<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108597</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2021 18:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2021 18:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039;ชี้คลายล็อกก่อสร้าง4ประเภทต้องรอจังหวัดประกาศก่อนถึงมีผล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค.64-นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.)ให้อนุญาตสำหรับการก่อสร้างโครงการก่อสร้างบางประเภทและเคลื่อนย้ายแรงงานในกรณีมีเหตุจำเป็นว่า ตามขั้นตอนหลังจากนายกฯ ในฐานะผอ.ศบค.อนุมัติแล้ว ทางจังหวัดแต่ละจังหวัดจะต้องไปออกประกาศของตัวเองอีกครั้ง หากจังหวัดยังไม่ออกประกาศก็ยังไม่มีผลบังคับใช้ โดยแต่ละจังหวัดจะต้องไปสำรวจก่อนว่าจังหวัดของตัวเองมีงานก่อสร้างตรงไหนที่ยังค้างคาอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การคลายล็อกดังกล่าวไม่ได้เป็นการคลายล็อกถาวร แต่เป็นการคลายล็อกชั่วคราว และเฉพาะบางงานที่ทำให้เกิดอันตรายหากทิ้งไว้ เนื่องจากหลังมีการออกข้อกำหนดฉบับที่ 25 มีการรายงานกลับมาว่างานก่อสร้างบางประเภทต้องหยุดทันที อุปกรณ์อะไรต่างๆ ยังอยู่ที่เดิม บางแห่งปั้นจั่นยังคาไว้ จึงต้องคลายล็อกชั่วคราวเพื่อให้หัวหน้าช่างพาคนงานไปเก็บงานให้เสร็จ จะปล่อยเคว้งไว้ไม่ได้ ส่วนงานก่อสร้างอื่นๆ ที่ไม่ได้มีความเสี่ยงจะทำให้เกิดอันตรายยังหยุดเหมือนเดิมตามข้อกำหนดฉบับที่ 25 อย่างไรก็ตาม ในส่วนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากข้อกำหนดฉบับที่ 25 นั้น ยังมีการเยียวยาอยู่เหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า พล.อ.ณัฐพล มอบหมายให้นายสรพงศ์ ศรียานงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะกรรมการและเลขานุการ ศปก.ศบค. ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับการสั่งการและประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร และอีกฉบับหนึ่งถึงผู้ว่าฯกทม.โดยตรง เพื่อแจ้งให้ทราบว่านายกรัฐมนตรีเห็นชอบข้อเสนอ ศปก.ศบค. โดยอนุมัติหลักการให้ผ่อนคลายคำสั่งห้ามการก่อสร้างในโครงการก่อสร้างบางประเภท ซึ่งการหยุดก่อสร้างชั่วคราวอาจจะส่งผลกระทบให้ความเสียหายเชิงโครงสร้างทางวิศวกรรม หรือโครงการก่อสร้างบางประเภทที่มีความจำเป็นอันสมควรได้รับการยกเว้น และการเคลื่อนย้ายแรงงานก่อสร้าง เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโรค โควิด-19 และประโยชน์ด้านสาธารณสุข 4 ประเภทก่อสร้าง โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108597</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อก, จังหวัด, ดร.วิษณุ เครืองาม, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210701/image_big_60dd40dd669b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65186</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2020 11:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2020 08:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ประยุทธ์&#039;ซุ่มเงียบออกประกาศบีโอไอให้พื้นที่ทุกจังหวัด!เป็นเขตส่งเสริมการลงทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ค.2563 &amp;ndash; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ 3/2563 เรื่อง มาตรการกระตุ้นการลงทุน ซึ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 137 ตอนพิเศษ 107 ง และมีผลบังคับใช้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเนื้อหาของประกาศดังกล่าวระบุว่า อนุสนธิประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 2/2557 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2557 เรื่อง นโยบายและหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุน เพื่อกระตุ้นให้โครงการขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายมีการลงทุนในประเทศโดยเร็ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 16 มาตรา 18 มาตรา 31 และมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจึงออกประกาศ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 4/2562 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2562 เรื่อง มาตรการเร่งรัดการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 2 กำหนดให้พื้นที่ทุกจังหวัดเป็นเขตส่งเสริมการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 3 เงื่อนไข 3.1 ต้องเป็นกิจการในกลุ่ม A1 A2 และ A3 ยกเว้นกิจการที่ไม่มีที่ตั้งสถานประกอบการ เช่น กิจการขนส่งทางอากาศ กิจการขนส่งทางเรือ เป็นต้น และประเภทกิจการ 2.17,6.15, 6.16, 6.17 และ 7.24 ที่ตั้งในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.2 ต้องเป็นโครงการที่ได้รับสิทธิและประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนต่าง ๆ รวมกันแล้วไม่เกิน 8 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.3 ต้องมีเงินลงทุน โดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน ดังนี้ (1) ต้องมีการลงทุนจริงไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 หรือ (2) ต้องมีการลงทุนจริงไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.4 จะไม่อนุญาตให้ขยายเวลาการนาเข้าเครื่องจักร ทั้งนี้ จะพิจารณาขยายเวลาเปิดดำเนินการตามความเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 4 กำหนดให้โครงการที่ดำเนินการตามเงื่อนไขในข้อ 3 ได้รับสิทธิและประโยชน์การลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่กำหนดระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสิ้นสุดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 5 ประกาศฉบับนี้ใช้กับโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2562 ถึงวันทำการสุดท้ายของปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 6 การขอรับสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติมตามมาตรการกระตุ้นการลงทุนฉบับนี้ จะต้องยื่นหลักฐานการลงทุนจริงตามแบบที่สำนักงานกำหนดภายในวันทำการสุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2565&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65186</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, จังหวัด, นายกรัฐมนตรี, บีโอไอ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191220/image_big_5dfcd8ff32114.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25844</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2019 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2019 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอุตุฯเตือนฝนยังหนักในภาคใต้/คนกรุง 60%เตรียมพกร่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ม.ค.2562 - &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์อากาศประจำวันอาทิตย์ที่ 6 ม.ค.2562 ว่าลักษณะอากาศทั่วไป 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง มีฝนตกหนักบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในที่ลุ่มต่ำได้ &amp;nbsp;สำหรับคลื่นลม บริเวณอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และทะเลอันดามันตอนบนตั้งแต่จังหวัดระนองขึ้นมามีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังปานกลางพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่อ่อนกำลังลงจากพายุดีเปรสชัน &amp;ldquo;ปาบึก&amp;rdquo; (PABUK) ปกคลุมบริเวณทะเลอันดามันตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้ตอนบนยังคงมีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังอ่อนลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยอากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้ ภาคเหนือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อากาศเย็นถึงหนาว โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 15-22 องศาเซลเซียส &amp;nbsp;อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส &amp;nbsp;สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 8-15 องศาเซลเซียส &amp;nbsp;ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นในตอนเช้า โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง &amp;nbsp;อุณหภูมิต่ำสุด 19-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส &amp;nbsp;สำหรับบริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 9-15 องศาเซลเซียส &amp;nbsp;ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม สิงห์บุรี และพระนครศรีอยุธยา อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส&amp;nbsp;อุณหภูมิสูงสุด 28-30 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ฉะเชิงเทรา และชลบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส &amp;nbsp;อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส &amp;nbsp;ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 25-33 องศาเซลเซียส&amp;nbsp;
ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา: ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป: ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง&amp;nbsp;อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 25-28 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดระนองขึ้นมา: ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ตั้งแต่จังหวัดพังงาลงไป: ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆมาก กับมีฝนร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส&amp;nbsp;
อุณหภูมิสูงสุด 28-29 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25844</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตุนิยมวิทยา, จังหวัด, ชุมพร, ประจวบคีรีขันธ์, ฝน, ระนอง, อันดามัน, อากาศ, อ่าวไทย, เพชรบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190106/image_big_5c31697d9c89b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7339</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2018 11:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2018 11:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปภ.แจ้ง 30 จังหวัดประสบวาตภัยในพื้นที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 เม.ย.61- นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปภาพรวมพื้นที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัย ระหว่างวันที่ 13 - 17 เม.ย.2561 ทั้งสิ้น &amp;nbsp;30 จังหวัด 111 อำเภอ 209 ตำบล 477 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 3,033 หลัง ผู้เสียชีวิต 4 ราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเป็นภาคเหนือ 11 จังหวัด ได้แก่ จ.กำแพงเพชร เกิดวาตภัยในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองกำแพงเพชร อำเภอบึงสามัคคี อำเภอขาณุวรลักษณ์บุรี อำเภอปางศิลาทอง อำเภอไทรงาม และอำเภอคลองขลุง จ.เพชรบูรณ์ เกิดวาตภัยในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอวิเชียรบุรี และอำเภอบึงสามพัน รวม จ.เชียงใหม่ เกิดวาตภัยในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแม่ริม อำเภอสะเมิง อำเภอหางดง และอำเภอเวียงแหง จ.แพร่ เกิดวาตภัยในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสอง อำเภอร้องกวาง และอำเภอหนองม่วงไข่ จ.นครสวรรค์ เกิดวาตภัยในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอไพศาลี อำเภอหนองบัว และอำเภอบรรพตพิสัย จ.ลำปาง เกิดวาตภัยในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภองาว อำเภอแม่พริก อำเภอวังเหนือ อำเภอเมืองลำปาง อำเภอห้างฉัตร และอำเภอเมืองปาน จ.พิจิตร เกิดวาตภัยในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอดงเจริญ อำเภอบึงนาราง อำเภอสามง่าม และอำเภอเมืองพิจิตร จ.น่าน เกิดวาตภัยในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเวียงสา อำเภอนาหมื่น และอำเภอนาน้อย จ.เชียงราย เกิดวาตภัยในพื้นที่ 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเวียงเชียงรุ้ง อำเภอแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่สรวย อำเภอดอยหลวง อำเภอเวียงแก่น อำเภอ &amp;nbsp;ขุนตาล อำเภอเวียงชัย และอำเภอพญาเม็งราย จ.พะเยา &amp;nbsp;เกิดวาตภัยในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอภูซาง อำเภอเชียงม่วน และอำเภอเมืองพะเยา จ.พิษณุโลก เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอชาติตระการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 จังหวัด ได้แก่ เลย เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอเมืองเลย จ.นครราชสีมา เกิดวาตภัยในพื้นที่ 15 อำเภอ ได้แก่ อำเภอจักราช อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอโนนสูง อำเภอประทาย อำเภอห้วยแถลง อำเภอเมืองยาง อำเภอสูงเนิน อำเภอปักธงชัย อำเภอหนองบุญมาก อำเภอสีคิ้ว อำเภอชุมพวง อำเภอลำทะเมนชัย อำเภอพิมาย และอำเภอปากช่อง จ.ร้อยเอ็ด เกิดวาตภัยในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภออาจสามารถ อำเภอเมืองสรวง อำเภอธวัชบุรี อำเภอจตุรพักตรพิมาน จ.ขอนแก่น เกิดวาตภัยในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบ้านไผ่ อำเภอภูผาม่าน อำเภอโคกโพธิ์ไชย อำเภอแวงน้อย และอำเภอเขาสวนกลาง จ.มหาสารคาม เกิดวาตภัยในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองมหาสารคาม อำเภอพยัฆภูมิพิสัย อำเภอวาปีปทุม อำเภอแกดำ และอำเภอบรบือ จ.กาฬสินธุ์ เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอกมลาไสย จ.สกลนคร เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอสว่างแดนดิน ตำบลบงเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จ.หนองคาย เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอเฝ้าไร่ ตำบลเฝ้าไร่ จ.อุบลราชธานี เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอน้ำขุ่น ตำบลขี้เหล็ก จ.สุรินทร์ เกิดวาตภัยในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่อำเภอจอมพระ และอำเภอปราสาท จ.ชัยภูมิ เกิดวาตภัยในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอหนองบัวระเหว อำเภอภักดีชุมพล อำเภอภูเขียว อำเภอบ้านเขว้า อำเภอจัตุรัส อำเภอเทพสถิต และอำเภอแก้งคร้อ จ.บุรีรัมย์ เกิดวาตภัยในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอห้วยราช อำเภอสตึก อำเภอนางรอง อำเภอคูเมือง อำเภอหนองกี่ และอำเภอปะคำ จ.อุดรธานี เกิดวาตภัยในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอหนองหาน อำเภอบ้านผือ อำเภอประจักษ์ศิลปาคม และอำเภอกุมภวาปี จ.หนองบัวลำภู เกิดวาตภัยในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอศรีบุญเรือง อำเภอโนนสัง และอำเภอเมืองหนองบัวลำภู จ.ศรีสะเกษ เกิดวาตภัยในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอกันทรลักษณ์ และอำเภอวังหิน จ.บึงกาฬ เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอโซ่พิสัย ตำบลโซ่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคกลาง 3 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอวังม่วง ตำบลวังม่วง จ.เพชรบุรี เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอหนองหญ้าปล้อง &amp;nbsp;ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ จ.ฉะเชิงเทรา เกิดวาตภัยในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพนมสารคาม อำเภอสนามชัยเขต อำเภอบางคล้า อำเภอราชสาส์น อำเภอท่าตะเกียบ และอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7339</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงมหาดไทย, จังหวัด, นายชยพล ธิติศักดิ์, ปภ., วาตภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180418/image_big_5ad6ca55538cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4290</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2018 11:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2018 11:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปภ.เตรียมรับมือพายุฤดูร้อน 7-9 มี.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 มี.ค.61-นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวถึงสภาพอากาศว่า จากการตรวจสอบสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ทำให้ในช่วงวันที่ 7 &amp;ndash; 9 มี.ค.2561 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะได้รับผลกระทบก่อน ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง &amp;nbsp;ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะได้รับผลกระทบเป็นลำดับถัดไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชยพลกล่าวว่า ปภ. จึงได้ประสานจังหวัด รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง และเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย พร้อมแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยผ่านช่องทางสื่อต่างๆ ทั้งวิทยุกระจายเสียงประจำท้องถิ่น เสียงตามสาย หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน เครือข่ายวิทยุสมัครเล่น สถานีโทรทัศน์และเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่น อาสาสมัคร เครือข่ายภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงตรวจสอบบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ แจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังอันตรายจากสภาพอากาศแปรปรวน อยู่ห่างวัตถุที่เป็นสื่อนำไฟฟ้าทุกชนิด ไม่สวมเครื่องประดับประเภทเงิน ทอง นาค และทองแดง และงดเว้นการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง เพื่อป้องกันอันตรายจากพายุลมแรงและฟ้าผ่า อยู่ให้ห่างจากต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา และสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรงในช่วงที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4290</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตุนิยมวิทยา, จังหวัด, ปภ., พายุฤดูร้อน, สภาพอากาศ, แจ้งเตือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180305/image_big_5a9ccd4da2dd0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
