<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>31286</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แรงงานรอเก้อ! บอร์ดค่าจ้างโยน ปรับค่าแรงเม.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แรงงาน&amp;quot; รอไปก่อน บอร์ดค่าจ้างเลื่อนเคาะขึ้นค่าแรงปี 62 ไปปลายเดือนเม.ย. อ้างรอฟังเหตุ 46 จังหวัดแจ้งไม่ขอขึ้นค่าแรง &amp;quot;ปลัดแรงงาน&amp;quot; ปัดขยายวันพิจารณาใหม่ไม่เกี่ยวใกล้เลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 มี.ค. นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง หรือบอร์ดค่าจ้าง ชุดที่ 20 กล่าวภายหลังการประชุมเพื่อพิจารณาปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2562 ว่า มี 46 จังหวัดที่แจ้งมาไม่ขอขึ้นค่าแรง ทางคณะกรรมการฯ ที่ประกอบด้วยฝ่ายลูกจ้างและนายจ้างมีความเห็นว่า ควรขอให้ 46 จังหวัดชี้แจงสาเหตุที่ละเอียดและชัดเจนกว่าที่ส่งมาให้ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ทำไมจึงไม่ขอขึ้นค่าแรง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจรินทร์กล่าวว่า ขณะที่ตัวแทนจากหน่วยงานภาคเศรษฐกิจ คือ กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ให้ความเห็นว่าขณะนี้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในประเทศอยู่ในภาวะไม่แน่นอน ค่าเงินบาทแข็ง การส่งออกเริ่มทรงตัว ประกอบกับได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่าควรจะต้องพิจารณาอย่างรอบด้านและรอบคอบ ทำให้ผลการพิจารณาของคณะกรรมการฯ เป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายมากที่สุด ทั้งระบบเศรษฐกิจ นายจ้าง และลูกจ้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานบอร์ดค่าจ้างกล่าวว่า จะนัดคณะกรรมการฯ ประชุมพิจารณาอีกครั้งในช่วงปลายเดือนเม.ย.นี้ ส่วนจะสามารถประกาศขึ้นค่าแรงได้ก่อนวันแรงงานหรือไม่ เรื่องนี้ยังตอบไม่ได้ เพราะต้องผ่านการพิจารณาถึงความเหมาะสมจากคณะกรรมการฯ หากเหมาะสมก็คงจะประกาศได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เหตุที่เลื่อนการพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เราดูเรื่องข้อมูลเป็นหลัก ไม่เกี่ยวข้องกับความกังวลเรื่องใกล้ช่วงเลือกตั้ง และขอย้ำว่าไม่เคยยืนยันว่าการขึ้นค่าแรงจะมีผลในวันที่ 1 เม.ย.นี้ เพียงแต่เดือนเม.ย.จะเป็นการครบรอบปีจากการขึ้นค่าแรงเมื่อปีที่แล้ว และหากเลื่อนการขึ้นค่าแรงออกไป ก็จะไม่มีการให้เงินย้อนหลัง เราต้องเดินไปข้างหน้า และขอให้พี่น้องแรงงานมั่นใจว่าการเลื่อนครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการดับฝัน เพียงแต่ขอเวลาพิจารณาข้อมูลเหตุผลที่ 46 จังหวัดให้มาไม่ชัด ซึ่งหากตัดสินใจอะไรออกไปด้วยข้อมูลที่ไม่รอบด้าน ก็จะส่งผลต่อความศักดิ์สิทธิ์ของคณะกรรมการฯ ที่เป็นตัวแทนพี่น้องแรงงานทันที&amp;rdquo; ประธานบอร์ดค่าจ้างกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สำหรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2561 แบ่งเป็น 7 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 ค่าจ้าง 308 บาท มี 3 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส, ระดับที่ 2 ค่าจ้าง 310 บาท มี 22 จังหวัด คือ สิงห์บุรี นครศรีธรรมราช ตรัง แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี ศรีสะเกษ ตาก ชัยภูมิ อำนาจเจริญ แพร่ ราชบุรี ระนอง มหาสารคาม ชุมพร หนองบัวลำภู สตูล, ระดับที่ 3 ค่าจ้าง 315 บาท มี 21 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด ประจวบคีรีขันธ์ นครสวรรค์ สระแก้ว พัทลุง อุตรดิตถ์ อุดรธานี นครพนม บุรีรัมย์ สุรินทร์ เพชรบุรี พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ชัยนาท เลย ยโสธร พะเยา บึงกาฬ น่าน กาญจนบุรี อ่างทอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระดับที่ 4 ค่าจ้าง 318 บาท มี 7 จังหวัด คือ จันทบุรี สมุทรสงคราม สกลนคร มุกดาหาร นครนายก กาฬสินธุ์ ปราจีนบุรี ระดับที่ 5 ค่าจ้าง 320 บาท มี 14 จังหวัด คือ อุบลราชธานี สุพรรณบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา หนองคาย ลพบุรี ตราด ขอนแก่น สงขลา สุราษฎร์ธานี กระบี่ เชียงใหม่ นครราชสีมา พังงา ระดับที่ 6 ค่าจ้าง 325 บาท มี 7 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา และระดับที่ 7 ค่าจ้าง 330 บาท มี 3 จังหวัด คือ ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31286</URL_LINK>
                <HASHTAG>จรินทร์ จักกะพาก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190313/image_big_5c891f674eb21.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18076</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่งสอบแก๊งโกงคนพิการ โฆษกพม.โบ้ยไม่เคยรู้เรื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดีเอสไอ&amp;quot; เร่งตรวจขบวนการหักหัวคิว-อมเงินคนพิการ 1.5 พันล้าน คาดสัปดาห์หน้ารู้ผลรับสืบสวนคดีหรือไม่ ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการ เข้าพบ &amp;quot;บิ๊กอู๋&amp;quot; ชงข้อมูลให้ กก.ตรวจสอบข้อเท็จจริง ปลัดแรงงานลั่นหากพบเจ้าหน้าที่มีเอี่ยวพร้อมดำเนินคดีทั้งอาญาและวินัย โฆษก พม.โบ้ยไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) วันที่ 20 &amp;nbsp;กันยายน ร.ต.อ ปิยะ รักสกุล ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ ดีเอสไอ กล่าวถึงกรณีนายปรีดา ลิ้มนนทกุล ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการ พร้อมคนพิการที่ถูกละเมิดสิทธิ เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เพื่อขอให้รับสอบสวนขบวนการหักหัวคิวการจ้างงานคนพิการ มูลค่าความเสียหาย 1,500 ล้านบาทว่า หลังจากรับเรื่องแล้วดีเอสไอจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่ากรณีดังกล่าวเข้าลักษณะคดีที่สมควรรับสอบสวนเป็นคดีพิเศษตามที่กำหนดไว้ในบัญชีความผิดแนบท้ายหรือไม่ และมีลักษณะการกระทำความผิดสลับซับซ้อนเชื่อมโยงกันเป็นองค์กรอาชญากรรมหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในสัปดาห์หน้าจะสามารถสรุปข้อเท็จจริงเบื้องต้นเพื่อทำความเห็นไปยังอธิบดีดีเอสไอได้ว่ามีพฤติการณ์แห่งคดีที่สามารถรับไว้สืบสวนสอบสวนได้หรือไม่ หากคำร้องทุกข์ไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ก็จะต้องส่งเรื่องไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อ แต่ถ้าพบข้อเท็จจริงเข้าข่ายสมควรรับไว้เป็นคดีพิเศษ ก็จะเสนอให้อธิบดีดีเอสไอส่งเรื่องไปยังกองคดีเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงในระหว่างการสืบสวนสามารถให้ความคุ้มครองพยานได้ อย่างไรก็ตาม ในชั้นการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นตัวแทนเครือข่ายยังไม่ได้ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน เป็นเพียงยื่นเรื่องร้องทุกข์เท่านั้น&amp;quot; ร.ต.อ.ปิยะ กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายปรีดา ลิ้มนนทกุล พร้อมคณะ เดินทางมาเข้าพบ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อหารือถึงเรื่องดังกล่าว โดยนายปรีดากล่าวว่า วันนี้ได้มาให้ข้อมูลในเบื้องต้นกับกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กฎหมายการจ้างงานคนพิการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่ รมว.แรงงานแต่งตั้ง เพื่อจะนำไปประกอบการพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า กระทรวงแรงงานได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยมอบหมายให้ นายวิวัฒน์ ตังหงส์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน มีรองอธิบดีกรมการจัดหางาน และรองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นกรรมการ การหารือร่วมกับประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการในวันนี้ เพื่อรับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริงในเบื้องต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบระบบขั้นตอนการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทราบผลภายใน 15 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การที่กระทรวงแรงงานได้เชิญนายปรีดาเข้ามาให้ข้อมูลในวันนี้ ถือเป็นพยานบุคคลที่สำคัญ กระทรวงแรงงานจะแสวงหาข้อเท็จจริงถึงที่สุด พร้อมที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากพบเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางอาญาและเอาผิดวินัย โดยไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด ทั้งนี้ สามารถแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมมาได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทรศัพท์ 1506&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนางสุภัชชา สุทธิพล โฆษกกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชี้แจงว่า จากกรณีดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ประเด็น ดังนี้ 1.คนพิการที่ถูกจ้างงานจำนวน 25,000 คน แต่มีการทำงานจริงแค่ 20,000 คน ส่วน 5,000 คนและไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิได้รับสวัสดิการการจ้างงานเดือนละ 9,500 บาท จึงถูกสมาคมคนพิการและมูลนิธิช่วยเหลือคนพิการหักหัวคิวโดยจ่ายให้คนพิการเพียงเดือนละ 500-3,000 บาท ซึ่งข้อเท็จจริง ประจำปี 2561 มีการจ้างงานคนพิการตามมาตรา 33 จำนวน 36,833 คน ซึ่งกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ไม่เคยได้รับเรื่องร้องเรียนจากคนพิการที่เป็นลูกจ้างของสถานประกอบการแต่อย่างใด แต่หากพบว่าสถานประกอบการไม่ได้ให้คนพิการทำงานจริง พก.จะตรวจสอบข้อเท็จจริง และหากปรากฏข้อเท็จจริงว่าสถานประกอบการไม่ได้จ้างคนพิการจริง จะเรียกให้สถานประกอบการส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และหากยังไม่นำส่ง จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นที่ 2 การส่งเสริมอาชีพคนพิการตามมาตรา 35 เกิดการทุจริตในส่วนค่าจ้างวิทยากรและเงินในการจัดฝึกอบรม สร้างความเสียหายถึง 1,500 ล้านบาทต่อปี กรณีการปฏิบัติตามมาตรา 35 คือการส่งเสริมอาชีพอิสระให้กับคนพิการนั้น กฎหมายกำหนดให้สถานประกอบการยื่นขอดำเนินการกับกรมการจัดหางานเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งหากถูกต้อง กรมการจัดหางานจะเห็นชอบและจะแจ้งมาที่ พก. ซึ่ง พก.จะบันทึกเข้าระบบฐานข้อมูลการปฏิบัติตามกฎหมายไว้ และหากต่อมามีการร้องเรียนว่ามีการดำเนินการไม่ถูกต้อง พก.จะส่งเรื่องให้กรมการจัดหางานดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งหากไม่เป็นไปตามที่ได้รับความเห็นชอบ พก.จะแจ้งสถานประกอบการส่งเงินเข้ากองทุน และหากยังไม่นำส่งจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเด็นที่ 3 มีการเรียกร้องความเป็นธรรมและยื่นเรื่องที่ทำเนียบรัฐบาล แต่กลับถูกข่มขู่คุกคาม โดยเจรจาให้รับเงิน 20,000 บาท แลกกับการเซ็นยินยอมไม่ดำเนินคดี จึงเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปสนับสนุนหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ข้อเท็จจริง พก.ไม่เคยทราบเรื่องในกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18076</URL_LINK>
                <HASHTAG>จรินทร์ จักกะพาก, ปรีดา ลิ้มนนทกุล, พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง, พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว, สุภัชชา สุทธิพล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180920/image_big_5ba3a832d1118.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
