลังออกตรวจสอบ รอบหมู่บ้านแนวชายแดนไทย-เมียนมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งกำลังเจ้าหน้าที่ ลาดตระเวนมาถึงบริเวณ หน้าวัดแห่งหนึ่ง พบชายวัยรุ่นชาวพม่า 3 คน ยืนอยู่ริมถนน พร้อมรถจักรยานยนต์ จำนวน 4 คัน สภาพใหม่เอี่ยม ออกอาการมีพิรุธ จึงเข้าตรวจสอบพบว่า วัยรุ่นชาวพม่าทั้ง3 คนกำลังจะเตรียมนำรถจยย.ทั้ง4คัน ลักลอบนำออกไปขายยังประเทศพม่า จึงทำการจับกุมตัว ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ไทรโยค ดำเนินคดีต่อไป &amp;nbsp;เรื่อยๆ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77877</URL_LINK>
                <HASHTAG>จยย., แรงงานต่างด้าว, ไทรโยค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200918/image_big_5f64cb1e5ef1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53180</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2019 18:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2019 18:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทวี&#039;ของขึ้น!บุกสภาโวยคลิปชนจยย.ตัดต่อใส่ร้าย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ธ.ค. 62 - ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 16.00 น.&amp;nbsp; นายทวี ไกรคุปต์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม บิดาของนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงคลิปที่ตนเองขับรถเบนซ์เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ ซึ่งถูกโพสต์ในโลกออนไลน์ว่า เป็นคลิปตัดต่อโดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ ถูกอัดเสียงใส่เข้าไปใหม่เหมือนพากย์หนัง สร้างเรื่องขึ้นมาเป็นฉากๆ จงใจเริ่มคลิปตอนที่ตนกำลังกลับรถ มาบิดเบือนทำให้เสียหาย ยืนยันได้เพราะตอนนั้นคนที่ถ่ายมีเพียงเจ้าหน้าที่กู้ภัยเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายทวีจากนี้ตั้งใจจะดำเนินการอย่างไรต่อไป นายทวีกล่าวว่า ต้องการออกมาแฉเปิดโปงขบวนการทางสังคมของโซเชียลที่เคยพูดว่าเป็นโซเชียลนรก-อัปรีย์-จัญไร ดังนั้นยืนยันว่าจะดำเนินการฟ้อง แต่จะฟ้องใครต้องดูพยานหลักฐานให้ชัดเจนกว่านี้ก่อน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
เมื่อถามว่า นางสาวปารีณา แสดงความกังวลหรือมีความเห็นต่อเรื่องนี้หรือไม่ นายทวี กล่าวว่า ปารีณาไม่ได้เป็นห่วงและไม่ได้คุยอะไรกันเป็นพิเศษ เพราะมั่นใจ ตนผ่านอะไรมามากมายแล้ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53180</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, คลิปตัดต่อ, จยย., ทวี ไกรคุปต์, ปารีณา, ฟ้องร้อง, สภา, เฉี่ยวชน, ใส่ร้าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191224/image_big_5e01f85d715c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27308</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2019 12:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2019 12:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กักขัง1เดือน! หนุ่มจยย.ซิ่งชนเด็กบนทางเท้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;(ภาพจาก MThai News)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ม.ค. 62 - ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.8112/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีศาลแขวง 2 (รัชดา) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายภูวดล ศรีสำโรง อายุ 23 ปีเศษ อาชีพรับ-ส่งเอกสาร (แมสเซ็นเจอร์) ที่ขี่รถจักรยานยนต์ชนเด็กนักเรียนหญิง โรงเรียนบดินทรเดชา 3 บนทางเท้าได้รับบาดเจ็บ เป็นจำเลย ในความผิดฐานผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายและจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390, ขับขี่รถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน, ขับรถบนทางเท้าโดยไม่มีเหตุสมควร, ขับขี่โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 32, 43 (4)(7)(8), 157, 160 รวม 4 ข้อหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยระบุพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2561 เวลากลางวัน จำเลยได้ขี่รถจักรยานยนต์ทะเบียน 6 กฎ 6283 กทม.ไปตาม ถ.ลาดพร้าว จากทาง ถ.พหลโยธิน มุ่งหน้าไปทาง ซ.ลาดพร้าว 112 ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังที่ต้องมีตามวิสัย ซึ่งจำเลยได้ขี่รถมาตาม ถ.ลาดพร้าว ด้วยความเร็ว เมื่อไปถึงบริเวณป้ายรถประจำทางใกล้ปาก ซ.ลาดพร้าว 69 แขวงสะพานสอง เขตวังทองหลาง โดยถนนเส้นนั้นเป็นทางเดินรถที่จัดแบ่งช่องเดินรถไว้ 2 ช่อง และมีทางเท้าอยู่ด้วย แต่จำเลยกลับขี่รถขึ้นบนทางเท้าโดยไม่มีเหตุสมควรและขี่ด้วยความเร็วโดยไม่ให้สัญญาณเตือนคนเดินเท้าให้รู้ตัว อันเป็นการขี่รถโดยประมาทน่าหวาดเสียวที่อาจเกิดอันตรายต่อบุคคลและทรัพย์สิน และไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ซึ่งขณะนั้นเด็กนักเรียน ผู้เสียหายเดินอยู่บนทางเท้าบริเวณป้ายรถเมล์ใกล้ปากซอยลาดพร้าว 69 ถูกเฉี่ยวชนอย่างแรงจนล้มลง ได้รับบาดเจ็บมีอาการปวดที่สะโพก และแผลถลอกที่บริเวณขาทั้งสองข้าง เหตุเกิดที่แขวงสะพานสูง เขตวังทองหลาง กทม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาวันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 18.00 น. พนักงานสอบสวน สน.โชคชัย ได้แจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยทราบ และยึดรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุไว้เป็นของกลาง ขณะที่ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และภายหลังเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายได้ตกลงชดใช้ค่าเสียหายแล้ว ซึ่งอัยการยังระบุด้วยว่า การขี่รถจักรยานยนต์ของจำเลยเป็นการรบกวนความสงบสุข ความปลอดภัยของคนเดินเท้า และการกระทำผิดดังกล่าวเป็นภัยอันตรายแก่บุคคลและทรัพย์สินของผู้อื่น เพื่อเป็นการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดและเพื่อคุ้มครองสังคมและสุจริตชน ขอให้ศาลงโทษจำเลยสถานหนักด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลประทับรับฟ้องไว้ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. 2561 ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจึงมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่คุมประพฤติทำรายงานการสืบเสาะและพินิจ ในการแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติ-ภูมิหลังอายุ อาชีพของจำเลย สภาพความผิดพฤติการณ์แห่งคดี และเหตุอันควรปรานี กรณีการเยียวยาผู้เสียหาย สรุปเป็นรายงานสืบเสาะและพินิจส่งศาลประกอบการพิจารณาพิพากษาต่อไป และกำหนดฟังคำพิพากษาวันนี้ (23 ม.ค. 2562) ซึ่งนายภูวดล จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวไปโดยไม่มีหลักประกัน ก็เดินทางมาฟังคำพิพากษาตามนัดของศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว จึงพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390, พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 (4)(7)(8), 157, 160 วรรคสาม การกระทำของจำเลย เป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 160 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักสุด ให้จำคุก 2 เดือน โดยจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยเป็นเวลา 1 เดือน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังเป็นเวลา 1 เดือน (กักขังในสถานที่กักขัง ซึ่งไม่ใช่เรือนจำ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อศาลพิเคราะห์รายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว เห็นว่าทางเท้าตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 4 (11) คือพื้นที่ ที่ทำไว้สำหรับให้คนเดิน ซึ่งอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างของทาง หรือส่วนที่อยู่ชิดขอบทาง ใช้เป็นที่สำหรับคนเดิน โดยกฎหมายดังกล่าวห้ามขับรถบริเวณทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยของคนเดินเท้า ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การจราจรบนท้องถนนในเขต กทม. ทุกเขตมีความหนาแน่นติดขัดต้องใช้เวลาในการเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วบนทางเท้าเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัด เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้ใช้ทางเท้า จนเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้เสียหายซึ่งเดินบนทางเท้าได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นการจงใจฝ่าฝืนกฎหมายที่มีไว้คุ้มครองผู้ใช้ทางเท้า และยังเป็นการขาดจิตสำนึกต่อสังคมส่วนรวม อีกทั้งจำเลยเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันกับคดีนี้มาก่อน แต่ไม่ถูกจับดำเนินคดีอาญาพฤติการณ์แห่งคดี จึงเป็นเรื่องร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งแม้จำเลยจะมีภาระต้องเลี้ยงดูแลครอบครัว และบริษัทประกันภัยรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยขี่ ได้ชดใช้ค่ารักษาพยาบาลให้ผู้เสียหาย และจำเลยได้กล่าวคำขอโทษผู้เสียหายกับบิดาของผู้เสียหายแล้ว พร้อมแสดงความรับผิดชอบจนเป็นที่พอใจของผู้เสียหายกับบิดาโดยไม่ประสงค์เรียกค่าเสียหายจากจำเลยอีกก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลย ส่วนรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ถือเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง ศาลจึงมีคำสั่งให้ริบไว้ด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว นายภูวดล จำเลยได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ เพื่อขอปล่อยชั่วคราวระหว่างจะอุทธรณ์คดีนี้ ซึ่งศาลพิจารณาแล้ว ก็มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยไประหว่างจะอุทธรณ์คดี โดยตีราคาประกัน 18,000 บาท ซึ่งจำเลยได้นำเงินสดมาวางเป็นหลักทรัพย์ประกันตัว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27308</URL_LINK>
                <HASHTAG>กักขัง1เดือน, จยย., ชนบนทางเท้า, นร.บดินทรเดชา, ศาลแขวงพระนครเหนือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190123/image_big_5c47f7ac66327.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
