<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>16830</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2018 20:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2018 06:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คกก.อิสระเผยแผนปฎิรูปการศึกษาเสร็จสัปดาห์หน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4ก.ย.61-&amp;quot;คณะกรรมการอิสระฯ &amp;quot; เผยแผนปฎิรูปการศึกษาเสร็จในสัปดาห์หน้า ล่าสุดยกเรื่องการใช้ดิจิทัลเพื่อปฏิรูปการศึกษารวมอยู่ในแผนด้วย เตรียมเสนอ ครม.ภายในเดือนก.ย.นี้ &amp;ldquo;หมอจรัส&amp;rdquo; เผย ประเทศกำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัล เกิดการขยายองค์ความรู้ การศึกษาก็ต้องเปลี่ยนแปลงตาม ปลดล็อคความคิดเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษา คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้สรุปผลการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ที่มีการเผยแพร่ทางเว็บไซค์ www.thaiedreform.org ซึ่งมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา และจากสรุปการรับฟังความคิดเห็นส่งผลให้คณะอนุฯ ต้องเพิ่มประเด็นเรื่องการใช้ดิจิทัลเพื่อปฏิรูปการศึกษา อีก 1 ประเด็น จากเดิมที่แผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษากำหนดไว้ 6 ประเด็น โดยประเด็นการใช้ดิจิทัลเพื่อปฏิรูปการศึกษานั้น จะยกระดับเรื่องการจัดทำดิจิทัลแพลทฟอร์มให้แก่สถานศึกษา การจัดทำบิ๊กดาต้า และการรู้เท่าทันดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ตนคาดว่าแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาจะจัดทำแล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า และจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในเดือนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการการอิสระฯ กล่าวว่า สำหรับสาเหตุที่คณะกรรมการอิสระฯ เห็นว่าจำเป็นที่จะต้องแยกประเด็นดิจิทัลออกมานั้น เนื่องจากขณะนี้ประเทศกำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัลแพลตฟอร์ม ทำให้เกิดการขยายองค์ความรู้ ซึ่งเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนแปลงสู่อีกยุคหนึ่ง การศึกษาก็ต้องเปลี่ยนแปลงตาม โดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาต้องเปลี่ยนวิธีการเรียนจากบังคับสู่ห้องเรียน ต้องไปสู่การเรียนรู้ด้วยวิธีอื่น ต้องมีบทเรียนใหม่ ให้ไปศึกษาหาความรู้เอง อีกทั้งในส่วนของคนวัยทำงานก็จำเป็นต้องปรับตัว ต้องเป็นกลุ่มคนอพยพเข้าสู่ยุคดิจิทัล จะคิดอย่างเดิมและจัดการศึกษาแบบเดิมไม่ได้ ต้องปรับผู้ทำหน้าที่บริหารเปิดโอกาสให้ครู คนรุ่นใหม่จัดการศึกษาได้ ต้องปลดล็อคความคิดเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (เลขาฯ สกศ.) กล่าวว่า การทำงานของคณะกรรมการอิสระฯ ต้องดำเนินการอยู่บนพื้นฐาน 2 ด้าน คือ ด้านกฎหมาย โดยใช้รัฐธรรมนูญ เป็นตัวตั้ง และองค์ประกอบอื่นๆ เช่น แผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ และด้านผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งมีกลุ่มผู้รับบริการ กลุ่มผู้ให้บริการ และกลุ่มนักวิชาการ ซึ่งจากทั้ง 2 ส่วน กลายเป็นการดำเนินการของคณะกรรมการอิสระฯ ในด้านกฎหมาย ขณะนี้กฎหมาย ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ... และกฎหมายลูกอื่นๆ ได้ส่งไป ครม. แล้ว ส่วนแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา จะส่งให้ ครม.พิจารณาเดือนกันยายนนี้ และเมื่อแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาผ่านการพิจารณา หน่วยงานต่างๆต้องรับลูกต่อ ซึ่งในส่วนของสภาการศึกษานั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการคือ แผนการศึกษาแห่งชาติ ที่อาจต้องทบทวนและพิจารณาให้สอดรับกับแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งสภาการศึกษามีทีมงานรับลูกและพิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16830</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการอิสระปฎิรูปการศึกษา, จรัส สุวรรณมาลา, จีรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, ปฎิรูปการศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180123/image_big_5a671b111a659.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16044</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนุนเลือกผู้ว่าฯแบบกทม. นำร่องจว.ปริมณฑลก่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วงเสวนาดันผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้ง &amp;nbsp;&amp;ldquo;จรัส&amp;rdquo; ยกงานวิจัยยุบรวมราชการส่วนภูมิภาคเป็น อปท.รูปแบบพิเศษคล้าย กทม. ระบุช่วยลดซ้ำซ้อน-งบประมาณ-พัฒนาตรงจุด &amp;quot;ถวิล&amp;quot; ชี้ผู้ว่าฯ แต่งตั้งไม่ใช่คนท้องถิ่นขาดความต่อเนื่องทำแผนพัฒนาสะดุด อาจารย์มธ.แนะถอนรากถอนโคน เริ่มนำร่องจังหวัดปริมณฑลก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ท่าพระจันทร์ วันที่ 23 สิงหาคม มีการจัดโครงการสัมมนาระดมปัญญา ครั้งที่ 11 โดยศูนย์ศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น สำนักงานสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ &amp;nbsp;และมูลนิธิส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เรื่อง &amp;ldquo;เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด แนวคิด ทิศทาง และความเป็นไปได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายจรัส สุวรรณมาลา อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการศึกษาของงานวิจัยหลายชิ้น พบว่าที่ผ่านมาการเมืองระดับชาติหรือนโยบายของพรรคการเมืองแต่ละพรรคไม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวทางการพัฒนาในอนาคตคือการยกระดับให้จังหวัดเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) รูปแบบพิเศษ ตามกฎหมาย แต่ละจังหวัดมีลักษณะคล้ายกับกรุงเทพมหานคร แบ่งการปกครองเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ส่วนกลางและระดับเทศบาล ซึ่งเป็นอปท.ท้องถิ่นระดับล่าง พร้อมแบ่งงบประมาณเป็น 2 ส่วน โดยจังหวัดสามารถทำข้อตกลงและเสนองบประมาณอุดหนุนแก่เทศบาลได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ต้องมีการยุบรวมระบบราชการส่วนภูมิภาคและ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เข้ามาในโครงสร้างจังหวัดที่จัดตั้งขึ้นใหม่ โครงสร้างการบริหารประกอบด้วย ผู้ว่าฯ สภาจังหวัด สำนักงานส่งเสริมการบริหารจังหวัดปกครองตัวเอง (ส่วนกลาง) คณะกรรมการประสานแผนพัฒนาจังหวัด สภาพลเมือง และคณะกรรมการตรวจสอบจังหวัด การจัดการดังกล่าวสามารถลดความซ้ำซ้อนของแต่ละหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งเชิงโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ จากการวิจัยพบว่าสามารถช่วยลดงบประมาณในการบริหารจัดการได้ ทำให้มีเอกภาพและขีดความสามารถมากขึ้น สามารถแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ โดยไม่ต้องรอหน่วยงานจากรัฐบาลกลาง และเป็นการดึงศักยภาพของจังหวัดที่มีอยู่ออกมาใช้อย่างเต็มที่ และเป็นการปลดล็อกการพัฒนาประเทศที่ติดหล่ม&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจรัสกล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจังหวัดปกครองตัวเอง พ.ศ.&amp;hellip; ระบุภารกิจที่จังหวัดไม่ต้องทำ เรื่องการศาล ป้องกันประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติซึ่งอยู่ในพื้นที่เชื่อมต่อหลายจังหวัด เจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ไม่สามารถแก้ทันทีได้คือการปรับตัวของข้าราชการ อย่างไรก็ดี ผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ข้าราชการที่ควบคุมอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ และงบประมาณจากส่วนกลาง ซึ่งเขาเหล่านี้จะต่อต้านเนื่องจากเสียประโยชน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายถวิล ไพรสณฑ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา อปท.ยังรู้สึกว่าตนเองเสียเปรียบ หากมีความขัดแย้งเกิดขึ้นกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ยึดโยงกับส่วนกลาง เนื่องจากยึดโยงกับงบประมาณ เพราะกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บริหารจัดการงบประมาณก่อนลงมาสู่ท้องถิ่น ขณะที่โครงสร้างเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของเรามีถึง 3,000,000 ล้านคน เจ้าหน้าที่ อปท.มีเพียง 500,000 คน ขณะที่ประเทศที่มีการกระจายอำนาจอย่างมีประสิทธิภาพอย่างอังกฤษและญี่ปุ่นกลับมีจำนวนเจ้าหน้าที่ส่วนกลางเพียง 500,000 คน ขณะที่มีเจ้าหน้าที่ อปท.ประมาณ 2,000,000 คน ซึ่งสวนทางกับประเทศไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตราบใดที่การบริหารเป็นแบบเดิม การสร้างความเจริญให้กับท้องถิ่นเป็นไปได้ยาก ตัวผู้ว่าราชการจังหวัดเองคงทราบ เนื่องจากการดำรงตำแหน่งขาดความต่อเนื่อง อยู่อย่างมากก็ 3 ปี บางรายหากไม่ใช่คนท้องถิ่น เพียงทำความรู้จักกับประชาชนและความคุ้นเคย ก็ใช้เวลาถึง 2 ปีแล้ว จึงทำให้แผนพัฒนาจังหวัดไม่สามารถใช้ได้ แต่ถ้ามาจากการเลือกตั้ง นอกจากความร่วมมือที่จะได้รับจากภาคประชาชนอย่างดีแล้ว อายุการทำงานอย่างน้อย 4 ปี ทำให้สามารถวางแผนพัฒนาได้ และเชื่อว่าโอกาสการแก้ปัญหาของประชาชนในท้องที่อย่างมีประสิทธิภาพจะเกิดไม่ได้ หากมีการบริหารส่วนภูมิภาคซ้อนการทำงานของ อบต.อยู่&amp;rdquo; นายถวิลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารท่าพระจันทร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า โครงสร้างราชการของไทยนั้นหยั่งรากลึกมาเป็นร้อยปี ซึ่งการเลือกตั้งผู้ว่าฯ นั้น เป็นการขุดรากถอนโคนสิ่งที่มีอยู่มาตั้งแต่สมัย ร.5 เป็นการจัดการกับโครงสร้างราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งเจ้าหน้าที่ในส่วนนี้ต้องได้รับการผ่องถ่ายไปเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น หรือส่วนกลาง ซึ่งต้องพบการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในหมู่เจ้าหน้าที่ส่วนภูมิภาคด้วยกัน รวมถึงกรณีอื่นๆ อาทิ ด้านการศึกษา ทรัพยากรธรรมชาติ ด้านสาธารณสุข ในแต่ละพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในบรรยากาศการเมืองขณะนี้ ผมไม่แน่ใจว่าการดันเรื่องดังกล่าวให้กลายเป็นที่สนใจของสังคมจะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน หากเราต้องการผลักดันนโยบายดังกล่าวอย่างจริงจัง ควรมีการเริ่มโครงการนำร่อง โครงการจังหวัดจัดการตัวเอง ซึ่งควรเริ่มจากจังหวัดในเขตปริมณฑล เนื่องจากพื้นที่รอยต่อของจังหวัดเหล่านี้มีความกลมกลืนกับ กทม.อยู่แล้ว หากประสบผลสำเร็จ ค่อยขยายผลไปยังพื้นที่อื่นต่อไป&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายศุภสวัสดิ์กล่าวว่า บนพื้นฐานการกระจายอำนาจที่มีอยู่ ทำไมเราไม่คิดถึงการถ่ายโอนภารกิจให้ลงสู่ อบจ. หรือเทศบาลให้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจเป็นช่องทางหนึ่งในการขับเคลื่อนความเป็นประชาธิปไตยในท้องถิ่น อีกส่วนคือการป้องกันไม่ให้มีส่วนราชการใหม่เกิดขึ้นในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อย่างล่าสุดกับสำนักงานท้องถิ่นอำเภอ ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่มีมาตรการควบคุมหรือถ่วงดุลส่วนราชการเหล่านี้ให้ขยายตัวในระดับพื้นที่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16044</URL_LINK>
                <HASHTAG>จรัส สุวรรณมาลา, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ถวิล ไพรสณฑ์, ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180823/image_big_5b7ec131ecb1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
