<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119245</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2021 17:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2021 17:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; ควง 3 แกนนำกาญจนบุรี ลุยแก้ 4 ปัญหาเศรษฐกิจการค้าฝั่งตะวันตก พร้อมบุกค้าชายแดนด่านเจดีย์สามองค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ต.ค.64 - เวลา 15.15 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะประชุมหารือร่วมกับระหว่างหอการค้าจังหวัด สมาคมท่องเที่ยวจังหวัด กลุ่มเครือข่ายภาคธุรกิจ (Biz club) จังหวัดกาญจนบุรี และทีมเซลล์แมนจังหวัด กาญจนบุรี ที่โรงแรมพีลูส (Prelude Hotel) ถนนทุ่งนา-เลี่ยงเมือง 2 อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี โดยนายจุรินทร์ เป็นประธาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนพร้อมด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์และส่วนราชการอื่นๆที่เกี่ยวข้องรวมทั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ประธานหอการค้า ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ประธาน Biz Club และตัวแทนสมาพันธ์ SMEs รวมทั้งภาคเอกชนทั้งหมด ร่วมกับ ส.ส.ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ (ซ้อเจน) &amp;nbsp;นายฉัตรพันธ์ (แมน) เดชกิจสุนทร นายปารเมศ (กำนันบอย) โพธารากุล มาร่วมการประชุมวันนี้ด้วยโดยนำประเด็นปัญหาของจังหวัดกาญจนบุรีมาหารือเพื่อแก้ไขให้ประชาชนและมีข้อสรุปดังนี้ คือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่หนึ่ง เรื่องการค้าชายแดนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญด้านเศรษฐกิจของจังหวัดกาญจนบุรี ในเรื่องของการส่งเสริมการค้าชายแดน ขณะนี้มี 2 ด่าน 1.ด่านเจดีย์สามองค์ซึ่งเป็นด่านผ่อนปรนทางการค้ามีการค้าขายอยู่จริง มีมูลค่าการค้าประมาณปีละ 1,000 ล้านบาท &amp;nbsp;ภาคเอกชนขอให้ภาครัฐช่วยแก้ไขปัญหา คือ การชำระเงินระหว่างกันอาจจะมีปัญหาเรื่องระบบระเบียบราชการต่างๆที่เป็นอุปสรรคทำให้ไม่คล่องตัว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ตนจึงขอให้อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพประสานหน่วยราชการและภาคเอกชนต่างๆ ประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้ภาคเอกชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนด่านพุน้ำร้อนเป็นด่านถาวรอยู่แล้วแต่การค้าขายยังไม่เต็มรูปแบบ เพราะต้องรอเงื่อนไขสำคัญที่ประเทศเมียนมาคือท่าเรือน้ำลึกทวาย ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สอง ภาคเอกชนกาญจนบุรีเรียกร้องการค้าออนไลน์ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าสู่ระบบง่ายขึ้น สะดวกขึ้น กระทรวงพาณิชย์พร้อมให้การสนับสนุน เพราะแพลตฟอร์มต่างประเทศที่มีชื่อเสียงหลายแพลตฟอร์มพร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตท้องถิ่นของจังหวัดกาญจนบุรีโพสต์ขายได้ เช่น Tmall.com ของจีน bigbasket.comของอินเดีย blibli.com ของอินโดนีเซีย Klangthai.com ของกัมพูชา Thaitrade.com ของกระทรวงพาณิชย์ Amazon.com ของสหรัฐฯสิงคโปร์ หรือ Shopee และ Lazada เป็นต้น โดยให้ประสานกับทีมเซลล์แมนจังหวัดจะให้การช่วยเหลือสนับสนุนให้สามารถไปโพสต์ขายในพื้นที่นี้ได้ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;และภาคเอกชน ต้องการเพิ่มความรู้ทางด้านการค้าออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซให้กับผู้ผลิตและผู้ประกอบการท้องถิ่น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีโครงการอบรมให้ความรู้ ตั้งแต่ขั้นต้นและหลักสูตรเข้มข้น สามารถค้าขายต่างประเทศได้ในระบบออนไลน์ ขอให้รวบรวมผู้สนใจและทีมเซลล์แมนจังหวัดของกระทรวงพาณิชย์จะช่วยจัดการอบรมให้ความรู้ต่อไป ภาคเอกชนอยากให้กระทรวงพาณิชย์ให้การสนับสนุนการจดทะเบียนนิติบุคคลในรูปแบบออนไลน์ ขณะนี้สามารถจดทะเบียนการค้านิติบุคคล ขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร โดยระบบออนไลน์ได้แล้ว เข้าไป Moc.go.th &amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สาม ผู้ประกอบการคลัสเตอร์กาแฟเมืองกาญจนบุรี โดยเฉพาะที่ใช้ชื่อว่า สาละวะไล่โว่ต้องการการสนับสนุน การทำแบรนด์ยี่ห้อและการตลาด เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรที่ปลูกกาแฟที่เมืองกาญจนบุรี ประมาณ 550 ราย มีโอกาสทำธุรกิจและเป็นเครือข่ายของสาละวะไล่โว่ ตนได้สั่งการให้เซลล์แมนจังหวัด ประสานงานช่วยเหลือต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายประเด็นที่สี่ โรงงานอุตสาหกรรมที่นี่ยังมีปัญหาการฉีดวัคซีนให้กับแรงงานที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีความต้องการวัคซีนประมาณ 12,000 โดส สำหรับแรงงานประมาณ 6,000 คน ทีมงานนายแพทย์สาธารณสุขกาญจนบุรีแจ้งว่าสัปดาห์หน้าจะจัดการเรื่องนี้ให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถือว่า 4 ประเด็นใหญ่คลี่คลายไปได้ ถัดจากนี้ขอให้ท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์และท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัด พาณิชย์จังหวัดช่วยติดตามเรื่องนี้ให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมนี้ต่อไป&amp;quot; นายจุรินทร์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119245</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดกาญจนบุรี, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, พรรคประชาธิปัตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211009/image_big_61616f932943a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117881</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2021 12:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 12:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งปิดศูนย์บำบัดยาเสพติด วัดท่าพุราษฎร์บำรุง เมืองกาญจน์ฯ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 ก.ย.64 - &amp;nbsp;นายแพทย์ณรงค์ สายวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีมีผู้ร้องเรียนศูนย์สงเคราะห์บำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด วัดท่าพุราษฎร์บำรุง อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี มีการทำร้ายร่างกายผู้เข้ารับการบำบัด เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2564 นั้น กระทรวงสาธารณสุข ได้มอบหมายให้กรมการแพทย์ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกระทรวงสาธารณสุข (ปปส.) &amp;nbsp;ลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา สำนักพุทธศาสนา และผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ พบว่า ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การขอจัดตั้งสถานพยาบาลตามพระบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ประกอบกับเจ้าอาวาสวัดท่าพุราษฎร์บำรุง ผู้ยื่นขอจัดตั้งสถานฟื้นฟูสมรรถภาพได้มรณภาพลง เพื่อเป็นการระงับเหตุและป้องกันความเสียหายอันจำเป็นอย่างเร่งด่วน กรมการแพทย์จึงได้ทำหนังสือแจ้งไปทางวัดท่าพุราษฎร์บำรุงให้หยุดดำเนินการฟื้นฟูสมรรถภาพและหยุดรับผู้ป่วยเข้าบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพทันที เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายแพทย์ณรงค์กล่าวต่อว่า ได้เน้นย้ำให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัดและหน่วยงานที่รับผิดชอบ ร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ กวดขันติดตามกำกับคุณภาพสถานบำบัดและศูนย์ฟื้นฟูยาเสพติดในเขตพื้นที่รับผิดชอบให้เป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข และเตรียมความพร้อมในการยกระดับคุณภาพมาตรฐาน การควบคุมเฝ้าระวังให้เป็นไปตามร่างประมวลกฎหมายใหม่และอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการยกระดับมาตรฐานคุณภาพ และการควบคุมกำกับติดตาม ครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างเป็นระบบทั่วประเทศ ลดขั้นตอนการทำงานเกิดความสะดวกต่อผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังสามารถเฝ้าระวังความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ได้มีการเร่งรัดแผนขับเคลื่อนเพื่อรองรับร่างประมวลกฎหมายใหม่ ซึ่งมีประเด็นสำคัญ 5 เรื่อง คือ 1.ปรับโครงสร้างในกระทรวงสาธารณสุข และเพิ่มอัตรากำลังขยายหอผู้ป่วยในจิตเวชและยาเสพติดให้มีทุกจังหวัด 2.ยกระดับมาตรฐาน สถานบำบัด และศูนย์ฟื้นฟูฯ ของภาครัฐและเอกชนเพิ่มเติม โดยให้ดำเนินการเป็นเครือข่ายอย่างเป็นระบบ 3. เพิ่มกลไกประชารัฐเข้ามาทดแทนคือ การบำบัดโดยใช้ชุมชนมีส่วนร่วม (Community Based Treatment &amp;amp; Rehabilitation ) เพื่อให้ลดการตีตราและครอบคลุมผู้ป่วยยาเสพติด (stigma) ทุกพื้นที่ในประเทศ 4.แผนการใช้เทคโนโลยีและบูรณาการฐานข้อมูลเพื่อลดขั้นตอนการทำงานและติดตามผู้ป่วยให้ต่อเนื่องได้มากขึ้น และ5.ใช้เทคโนโลยี ยา หรือเวชภัณฑ์ใหม่ที่มีผลการรับรองทางการแพทย์เพื่อบำบัดยาเสพติดให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกระทรวงสาธารณสุข ปี 2562 พบว่า มีผู้ป่วยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดประมาณ 3.75 ล้านคน เป็นผู้ป่วยยาเสพติดที่ควรได้รับการบำบัด 1.97 ล้านคน และผู้ป่วยยาเสพติดที่อาจพ้นโทษจากเรือนจำทั่วประเทศตามร่างประมวลกฎหมายใหม่ที่ต้องเตรียมการรองรับ โดยสถานพยาบาลบำบัดยาเสพติดของภาครัฐ ศูนย์ฟื้นฟูยาเสพติดในภาคีเครือข่ายของภาครัฐ สถานพยาบาลบำบัดหรือศูนย์ฟื้นฟูยาเสพติดของภาคเอกชน และมูลนิธิองค์กรการกุศลต่าง ๆ สามารถรองรับได้ &amp;nbsp;250,000 คน แบ่งเป็นระบบสมัครใจ ระบบบังคับบำบัด และระบบต้องโทษ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117881</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดกาญจนบุรี, นายแพทย์ณรงค์ สายวงศ์, ศูนย์สงเคราะห์บำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210926/image_big_615007b731ab3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117671</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 20:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 20:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษก ตร. ยันหากพบตำรวจมีเอี่ยวรับผลประโยชน์ศูนย์บำบัดยาเสพติด ฟันวินัย-อาญา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย.63 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษก ตร. กล่าวถึงกรณีที่นายนายจิรพันธ์ เพชรขาว หรือหมอปลา พร้อมทนายความพาผู้เสียหาย ซึ่งเป็นอดีตผู้บำบัดจากศูนย์สงเคราะห์บำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ที่วัดท่าพุราษฎร์บำรุง ต.ด่านมะขามเตี้ย อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ประมาณ 10 คน เข้าร้องทุกข์กับทางพนักงานสอบสวนบก.ป. เพื่อเอาผิดเจ้าหน้าที่และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ดังกล่าว รวมทั้งมีการกล่าวพาดพิงถึงตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ และภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด เข้าไปมีส่วนในขบวนการพาผู้ป่วยส่งบำบัดเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ ว่า ตนได้ตรวจสอบไปยัง ผบก.ภ.จว.ร้อยเอ็ด ระบุว่า ตำรวจร้อยเอ็ดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการรับผลประโยชน์การนำผู้ป่วย หรือผู้เสพยาไปบำบัดรักษาที่ จ.กาญจนบุรี โดยผู้ที่นำผู้ป่วยไปส่งเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือตำรวจ ซึ่งสถานบำบัดดังกล่าวมีการเรียกค่าใช้จ่ายตามปกติอยู่แล้ว ตรงนี้อาจจะเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือไม่ ตนไม่แน่ใจ แต่ก็จะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องจริงก็จะดำเนินการทางวินัยและอาญา ส่วนทาง ผบก.จว.กาฬสินธุ์ ยังไม่มีการชี้แจงรายละเอียดดังกล่าว

พล.ต.ต.ยิ่งยศ กล่าวอีกว่า ตามขั้นตอนของผู้เข้ารับการบำบัด มีด้วยกัน 2 ทาง คือ ผู้ถูกจับกุมและสมัครใจบำบัด หรือญาติผู้เสพเป็นผู้พาไปสถานบำบัดเองก็ได้ สำหรับที่ จ.กาญจนบุรีเข้าใจว่าเป็นทั้งสองกรณี ส่วนที่มีการนำผู้ป่วยจาก จ.กาฬสินธุ์ และจ.ร้อยเอ็ด มาถึงศูนย์บำบัดฯ กาญจนบุรี นั้น เป็นสิทธิของผู้ป่วย ทั้งนี้จากการสอบถาม ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี ระบุว่าศูนย์บำบัดฯ ดังกล่าวมีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตามกรณีที่ศูนย์ฯ ถูกแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่กองปราบฯ ต้องให้ทางพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117671</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดกาญจนบุรี, ตำรวจ, บำบัดยาเสพติด, วัดท่าพุราษฎร์บำรุง, หมอปลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210922/image_big_614abe52d9894.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117104</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2021 16:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2021 16:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นอภ.ไทรโยค ลุยยึดไม้หวงห้ามขนาดใหญ่อายุกว่า 100 ปี ถูกโค่นตัดเป็นท่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย.64 - นายสาวิตร เจียมจิระพร นายอำเภอไทรโยค จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า ได้รับรายงานว่ามีการลักลอบตัดไม้แปรรูปไม้ บริเวณป่าเขาพลู เขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าวังใหญ่-แม่น้ำน้อย ม.4 บ้านแก่งระเบิด ต.วังกระแจะ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายสาวิตร เจียมจิระพร นายอำเภอไทรโยค นายไพโรจน์ เขียวแก้ว หน.หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ไทรโยค กจ.1 พตอ.ภุชงค์ ณรงค์อินทร์ ผกก.สภ.ไทรโยค นายสุชาย ไม้แก่นจันทร์ ปลัดอำเภอไทรโยค ตำรวจกก.5 บก.ปทส. ตชด.136 ทหารพล.ร.9 เข้าตรวจสอบ บริเวณพื้นที่ป่าเขาพลู เขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าวังใหญ่-แม่น้ำน้อย พบต้นพฤกษ์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นไม้หวงห้าม อายุกว่า 100 ปี ถูกโค่นล้มจำนวน 1 ต้น และถูกตัดทอนออกเป็น 3 ท่อน ปริมาตร 1.45 ลบ.ม. รัฐเสียหาย 14,500 บาท ใกล้ตอที่ถูกตัดพบไม้พฤกษ์ถูกแปรรูป ด้วยเลื่อยโซ่ยนต์ เป็นแผ่นขนาดใหญ่จำนวน 4 แผ่น ปริมาตร 2.58 ลบ.ม. รัฐเสียหาย 51,600 บาท รวมปริมาตร 4.03 ลบ.ม. เป็นเงิน 66,100 บาท บริเวณที่เกิดเหตุไม่พบผู้กระทำผิด คาดว่าแก๊งมอดไม้รู้ตัวหลบหนีไปก่อนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนท.จึงตรวจยึดไม้ของกลาง พร้อมเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.ไทรโยค เพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117104</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดกาญจนบุรี, ลักลอบตัดไม้, สภ.ไทรโยค, แก๊งมอดไม้, ไม้หวงห้าม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210918/image_big_6145a742c0499.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113895</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 20:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 20:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพหรูชื่อดังยอมรื้อถอนออกจากแม่น้ำแควน้อย ในเขตอุทยานฯไทรโยคแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ส.ค.64 - นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3(บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ&amp;nbsp;นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้ดำเนินการปราบปราม นายทุนบุกรุกป่าอย่างเด็ดขาดและต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายนิพนธ์ พร้อมด้วย&amp;nbsp;นายสมเจตน์ จันทนา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค นายจิรายุ พูลทวี ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค และเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าอุทยานแห่งชาติไทรโยค จำนวน 15 นาย ได้เดินทางไปตรวจดูการรื้อถอน เคลื่อนย้าย รีสอร์ตแพหรู &amp;quot;ไทรโยคโฟลทเทล&amp;quot; ราคา 20 ล้านบาท ระดับ 5 ดาว มีห้องพักหรู 29 ห้อง ห้องอาหาร ห้องรับรอง สระว่ายน้ำ ที่ปลูกสร้างบุกรุก ยึดถือ ครอบครองในแม่น้ำแควน้อย เขตอุทยานแห่งชาติไทรโยค ท้องที่บ้านไทรโยคใหญ่ หมู่ที่ 7 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่นายสมเจตน์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค ได้ทำการปิดประกาศ คำสั่ง ขับไล่ รื้อถอน ภายใน 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค.2564 ที่ผ่านมา นายวสันต์ (สงวนนามสกุล) เจ้าของรีสอรต์แพหรูดังกล่าว ได้ทำการรื้อถอน เคลื่อนย้าย รีสอร์ทแพหรูออกไปจากแม่น้ำแควน้อยในเขตอุทยานแห่งชาติไทรโยค&amp;nbsp;จังหวัดกาญจนบุรี ไปจนเกือบหมดแล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิพนธ์ เผยว่า การที่นายวสันต์ได้รื้อถอนรีสอร์ตแพหรูไปด้วยตนเอง ภายในเวลาอันรวดเร็ว ถือได้ว่าเป็นผลดี ไม่ต้องถูกดำเนินคดี และเสียค่าปรับ เพราะหากดื้อดึง ไม่ยินยอมรื้อถอนภายในเวลา 30 วัน ตามประกาศคำสั่งของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยคแล้ว อาจจะถูกดำเนินคดีในข้อหาฐานฝ่าฝืนประกาศคำสั่ง ขับไล่ รื้อถอน ตามมาตรา 35 (1) พรบ.อุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ พ.ศ. 2562 ซึ่งมีโทษ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำและปรับ และปรับรายวันอีกวันละ 1 หมื่นบาท และต้องเสียค่าขนย้ายรีสอร์ตแพหรู ให้กับทางราชการเป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิพนธ์&amp;nbsp;กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากเจ้าของได้รื้อถอน เคลื่อนย้าย รีสอร์ทแพหรู ดังกล่าว ออกไปจนหมดแล้ว ทางนายสมเจตน์จะดูแลรักษา ป้องกัน มิให้บุคคลใด นำรีสอร์ทแพ หรือสิ่งอื่นใด มาจอดขวางแม่น้ำแควน้อยในบริเวณดังกล่าวอีก เพื่อรักษาภูมิทัศน์แหล่งท่องเที่ยว น้ำตกไทรโยคใหญ่ ในแม่น้ำแควน้อย ให้มีบรรยากาศ สุนทรียภาพตามธรรมชาติที่งดงามเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกันทุกคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายสุดนายนิพนธ์ฯ ได้เตือนไปยัง นายทุนเจ้าของโรงแรม หรือ เจ้าของรีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ ทั้งหลาย ที่ปลูกสร้าง บุกรุก &amp;nbsp;ยึดถือ ครอบครองที่ดิน หรือ แม่น้ำในเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ขอให้ท่านอย่าได้คิดว่าอัยการจังหวัด มีคำสั่งไม่ฟ้อง ทำให้คดีอาญายุติไป ตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 147 และหลุดพ้นคดีทั้งหลายทั้งปวง และจบแล้วนั้น เป็นความเข้าใจผิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ยังมีอำนาจใช้กฎหมาย ออกประกาศคำสั่ง ขับไล่ รื้อถอน ตาม &amp;nbsp;พรบ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ฉบับใหม่ได้อีก และการขับไล่ รื้อถอน สิ่งปลูกสร้าง พืชผลอาสิน หรือสิ่งอื่นใดในเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า&amp;nbsp;ที่เป็นเขตสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่มีอายุความ ไม่อยู่ภายใต้การบังคับคดี สามารถ ขับไล่ รื้อถอน สิ่งปลูกสร้าง พืชผล อาสินหรือสิ่งอื่นใด ไปให้พ้นจากเขตสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ได้ตลอดเวลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113895</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดกาญจนบุรี, อุทยานแห่งชาติไทรโยค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210819/image_big_611e5abda9d55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2021 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2021 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทยานฯลำคลองงู ยึดคืนผืนป่าเกือบ 600 ไร่ ลูกอดีต ส.ส.กาญจนบุรี ยอมถอยแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลูกชายอดีตส.ส.เมืองกาญจน์ยอมถอย รื้อโรงเรือน 5 หลัง พร้อมพืชผลต่างๆในพื้นที่อุทยานฯลำคลองงู 592 ไร่ ด้านอุทยานฯร่วมชุมชนเตรียมสร้างทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ให้สัตว์ป่า เป็นแหล่งท่องเที่ยวชมสัตว์ป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค.64 - เมื่อเวลา 10.30 น.&amp;nbsp;นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนัก บริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชให้ดำเนินการปราบปราม นายทุนบุกรุกป่า อย่างเด็ดขาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) นายกมลาศ อิสสอาด หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำคลองงู นายบรรจง รสจันทร์ นายกอบต.ชะแล นายสถาพร ทองผาภูมิปฐวี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคลิตี้ หมู่ที่ 4 &amp;nbsp;พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู เจ้าหน้าที่หน่วยฯ กจ.6 (พุเตย) เจ้าหน้าที่หน่วยฯ กจ.18 (วังเกียง) และเจ้าหน้าที่ สปป.1 ภาคกลาง รวม จำนวน 20 นาย ได้เดินทางไปยัง บริเวณบ้านคลิตี้หมู่ที่ 4 ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี &amp;nbsp;เพื่อตรวจสอบติดตาม การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง พืชผล อาสิน ของลูกชาย อดีต ส.ส.กาญจนบุรี ที่ยอมรื้อถอน โรงเรือน จำนวน 5 หลัง สวนยางพารา ปาล์ม ไผ่ตงและพืชไร่ รวมจำนวน 592ไร่ 2 งาน 58 ตารางวา มูลค่าที่ดิน และทรัพย์สิน ประมาณ 30 ล้าน ที่ปลูกสร้าง บุกรุกในเขตอุทยานแห่งชาติลำคลองงู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2559 อุทยานแห่งชาติลำคลองงู ได้แจ้งความดำเนินคดีต่อ ลูกชายอดีต ส.ส.จังหวัดกาญจนบุรี ในข้อหา &amp;quot;ปลูกสร้าง และยึดถือ ครอบครอง อุทยานแห่งชาติลำคลองงูโดยมิได้รับอนุญาต&amp;quot;นำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรทองผาภูมิ ดำเนินคดี ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2561 อัยการจังหวัดกาญจนบุรี มีคำสังไม่ฟ้องจำเลย เพราะขาดเจตนาในการกระทำผิด จากนั้นเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2563 จำเลยได้ถึงแก่ความตาย กองมรดก รวมทั้งสิทธิ และหน้าที่ต่างๆ ย่อมตกแก่ทายาทโดยธรรมโดยทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกมลลาศ เห็นว่า ถึงแม้อัยการจังหวัดกาญจนบุรี จะมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลย และจำเลย ถึงแก่ความตายไปแล้วก็ตาม&amp;nbsp;แต่ที่ดินดังกล่าว จำนวน 592 ไร่ 2 งาน 58 ตารางวา ก็ยังอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติลำคลองงู หัวหน้าอุทยานฯมีอำนาจประกาศคำสั่ง ให้ทายาทโดยธรรมของจำเลยรื้อถอน สิ่งปลูกสร้าง พืชผลอาสินดังกล่าว ออกไปให้พ้นจากเขตอุทยาน ฯได้ หากไม่ยอมรื้อถอน จะมีความผิดตาม มาตรา 35 (2) พรบ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ฉบับใหม่ จำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาท จนกว่าจะรื้อถอนเสร็จ หลังจากนายกมลาศฯ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำคลองู ได้ทำการปิดประกาศคำสั่ง ให้ทายาทโดยธรรมของจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง พืชผล อาสิน ดังกล่าวไปแล้วในวันที่ 17 มิ.ย.2564 &amp;nbsp;ทายาทโดยธรรมจึงยินยอม และได้ว่าจ้างคนงาน เข้ารื้อถอน สิ่งปลูกสร้าง พืชผล อาสินดังกล่าวทั้งหมด โดยดำเนินการตั้งแต่หลังวันปิดประกาศคำสั่งมาจนถึงวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากรื้อถอนเรียบร้อยแล้ว อุทยานแห่งชาติลำคลองงู จะร่วมกับอบต.ชะแล และชาวบ้านคลิตี้ พัฒนาพื้นที่แห่งนี้ทั้งหมดเกือบ 600 ไร่ ซึ่งมีลักษณะเป็นที่ราบทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ ล้อมรอบไปด้วยภูเขา ที่มีป่าไม้สมบูรณ์ และติดต่อกับพื้นที่มรดกโลก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก ผลที่ได้รับโดยตรงจะร่วมกันพัฒนา เป็นแหล่งทุ่งหญ้า แหล่งอาหารสัตว์ป่า ผลที่ได้รับโดยอ้อม จะร่วมกันพัฒนา เป็นแหล่งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ชมสัตว์ป่าในทุ่งหญ้าเป็นซาฟารีเมืองกาญจนบุรี ทำให้ชาวบ้านในท้องถิ่นมีรายได้ จากการท่องเที่ยวแห่งใหม่นี้ต่อไป โดยได้ร่วมกันตั้งชื่อพื้นที่แห่งนี้ใหม่ว่า &amp;quot;ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า ตำบลชะแล อุทยานแห่งชาติลำคลองู &amp;quot;ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือ ระหว่างชุมชนในท้องถิ่น กับอุทยานแห่งชาติลำคลองงู อย่างยั่งยืนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113270</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดกาญจนบุรี, อุทยานแห่งชาติลำคลองงู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210814/image_big_611780927805f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111988</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 20:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 20:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบ 3 แรงงานเถื่อน รับจ้างขนหอมแดงหนีภาษีชายแดนสังขละบุรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ส.ค.64 - นายปกรณ์ กรรณวัลลี นายอำเภอสังขละบุรี พ.ต.อ.พงษกร อุปพงษ์ รองผบก.รรท.ผกก.สภ.สังขละบุรี พ.ต.ท.อภิรัตน์ เปี่ยมพูล รองผกก.ตชด.13 รรท.ผบ.ร้อย ตชด.134 พ.อ.ยุทธนา มีเจริญ ผบ.ฉก.ลาดหญ้า พ.อ.เฉลิมพล สังข์ต้อง รองผบ.ฉก.ลาดหญ้า พร้อมกำลังออกลาดตระเวน ตรวจสอบแนวชายแดนไทย-เมียนมา ป้องกันปราบปรามการลักลอบเข้าราชอาณาจักร และสิ่งผิดกฎหมายในทุกรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งถึงบริเวณข้างด่านกักกันสัตว์ ม.8 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี พบนายอารี ไม่มีนามสกุล ชาวพม่า อายุ 22 ปี นายอนุชิต ภูริชลาลัย อายุ 31 ปี นายชาณุ ไม่มีนามสกุล อายุ 19 ปี น.ส.มาย ไม่มีนามสกุล ชาวพม่า อายุ 20 ปี นางหญิง ไม่มีนามสกุล ชาวพม่า อายุ 20 ปี พร้อมรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 1 คัน รถจักรยานยนต์ฮอนด้า บรรทุกหอมแดงหนีภาษี จำนวน 19 กระสอบ ตรวจสอบแรงงานต่างด้าวทั้งหมด พบนายชาณุ น.ส.มาย นางหญิง ไม่มีเอกสารหลักฐานแสดงตนใดๆ จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอบสวนเบื้องต้น ทราบว่านายอารี และอนุชิต ว่าจ้างให้แรงงานต่างด้าวผิดกฏหมายทั้ง 3 คน ลอบขนหอมแดงหนีภาษี มาจากบ้านบ่อญี่ปุ่น และกำลังจะขนสินค้าหลบอ้อมด่านตรวจร่วมน้ำเกริ๊ก โดยใช้เส้นทางธรรมชาติ แต่ถูกเจ้าหน้าที่พบจับกุมเสียก่อน จนท.จึงทำการตรวจคัดกรอง ไม่พบอุณหภูมิเกิน 37.5 นำตัวทั้งหมด พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.สังขละบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111988</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดกาญจนบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_6107ed09f161c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
