<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103632</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซากรถในกทม. สะสมเชื้อโรค! เร่งเคลื่อนย้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;ซากรถยนต์&amp;rsquo;แหล่งสะสมเชื้อโรค ทำจราจรติดขัด กทม.เร่งเคลื่อนย้ายรถที่จอดทิ้งไว้เกือบ 100 คัน ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; รองผู้ว่าฯ เผยเหลืออีก 42 คัน กองบนถนนในกรุงเทพฯ รอให้เก็บ ระบุผู้แจ้งเบาะแสรับไปเลยครึ่งหนึ่งของค่าปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 20 พ.ค. นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินการยกซากรถยนต์และการทำความสะอาดสถานที่จอดซากรถยนต์ในพื้นที่เขตบางรัก โดยมี นายสมศักดิ์ ชาติสุขศิริเดช ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักเทศกิจและเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตบางรัก กองโรงงานช่างกล สำนักการคลัง สำนักงานจัดการมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล สำนักสิ่งแวดล้อม สถานีตำรวจนครบาลยานนาวา และผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 60 คน ร่วมลงพื้นที่ดำเนินการ ณ บริเวณใต้ทางด่วนจากถนนสีลมมุ่งหน้าถนนสาทรเหนือ เขตบางรัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสกลธีเปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครโดยสำนักเทศกิจ ได้ดำเนินโครงการ 100 วัน กำจัดซากรถยนต์พร้อมการทำความสะอาดสถานที่จอดซากรถยนต์ เพื่อลดและแก้ไขปัญหาจราจรที่ติดขัด ลดปัญหาแหล่งสะสมเชื้อโรค ลดอุปสรรคในการเข้าระงับเหตุกรณีมีเหตุฉุกเฉิน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชนเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่เดือน ก.พ.64 สามารถแก้ปัญหาซากรถยนต์ทั่วกรุงเทพมหานคร ได้จำนวนทั้งสิ้น 866 คัน หลังจากนั้นทุกวันที่ 5 ของทุกเดือน เริ่มจากเดือน มี.ค.64 ได้ให้ทุกสำนักงานเขตสำรวจซากรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้ในพื้นที่เพิ่มเติม พร้อมแจ้งยอดมาที่สำนักเทศกิจเพื่อรวบรวมข้อมูล พบว่า ทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ พบซากรถยนต์เพิ่มเติมอีก 90 คัน จึงดำเนินการเคลื่อนย้ายแล้ว 43 คัน (เจ้าของเคลื่อนย้ายเอง 40 คัน , สำนักงานเขตดำเนินการเอง 3 คัน)จึงคงเหลือซากรถยนต์ที่ต้องดำเนินการเคลื่อนย้ายทั้งสิ้น 47 คัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การลงพื้นที่ครั้งนี้พบว่า พื้นที่เขตบางรักมีซากรถยนต์จำนวน 9 คัน เป็นรถคดียาเสพติดและอุบัติเหตุของ สน.ยานนาวาทั้งหมด และอายุความเกิน 10 ปี จึงได้ประสานกับ สน.ยานนาวาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเคลื่อนย้ายซากรถยนต์ดังกล่าว จำนวน 5 คัน ส่วน 4 คันที่เหลือจะดำเนินการในสัปดาห์ต่อไป ทำให้ในปัจจุบันคงเหลือซากรถยนต์ในพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวนทั้งสิ้น 42 คัน โดยซากรถยนต์ 5 คันดังกล่าว จะนำไปเก็บที่ศูนย์เก็บซากยานยนต์กลางกรุงเทพมหานคร เขตหนองแขม ซึ่งสำนักเทศกิจได้นำพื้นที่ว่างภายในศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขมของสำนักสิ่งแวดล้อมจำนวน 3 ไร่ เป็นสถานที่เก็บซากรถยนต์ส่วนกลางของ กทม.เพื่อแก้ไขปัญหาการไม่มีสถานที่เก็บซากรถยนต์ของแต่ละสำนักงานเขต สามารถเก็บซากรถยนต์ได้จำนวนทั้งสิ้น 160 คัน&amp;nbsp; ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างรั้วกั้นเสร็จสิ้นแล้ว พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดและมีเจ้าหน้าที่เทศกิจดูแลซากรถยนต์ของกลางตลอด 24 ชม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กรุงเทพมหานครขอความร่วมมือประชาชนหากพบเห็นการจอดทิ้งซากรถยนต์ สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ ฝ่ายเทศกิจทุกสำนักงานเขต และ http://gid.bangkok.go.th/reward/default.php หากเบาะแสดังกล่าวนำไปสู่การจับปรับ ผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งของค่าปรับตามระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแบ่งค่าปรับที่ได้จากการเปรียบเทียบให้แก่ผู้แจ้งความนำจับตามกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2560 และพ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 มาตรา 18 ที่กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดทิ้ง วาง หรือกองซากยานยนต์บนถนนหรือสถานที่สาธารณะ โดยบทกำหนดโทษ ตามมาตรา 56 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท&amp;ldquo; รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103632</URL_LINK>
                <HASHTAG>จราจรติดขัด, ซากรถยนต์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, แหล่งสะสมเชื้อโรค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a677457828a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17183</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2018 09:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2018 09:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทพ.ชี้ 4 สาเหตุทำรถติดบนทางด่วน เร่งแก้ปัญหาด่วนจี๋</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;#39;สุรงค์&amp;#39; เผย 4 สาเหตุทำทางด่วนรถติด เล็งอัพเกรดด่านเก็บเงินจ่ายได้ทุกระบบแก้จราจรสะสมสามารถชำระได้ทุกระบบไม่ว่าจะเป็นเงินสด ระบบเครดิตหรือบัตรอีซี่พาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรงค์ บูลกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร(บอร์ด) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) เปิดเผยว่าปัญหาจราจรบนทางด่วนทุกวันนี้ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชนอย่างมากจนทำให้เกิดข้อร้องเรียนมากมาย ซึ่งได้วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.พื้นที่ถนนไม่เพียงพอต่อปริมาณยานพาหนะ 10 ล้านคันในเมืองหลวง ส่งผลให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีความหนาแน่นเพื่อมาใช้ทางด่วนจนเกิดการกระจุกตัวด้านปริมาณจราจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรงค์ กล่าต่อว่า 2.โครงข่ายเส้นทางมีจุดตัดกันมากจนทำให้ผู้ขับขี่ไม่สะดวก ส่งผลให้รถติดขัดจากการเบี่ยงเส้นทางบริเวณจุดขึ้น-ลงทางด่วนและสะพานทั่วไป ดังนั้นรถจึงติดขัดไปทุกช่องจราจร 3.โครงข่ายถนนและทางด่วนยังไม่เชื่อมโยงกันมากเพียงพอ ซึ่งในอนาคตควรพัฒนาทางบายพาสหรือทางยกระดับและพัฒนาจุดมิสซิ่งลิงก์ให้เชื่อมต่อเส้นทางหลักได้เพื่อระบายจราจร ยกตัวอย่างเช่นทางด่วนสายหลักปัจจุบันมีจราจรกระจุกตัวถึง 7 แสนคันต่อวัน ขณะที่ทางด่วนบางสายมีปริมาณจราจรเพียง 50,000 คันต่อวันดังนั้นการเพิ่มเส้นทางพระราม 3-ดาวคะนองและทางด่วนสายเหนือ N2 นั้นจะเป็นการเติมเต็มโครงข่ายทางด่วนรวมถึงฟีดเดอร์จราจรให้ครอบคลุมจุดหมายปลายทางในเมืองหลวงอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.พนักงานเก็บเงินไม่เพียงพอต่อปริมาณดีมานต์ผู้ใช้ทางด่วนจนไม่สามารถเก็บเงินได้ทัน ส่งผลให้รถติดสะสมหน้าด่าน ดังนั้นในอนาคตกทพ.มีแผนจะพัฒนาช่องเก็บเงินในรูปแบบ Credit System โดยช่องเก็บเงินจะสามารถชำระได้ทุกระบบไม่ว่าจะเป็นเงินสด ระบบเครดิตหรือบัตรอีซี่พาสเป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายประสิทธิ์ เดชศิริ รองผู้ว่าการฝ่ายบริหาร กทพ.กล่าวว่าส่วนด้านข้อพิพาทการปรับค่าผ่านทางนั้นขอยืนยันว่ากทพ.มีการพิจารณาปรับค่าผ่านทางของทางด่วนแต่ละสายทุก 5 ปี ตามที่ระบุไว้ในสัญญาสัมปทาน แต่ในครั้งนี้ที่กทพ.มีความเห็นไม่ตรงกันกับบริษัทเอกชนนั้น ตามเงื่อนไขสัมปทานที่กทพ.ยึดถือคือราคาต้องไปถึงตัวเลข 5 บาทจึงจะยินยอมให้ปรับขึ้น ขณะที่เอกชนใช้วิธีคิดโดยยึด CPI เป็นหลักพร้อมระบุว่าหากตัวเลขเกิน 2.5 บาทก็สามารถปรับขึ้นได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17183</URL_LINK>
                <HASHTAG>การทางพิเศษแห่งประเทศไทย, จราจรติดขัด, ปัญหารถติดบนทางด่วน, สุรงค์ บูลกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180820/image_big_5b7a31b949433.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6827</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2018 13:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2018 13:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ส่งทหารลงพื้นที่ช่วยตร.ระบายรถสงกรานต์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เม.ย.61- พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสารท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงการดูแลประชาชนในช่วงเทศกาลสงกานต์ว่า เป็นกรอบที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้สั่งการลงมา ในส่วนของกองทัพบกได้จัดกำลังช่วยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเดินทางกลับบ้าน ในขณะเดียวกันในฐานะกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ตั้งจุดตรวจจุดสกัดดูในเรื่องของการกระทำผิดกฎหมาย และการลักลอบนำสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศ โดยเฉพาะยาเสพติด กำลังอีกส่วนหนึ่งได้จัดกำลังไปในแหล่งท่องเที่ยว และส่วนที่มีการจัดกิจกรรม กำลังอีกส่วนหนึ่งเตรียมไว้เพื่อมีสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งก็น่าที่จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ในปีนี้ทางนายกรัฐมนตรีได้มีความห่วงใย ประชาชน ได้สั่งให้ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดตั้งศูนย์อำนวยการร่วม ประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการอำนวยการในเรื่องของการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะในจุดที่วิกฤต ในการเดินทางกลับบ้านโดยใช้เวลาเดินทางได้น้อยที่สุด และมีการประชาสัมพันธ์ในกับประชาชนได้รับทราบในการเดินทางโดนตลอดทั้งไปและกลับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัญหาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอยู่หลายครั้งเพราะเกิดจากความไม่มีวินัย ไม่เคารพกฎจารจร ของรถสาธารณะ เป็นเรื่องที่เราต้อง รงณค์ร่วมกัน และขอฝากในเรื่องของการเดินทาง เรื่องการใช้ยานพาหนะ เรื่องของการจราจร ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และมีน้ำใจต่อกันและงดเรื่องเครื่องดื่ม ที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด การเล่นน้ำสงกานต์ที่รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยที่ดีๆเอาไว้ และขอให้ทุกทันมีความสุข จิตใจเบิกบาน ได้บุญได้กุศลทุกคน&amp;quot;ผบ.ทบ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6827</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., คุมเข้มสงกรานต์, จราจรติดขัด, ตำรวจ, ทหาร, ผบ.ทบ., พล.อ.เฉลิมชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180410/image_big_5acc5eda63ac3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6771</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2018 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉลองเทศกาลสงกรานต์กับสว. เตรียมสุขภาพให้พร้อมเดินทาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ขณะแวะปั๊มพักรถ แนะนำว่าให้ผู้สูงอายุลงมาเดินยืดเส้นยืดสาย เพื่อป้องกันการปวดเมื่อยตามร่างกาย สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไกล)

&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะการเดินทางหลั่งไหลกลับต่างจังหวัด เพื่อไปเยี่ยมญาติหรือไปท่องเที่ยว คือข้อควรปฏิบัติในการดูแลสุขภาพระหว่างทาง โดยเฉพาะคุณตาคุณยายที่ต้องโดยสารทั้งรถประจำทางและรถส่วนตัว ในสภาพการจราจรมักติดขัด อีกทั้งการที่ผู้สูงอายุต้องนั่งอยู่ในรถนานๆ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้มากกว่าวัยอื่นๆ ไม่ว่าจะอาการของโรคประจำตัวกำเริบ หรืออาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รวมไปถึงการเป็นลมหน้ามืด เนื่องจากอากาศในช่วงเดือนเมษายนค่อนข้างร้อนจัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.เอกกิตติ์ สุรการ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในงาน &amp;ldquo;Trauma Day 2018 : ป้องกันและเตรียมรับมือช่วง 7 วันอันตรายก่อนสงกรานต์&amp;rdquo; นพ.เอกกิตติ์ สุรการ ผู้อำนวยการอาวุโสแผนกฉุกเฉินและศูนย์อุบัติเหตุกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติตัว ขณะเดินทางของผู้สูงอายุในช่วงวันปีใหม่ไทยไว้น่าสนใจว่า &amp;ldquo;ผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องนั่งรถกลับบ้านในช่วงสงกรานต์ หลักๆ แล้วประกอบด้วย &amp;ldquo;การป้องตัวเอง&amp;rdquo; เพราะอย่าลืมว่าปัญหาหนึ่งของคุณตาคุณยายคือการเคลื่อนไหว้ที่ช้าลง รวมถึงการก้าวเดินที่จะไม่ค่อยมั่นคง ดังนั้นการขึ้น-ลงรถขอให้ทำอย่างช้าๆ ที่สำคัญก็ควรจะมีลูกหลานคอยประคองด้วย นอกจากนี้ การป้องกันตัวเองเกี่ยวกับระบบปัญหากระดูกและมวลเนื้อเยื่อที่ลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ &amp;ldquo;กระดูกหักง่าย&amp;rdquo; และยังส่งผลให้อวัยวะภายในอาจเกิดการชอกช้ำหรือมีการแตกหัก และมีเลือดออกภายใน โอกาสรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นหากต้องโดยสารรถยนต์ส่วนตัว หรือรถประจำทาง อาจจำเป็นต้องนั่งในที่นั่งที่มีเข็มขัดนิรภัยและต้องคาดด้วย บางครั้งผู้สูงอายุอาจจะไม่คุ้นเคยหรือไม่สบายตัว แต่ขอให้คิดอยู่เสมอถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพราะหากเกิดอุบัติเหตุ การใส่อุปกรณ์ป้องกันจะช่วยลดการสูญเสียและการบาดเจ็บได้เป็นอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(การเดินทางในช่วงวันหยุดปีใหม่ไทย ผู้สูงอายุควรพกยาประจำตัวไปด้วยทุกครั้ง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในรายของคุณตาคุณยายที่มีอายุมาก มักจะมีปัญหา &amp;ldquo;เรื่องของโรคประจำตัว&amp;rdquo; และจำเป็นต้องยาใช้ต่อเนื่อง หมอแนะนำว่า 1.ให้พกยาประจำตัวไปด้วย 2.จดหรือทำบันทึกเล่มเล็กๆ ว่าผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวอะไร และต้องกินยาอะไรต่อเนื่อง เมื่อเกิดการบาดเจ็บ คุณหมอจะได้ให้การรักษาเบื้องต้นจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และโรคประจำตัวไปด้วยเช่นกัน เพราะว่าโรคเรื้อรังบางชนิดค่อนข้างมีความอันตรายสูง เช่น โรคสมอง หัวใจ ปอด เบาหวานที่มีอาการรุนแรง ซึ่งอาจส่งผลต่อการเสียชีวิต และการหายของแผลได้ จึงจำเป็นต้องรู้ประวัติของผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ผู้สูงอายุที่ต้องเดินทางกลับต่างจังหวัดหรือไปเยี่ยมญาติ ควรมีลูกหลานคอยประคองขณะขึ้น-ลงรถ เพราะผู้สูงวัยมักจะมีปัญหาเรื่องกระดูกที่เสี่ยงต่อการหกล้มได้ง่าย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ อาการที่เกิดได้ในช่วงสภาพอากาศร้อน และต้องโดยสารบนรถที่ค่อนข้างแออัด อย่าง &amp;ldquo;อาการวูบ-อ่อนเพลีย&amp;rdquo; ถ้าต้องเดินทางไกลๆ อันที่จริงสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ถ้าเป็นผู้สูงอายุหมอแนะนำให้ลูกหลานที่ดูแลหมั่นจอดรถเพื่อให้ท่านได้พักบ่อยๆ ที่สำคัญยังทำให้คนขับได้พัก ได้สดชื่น นอกจากนี้ก็อย่าให้ผู้สูงอายุนั่งติดต่อกันนานๆ โดยขณะที่จอดพักรถก็ให้พาท่านลงมาเดินเพื่อยืดเส้นยืดสาย และอีกหนึ่งข้อปฏิบัติที่ลืมไม่ได้นั้น แนะนำว่าต้องการกินน้ำและอาหารให้มาก เพื่อป้องกันการหิวหรือขาดอาหารขณะเดินทาง เรื่องสำคัญอีกเรื่อง จะต้องระวังรูปแบบการขับรถ โดยห้ามขับขี่ในลักษณะกระตุกไปมา เพราะจะทำให้กระเทือนและรู้สึกเวียนหัว &amp;nbsp;หน้ามืด เป็นลม ในช่วงการจราจรหนาแน่นครับ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6771</URL_LINK>
                <HASHTAG>Trauma Day 2018, การดูแลสุขภาพ, คุณภาพชีวิต, จราจรติดขัด, ปัญหาสุขภาพ, อาการวูบ-อ่อนเพลีย, เทศกาลสงกรานต์, โรคประจำตัวกำเริบ, โรงพยาบาลกรุงเทพ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb5ab5c9476.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4606</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2018 15:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2018 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตามสูตร!เช้าวันศุกร์ฝนถล่มกรุงรถติดหนึบทั้งเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพจส.100&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;9 มี.ค.61-จากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทั่วทั้งกทม.และปริมณฑลตั้งแต่เช้ามืดที่ผ่านมา หลายพื้นที่มีน้ำท่วมขัง ส่งผลให้การจราจรในภาพรวมนั้นติดขัดอย่างหนัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนหลายพื้นที่เกิดลมกระโชกแรง เช่นถนนรังสิตคลอง 4 ในอำเภอธัญญะ จังหวัดปทุมธานี เสาไฟฟ้าหักโค่น 9 ต้น ทับรถได้รับความเสียหายทั้งหมด 5 คัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศในวันที่ 10 มี.ค.ว่าอากาศจะเริ่มเย็นลง เนื่องจากฝนที่เกิดขึ้น เกิดจากมวลอากาศเย็นปะทะอากาศร้อน &amp;nbsp;หลังฝนตกอุณหภูมิจะลดลง 1-2 วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กทม.ช่วงเช้าอากาศจะเย็น อุณหภูมิเหลือประมาณ 23 องศาฯ จากนั้นอุณหภูมิจะขยับสูงขึ้นอีกครั้ง จนวันที่ 13 มี.ค.นี้ อุณหภูมิจะสูงขึ้น 37 องศาฯ โดยอากาศจะร้อนต่อเนื่อง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพ จส.100&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4606</URL_LINK>
                <HASHTAG>จราจรติดขัด, ฝนตก-รถติด, ฝนถล่มกรุง, รถติดหนัก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180309/image_big_5aa1efb6a2b96.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
