<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90311</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/01/2021 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/01/2021 13:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คดีคนขับรถคนสนิทรับจ้างคนไม่รู้จักกันวางยาพิษ&#039;จอมพลป.-เผ่า ศรียานนท์&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้อัยการศาลพิเศษเป็นโจทก์ &amp;nbsp;ร้อยโทณเณร ตาละลักษมณ์ &amp;nbsp;นายละมัย แจ่มสมบูรณ์ และนายมณี มติวัตร์ เป็นจำเลยที่ ๑ ๒ และ ๓ ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องตามสรุปของศาลมีว่า &amp;ldquo;ในระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ถึงวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๑ นายร้อยโทณเณร ตาละลักษมณ์ นายละมัย แจ่มสมบูรณ์ และนายมณี มติวัตร์ จำเลย มีหน้าที่ตระเตรียมการสะสมกำลังเพื่อใช้กำลังบังคับรัฐบาล และได้แสดงความปรากฏแก่คนทั้งหลายให้เกิดการดูหมิ่นเกลียดชังหรือกระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาลในตำบล และอำเภอต่างๆ ในจังหวัดพระนคร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ เวลากลางวัน นายร้อยโทณเณร นายละมัย และนายมณี ได้ใช้ให้พันจ่าตรีทองดี จันทนะโลหิต นำยาพิษใส่ในอาหารให้นายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม รับประทาน หลวงพิบูลสงคราม กับนางพิบูลสงคราม นายนาวาโท หลวงยุทธศาสตร์โกศล นายนาวาอากาศตรี ขุนรณนภากาศ นายพันโท หลวงเดชเสนา นายพันตรี หลวงประหารริปูราบ และนายร้อยเอกเผ่า ศรียานนท์ ซึ่งร่วมรับประทานอาหารอยู่ด้วยนั้น ได้รับประทานยาพิษนั้นเข้าไป มีอาการเจ็บป่วยเนื่องจากยาพิษซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ หากแต่แพทย์ได้ทำการแก้ไขไว้ทัน นายพลตรี พลวงพิบูลสงครามกับพวกที่รับประทานอาหารอยู่ด้วยนั้นจึงไม่ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดขึ้นที่บ้านพักกรมทหารบางซื่อ อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร&amp;nbsp;
.
ณเณร ตาละลักษมณ์ &amp;nbsp;เป็นบุตรชายคนเล็กสุดของพระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาบาลีและสันสกฤตระดับสุดยอดคนหนึ่งของเมืองไทย มีผลงานเรียบเรียงพจนานุกรมบาลี-ไทย ที่เรียกว่า พระบาฬีลิปิกรมขึ้นเป็นผลสำเร็จเป็นคนแรก &amp;nbsp;ทั้งยังเป็นผู้สนใจในทางอักษรศาสตร์ &amp;nbsp;ประวัติศาสตร์และโบราณคดี อย่างกว้างขวาง ผลงานชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งตั้งแต่ยังเป็นหลวงประเสริฐอักษรนิติ &amp;nbsp;คือท่านไปพบต้นฉบับพงศาวดารไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นมาก่อน แล้วนำมามอบให้แก่หอสมุดวชิรญาณ กลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทรงคุณค่าต่อประเทศชาติ ได้รับการตั้งชื่อว่า พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านผู้นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยผมเรียนอยู่มัธยม จำได้ว่าเคยอ่านหนังสือสารคดีประวัติศาสตร์การเมือง เขียนโดยไทยน้อย เล่าเรื่องของณเณรและได้ลงรูปถ่ายในเครื่องแบบทหารยศร้อยโทไว้ด้วย ผมพยายามตามหารูปนั้นมาลงให้ดูกันอยู่นานหลายปี กว่าจะเจอ ณเณรมีเค้าหน้าคล้ายท่านบิดาและพี่ชายต่างมารดาที่ชื่อ พลโท ปาระณี ตาละลักษมณ์มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในบรรดาผู้ต้องหาคดีกบฏพระยาทรงนี้ ณเณรเป็นผู้ที่มีสีสรรที่สุด แค่ชื่อก็ไม่มีใครเหมือนแล้ว แถมยังหน้าตาดีรูปร่างสมาร์ต อารมณ์แจ่มใสอยู่เป็นนิตย์ กล่าวกันว่าชายชาติทหารผู้นี้พูดจาติดตลกได้เสมอแม้ว่าจะกำลังเผชิญเรื่องร้ายแรงที่สุดในชีวิตอยู่ก็ตาม &amp;nbsp;
.
ก่อนหน้าในปี ๒๔๗๙ รัฐบาลได้ผ่านพระราชบัญญัติจัดซื้ออาวุธสงครามครั้งมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้ทุกกองทัพ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเตรียมตัวรับสถานการณ์อันอาจนำไปสู่มหาสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณเณรยังเป็นนายทหารประจำการอยู่ &amp;nbsp;แต่ได้เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์วิพากษ์วิจารณ์แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ถูกหอกปลายปืนจี้หลังให้ไปปรับทัศนคติกับหลวงพิบูล รองผู้บัญชาการทหารบก แต่ยุคนั้นไม่ได้ใช้วาจาพาทีแต่ใช้ท๊อปบู๊ตอธิบาย มีข่าวว่าณเณรโดนศาลเตี้ยยำใหญ่ ก่อนจะถูกนำไปกักขังไว้ในคุกกระทรวงกลาโหม ๒๕ วัน ในข้อหาว่าประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์กับการปกครองตามรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;
.
เมื่อถูกปล่อยตัวออกมาแล้วณเณรลาป่วย กองทัพบกจึงถือโอกาสสั่งปลดออกจากราชการไปเลย ณเณรจึงได้หันเข็มไปลงทุนทำหนังสือพิมพ์ ตั้งตนเองเป็นบรรณาธิการ ใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;ชุมชน&amp;rdquo; ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีอุดมคติ มุ่งมั่นจะให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยฉบับหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณเณรใช้หนังสือพิมพ์นี้เป็นฐานเสียงของตนลงสมัคร ส.ส. กรุงเทพเขต ๒ ในการเลือกตั้งปี ๒๔๘๑ ชนะคู่แข่งซึ่งเป็นคนของพระยาเทพหัสดินแบบไม่ต้องลุ้น ทำให้ทั้งสองไม่ถูกกันในสภา แล้วก็ต้องมาอยู่ในคุกทั้งคู่ด้วยข้อหาเดียวกัน แต่ในเวลาที่จะต้องจากตาย ขณะที่ถูกนำตัวออกจากรงขัง ผ่านห้องของท่านเจ้าคุณ ณเณรได้คุกเข่าลงกราบขอขมาลาโทษ และอโหสิกรรมซึ่งกันและกันไปโดยสิ้นมลทินคาใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ณ เณรได้คะแนนแบบถล่มทลาย จึงเดินยืดอกเข้าสภาในฐานะฝ่ายค้านฝีปากกล้า ไม่เกรงที่จะชนกับฝ่ายรัฐบาลในทุกเรื่องที่ตนไม่เห็นด้วย คราวหนึ่ง ฝ่ายค้านออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลงุบงิบกับคนที่คณะราษฎร์ส่งตัวเข้าไปเป็นราชเลขาฯ เอาที่ดินของพระคลังข้างที่ผืนงามๆในกรุงเทพหลายแปลง อ้างว่าพระราชทานให้มาจัดสรรขายให้แก่สมัครพรรคพวกในราคาถูกแสนถูก แถมยังให้ผ่อนส่งอีกต่างหาก แต่ตัวนายก ซึ่งตอนนั้นคือพระยาพหลกลับไม่ทราบเรื่องเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ณ เณรได้โจมตีพระยาพหลอย่างรุนแรงในสภาโดยกล่าวว่าท่านโง่ เท่านั้นยังไม่พอ ยังจูงควายเอาไปผูกไว้หน้าวังปารุสก์ อันเป็นที่พำนักของนายกรัฐมนตรีอีกต่างหาก &amp;nbsp;สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับท่านเจ้าคุณเป็นอย่างยิ่ง และยังจุดความแค้นให้แก่หลวงพิบูลมากเพราะว่าที่นายกคนต่อไปต้องรีบคายแปลงที่จองเอาไว้ ก่อนที่จะถูกลากไปมัวหมองด้วย แต่หลายคนที่ซื้อสดโอนโฉนดกันไปแล้วก็เลยตามเลย บ้านใหญ่ๆบนถนนราชวิถีฝั่งตรงข้ามกับพระราชวังสวนจิตรลดานั้น บางหลังยังติดป้ายชื่อเจ้าของอวดนามสกุลที่สืบจากอดีตผู้ก่อการคณะราษฎรอยู่อย่างภาคภูมิใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้แม้รัฐบาลจะได้รับคะแนนความไว้วางใจผ่านแต่ก็สร้างแผลในใจพระยาพหล จนต้องประกาศลาออกเพราะอับอาย เมื่อเก้าอี้จะว่างลง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท ๑ ที่มาจากการเลือกตั้งจึงได้จัดให้มีการประชุมลับเพื่อหยั่งเสียงว่าจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีแทน วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ชุมชนของณเณร ได้ตีภาพพระยาทรงกับหลวงพิบูลขึ้นหน้าหนึ่งคู่กันโดยบรรยายภาพว่า สภาลงคะแนนลับให้พระยาทรง ๓๗ คะแนน หลวงพิบูล ๕ แต้ม &amp;nbsp;จึงไม่ต้องสงสัยว่าหลวงพิบูลจะโกรธแค้นณเณรแค่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผลการหยั่งเสียงออกมาเช่นนั้น วิปรัฐบาลก็ต้องรีบออกแรงกำชับสมาชิกในมุ้งไม่ให้แตกแถว เมื่อการประชุมผู้แทนราษฎรทั้งสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีได้มีขึ้นถัดมา ผลการออกเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท ๒ ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้แต่งตั้ง รวมกับเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท ๑ แล้ว ปรากฏว่าหลวงพิบูลสงครามผู้ได้รับคะแนนเห็นใจว่าถูกลอบสังหารแต่รอดตายอย่างหวุดหวิดมาแล้วถึง ๓ ครั้ง จึงได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปด้วยเสียงสนับสนุนท่วมท้น ไม่นานเกินรอก็ถึงคิวฆ่าณเณร ตาละลักษมณ์
.&amp;nbsp;
สันติบาลจัดเตรียมไว้แล้วในเรื่องหลวงพิบูลโดนยาพิษว่า จะยกให้ณเณรเป็นผู้รับบทดาวร้ายในฐานะจำเลยที่ ๑ จึงไปค้นบ้านณเณรขณะที่เจ้าของไปต่างจังหวัด เพื่อหาอะไรสักอย่างหนึ่งที่จะเป็นยาพิษให้ได้ แล้วยึดเอาน้ำยาสีเทาสำหรับเช็ดหมึกไป ๑ กระป๋อง ผงสีขาวสำหรับทาลูกกลิ้งพิมพ์ดีด ๑ ห่อ หมึกแดง ๓ ขวด ยาทากระดาษไข ๑ ขวด ทั้งหมดนี้เป็นของที่ต้องใช้ในการพิมพ์ใบปลิวหาเสียง แต่ถูกเก็บไปตรวจสอบหมด แล้วก็สั่งฟ้องร้อยโทณเณร ตาละลักษมณ์ เจ้าของบ้าน &amp;nbsp;ส่วนนายละมัย แจ่มสมบูรณ์ และนายมณี มติวัตร์ ผู้ติดร่างแหเป็นจำเลยที่ ๒ และ ๓ นั้น เป็นทีมงานหาเสียงของณเณรสมัยเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการนำผู้เชี่ยวชาญมาเป็นพยานเบิกความในศาล ว่าผลการตรวจสอบพบว่าผงสีขาวเป็นสารหนู อย่างอื่นไม่พบสารพิษอะไร &amp;nbsp;ณ เณรซึ่งยอมรับแต่ต้นว่าห่อกระดาษที่เห็นน่ะใช่ของตน ถูกตำรวจนำไปจากบ้านจริง แต่ยืนยันหัวเด็ดตีนขาดว่าสารสีขาวที่อัยการนำมาเป็นวัตถุพยานนั้นไม่ใช่ &amp;nbsp;ตำรวจได้เปลี่ยนของกลาง ทว่าเรื่องนี้ ในคำพิพากษาศาลกล่าวว่าตำรวจจะทำเช่นนั้นไปทำไม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันหนึ่งที่เรือนจำลหุโทษ ขณะที่ผู้คุมนำนักโทษการเมืองมาออกกำลังกายตอนเช้า &amp;nbsp;ปรากฎคนสองสามคนมาแอบดูอยู่ข้างหน้าต่างบ้านพัศดี หนึ่งในนั้นเป็น หญิงสาวที่ทำท่าเล่นหูเล่นตากับ ณ เณร จนกระทั่งเพื่อนนักโทษด้วยกันสังเกตุเห็นแล้วอดล้อพ่อณ เณรรูปหล่อไม่ได้ วันหนึ่งขึ้นศาลถึงกับตกตะลึงหงายหลัง แม่สาวนางนั้นให้การว่าชื่อนางเสงี่ยม ปลุกใจเสือ มาให้การเป็นพยานโจทก์ว่าตนเป็นผู้ช่วยทำครัวบ้านหลวงพิบูล อยู่มาได้ ๓ เดือนแล้วจึงเกิดเรื่อง แล้วชี้ตัว ณ เณรว่าเป็นคนมอบยาพิษแก่พันจ่าตรีทองดี จันทนะโลหิตแฟนของตน ซึ่งเอามามอบให้ตนอีกทีหนึ่ง บอกว่าเป็นยาเสน่ห์สำหรับใส่ในอาหารของหลวงพิบูล ถ้าเสพย์เข้าไปแล้วจะได้เกิดความเมตตามหานิยม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พันจ่าตรีทองดี จันทนะโลหิต ทหารคนขับรถประจำตัวของหลวงพิบูล ผู้นำปืนของหลวงพิบูลไปวางไว้บนเบาะรถ ให้นายลีเอาไปยิงนายบนบ้าน มาอีกแล้วครับ ครั้งนี้จ่าคนดีมาเบิกความในฐานะพยานโจทก์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้เรื่องนี้ดูมีน้ำหนักและผู้อ่านงงในความสลับซับซ้อน สันติบาลจึงเขียนบทให้นำชื่อหลวงราญรณกาจมาใส่ปากจ่าอีกครั้งหนึ่งว่า ขณะหลวงราญเป็นผู้จัดการโรงหนัง เคยให้จ่าดูหนังฟรีหลายครั้ง ในคำให้การบางครั้งจ่าก็ระบุว่าโรงหนังเฉลิมเมืองบ้าง โรงหนังเฉลิมนครบ้าง เสมียนศาลก็อุตส่าห์จดตามที่ได้ยินจากปากของจ่า จนปรากฏในหนังสือคำพิพากษาศาลพิเศษทั้งอย่างนั้นโดยมิได้ตรวจบรู๊ฟแก้ไข ทำให้ชวนสงสัยว่า ตกลงแล้วหมอนี่เป็นแฟนประจำโรงหนังนี้จริงหรือเปล่า เพราะชื่อก็ยังจำผิดจำถูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และก็ไม่ได้แค่ให้ดูหนังฟรีอย่างเดียวนะครับ จ่าให้การว่าวันหนึ่งหลวงราญชวนตนไปกินข้าวที่บางลำพูเพื่อแนะนำให้รู้จักณเณร แล้วนั่งร่วมอยู่ในวงสนทนาที่นินทาหลวงพิบูลกัน ได้ยินณเณรตำหนินายของตนอย่างนั้นอย่างนี้ คราวที่ณเณรถูกจับไปขังที่กระทรวงกลาโหม จ่าทองดีบอกว่าหลวงราญเคยให้จ่านำจดหมายไปมอบให้ณเณรถึงสี่ห้าครั้ง ทั้งสองจึงสนิทสนมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นราวต้นปี ๒๔๘๑ พันจ่าตรีทองดีกล่าวว่า ณเณรได้นัดตนไปกินเบียร แล้วคุยกันเรื่องพระยาทรงสุรเดชกับแผนการลับต่างๆ &amp;nbsp;ศาลก็มิได้สงสัยสักนิดว่า นายทหารที่กำลังคิดทำการใหญ่ระดับนั้น ไฉนจะเที่ยวพูดพล่อยๆกับทหารชั้นประทวน ผู้เป็นคนขับรถคนสนิทของบุคคลที่ต้องการขจัด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พันจ่าตรีทองดียังระบุความอันสำคัญอีกว่า ในวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๔๘๑ ณ เณรได้นัดตนไปกินเบียรอีกที่ร้านอาหารเชิงสะพานผ่านฟ้า แล้วบอกว่าพระยาทรงจะจ้างคนให้ยิงหลวงพิบูล ให้จ่าคอยดูก็แล้วกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้นวันที่ ๙ ก็เกิดเหตุการณ์นายลี บุญตายิงหลวงพิบูลจริงๆ พันจ่าตรีทองดีอยู่ ณ ที่นั้นยังได้ร่วมจับนายลีกับเขาด้วยด้วย แต่จ่าไม่ยักให้การให้ปรากฏในสำนวนนี้ว่า ปืนที่นายลีเอาขึ้นไปยิงหลวงพิบูลนั้น ไม่ใช่ปืนของนายลี หรือมีฝ่ายตรงข้ามไปมอบให้นายลี แต่เป็นปืนของหลวงพิบูลเองที่จ่าบรรจงวางไว้บนเบาะรถ ถ้าปราศจากปืนกระบอกนี้ นายลีจะเอาปืนที่ไหนไปยิงนาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พันจ่าตรีทองดีให้การท่อนที่คอขาดบาดตายว่า ได้ไปพบณเณรอีกครั้งที่ร้านอาหาร ตรงข้ามห้าง ต.เง็กชวน ตลาดยอด ตามที่มีจดหมายมานัดล่วงหน้า ให้ไปเจอกันในวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๔๘๑ เวลา ๑๘ น. เพียงเดือนเดียวหลังจากหลวงพิบูลถูกนายลียิง ซึ่งครั้งนี้ ณเณรได้มอบเงิน ๑๕ บาทพร้อมห่อกระดาษ ข้างในมีผงขาวให้ตน บอกว่าให้ไปโรยใส่อาหารให้หลวงพิบูลกิน ตนจึงนำไปฝากนางเสงี่ยมผู้เป็นแฟนกันให้รับงานต่อ แต่นางเสงี่ยมชักช้าอยู่ ตนเองจึงแบ่งผงขาวมาครึ่งหนึ่ง และหาโอกาสโรยใส่อาหารให้นายกินเสียเอง แต่เพราะยาคงน้อยไปหน่อย จึงไม่มีใครเป็นอะไรสาหัสสากรรจ์ ครั้นเกิดเรื่องขึ้นมาแล้ว ตำรวจจับตน พร้อมนายปุ่นคนในบ้านอีกคนหนึ่งไปเป็นผู้ต้องหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีเด็ดทั้งหมดอยู่ตรงนี้ครับ พันจ่าตรีทองดีกล่าวในศาลว่า สัปดาห์หนึ่งต่อมาหลวงอดุลจึงเรียกตนออกจากตะรางไปซักถาม ตนจึงได้ซัดทอดนางเสงี่ยม แต่นางเสงียมปฏิเสธ อีกราวสี่ห้าวัน ขุนศรีศรากรได้เรียกจ่าไปสอบสวน คราวนี้จ่าจึงยอมสารภาพความจริงตามที่ให้การมานี้ ขุนศรีศรากรจึงกันตัวพันจ่าตรีทองดี กับนางเสงี่ยมไว้ให้เป็นพยาน&amp;nbsp;
ผมวนเวียนอ่านสำนวนของศาลหลายเที่ยว ไม่พบเลยว่าตามท้องเรื่องนี้ นางเสงี่ยมจะได้ไปพบปะเห็นหน้าค่าตาณเณรที่ไหนเมื่อไหร่ จึงจำเป็นที่นางจะต้องไปชี้ตัวณเณรในศาลด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และก็เพราะนางเสงี่ยมไม่รู้จัก ณเณรนี้เอง สันติบาลจึงต้องจัดให้นางไปแอบดู ณเณรในคุกเสียก่อน จึงจะได้ชี้ไม่ผิดคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งพันจ่าตรีทองดีและนางเสงี่ยมพยานสองคนนี้ ณเณรปฏิเสธว่าเคยไม่รู้จักกันเลย แต่ศาลไม่จดให้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อตอนไปค้นบ้านณเณรนั้น สันติบาลพบจดหมายของนายประดิษฐ์ วรสูตรเขียนไปถึงณเณร จึงเอาตัวไปสอบสวน ไปๆมาๆนายประดิษฐ์ได้กลายเป็นพยานโจทก์ปากเอก ขึ้นให้การว่าตนเป็นหัวคะแนนช่วยณเณรหาเสียง ระหว่างนั้นเคยได้ยินณเณรด่ารัฐบาลว่ามีเล่ห์เหลี่ยม เอาเด็กๆไม่เดียงสามาตั้งเป็นพระเจ้าแผ่นดินบังหน้า แล้วใช้อำนาจปกครองอย่างเผด็จการ จึงได้มีผู้หลักผู้ใหญ่เช่นพระยาทรงสุรเดช พระยาเทพหัสดินทร์คิดจะเปลี่ยนแปลง โดยให้พรรคพวกลงสมัครรับเลือกตั้งให้ได้มากๆ เข้าสภาไปแล้วจะได้ช่วยกันโต้แย้ง ไม่ให้รัฐบาลชุดนี้ทำงานได้สะดวก เมื่อเกิดปั่นป่วนแล้ว จะใช้พวกที่อยู่ภายนอกจับคนสำคัญๆฆ่าเสีย แล้วจะตั้งรัฐบาลใหม่ให้พระยาทรงเป็นนายก เชิญพระปกเกล้าขึ้นเป็นกษัตริย์ บลา บลา บลา บลา ๓ หน้ากระดาษด้วยข้อความที่คอขาดบาดตายทั้งนั้น
.&amp;nbsp;
เฉพาะข้อกล่าวหานี้ อัยการได้เบิกพยานร่วมสิบปาก มาเบิกความเท็จถึงการกระทำของหลวงราญรณกาจกับ ณเณร ว่าระหว่างการหาเสียงสมัครผู้แทน ได้ชวนพยานคนโน้นคนนี้ไปกินข้าวที่โน่นที่นี เวลานั้นเวลานี้ แล้วด่ารัฐบาลด้วยถ้อยความเช่นเดียวกับที่นายประดิษฐ์ได้เบิกความไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณเณรยืนยันว่าจดหมายของนายประดิษฐ์เป็นเพียงแต่ต้องการขอยืมเงิน ๕๐ บาท ซึ่งตนไม่ได้ให้ ต่อเรื่องนี้ ศาลมีความเห็นว่า นายประดิษฐ์ผู้เขียนจดหมาย ยืนยันว่าเป็นเรื่องเกี่ยวข้องในการร่วมมือจะล้มล้างรัฐบาลจริง ดังนั้นเพื่อความชัดเจน ผมจึงขอนำความในเอกสาร จ.๔ มาลงให้อ่านกันชัดๆ ผมไม่ทราบว่าศาลอ่านภาษาไทยไม่แตกหรือไม่ยอมอ่านให้เสียเวลา ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เขียนที่บ้านบางโคล่ วันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๘๑ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณเณร ที่นับถือ ผมต้องขอความกรุณาอย่างที่สุดที่ได้มีจดหมายไปรบกวนคุณเณรครั้งนี้ หวังว่าคงให้อภัย &amp;nbsp;เพราะความจำเป็นบังคับอย่างที่สุด ผมต้องขอรบกวนและขอความช่วยเหลือครั้งนี้คือขอให้คุณเณรช่วยหาเงินให้ผมสัก ๕๐ บาท นึกว่าช่วยให้ผมพ้นจากห้วงทุกข์ หรือการถูกเนรเทศออกจากบ้าน ผมจะไม่ลืมพระเดชพระคุณเลย จะจดจำไว้จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ผมเวลานี้พูดไม่อายจะเปรียบก็ประดุจ (สุนัขไม่มีเจ้าของ) จะหันหน้าไปพึ่งใครญาติพี่น้องเขาก็ไม่เล่นกับผม ตลอดจนเพื่อนฝูงก็ไม่มีใครให้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมคิดๆ แล้วเสียใจเหลือเกิน ยามเรามีผู้คนนับหน้าถือตา เพื่อฝูงเยอะแยะ ยามพ่อแม่ตัดเช่นนี้ เพื่อนฝูงจะหาที่จริงสักคนก็ไม่มี จึงทำให้ผมกลุ้มใจมาก ผมจึงหวังความกรุณาอย่างใหญ่หลวงจากคุณเณรคนเดียวเป็นที่พึ่งที่สุดของผมแล้วในโลกนี้ คงช่วยปลดความทุกข์ให้แก่ผมได้อย่างแน่ๆ หวังว่าคบผมไว้ดูเล่นสักคนเถิดครับ เพื่อคุณแล้วผมยอมทุกสิ่งทุกอย่าง หวังว่าคุณคงสงสารและเห็นใจผมๆ ผมไม่มีจริงๆ และได้พยายามวิ่งเต้นมาหลายวันแล้ว ก็หมดหวัง&amp;nbsp;
ทีแรกตั้งใจจะไปหาคุณที่บ้านแต่โชคเข้าข้างผมเลย บังเอิญเท้าขวาของผมถูกขวานแผลสาหัส จึงทำให้ขาของผมพิการไปข้างหนึ่ง จึงทำให้ผมจนใจไม่สามารถจะไปไหนได้ ได้แน่นอนอยู่เรื่อยๆ ขอให้คุณคิดดูให้มากสักหน่อยนะครับ โรคทางใจยังไม่หาย ก็มาเกิดโรคสาหัสขึ้นอีก ถ้าไมไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคุณแล้ว ถ้าเรื่องสำคัญรู้ถึงบิดาผมเข้าและผมเท้ากำลังเจ็บอยู่ เช่นนี้แล้วถูกเนรเทศ ผมจะต้องพิการแน่ๆ และไม่มีอิสสระในตัวเยี่ยงคนทั้งหลาย ทางบ้านผมเขามีแต่พูดว่า (ลูกคนเดียวตัดเสียก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร ตามเรื่องของมันๆ &amp;nbsp;โตแล้ว มันช่วยใครก็ให้เขาช่วยกันบ้างซี ที่แท้ก็เหลวทั้งนั้นให้ไปเสียให้พ้นหูพ้นตาก็ไป อยู่กับใครได้ก็ตามใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจึงหวังอยู่ที่คุณคนเดียวเท่านั้น ว่าคุณคงไม่ลืมผม (น้องชายผู้ที่ยากจนของคุณ) ส่วนผมนั้นลืมคุณไม่ได้แน่ๆ มิตรภาพของผมนับถือคุณประดุ๗พี่ชายร่วมสายโลหิตก็ว่าได้ นึกว่าช่วยให้ชีวิตของผมเป็นอิสสระสักทีนะครั้ง ในชีวิตของผมยังไม่เคยมีทุกข์เหมือนคราวนี้เลย และประกอบกับมาเจ็บโดยกะทันหันเช่นนี้ และไม่เห็นหน้าเพื่อนฝูงเลย เพราะผมเป็นคนรักใครแล้วรักมาก จึงเป็นภัยอันร้ายแรงแก่ผมเช่นนี้ และหวังความสำเร็จจงมีแก่ผมบ้างนะครั้ง ยามยากเช่นนี้ผมไม่เห็นใครเลย นอกจากคุณคนเดียวที่จะช่วยปลดความทุกข์ให้แก่ผม และทำให้ชีวิตของผมรุ่งเรืองต่อไปภายหน้า กรุณาเร็วๆ หน่อยนะครับ เพราะเวลานี้ผมเจ็บมาก กลัวเรื่องจะรู้ถึงบิดาผมเข้าละก็เป็นฉิบหายแน่ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะกรุณามาบ้านผมด้วยตนเองละก็จะเป็นพระคุณแก่ผมอย่างยิ่งและแสดงให้เห็นถึงน้ำใจอันดีงามของคุณว่ายังไม่ลืมคนจนๆ เช่นผมและจะเป็นหนทางอันดีของคุณต่อไปภายหน้าด้วย ขอให้คุณคิดเสียว่าที่พึ่งของผมคือคุณคนเดียว และยอมเสียสละเงินเพียง ๕๐ บาท เพื่อช่วยชีวิตมนุษย์ไว้คนหนึ่งก็แล้วกัน ถ้าคุณมาไม่ได้ ขอให้คุณทิ้งจดหมายมาหรือจะให้คนที่ไว้ใจคนหนึ่งคนใดมาให้ผมก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนทางที่ดีที่สุดและสะดวก คุณเณรครับ ผมขอความกรุณาอีกหนเถิด ถือว่าขอให้คุณโปรดสละเวลามาด้วยตนเองจะดีกว่า เพราะสมัยนี้ไว้ใจกันไม่ค่อยได้ และผมเจ็บมาก &amp;nbsp;อยากเห็นหน้าคุณเหลือเกิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การครั้งนี้หวังว่าคุณเณรคงไม่ลืมความทุกข์ของผม เงิน ๕๐ บาทเท่านั้นสำหรับคุณคงหาได้ไม่ยาก หวังว่าคงกรุณาแก่ผมมาเยี่ยมผมพร้อมกับนำความสำเร็จมาให้ผมด้วย ถ้าผมไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคุณอีกคนเดียวเท่านั้น ชีวิตของผมยอมสละแล้วเพื่อเพื่อน (เมื่อคุณทราบ จ.ม. แล้วโปรดเร็วหน่อยผมจะนอนสวดมนต์ภาวนนาขอให้คุณนำความสำเร็จมาหาผมภายใน ๒-๓ วันนี้)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ที่ยากจน ประดิษฐ์ วรศุตร์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจอไหมครับ มีประโยคไหนที่กล่าวถึงเรื่องการเมืองดังที่ศาลมั่วนิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณเณรยอมรับว่ารู้จักพยานบางคน แต่ปฏิเสธไม่รู้จักอีกนับสิบที่โจทก์นำมาให้การปรักปรำตน ร้านโน้นร้านนี้ที่พยานให้การว่าได้พบและพูดจากับตนนั้น ณเณรกล่าวว่ารู้จักทุกร้าน เคยไปทุกแห่งนั่นแหละ แต่จำไม่ได้ว่าไปกับใครเมื่อไหร่บ้าง ทว่าการซักค้านที่ไม่มีทนายให้ความช่วยเหลือนั้น บางครั้งที่ณเณรกระทำผิดวิธีในการถามไปบ้าง ศาลก็คอยแต่จะดุ จนกระทั่งลืมประเด็นคำถามที่เตรียมไว้ &amp;nbsp;ณเณรจะยกมือไหว้ประลกๆทุกครั้งที่ถูกศาลซัก หรือเมื่ออัยการถาม&amp;nbsp;
การกระทำแบบทีเล่นทีจริงนี้ ครั้งหนึ่งเขากล่าวในศาลว่า ตนเองเปรียบเหมือนคนไม่เป็นมวย แต่ต้องถูกบังคับให้มาชกกับแจ๊ก เดมเซย์ ถ้าเป็นสมัยนี้ต้องบอกว่าให้ขึ้นไปแลกเตะกับบัวขาวบนเวทีมวย คำพูดติดตลกของณเณรแทนที่จะได้รับความเมตตา กลับได้รับเสียงหัวเราะจากคนทั้งห้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนจำเลยอีกสองคน นายมณี มติวัตร์ หัวคะแนนของณเณร อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความปฏิเสธคล้ายกัน ส่วนนายละมัย แจ่มสมบูรณ์นั้น สับสนจนพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะแก้ตัวว่าอย่างไร จึงนิ่งเป็นใบ้ไม่ได้เบิกความอะไรเลย จำเลยทุกคนไม่คิดเลยว่า เรื่องที่ไปร่วมโต๊ะอาหารเพื่อคุยกัน แล้วตำหนิติเตียนรัฐบาลบ้างในระหว่างการหาเสียงนั้น หากจะเอาผิดถึงกับจะต้องติดคุกติดตะรางแล้วละก็ คุกคงไม่พอที่จะขังผู้ที่นึกว่าประเทศของตนเป็นประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สุดของคดีนี้ ศาลพิพากษาให้ประหารชีวิต ร้อยโทณเณร ตาละลักษมณ์ จำเลยที่๑ ในความผิดฐานะผู้จ้างวานให้
คนขับรถของหลวงพิบูล ไปวางยาพิษฆ่าหลวงพิบูล ผู้เป็นบุคคลสำคัญของบ้านเมืองด้วยเงินเพียง ๑๕ บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายละมัย แจ่มสมบูรณ์ จำเลยที่ ๒ และนายมณี มติวัตร์ จำเลยที่ ๓ มีความผิดในฐานร่วมมือกันจะล้มล้างรัฐบาล ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพันจ่าตรีทองดี จันทนะโลหิต ผู้ที่ยอมรับกับตำรวจว่าเป็นผู้ร่วมมือตั้งแต่ต้น รับเงินค่าจ้างเขามาแล้ว และลงมือกระทำการวางยาพิษหวังฆ่านายด้วยมือของตนเอง จนต้องไปล้างท้องที่โรงพยาบาลกันทั้งบ้านนั้น ขึ้นศาลในฐานะพยานครับ พยานไม่ต้องรับโทษอะไรเลยนอกจากได้รับรางวัลจากผู้ว่าจ้างอย่างเดียว.
----------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90311</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีวางยาพิษ, จอมพลป., ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน, เผ่า ศรียานนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210119/image_big_60067a11d5aef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77628</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2020 15:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2020 15:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตบิ๊กข่าวกรอง ขำกลิ้ง &#039;เชิดชูแปลก&#039; ลืมไปว่า &#039;จอมพล​ ป.&#039; โค่น &#039;ปรีดี&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.63 -&amp;nbsp;นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ถึงกรณีแกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศษสตร์และการชุมนุม &amp;nbsp;เชิดชู จอมพล แปลก พิบูลสงคราม หรือ ป. พิบูลสงคราม ว่า &amp;quot;ยกย่องแปลก ลืมไปหรือเปล่า จอมพล​ ป.เป็นคนโค่นล้มปรีดี ออกจากอำนาจ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	นักประวัติศาสตร์ชื่อดังเฉลยทำไม&amp;#39;เพนกวิน&amp;#39;ยกย่อง&amp;#39;จอมพลป.&amp;#39;ผู้ล้มล้างราชบัลลังก์!
	&amp;#39;แก้วสรร&amp;#39; ออกบทความ &amp;#39;19 กันยา...อย่าควักปืนยิงแมงสาบ!&amp;#39;
	&amp;#39;ส.ว.สมชาย&amp;#39; เปิดข้อมูลหน่วยข่าวกรอง 10 เครือข่ายขนคนร่วมม็อบ 19 กันยา
	

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77628</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ข่าวกรอง, จอมพลป., นันทิวัฒน์ สามารถ, ปรีดี, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f35e35ad8c49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77477</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2020 07:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2020 07:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักประวัติศาสตร์ชื่อดังเฉลยทำไม&#039;เพนกวิน&#039;ยกย่อง&#039;จอมพลป.&#039;ผู้ล้มล้างราชบัลลังก์! </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
15 ก.ย.63- &amp;nbsp;นายอัษฎางค์ ยมนาค นักประวัติศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า ต่อต้านเผด็จการ ด้วยการยกย่องเผด็จตัวพ่อ!
[ฉบับย่อ]
............................................................................
นายร้อยโทแปลกได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก โดยสอบไล่ได้เป็นลำดับที่ 1 ของรุ่น จึงทำให้ได้รับทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส ประมาณ 3 กว่าปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้นปี พ.ศ. 2469 ร่วมเป็นสมาชิกคณะราษฎรยุคก่อตั้ง ซึ่งมีทั้งหมด 7 คน โดยมีการประชุมครั้งแรกของคณะราษฎรที่ยาวนานติดต่อกัน 4 คืน 5 วัน ที่ประเทศฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยร้อยโทแปลก ได้เสนอว่าหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว
**ให้สำเร็จโทษพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................
ภายหลังจากที่กองทัพไทยมีชัยชนะต่ออินโดจีนฝรั่งเศส ได้เลื่อนยศจากพลตรี เป็นจอมพล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มีการบอกเล่ากันว่า พลตรี หลวงพิบูลสงครามขอพระราชทานยศจอมพลให้กับตนเองเพราะ
**ต้องการมีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จอมพล ป. ได้ทำการตกลงช่วยเหลือญี่ปุ่นด้านการรบ เพราะหวังว่าจะได้ดินแดนเพิ่มเติมเข้ามาครอบครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังสงครามโลกสงบ ญี่ปุ่นแพ้สงคราม ทำให้จอมพล ป ถูกไต่สวนในฐานะอาชญากรสงคราม ตามพระราชบัญญัติอาชญากรรมสงคราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................
นับแต่จอมพล ป. ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2481 ได้มีนโยบายในการสร้างชาติ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นลัทธิชาตินิยม โดยมีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก &amp;quot;สยาม&amp;quot; เป็น &amp;quot;ไทย&amp;quot; ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ. 2485 จัดตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติขึ้นเมื่อ เพื่อจัดระเบียบการดำเนินชีวิตของคนไทย ประกาศให้ข้าราชการและประชาชนยกเลิกวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมหลายอย่าง เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้เลิกนุ่งผ้าม่วง เลิกสวมเสื้อราชปะแตน และให้นุ่งกางเกงขายาวแทน สั่งห้ามประชาชนกินหมากโดยเด็ดขาด ให้ผู้หญิงเลิกนุ่งโจงกระเบน เปลี่ยนมานุ่งผ้าถุงแทน ให้สวมรองเท้า สวมหมวก หากผู้หญิงคนใดไม่ใส่หมวกจะถูกตำรวจจับและปรับ และไม่ส่งเสริมศิลปะและดนตรีไทยเดิมแต่ส่งเสริมดนตรีสากล ยกเลิกบรรดาศักด์ และยศข้าราชการพลเรือนฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และมีการตัดตัวอักษรที่ออกเสียงซ้ำกันจึงมีการเปลี่ยนแปลงการสะกดคำมากมาย เช่น กระทรวงศึกษาธิการ เขียนเป็น กระซวงสึกสาธิการ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วพอจะนึกออกมั้ยว่ามันคุ้นๆ ว่าเหมือนกับผู้ที่ฝันว่าจะได้เป็น ว่าที่ประธานาธิบดีคนแรกของไทย ที่ประกาศให้ปฏิวัติวัฒนธรรมไทย เช่น ให้เลิกยิ้ม ให้เลิกไหว้ ให้เลิกเรียกพ่อแม่พี่น้อง ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา เพื่อความเสมอภาค !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ต้องแปลกใจว่า จอมพล ป. ผู้ซึ่งถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้นำเผด็จการคนสำคัญของไทย และเป็นผู้ปฏิวัติวัฒนธรรมประเพณีของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะถูกแกนนำติ่งส้ม ที่เกิดมาเป็นคน แต่มีรูปร่างเหมือนหมู มีชื่อเป็นสัตว์มีปีกที่บินไม่ได้ ยกย่องให้จอมพล ป (ผู้นำเผด็จการ)เป็นต้นแบบ ทั้งๆ ที่อ้างตัวว่าเรียกร้องประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีคำถามว่าทำไมแพนกวินและติ่งส้มยกย่อง จอมพล ป. เป็นต้นแบบประชาธิปไตย ในขณะที่ต่อต้านจอมพลสฤษดิ์ว่าเป็นเผด็จการ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบคือ พวกชาวติ่งส้ม ยกย่องคณะราษฏร์ ว่าเป็นผู้สร้างประชาธิปไตยในเมืองไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ความจริงคณะราษฏร์ที่อ้างว่าปฏิวัติยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์มาให้ประชาชน แต่เมื่อได้อำนาจมาแล้ว อำนาจนั้นไม่ได้ถึงมือประชาชน แต่อยู่กลับคณะราษฏร์ และมีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันเองด้วยการก่อรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในที่สุด จอมพลสฤษดิ์ คือผู้ที่มาโค้นล้มอำนาจแบบถอนรากถอนโคนจากคณะราษฏร์ได้ในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะฉะนั้นจอมพลสฤษดิ์ จึงถือว่าศัตรูของคณะราษฏร์ และก็ถือเป็นศัตรูของติ่งส้มไปโดยปริยาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่นี่เข้าใจแล้วใช่มั้ยว่า ทำไม เพนกวินและติ่งส้มทั้งหลาย ยก 3 นิ้วใส่จอมพลสฤษดิ์ แล้วยก 2 นิ้วให้จอมพล ป และยก 1 นิ้วกลางให้พลเอกประยุทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะจอมพลสฤษดิ์ และพลเอกประยุทธ์ คือขุนศึกคู่กู้บัลลังก์ ในขณะที่จอมพล ป คือขุนพลผู้ล้มล้างราชบัลลังก์ โดยที่เคยเสนอว่าเมื่อปฏิวัติสำเร็จแล้วให้ฆ่าล้างราชวงศ์ ในการประชุมครั้งแรกของคณะราษฏร์ที่ฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทัพสีส้มแดง ซึ่งเป็นกองทัพล้มบัลลังก์ ย่อมยกย่องขุนพลล้มบัลลังก์ด้วยประการฉะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................
หมายเหตุ
ถึงแม้จอมพล ป จะเป็นผู้นำเผด็จการ และเคยล้มล้างการปกครอง แต่ถ้าผมพบรูปปั้น อนุสาวรีย์หรือภาพถ่ายของจอมพล ป ผมก็ยังคงแสดงความเคารพด้วยความจริงใจ เพราะอย่างน้อยท่านก็ยังประกอบคุณงามความดีที่เป็นคุโณปการให้กับบ้านเมืองมากมายเช่นกัน ผมจะไม่กระทำการลบหลู่ดูหมิ่นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติไทยล้วนเป็นบรรพบุรุษของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................
อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่:
https://www.facebook.com/1234993066616474/posts/3414407205341705/?extid=ks6dNWGfRhSjQLtg&amp;amp;d=n&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77477</URL_LINK>
                <HASHTAG>จอมพลป., นายอัษฎางค์ ยมนาค, ล้มเจ้า, เผด็จการตัวพ่อ, เพนกวิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200915/image_big_5f60102776918.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77358</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 18:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.นิว&#039;ชำแหละ!สองเขาเบิ้มๆของเพนกวิน เด็กไร้เดียงสาเชิดชู&#039;จอมพลป.&#039;เป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
14 ก.ย.63-ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ &amp;quot;ดร.นิว&amp;quot; นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก &amp;nbsp;Suphanat Aphinyan ระบุว่า#สองเขาเบิ้มๆของเพนกวิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพนกวินเรียกร้องประชาธิปไตยด้วยการเชิดชูเผด็จการ จอมพล ป. พิบูลสงคราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายวันที่ผ่านมานี้ เพนกวินหลงเชิดชู จอมพล ป. เป็นวีรบุรุษประชาธิปไตยด้วยความภาคภูมิใจ โดยปราศจากความรู้ตามหลักวิชาสากล และขาดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสายตาชาวโลก ที่ต่างก็มอง จอมพล ป. เป็นเผด็จการทหาร และเผด็จการฟาสซิสต์ แล้ว จอมพล ป. ก็เคยนำประเทศไทยเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะเคียงข้างกับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และ เบนิโต มุสโสลินี ในสงครามโลกครั้งที่ 2&lt;/p&gt;


	&amp;#39;บิ๊กกวิ้น&amp;#39; งัด 6 เหตุผลโต้เดือด &amp;#39;ดร.นิว&amp;#39; ปมเชิดชู &amp;#39;จอมพล ป.&amp;#39;
	อดีตคณบดีคณะวารสารฯแนะ &amp;#39;ผู้บริหาร มธ.&amp;#39; ทำให้ปชช.เห็นว่าไม่เห็นด้วยกับสาระของ &amp;#39;ม็อบกวิ้น&amp;#39;
	&amp;#39;จตุพร&amp;#39; แจงภาพร่วมโต๊ะ อดีตนายกฯอานันท์-พันธมิตรฯ ตบกบาลพวกหาเศษหาเลย


&lt;p&gt;เมื่อศึกษาถึงต้นตอของปัญหาประชาธิปไตยในประเทศไทยจาก สารานุกรมบริแทนนิกา (Britannica) ซึ่งเป็นสารานุกรมภาษาอังกฤษที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก แสดงให้เห็นข้อมูลสำคัญสอดคล้องกับบทความหลายๆชิ้นของผมก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นการปล้นพระราชอำนาจไปจากสถาบันพระมหากษัตริย์ แล้วไม่ได้สร้างประชาธิปไตย โดยไม่ได้ทำอำนาจอธิปไตยให้เป็นของปวงชน แต่อำนาจอธิปไตยกลับตกเป็นของคนส่วนน้อยนั่นก็คือ ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เรียกตัวเองว่า &amp;ldquo;คณะราษฎร&amp;rdquo; และรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการรักษาอำนาจของระบอบเผด็จการคณะราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นสาเหตุสำคัญที่อำนาจอธิปไตยมาไม่ถึงมือของประชาชนตราบจนถึงทุกวันนี้ เพราะคณะราษฎรฉกฉวยอำนาจอธิปไตย แล้วไม่ได้ทำอำนาจอธิปไตยให้เป็นของปวงชน เป็นรากฐานของระบอบเผด็จการต่างๆเรื่อยมา ที่แม้แต่ในปัจจุบัน ผู้แทนในรัฐสภาก็ยังไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง หากแต่เป็นหุ่นเชิดและเป็นกระบอกเสียงให้กับนายทุนของพรรคการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการยัดเยียดความขัดแย้งและโทษสถาบันฯ ว่าเป็นต้นตอของปัญหาจึงไม่ถูกต้องอย่างร้ายแรง มีแต่จะทำให้เกิดความแตกแยกและความเสียหายในประเทศชาติมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม โดยไม่ได้เกิดประโยชน์อันใดต่อ &amp;ldquo;การสร้างประชาธิปไตยที่ถูกต้อง&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;การทำอำนาจอธิปไตยให้เป็นของปวงชนอย่างแท้จริง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายเพนกวินก็แค่เด็กไร้เดียงสา ที่ถูกทำแนวร่วม โดยการยัดเยียดความคิดความเชื่อที่ผิดๆ จนตกเป็นเหยื่อของผู้ใหญ่ที่ชอบหลอกใช้เด็กเป็นเครื่องมือทางการเมือง และการนำม็อบของเพนกวินที่ถือแนวทางความรุนแรง มีเป้าหมายชัดเจนในการปะทะ ตลอดจนพฤติกรรมทำอะไรตามอำเภอใจโดยปราศจากความรับผิดชอบต่อกฎหมายและสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น นอกจากจะหาสาระทางประชาธิปไตยไม่ได้แล้ว ยังมีแต่จะสร้างปัญหาและความเดือดร้อนให้กับประเทศชาติและสังคมไทยมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77358</URL_LINK>
                <HASHTAG>จอมพลป., ดร.นิว-ศุภณัฐ อภิญญาณ, เพนกวิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200914/image_big_5f5edc2f262de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43452</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2026 15:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2019 19:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การจี้ &#039;นายควง&#039; เหตุการณ์ภายหลังการรัฐประหาร 2490 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 แล้ว &amp;quot;คณะรัฐประหาร&amp;quot; สนับสนุนให้นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเหตุผลคือ ขณะนั้น สหรัฐฯ อังกฤษและจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจสำคัญยังไม่รับรองรัฐบาลภายหลังการรัฐประหารที่เกิดขึ้น อีกทั้งภาพลักษณ์ของจอมพล ป. หัวหน้าคณะรัฐประหาร ไม่เป็นที่ยอมรับในนานาชาติ เนื่องจากเขาเคยประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อนายควงได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 10 พฤศจิกายน สองวันภายหลังรัฐประหาร จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในฐานะ &amp;quot;ผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย&amp;quot; และหัวหน้า &amp;quot;คณะรัฐประหาร&amp;quot; ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้แก่นายควง ความว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ 281/ 2490
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองบัญชาการทหารแห่งประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 13 พฤศจิกายน 2490
เรื่อง ขอมอบอำนาจของคณะทหารแก่รัฐบาล
จาก ผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย
ถึง นายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอได้โปรดนำข้อความดังต่อไปนี้ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีด้วย จะขอบคุณยิ่ง คือ การที่คณะทหาร ตำรวจและพลเรือน ได้ทำการรัฐประหารนั้นก็โดยเห็นว่า ประเทศไทยในปัจจุบันนี้ตกอยู่ในภาวะอันเสื่อมโทรมอย่างน่าสลดใจ ประชาชนส่วนใหญ่รับความทุกข์ทรมานในการครองชีพเป็นอย่างยิ่ง คนทุจริตคิดมิชอบตลอดจนบรรดาโจรผู้ร้ายก็เกิดขึ้นอย่างชุกชุม และไม่อาจแก้ไขให้บรรเทาเบาบางลงได้เป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนทั่วไป บรรดาข้าราชการฝ่ายทหาร ตำรวจพลเรือน และประชาชนผู้รักชาติทั้งหลายจึงพร้อมใจกันทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 โดยได้เข้ายึดอำนาจการปกครองของรัฐบาลไว้ด้วยความมุ่งหมายที่จะแก้ไขสถานะการณ์ให้กลับฟื้นฟูคืนสู่ความสมบูรณ์พูนสุขต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัดนี้ การจัดการปกครองได้สำเร็จลง และประเทศไทยกำลังจะคืนเข้าสู่สภาพปกติแล้ว กล่าวคือ ได้มีกระแสพระบรมราชโองการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว ได้มีประกาศพระบรมราชโองการตั้งอภิรัฐมนตรีและประกาศตั้งรัฐบาลแล้ว และเนื่องจากคณะรัฐบาลได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และเข้าประจำการตามกระทรวงโดยเรียบร้อยแล้ว พร้อมที่จะดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญปัจุบันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้คณะทหาร ตำรวจ และพลเรือน จึงยินดีที่จะมอบอำนาจการปกครองแผ่นดินตามที่คณะทหาร ตำรวจ และพลเรือนยึดไว้โดยทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 เป็นลำดับมา และปฏิบัติอยู่ในขณะนี้ให้แก่รัฐบาลชุดปัจจุบันดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินแทนต่อไป ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อประโยชน์สุขของบรรดาข้าราชการ สมณะชีพราหมณ์ พ่อค้า ประชาชนและพสกนิกรอื่นๆ &amp;nbsp;ทั้งปวงของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้บังเกิดสุขเสรี และจำเริญวัฒนาถาวรสืบต่อไปเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนคณะทหาร ตำรวจ และพลเรือน จะยังทำการแต่ในด้านรักษาความสงบเรียบร้อยและเป็นกำลังอันมั่นคงของประเทศชาติอยู่ต่อไปชั่วคราวเพียงเท่านั้นที่จำเป็น โดยจะพยายามดำเนินกิจการทั้งปวงนี้ให้เข้าสู่สภาพปกติให้เร็วที่สุด&amp;nbsp;


แทงบอลออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง สำหรับส่วนตัวข้าพเจ้านั้นขอเรียนว่า ข้าพเจ้าได้มีเจตนาอันแรงกล้าที่ใคร่จะถวายบังคมลาออกจากหน้าที่ไปพักผ่อนตามเยี่ยงพลเมืองที่ดีทั้งหลาย เพราะคิดว่า ถ้ายังรับราชการสนองพระเดชพระคุณประเทศต่อไป ก็จะเป็นช่องทางให้คนทั้งหลายเห็นได้ว่า ทำรัฐประหารร่วมกับพวกพ้องในครั้งนี้ก็เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ เป็นการขัดต่อเจตนาเดิมที่มุ่งหวังต่อประเทศชาติเท่านั้น ฉะนั้นเพื่อยืนยันความคิดเห็นดังกล่าว ข้าพเจ้าจึงจะได้กราบถวายบังคมลาออกจากหน้าที่โดยเร็วที่สุด เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติบ้านเมืองบังเกิดขึ้น และประชาชนคลายความอดอยากลงทั่วกันแล้ว พร้อมทั้งเป็นความเห็นชอบของคณะรัฐบาลที่ทำการปกครองบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในที่สุดนี้ ข้าพเจ้าในนามของคณะทหาร ตำรวจ และพลเรือน ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนไตรและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ได้โปรดประสิทธิ์ประสาทความเกษมสุขศิริสวัสดิ์พัฒนมงคลแด่ประชาชนชาวไทยทั้งมวล และขอให้คณะรัฐบาลได้พูลเพิ่มด้วยเกียรติอันสูงส่ง เป็นที่นิยมและรักใคร่ผูกมิตรสนิทสนมของบรรดานานาประเทศใหญ่น้อยทั้งปวง ณ บัดนี้ เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอแสดงความนับถือ&amp;nbsp;


แทงสล็อต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(ลงชื่อ) จอมพล ป. พิบูลสงคราม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น นายควง ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้กล่าวตอบการรับมอบอำนาจจาก &amp;quot;คณะรัฐประหาร&amp;quot; ผ่านวิทยุกระจายเสียงความว่า รัฐบาลขอบคุณ &amp;quot;คณะรัฐประหาร&amp;quot; ที่ไม่ยึดอำนาจไว้ และให้ความไว้วางใจให้บริหารประเทศ และประกาศว่า รัฐบาลเป็นอิสระจาก &amp;quot;คณะรัฐประหาร&amp;quot; จอมพล ป.และ &amp;quot;คณะรัฐประหาร&amp;quot; ไม่ต้องการเข้ามาเกี่ยวข้องในการบริหาร โดยมอบอิสระในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคณะรัฐมนตรีชุดที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการรัฐประหาร 2490 ประกอบด้วย เหล่าเชื้อพระวงศ์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายคน เช่น หม่อมเจ้าวิวัฒน์ไชย ไชยันต์ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช และ หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ ส่วนขุนนางในระบอบเก่า &amp;nbsp;เช่น พระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) รวมทั้งอดีตนักโทษการเมือง เช่น หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร พระยาศราภัยพิพัฒน์ (เลื่อน ศราภัยวานิช) เป็นต้น โดยคณะรัฐมนตรีชุดนี้ประกอบด้วยเชื้อพระวงศ์ ขุนนางระบอบเก่า และอดีตนักโทษการเมืองที่ก่อกบฏมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังจัดตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว รัฐบาลนายควงได้จัดการเลือกตั้งในวันที่ 29 มกราคม 2491 ขึ้น ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2490 ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้งมากที่สุด คือ 54 คน จากจำนวน 99 คน ส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมกับดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญใหม่อยู่ ตลอดจนประเทศมหาอำนาจได้ให้การรับรองรัฐบาลแล้ว &amp;quot;คณะรัฐประหาร&amp;quot; ได้ดำเนินการกดดันให้นายควงลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 6 เมษายน 2491 &amp;nbsp;ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9.00 น. นายทหารบก จำนวน 4 คน ประกอบด้วย 1.พันโท ก้าน จำนงภูมิเวท 2.พันเอก ศิลป์ ศิลปศรชัย รัตนวราหะ 3.พลตรี สวัสดิ์ สวัสดิ์เกียรติ 4.พันโท ละม้าย อุทยานานนท์ มาพบนายควงที่บ้านยื่นคำขาดให้นายควงลาออกภายใน 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;


แทงหวยออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมานายควงส่ง พันโท รวย อภัยวงศ์ นายทหารติดต่อประจำนายกรัฐมนตรีถือจดหมายไปหาพันโท ก้าน ที่วังสวน
กุหลาบ แต่ไม่พบ ต่อมาพบว่าพันโท ก้าน ไปประชุมอยู่ที่บ้านของจอมพล ป. จึงนำจดหมายไปส่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14.00 น. พลโท ผิน ชุณหะวัณ และพลโท กาจ กาจสงคราม ได้มาพบนายควง ยืนยันความต้องการของ &amp;quot;คณะรัฐประหาร&amp;quot; ที่ต้องการให้นายควงลาออก อย่างไรก็ตาม คำขาดของ &amp;quot;คณะรัฐประหาร&amp;quot; มิได้ทำให้นายควงยินยอมทำตามโดยทันที แต่เขาได้แสวงหาการสนับสนุนรัฐบาลจากทหารกลุ่มอื่น ด้วยการติดต่อไปยังพลเรือเอกสินธุ์ กมลนาวิน ผู้บัญชาการทหารเรือ แต่ติดต่อไม่ได้ จึงติดต่อไปยังพลอากาศเอก หลวงเทวฤทธิ์พันลึก ผู้บัญชาการทหารอากาศ แต่ไม่ได้รับการตอบรับเนื่องจากผู้บัญชาการทหารอากาศจะอุปสมบท&amp;nbsp;


เครดิตฟรีทดลองเล่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18.00 น. นายควงเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นการด่วนที่บ้านพัก ในการประชุมครั้งนั้นคณะรัฐมนตรีของเขา มีความเห็นเป็น 2 ทาง คือ ยอมลาออก และต่อสู้ โดยรัฐมนตรีที่สนับสนุนให้ลาออก คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง) ให้เหตุผลยอมรับว่า รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นไปดังที่ &amp;quot;คณะรัฐประหาร&amp;quot; กล่าวหา ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนให้ต่อสู้ คือ นายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย) ให้เหตุผลว่า การกระทำของ &amp;quot;คณะรัฐประหาร&amp;quot; เป็นกบฏ แต่ท้ายสุดแล้ว นายควงเลือกการลาออกตามคำขาดของ &amp;quot;คณะรัฐประหาร&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นนายควงได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า &amp;quot;บ้านเมืองไม่ใช่ของข้าพเจ้าแต่คนเดียว เมื่อมีคนดีมาเชิญ ข้าพเจ้าขอกราบลา...&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แม้นายควงจะลาออกแล้วก็ตาม แต่การดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เพิ่มอำนาจพระมหากษัตริย์ในทางการเมืองและการกีดกัน &amp;quot;คณะรัฐประหาร&amp;quot; ออกไปจากการเมืองจะคงดำเนินต่อไปได้ เนื่องจาก &amp;quot;คณะรัฐประหาร&amp;quot; มิได้ล้มเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 2490 ล้มเลิกรัฐสภา และด้วยสาระในรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างขึ้นใหม่นี้ สร้างความพอให้ให้กับกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมที่พึงพอใจกับโอกาสใหม่ทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาระสำคัญในรัฐธรรมนูญใหม่หรือฉบับ 2492 มีการกำหนดกติกาและระบอบการเมืองที่เพิ่มอำนาจให้พระมหากษัตริย์ในทางการเมือง และกีดกัน &amp;quot;คณะรัฐประหาร&amp;quot; ออกไปจากการเมือง และได้ประดิษฐ์ระบอบการเมืองที่ต้องการขึ้น ด้วยการใช้คำว่า &amp;quot;ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข&amp;quot; (มาตรา 2) ขึ้น นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมที่มีอิทธิพลในวุฒิสภาและพรรคประชาธิปัตย์ที่ครองเสียงจำนวนมากในสภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมกันถูกผลักดันให้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวประกาศใช้สำเร็จในวันที่ 23 มีนาคม 2492 แม้รัฐบาลนายควงจะถูกบังคับให้ลาออกไปก่อนหน้าแล้วก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อมาจากรัฐบาลนายควงของจอมพล ป.-นายกรัฐมนตรีที่เคยมีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติ 2475 ต้องเผชิญหน้ากับระบอบการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2492 ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมและพรรคประชาธิปัตย์.
------------------
ขอบคุณข้อมูล: สถาบันพระปกเกล้า, ณัฐพล ใจจริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43452</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, ควง อภัยวงศ์, จอมพลป., รัฐประหาร 2490</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190814/image_big_5d53ff06e59c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42389</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2026 15:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2019 14:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลิกปูมสงครามระหว่างกลุ่ม &#039;สี่เสาเทเวศร์&#039; กับ &#039;ซอยราชครู&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;กลุ่มสี่เสาเทเวศร์&amp;quot; เริ่มก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญทางการเมืองเมื่อคณะทหารภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม พลโทผิน ชุณหะวัณ พันเอกเผ่า ศรียานนท์ และพันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ฯลฯ &amp;nbsp;ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ สมาชิกคนสำคัญอีกคนหนึ่งของคณะราษฎรในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ซึ่งยังผลให้คณะราษฎรหมดอำนาจทางการเมืองตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ภายในคณะรัฐประหารหาได้มีความเป็นเอกภาพไม่ หากแต่มีความขัดแย้งแตกแยกภายในกันอย่างเด่นชัด โดยมูลเหตุของความขัดแย้งดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นสำคัญ ภายในคณะรัฐประหารมีการแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 &amp;nbsp;กลุ่มอย่างชัดเจน นั่นคือ กลุ่มผิน ชุณหะวัณ-เผ่า ศรียานนท์ หรือ &amp;quot;กลุ่มซอยราชครู&amp;quot; และกลุ่มสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือ &amp;ldquo;กลุ่มสี่เสาเทเวศร์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระยะแรกภายหลังการรัฐประหาร คณะรัฐประหารยังไม่ได้เชิญจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเป็นนายกรัฐมนตรีในทันที เนื่องจากกลัวว่าจะไม่ได้รับการรับรองจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษซึ่งยังนิยมชมชอบต่อฝ่ายของปรีดี พนมยงค์อยู่มาก คณะรัฐประหารได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 2489 และนำเอา &amp;quot;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)&amp;quot; หรือ &amp;quot;ฉบับใต้ตุ่ม&amp;quot; ออกมาใช้แทนเป็นการชั่วคราว จากนั้นก็เปิดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในปี 2491 ผลการเลือกตั้งก็คือ ควง อภัยวงศ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี (21 กุมภาพันธ์ - 8 เมษายน 2491) แต่ในเวลาเพียงไม่นาน ควง อภัยวงศ์ ก็ถูกคณะรัฐประหาร &amp;quot;จี้&amp;quot; ออกจากตำแหน่งในวันที่ 6 เมษายน 2491 และเชิญจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 8 เมษายน 2491&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้โดยทางการแล้ว จอมพล ป. พิบูลสงคราม จะเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร และหัวหน้าคณะรัฐบาลสมัยนี้ แต่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็หาได้มีอำนาจและอิทธิพลอย่างที่เคยเป็นมาในยุคสมัยแรก (พ.ศ.2481-2487) ไม่ ฐานอำนาจในกองทัพของจอมพล ป. &amp;nbsp;พิบูลสงคราม ได้หลุดไปอยู่ที่จอมพล ผิน ชุณหะวัณ และนายทหารรุ่นใหม่ที่อ่อนอาวุโสกว่า เช่น สฤษดิ์ &amp;nbsp;ธนะรัชต์ (ทางฝ่ายกองทัพบก) และ เผ่า ศรียานนท์ (บุตรเขยของผิน ชุณหะวัณ และอธิบดีกรมตำรวจ) &amp;nbsp;กลุ่มของทหารที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทใหม่นี้ ต่อไปจะแยกออกเป็น &amp;quot;กลุ่มซอยราชครู&amp;quot; (ผินและเผ่า) กับ &amp;nbsp;&amp;ldquo;กลุ่มสี่เสาเทเวศร์&amp;rdquo; (สฤษดิ์) เป็นกลุ่มทหารที่มีความเป็นอนุรักษนิยมมากกว่ากลุ่มทหารที่เข้ามาด้วยการปฏิวัติ 2475 มีความเป็น &amp;quot;ไทยเดิม&amp;quot; และเป็นผลิตผลของระบบการศึกษา &amp;quot;แบบไทยของโรงเรียนนายร้อยทหารบก จปร.&amp;quot; มีความคุ้นเคยหรือมีประสบการณ์กับระบอบประชาธิปไตยและความเป็น &amp;quot;สากล&amp;quot; น้อยกว่า ฐานอำนาจของฝ่ายทหารได้ย้ายออกจากคนรุ่นของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ลงไปสู่รุ่นที่อ่อนอาวุโสกว่าแล้ว ดังนั้น จอมพล ป. จึงต้องปรับบทบาทของตนใหม่ และในตอนปลายของสมัยคณะรัฐประหาร จอมพล ป. ก็ต้องพยายามสร้างดุลยภาพแห่งอำนาจของทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าวเพื่อให้ตนสามารถอยู่ในตำแหน่งได้&amp;nbsp;


แทงบอลออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ทักษ์ เฉลิมเตียรณ อธิบายว่า ในระยะแรกตั้งแต่ปี 2493 มีบุคคลสำคัญ 2 คนที่ร่วมอยู่ในคณะรัฐประหาร 2490 นั่นคือ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ และ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ บรรยากาศทางการเมืองภายในประเทศนั้นดูสงบราบคาบดีหลังการรัฐประหาร 2490 จนถึงรัฐประหาร 2494 ทั้งพลตำรวจเอกเผ่าและจอมพลสฤษดิ์ต่างมีโอกาสที่จะสร้างเสริมบารมีและอำนาจทางการเมืองของตน ทั้งนี้เพราะการให้ความช่วยเหลือที่หลั่งไหลมาจากสหรัฐอเมริกาตามที่จอมพล ป. ได้เริ่มไว้อย่างได้ผล ในขณะที่พลตำรวจเอกเผ่าเข้าควบคุมและปรับปรุงกรมตำรวจและกลไกทางการเมืองภายในประเทศหลังปี 2495 ของจอมพล ป. ดำเนินไปได้ด้วยดีอยู่นั้น จอมพลสฤษดิ์ได้รอโอกาสโดยการสร้างความมั่งคั่งและรวบรวมสมัครพรรคพวกขึ้นภายในกองทัพบกซึ่งตนจะเข้าควบคุมในภายหลังที่จอมพลผินพ้นจากราชการแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;


แทงสล็อต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จอมพลป. พิบูลสงคราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนจอมพล ป.ซึ่งกำลังแสวงหาฐานอำนาจใหม่อยู่นั้น ก็ได้ใช้วิธีตีสนิทกับฝ่ายสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ส่งเสริมแนวความคิดดั้งเดิมที่เกี่ยวกับความชอบธรรม แสวงหาความนิยมโดยการสนับสนุนการเลือกตั้ง และโดยทั่วไปแล้วก็พยายามคานอำนาจระหว่างคู่แข่งขัน คือ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ และ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คู่แข่งทางการเมืองของจอมพล ป.ทั้ง 2 คนนี้ มีรายได้ส่วนตัวมากมาย ถึงแม้ว่าทั้ง 2 คนจะมาจากภูมิหลังที่ธรรมดา พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ มีบทบาทสำคัญในการค้าฝิ่นผิดกฎหมาย นอกเหนือจากบทบาทอื่นๆ (ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ) พลตำรวจเอกเผ่าอาจจะได้รับการสนับสนุนเรื่องนี้ จากการเข้าไปข้องเกี่ยวกับกลุ่มชาวจีนที่มีอิทธิพลในการค้าฝิ่นในรัฐฉานในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้พลตำรวจเอกเผ่ามีรายได้พิเศษในอันที่จะเสริมฐานะทางการเมืองของตน สามารถมีสมัครพรรคพวกได้กว้างขวาง และมีการคาดคะเนกันว่า หากจอมพล ป. พิบูลสงครามออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว พลตำรวจเอกเผ่าและ &amp;quot;กลุ่มซอยราชครู&amp;quot; ก็น่าจะได้เป็นทายาททางการเมืองต่อไป&amp;nbsp;


แทงหวยออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลตำรวจเอกเผ่าได้รับการยกย่องจากสหรัฐอเมริกาว่า &amp;quot;บุรุษเหล็กแห่งเอเชีย&amp;quot; เขาเคยเป็นนายทหารมาก่อน เคยเป็นนายทหารคนสนิทของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และที่สำคัญเขาเป็นบุตรเขยของจอมพลผิน ชุณหะวัณ ทำให้เขามีบทบาทสำคัญในการควบคุมกำลังตำรวจภายหลังการรัฐประหาร 2490 ได้เป็นนายพลตำรวจตั้งแต่ปี 2495 และมีความสัมพันธ์สนิทสนมกับสหรัฐอเมริกามาก กรมตำรวจสมัยนี้ได้รับการสร้างเสริมให้มีสมรรถภาพเกือบจะเท่าเทียมกับกองทัพบก ความช่วยเหลือจากองค์กรซีไอเอ (CIA) ผ่าน Sea Supply Corporation ทำให้กรมตำรวจสามารถมีรถถัง &amp;nbsp;ปืน เรือบิน เรือลาดตระเวน ในปี 2497 ตำรวจมีกำลังพลมากถึง 42,835 คน เป็นสัดส่วนตำรวจ 1 &amp;nbsp;คน ต่อประชากร 407 คน นับว่าเป็นอัตราส่วนที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก จนถึงกับทำให้ประเทศไทยได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น &amp;ldquo;รัฐตำรวจ&amp;rdquo; (Police State)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน &amp;quot;กลุ่มสี่เสาเทเวศร์&amp;quot; ที่นำโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั้น กลุ่มนี้ได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทภายหลังรัฐประหาร 2490 เช่นเดียวกับ &amp;quot;กลุ่มซอยราชครู&amp;quot; สฤษดิ์ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมภายหลังการรัฐประหารเงียบ 2494 ในขณะเดียวกันก็ได้สืบทอดตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพบกต่อจากจอมพลผิน ชุณหะวัณ ในปี 2497 (และดำรงตำแหน่งนี้ต่อไปจนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมในปี &amp;nbsp;2506) สฤษดิ์มีบทบาทค่อนข้างเงียบเมื่อเทียบกับ เผ่า ศรียานนท์ แห่ง &amp;quot;กลุ่มซอยราชครู&amp;quot; แต่ก็มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาอยู่ไม่น้อย สฤษดิ์ได้ไปเยือนสหรัฐอเมริกาสมัยของไอเซนฮาวร์ และในปี 2499 ก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นจอมพล ทำให้มีฐานอำนาจที่เข้มแข็ง พร้อมทั้งมีรายได้พิเศษจากการคุมรัฐวิสาหกิจในยุคนั้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการคุมกองสลากกินแบ่งของรัฐบาล จึงทำให้ &amp;quot;กลุ่มสี่เสาเทเวศร์&amp;quot; กลายเป็นกลุ่มอำนาจหนึ่งที่สำคัญมากในการเมืองไทยสมัยนั้น&amp;nbsp;


เครดิตฟรีทดลองเล่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกเหนือจากการคุมกองสลากกินแบ่งของรัฐบาลแล้ว &amp;quot;กลุ่มสี่เสาเทเวศร์&amp;quot; ซึ่งประกอบด้วย สฤษดิ์ &amp;nbsp;ธนะรัชต์, ถนอม กิตติขจร และ ประภาส จารุเสถียร ยังมีธุรกิจการค้าของตนเองอีกมากมาย ธุรกิจการค้าต่างๆ ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของ &amp;quot;กลุ่มสี่เสาเทเวศร์&amp;quot; ในระหว่างปี 2490-2500 ได้แก่ บริษัทสหสามัคคีค้าสัตว์ (2498) สหสามัคคีเดินเรือ (2499) สหพานิชย์สามัคคี (2499) การค้าสหสามัคคี (2500) ทหารอยุธยา (2494) เหมืองแร่บูรพาเศรษฐกิจ (2499) และธนาคารทหารไทย (2500) บรรดาบริษัท &amp;quot;สหสามัคคี&amp;quot; ทั้ง 4 แห่ง ล้วนแต่เป็นของประภาส จารุเสถียร ทั้งสิ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกิจการส่วนตัวของ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้แก่ ธนาคารเอเชีย บริษัทวิจิตรก่อสร้าง (รัชตก่อสร้าง, 2493) รัชตศิลา (2494) บางกอกเดินเรือและการค้า (รัชตการเดินเรือ, 2494) ทิพยประกันภัย &amp;nbsp;(รัชตประกันภัย, 2494) บางกอกสากลการค้า (รัชตสากลการค้า, 2495) ธนะการพิมพ์ (2496) ไทยเซฟวิ่งทรัสต์ (2500) และกรุงเทพไหมไทย (2503) ธุรกิจของกลุ่มสี่เสาเทเวศร์ประกอบด้วยภาคการเงิน &amp;nbsp;(เช่น ธนาคารเอเชีย) ภาคอุตสาหกรรม (เช่น บริษัทธนะการพิมพ์) และภาคพาณิชย์กรรม (เช่น บริษัททหารอยุธยา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้นำทหารที่นิยมประกอบธุรกิจของตนเองค่อนข้างสูงเหมือนกับ จอมพลผิน ชุณหะวัณ และ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ แต่ต่างกันตรงที่ &amp;quot;แบบแผนการดำเนินธุรกิจ&amp;quot; ของสฤษดิ์มักใช้ทุนต่ำ มีผลกำไรมาก ไม่มีเงินลงทุนที่แท้จริง ก่อตั้งขึ้นโดยไม่ได้เรียกเก็บเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้น สฤษดิ์ใช้อำนาจเบิกเงินบัญชีจากธนาคารมาเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบการค้า อิงกับระบบราชการ ประกอบธุรกิจการค้ากับทางราชการและองค์การของรัฐเป็นส่วนใหญ่ ไม่ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพในการบริหาร เนื่องจากไม่ต้องแข่งขันกับพ่อค้าอื่น และมีอภิสิทธิ์ จึงไม่มีการประชุมกรรมการของบริษัทแม้แต่ครั้งเดียว หลีกเลี่ยงภาษี ธุรกิจของสฤษดิ์เป็นธุรกิจอภิสิทธิ์ ดำเนินงานโดยใช้อิทธิพลทางการเมืองเข้าช่วยอย่างชัดเจน เป็นการเก็งกำไรระยะสั้น ไม่มีการสร้างเสถียรภาพในระยะยาว ประสบผลสำเร็จโดยใช้อำนาจทางการเมือง ไม่ใช่ประสิทธิภาพในการบริหารงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงที่กำลังเรืองอำนาจ กลุ่มสี่เสาเทเวศร์ได้ขยายอิทธิพลเข้าไปครอบคลุมบรรดานายทุนที่ประกอบธุรกิจทั้งด้านการเงิน อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม บรรดาพ่อค้าที่พึ่งพิงทหารกลุ่มนี้ ได้แก่ &amp;nbsp;ธนาคารแหลมทอง ธนาคารไทยทนุ สหธนาคารกรุงเทพฯ บริษัทคลังสินค้าแม่น้ำประกันภัย บริษัทนครหลวงประกันภัย บริษัทถ่านและน้ำมันไทย บริษัทอู่ทองไทย บริษัทไทยแลนด์สตีล บริษัทสหขนส่งทางน้ำ บริษัทโลหะภาสพานิช และบริษัทธัญญะไทย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิธีการเข้าร่วมประกอบธุรกิจของกลุ่มสี่เสาเทเวศร์ คือการถูกเชิญเข้าไปถือ &amp;quot;หุ้นลม&amp;quot; ตัวอย่างเช่น บริษัทสหขนส่งทางน้ำ จำกัด ที่ก่อตั้งขึ้นปี 2497 โดยนายทุนชาวจีน ได้เชิญพลตรีประภาส จารุเสถียร &amp;nbsp;มาเป็นประธานกรรมการฯ ในฐานะผู้อุปถัมภ์ เพื่อแลกกับค่าคุ้มครองที่จ่ายเป็น &amp;quot;หุ้นลม&amp;quot; บริษัทไทยแลนด์สตีล จำกัด ก่อตั้งปี 2499 โดยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ได้เชิญจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ &amp;nbsp; และ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ (จากกลุ่มซอยราชครู) มาเป็นที่ปรึกษาทั่วไป และเชิญนายทหารทั้งสองกลุ่มมาเป็นกรรมการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่านายทหารกลุ่มซอยราชครู กับกลุ่มสี่เสาเทเวศร์ จะมีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน แต่นายทหารทั้งสองกลุ่มนี้ก็ยังมีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่ในธุรกิจต่างๆ เป็นจำนวนมาก อาทิ ธนาคารมณฑล บริษัทบูรพาสากลเศรษฐกิจ บริษัทไทยทำ บริษัทผดุงสินพาณิชย์ บริษัทแสนสุรัตน์ บริษัทข้าวไทย บริษัทไทยแลนด์สตีล และบริษัทชลประทานซีเมนต์ นายทหารทั้ง 2 กลุ่มจะแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันโดยการมอบหุ้นลมให้แก่กันและกัน &amp;quot;เพื่อความสะดวกในการดำเนินงาน&amp;quot; ของอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น จอมพลผิน มอบหุ้นของบริษัทส่งเสริมเศรษฐกิจแห่งชาติ ให้จอมพลสฤษดิ์ จำนวน 6,250 หุ้น จอมพลสฤษดิ์ก็มอบหุ้นลมของบริษัทวิจิตรก่อสร้าง ให้ลูกเขยของจอมพลผิน 200 หุ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การแข่งขันกันแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ เป็นผลให้ความขัดแย้งของทหารทั้งสองกลุ่มนี้ขยายตัวออกไปเป็นลำดับ ก่อนปี 2500 พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ใช้หนังสือพิมพ์ของตนคือ &amp;quot;เผ่าไทย&amp;quot; และ &amp;quot;2500&amp;quot; ขุดคุ้ยเรื่องการทุจริตของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในกองสลากกินแบ่งรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่จอมพลสฤษดิ์เองก็ออกหนังสือพิมพ์ &amp;quot;สารเสรี&amp;quot; และ &amp;quot;ไทรายวัน&amp;quot; เปิดโปงพลตำรวจเอกเผ่าเรื่องการค้าฝิ่น และการค้าทองคำเถื่อน ความขัดแย้งระหว่างทหารทั้งสองกลุ่มนี้ยุติลงเมื่อกลุ่มของจอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารได้สำเร็จในปี 2500 และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งมวลตกไปอยู่กับทหารกลุ่มนี้เพียงกลุ่มเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสิ้นสุดอำนาจของ &amp;quot;กลุ่มซอยราชครู&amp;quot; เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้บริษัทอภิสิทธิ์ต่างๆ ของ &amp;quot;กลุ่มซอยราชครู&amp;quot; ที่เคยรุ่งเรืองมาก่อนหน้านี้พลอยหมดบทบาทตามไปด้วย นับแต่นั้นมาจักรวรรดิทางเศรษฐกิจและการเมืองของ &amp;quot;กลุ่มสี่เสาเทเวศร์&amp;quot; ที่นำโดยจอมพลสฤษดิ์ก็ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองเพียงกลุ่มเดียวเป็นเวลายาวนานถึง 16 ปี จวบจนกระทั่งถึงการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ของนักศึกษาและประชาชนในเดือนตุลาคม 2516.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์.
----------------
ข้อมูล: สถาบันพระปกเกล้า: ดร.ธิกานต์ ศรีนารา, รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42389</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มราชครู, กลุ่มสี่เสาเทเวศร์, กาลครั้งหนึ่ง, จอมพลป., จอมพลผิน ชุณหะวัณ, พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์, สงครามระหว่างกลุ่ม &#039;สี่เสาเทเวศร์&#039; กับ &#039;ซอยราชครู&#039;</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190731/image_big_5d413bf35e268.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
