<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>60311</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชป.ระอุซัดคึกฉวยไล่ติ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;ประชาธิปัตย์&amp;quot; เดือด! &amp;quot;เทพไท&amp;quot; ยื่นหนังสือถึง &amp;quot;จุรินทร์-กก.บห.&amp;quot; จี้ &amp;quot;มัลลิกา&amp;quot; ลาออกที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ ปมมีขบวนการทุจริตหน้ากากอนามัย อ้างเพื่อรักษาอุดมการณ์พรรค &amp;quot;ไลน์ ปชป.&amp;quot; ระอุซัด &amp;quot;เสี่ยคึก&amp;quot; ฉวยขับไล่เพื่อน สวนคืนโดนคดีทุจริตเลือกตั้งนายก อบจ.นครศรีธรรมราชยังอยู่ได้ &amp;quot;ติ่ง&amp;quot; ยันทำงานโปร่งใส &amp;quot;อัจฉริยะ&amp;quot; แจ้งความกลับข้อหาแจ้งความเท็จ &amp;quot;ศาล&amp;quot; สั่งจำคุกขายหน้ากากเกินราคาไม่รอลงอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 19 มี.ค. นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ทำหนังสือถึงนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ปชป. และคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค ปชป. ผ่านเจ้าหน้าที่พรรค เรื่องขอให้สมาชิกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองลาออก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือระบุว่า จากกระแสข่าวที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ &amp;nbsp;ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวหาว่ามีขบวนการทุจริตหน้ากากอนามัยเกี่ยวข้องกับนักการเมืองหญิง เป็นที่ปรึกษาของ รมว.พาณิชย์ ซึ่งในความหมายนั้น ทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมเข้าใจว่าน่าจะหมายถึงนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) เป็นการสร้างความเสียหายแก่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ทางสื่อโซเชียลและสื่อสารมวลชนแขนงต่างๆ อย่างกว้างขวาง ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาเมื่อเกิดเหตุในลักษณะเช่นนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้มีมาตรฐานในการปฏิบัติกับสมาชิกพรรคผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกคน เมื่อถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต ก็จะต้องพิจารณาตัวเองลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบในทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไทยังได้ยกตัวอย่างกรณีนายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับปลากระป๋องเน่าที่จังหวัดพัทลุง และกรณีนายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ถูกข้อกล่าวหาว่ามีเรื่องไม่มีความโปร่งใสในการจัดทำงบประมาณ และกรณีนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม. ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดในคดีจัดซื้อรถดับเพลิง ซึ่งสมาชิกพรรคทั้ง 3 คนนี้ ได้แสดงสปิริตทางการเมือง นับว่าเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นการรักษามาตรฐานทางการเมืองของพรรคไว้อย่างเคร่งครัด ที่ได้ยื่นหนังสือการลาออกจากตำแหน่งทันทีโดยไม่มีการบีบบังคับใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าในภายหลังจะมีผลการสอบสวนว่าไม่พบการกระทำความผิดก็ตาม แต่บุคคลเหล่านั้นก็ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองให้สังคมเห็นเป็นประจักษ์มาแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรณีของนางมัลลิกา เมื่อถูกข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตหน้ากากอนามัยของกระทรวงพาณิชย์ ขัดต่อข้อบังคับพรรคข้อ 115 พรรคต้องดำเนินการในมาตรฐานเดียวกับสมาชิกพรรคทุกคน เพื่อดำรงไว้ซึ่งจุดยืนของพรรคในการปฏิบัติต่อสมาชิกของพรรคอย่างเท่าเทียมกัน ในการนี้ จึงขอให้คณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งได้มีมติแต่งตั้งนางมัลลิกาเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง ตามข้อบังคับพรรค ข้อ 98 และข้อ 99 ได้พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ตามข้อบังคับพรรค ข้อ 121 และมีมติให้นางมัลลิกาลาออกจากตำแหน่งไว้ก่อน ถ้าการสอบสวนได้ข้อยุติว่าไม่มีความผิด ก็สามารถแต่งตั้งเข้าไปรับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีได้อีกครั้ง ซึ่งนับว่าเป็นความสง่างามของพรรคประชาธิปัตย์ และเพื่อดำรงไว้ซึ่งเกียรติยศ ชื่อเสียง อุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป&amp;quot; นายเทพไทระบุในหนังสือดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายเทพไทยื่นหนังสือดังกล่าว ปรากฏว่าในกลุ่มไลน์พรรค ปชป.เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะสมาชิกจำนวนมากเห็นว่ายังไม่เกิดคดีขึ้น แต่นายเทพไทกลับใช้โอกาสนี้ขับไล่เพื่อน ซึ่งไม่เป็นธรรม ระหว่างนั้นนายเทพไทตอบโต้อ้างถึงหลักการและอุดมการณ์ของพรรค ทำให้สมาชิกตอบโต้ทันทีว่าเช่นนั้นแล้วก็ให้นายเทพไทลาออกด้วย เนื่องจากคดีทุจริตการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งนายเทพไทและน้องชายเป็นจำเลยคดีทุจริตการเลือกตั้งได้มีการสืบพยานในชั้นศาล เป็นผู้ต้องหาอย่างชัดเจนกว่าเรื่องนี้มาก&amp;nbsp;
ไลน์ปชป.ซัดกันเดือด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสมาชิกพรรค ปชป.รายหนึ่งได้นำข่าวของนายมาโนช เสนพงศ์ นายเทพไท เสนพงศ์ ซึ่งตกเป็นจำเลยที่ 1 และ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2562 และในปีนี้ทั้งสองคนก็มีนัดสืบพยานต่ออีกหลายนัดสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ในกลุ่มไลน์ จึงเรียกร้องให้นายเทพไทลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบคดีทุจริตนี้เช่นกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นสมาชิกอีกหลายคนได้แสดงความเห็นว่า กรณีการกล่าวหาเกี่ยวกับหน้ากากอนามัยยังไม่มีผู้ใดกล่าวโทษใครว่าเป็นคดีทุจริตในขั้นตอนใดเลย และนางมัลลิกายังไม่ได้เป็นแม้แต่ผู้ถูกกล่าวหา แต่เทียบคดีนายเทพไทนั้นเป็นผู้ต้องหาอย่างชัดแจ้ง สมาชิกจึงกล่าวว่ายังไม่เห็นสปิริตที่ว่าของนายเทพไทเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีสมาชิกพรรคโพสต์ข้อมูลลงกลุ่มไลน์ว่า ข้อ 1 ในที่สุดก็สิ้นสงสัยว่าทำไมคุณอัจฉริยะจึงมีพิรุธ ณ เวลานี้ก็เข้าใจได้, ข้อ 2 ให้คุณเทพไทย้อนกลับไปถามคุณอัจฉริยะว่าได้กล่าวโทษใครหรือยัง, ข้อ 3 ย้อนกลับไปที่สำนักงานตำรวจที่คุณอัจฉริยะไปยื่นเรื่องว่าได้มีการกล่าวหาใครขึ้นแล้วหรือไม่ เกิดการทุจริตขึ้นแล้วหรือไม่, ข้อ 4 การทุจริตยังไม่ได้เกิดขึ้นและผู้ใดเกี่ยวข้องก็ยังไม่ได้มีการกล่าวหา อะไรทำให้คุณเทพไทจึงต้องกระทำการเร็วและเกินกว่าเหตุ, ข้อ 5 กรณีที่คุณมัลลิกาออกไปชี้แจงนั้นเพราะความผิดต่อส่วนตัว ที่มีการระบุตำแหน่งและคาแรคเตอร์ ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อความผิดส่วนตัวด้านหมิ่นประมาท คนละเรื่องการตรวจสอบเรื่องหน้ากาก, ข้อ 6 เป็นการกล่าวหาที่ไม่อยู่บนข้อเท็จจริง และไม่เพียงก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนตัว แต่มีผลกระทบกับสังคม สร้างความทุกข์ให้กับประชาชนท่ามกลางความวิตกและหวาดหวั่นในภาวะวิกฤติ คุณเทพไทกำลังเล่นการเมืองซ้ำเติมสถานการณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอมร อมรรัตนานนท์ อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรค ปชป. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง เทพไท .. เร็วเกินไปไหม? ที่จะขับไสไล่ส่งเพื่อน... ตอนหนึ่งระบุว่า &amp;quot;หากพิจารณากันด้วยความบริสุทธิ์ใจ และมีน้ำมิตรจิตใจต่อความเป็นพี่น้องชาวพรรคประชาธิปัตย์ ผมมีความเห็นว่า จะเป็นการเร็วไปไหมที่จะขับไสไล่ส่งบุคลากร ซึ่งเหลือกันน้อยเต็มที่แล้ว ณ ปัจจุบันนี้ ผมคิดว่าเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะรักกันสามัคคีกัน ร่วมกันสรุปบทเรียน และนำพาพรรคให้เป็นที่พึ่งหวังของประชาชน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ ออกรายการเรื่องลับมาก (NO CENSOR) ซึ่งมี ดร.เสรี วงษ์มณฑา เป็นพิธีกร ทางช่องเนชั่นทีวีช่อง 22 ถึงข้อกล่าวหามีความสัมพันธ์รู้จักเจ้าของโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย 11 แห่งว่า ไม่จริง เรามีหน้าที่ทำงานตามภารกิจที่รัฐมนตรีกำหนด และตามภารกิจที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายตรงนั้น และไม่ได้รู้จักหรือมีเหตุการณ์อะไรทั้งสิ้นที่จะไปรู้จักคุ้นเคย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น นับจากมีเหตุการณ์นี้จนปัจจุบันนี้ ก็ผ่านมา 1 เดือนครึ่ง สำหรับการแก้ไขปัญหาสถานการณ์หน้ากากอนามัย ไม่เคยคิดต่อกับเจ้าของโรงงาน นอกจากติดตามท่านรองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ พร้อมนักข่าวเป็นร้อยไปตรวจพื้นที่ในครั้งหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.เสรีถามตอนหนึ่งว่า นายอัจฉริยะไม่ได้เอ่ยชื่อทำไมถึงคิดว่าเป็นเรา นางมัลลิกากล่าวว่า คือเขาพูดซ้ำหลายรอบ คือตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีพาณิชย์คือมัลลิกา รัฐมนตรีแต่งตั้งชัดเจน และด้วยความที่เขาพูดหลายที่ หลายทาง ซ้ำๆ หลายรอบ เขาระบุคาแรคเตอร์ ทีมทนายความเลยบอกว่าอันนี้ทำให้คนไม่สิ้นสงสัยว่าเป็นเรา อย่างคนรู้จักเรา สื่อมวลชน โทรศัพท์มาหาเรา ทำให้คนเชื่อได้ว่าเป็นเรา ที่สำคัญที่สุดพอนอกไมค์ เขาไปยื่นหนังสือให้เจ้าหน้าที่ เขาก็พูดชื่อเราให้นักข่าวฟัง เราก็มีพยาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.เสรีถามว่ากลัวเขามีหลักฐานหรือไม่ น.ส.มัลลิกากล่าวว่า ไม่กลัว ตลอดการทำงานยึดมั่นในเรื่องการทำหน้าที่ รับผิดชอบ ไม่เคยด่างพร้อยเรื่องอะไร และเรื่องพวกนี้ถ้ามีข้อมูลเอาไปให้พนักงานสอบสวนอย่าให้รอด อย่างที่บอกว่าอย่าหยุดนะคะ ไม่ว่าจะตรวจสอบมัลลิกาหรือผู้ใด เพราะมันเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง กล้าสาบาน และพร้อมให้คุณอัจฉริยะไปสาบานด้วยว่าไม่มีวาระซ่อนเร้นอะไร ตัวเราเองเรามั่นใจ เราไม่ได้มีส่วนพัวพัน ผูกโยงไปรู้จักมักจี่กับวงวานผู้ประกอบการด้านนี้เลย เราทำหน้าที่ในส่วนที่เรารับผิดชอบ เราไม่ทำนอกเหนือหน้าที่&amp;nbsp;
แจ้งความกลับมัลลิกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอัจฉริยะ เดินทางไปที่ สน.ทุ่งสองห้อง แจ้งความดำเนินคดีกับนางมัลลิกากับพวกรวม 5 คน กรณีแจ้งความเท็จ เพราะในขณะที่ตนเองไลฟ์สดไม่ได้เอ่ยชื่อบุคคลใด และไม่ได้รับงานใครมา ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงอะไร แต่ข้องใจเพราะเชื่อว่ามีกระบวนการแสวงหาผลประโยชน์ ที่รู้ล่วงหน้าว่าจะเป็นสินค้าควบคุม อยากได้ความชัดเจนเกี่ยวกับข้อมูลการส่งออกและจำหน่ายหน้ากากอนามัยภายในประเทศ เนื่องจากตนได้รับข้อมูลมาว่ามีบริษัทผลิตหน้ากากอนามัยทั้งหมด 242 แห่ง แต่มีเพียง 7 บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกเท่านั้น แล้วหน้ากากอนามัยที่ผลิตจากบริษัทที่เหลืออีก 235 บริษัทหายไปไหน ทำไมถึงไม่ส่งให้กรมการค้าภายในจัดสรรจำหน่าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เชื่อว่าหากนำหน้ากากที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกมากระจายในประเทศ ก็จะเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ไม่ต้องขาดแคลนอย่างทุกวันนึ้ เพราะมีกระบวนการที่พยายามนำหน้ากากเหล่านั้นส่งออก&amp;quot; นายอัจฉริยะกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ศาลอาญา พ.ต.ท.ปริญญา ปาละ รอง ผกก.(สอบสวน) กก.1 บก.ปคบ. นำตัว น.ส.ณัปอิศรา ขอสุข, นายพงษ์พันธ์ โสมสุด, น.ส.น้ำฝน เอยศิริ, น.ส.อุมาพร มั่นคง, น.ส.นิศรา มหาเรือนขวัญ, นางทัศพร ฉันทนาภิธาน และ น.ส.ตาว ตรีเทวี &amp;nbsp;แยกดำเนินคดีเป็น 7 สำนวน ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ห้ามผู้ประกอบธุรกิจดําเนินการใดๆ โดยจงใจที่จะทําให้ราคาต่ำเกินสมควร หรือสูงเกินสมควร หรือทําให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาของสินค้าหรือบริการใด, ผู้ใดไม่แสดงราคาหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามกำหนด มาตรา 29, 40 หลังผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ และยินยอมมอบของกลางเพื่อให้แก่สาธารณประโยชน์ ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 7 คน พร้อมสำนวนการสอบสวน ส่งให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 และอัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 3 ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลสอบคำให้การจำเลยทั้งหมดแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพทั้งหมด ซึ่ง น.ส.อุมาพรมีหน้ากากอนามัยสีเขียวไว้ในครอบครองและจำหน่ายเกินราคา จำนวน 4,000 ชิ้น ศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน, น.ส.ตาว มีหน้ากากอนามัย จำนวน 750 ชิ้น พิพากษาจำคุก 2 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี, น.ส.น้ำฝน มีหน้ากากอนามัย จำนวน 125 ชิ้น, นายพงษ์พันธ์ มีหน้ากากอนามัย จำนวน 150 ชิ้น และ น.ส.ณัปอิศรา มีหน้ากากอนามัย จำนวน 150 ชิ้น พิพากษาจำคุก 1 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 6 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งห้ามีการกระทำอันเป็นการฉกฉวยโอกาสที่โรคไวรัสโควิด-19 อุบัติร้ายแรงแพร่ระบาดไปทั่วโลก บุคลากรทางแพทย์และประชาชนมีความจำเป็นต้องใช้หน้ากากอนามัย สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว แต่จำเลยทั้งห้ากลับจำหน่ายหน้ากากอนามัยเกินราคาควบคุมที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงเห็นสมควรไม่รอการลงโทษจำเลยทั้งห้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนางทัศพร มีหน้ากากอนามัย จำนวน 50 ชิ้น และ น.ส.นิศรา มีหน้ากากอนามัย จำนวน 8 ชิ้น พิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 5 หมื่นบาท ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 25,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์จำเลยทั้งสองมีของกลางปริมาณน้อย และไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนี้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัวจำเลย 5 คน ที่ศาลไม่รอการลงโทษไปคุมขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลางต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60311</URL_LINK>
                <HASHTAG>จริตหน้ากากอนามัย, จำคุกขายหน้ากากเกินราคา, พรรคประชาธิปัตย์, รมว.พาณิชย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หน้ากากอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200319/image_big_5e738403ab8bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
