<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119629</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 12:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 12:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดอาชีพเสี่ยงตาย!ล้วงรังต่อหัวเสือขายสายเปิบพิสดาร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.2564 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงนี้ท่ามกลางสถานการณ์โควิดระบาด ทำให้เกษตรกรชาวจังหวัดนครพนมในหลายๆ พื้นที่ได้รับผลกระทบขาดรายได้จากการประกอบสัมมาอาชีพ จึงหันไปพึ่งพาอาชีพที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านอันเป็นวิถีดั้งเดิมของชาวท้องถิ่น และดำเนินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างรายได้กลับมาจุนเจือครอบครัว เช่นเดียวกับชาวบ้านในพื้นที่ ต.พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม นำโดย นายบัญชา ศรีชาหลวง อดีตนายก อบต.พิมาน ได้นำชาวบ้านส่วนหนึ่ง หันมาสืบสานภูมิปัญญาชาวบ้านอาชีพเลี้ยงต่อหัวเสือ แม้จะเป็นอาชีพที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตก็ตาม โดยพากันออกไปล่ารังต่อหัวเสือ ที่มีอยู่มากตามป่าดงดิบด้วยความชำนาญแบบฉบับภูมิปัญญาชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ค.ในป่าธรรมชาติจะมีรังต่อหัวเสือทำรังอยู่เป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะนำออกจากป่ามาเลี้ยงไว้ตามหัวไร่ปลายนา โดยใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน และรังต่อหัวเสือจะโตตามธรรมชาติ &amp;nbsp;จากนั้นจะเก็บผลผลิตมาขาย และปรุงเป็นเมนูเด็ด เนื่องจากต่อหัวเสือถือว่าเป็นเมนูหายาก ใน 1 ปี มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และเป็นที่ต้องการของตลาดโดยเฉพาะนักเปิบพิสดาร มักนำลูกต่อหัวเสือไปปรุงเป็นเมนูเด็ดของแซ่บอีสาน และสารพัดเมนู &amp;nbsp;เช่น นึ่ง ยำ แกง คั่ว ห่อหมก ตามความชอบของแต่ละคน โดยมีราคาสูงประมาณกิโลกรัมละ 1,000 บาท &amp;nbsp;หรือมีการซื้อขายตกลงราคากันรังละ 1,000 -1,500 บาท เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบัญชาเผยว่าในการเลี้ยงต่อหัวเสือมีหลายหมู่บ้านในพื้นที่ของจังหวัดนครพนม แต่จะมีการเลี้ยงกันมากที่สุดอยู่ 2 อำเภอ คือ 1.นาแก และ 2.ปลาปาก จึงนำชาวบ้านบางส่วนที่สนใจเลี้ยงต่อหัวเสือ เพื่อเป็นการนำร่องเป็นศูนย์เรียนรู้อาชีพเลี้ยงต่อหัวเสือ เพื่อสร้างรายได้ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อให้ผู้เลี้ยงเข้าใจในวิธีการดูแลที่ปลอดภัย เพราะต่อหัวเสือถือว่าอันตรายมีพิษร้ายแรง หากถูกต่อยอาจอันตรายถึงชีวิต แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเมนูเด็ดที่ตลาดมีความต้องการสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำคัญที่สุดในการเลี้ยงต่อหัวเสือ เดิมจะใช้วิธีการเผาเอารังต่อในช่วงเก็บเกี่ยว แต่ได้ออกแนวคิดในเชิงอนุรักษ์ ลดปัญหาการสูญพันธุ์ของตัวต่อหัวเสือ จึงได้สั่งตัดเย็บชุดนิรภัยทำจากผ้าใบที่ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัยสูงมาให้ชาวบ้านสวมใส่ นำไปล้วงรังต่อ เก็บเกี่ยวผลผลผิตแทนการใช้ไฟเผา และเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ต่อหัวเสือ และสามารถเก็บผลผลิตได้เพิ่มจากรังละเพียง 1 ครั้ง/ปี เป็น 2 -3 ครั้ง/ปี &amp;nbsp;เพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านได้มากขึ้นเพราะมีราคาสูง ลูกต่อที่นำไปปรุงเป็นอาหาร ตกกิโลกรัมละประมาณ 1,000 บาท ยิ่งช่วงออกพรรษาที่เก็บเกี่ยวผลผลิต ยิ่งเป็นที่ต้องการของตลาด บางรายสร้างรายได้ช่วงวิกฤตโควิดเดือนละ 20,000 &amp;ndash; 30,000 บาท อีกทั้งมีพ่อค้ามารับซื้อนำไปขายต่ออีกทอด หรือปรุงเป็นเมนูสารพัดสุดแซบเมนูเด็ดอีสานขายให้ลูกค้า โดยจะมีการส่งเสริมต่อยอดขยายให้ความรู้ชาวบ้านเลี้ยงมากขึ้น เพื่อสร้างรายได้อีกทาง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119629</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครพนม, ต.พิมาน, นายบัญชา ศรีชาหลวง, อ.นาแก, เลี้ยงต่อหัวเสือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211013/image_big_616670ee59713.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119027</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เซียนพระ&#039; ชี้จุดตายจ่ายเงิน เหรียญสมโภชพระธาตุพนมปี 18 แตกกรุบ้านร้างอดีตรองผู้ว่าฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค.64 - จากกรณีกรุแตกชาวบ้านแห่ไปขุดหาเหรียญพระธาตุพนม รุ่นสมโภชปี 2518&amp;nbsp;สืบเนื่องจาก บริเวณลานกว้างด้านหน้าศาลาการเปรียญวัดธาตุฝุ่น ชุมชนบ้านน้อยใต้ เขตเทศบาลเมืองนครพนม มีชายอาชีพหาของเก่าใช้ค้อนทุบกองอิฐที่ผู้รับเหมาขนมาจากบ้านพักอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ปัจจุบันเกษียณอายุราชการไปกว่า 20 ปี ที่ปลูกอยู่หลังวัดกลาง เขตเทศบาลเมืองนครพนม เพื่อจะนำเหล็กเส้นไปขาย ปรากฏว่าพบเหรียญพระธาตุพนม รุ่นสมโภชปี 2518 ซุกอยู่ในกองอิฐกองปูนนั้นด้วย กระทั่งมีข่าวแพร่สะพัดออกไป ก็มีชาวบ้านจำนวนมากนำจอบและเสียมมาขุดคุ้ยค้นหา เพราะเหรียญดังกล่าวปัจจุบันมีราคาตั้งแต่หลักพันยันหลักหมื่น ซึ่งมีผู้โชคดีขุดคุ้ยได้รวมๆแล้วนับร้อยองค์ ขณะที่เซียนพระเครื่องก็ตั้งโต๊ะรับบูชาในราคาองค์ละ 4,000 บาท ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด วันนี้&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบบริเวณดังกล่าวอีกครั้ง พบว่ายังมีชาวบ้านไม่น้อยกว่า 30 คน ขมีขมันก้มหน้าก้มตาคุ้ยเขี่ยเศษดินและเศษปูนเพื่อหาเหรียญสมโภชพระธาตุพนม โดยทราบจากการบอกเล่าของนายนอง พงษ์คำภา อายุ 68 ปี อาชีพหาของเก่าเป็นชาวบ้านละแวกใกล้เคียงว่า หลังมีข่าวเหรียญพระธาตุพนมปี 18 แตกกรุในวัดธาตุฝุ่น จึงชักชวนเพื่อนบ้านไปขุดหา ซึ่งเมื่อวาน(6 ตค.) ตนคุ้ยเขี่ยได้มา 2 เหรียญ เซียนพระมาขอบูชาแต่ตนไม่ยอมปล่อยเพราะจะเก็บไว้ให้ลูก วันนี้จึงกลับมาอีกครั้งตั้งแต่ตอน 05.00 น. ถึงขณะนี้ยังไม่เจอสักองค์ แต่มีบางคนขุดเจอไปบ้างแล้ว ส่วนมากเหรียญที่เจอจะปะปนอยู่กับเศษดินเศษปูน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังข่าวเหรียญสมโภชพระธาตุพนมปี 18 แตกกรุ ก็มีการตั้งข้อสังเกตกันในโซเซียลว่า จากสภาพเหรียญที่พบนั้นมีลักษณะสวยงามคมกริบ ไม่เหมือนเหรียญที่มีอายุเกือบ 50 ปี หรืออาจเป็นการปั่นกระแสของเซียนพระนำของใหม่มายัดใส่ในกองดินเพื่อประโยชน์ของตนเอง จึงมีเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เซียนพระเครื่องรายหนึ่ง กล่าวว่า เหรียญสมโภชพระธาตุพนมปี 18 ที่พบนี้ เจ้าของเดิมคืออดีตรอง ผวจ.อุดรฯ ท่านเก็บไว้ในถุงพลาสติกอย่างดี แยกออกเป็นถุงๆละประมาณ 70 เหรียญ แต่ไม่ทราบว่ามีจำนวนกี่ถุง &amp;nbsp;หลังจากบริเวณห้องนอนชั้นบนของตัวบ้านทรุดตัวลงเหรียญก็หล่นมาจมกองปะปนอยู่ในเศษปูนเศษทราย เมื่อผู้รับเหมาเข้ามาปรับพื้นที่กำลังจะตักไปทิ้ง จังหวะนั้นเจ้าอาวาสวัดธาตุฝุ่น มีความต้องการดินหรือเศษอิฐเศษปูนเพื่อมาถมสระน้ำ จึงร้องขอให้ผู้รับเหมานำไปเทกองไว้หน้าศาลาการเปรียญ ต่อมาชายหาของเก่าขอทุบกระเทาะปูนเพื่อเอาเหล็กเส้นไปขาย จึงพบเหรียญดังกล่าวบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกปะปนอยู่กับเศษวัสดุเหล่านั้นประมาณ 200 กว่าเหรียญ ด้วยความไม่รู้จึงเอาเหรียญที่พบแจกจ่ายพรรคพวก ก่อนที่จะมีผู้รู้ว่าเหรียญดังกล่าวเป็นที่แสวงหาของนักสะสมพระเครื่องมาช้านาน และมีราคาสูงหลายพันบาท จึงมีผู้ทราบข่าวมาขุดเขี่ยหากันอย่างที่เป็นข่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เซียนพระรายนี้ยืนยันว่าเหรียญที่พบเป็นของแท้ล้านเปอร์เซ็นต์ โดยชี้จุดตายที่เซียนพระเรียกจุดจ่ายเงิน ว่า อยู่ที่มุมขอบด้านบนของเหรียญ การปลอมแปลงหรือเลียนแบบนั้นทำได้ทุกจุด ยกเว้นจุดนี้ที่จะทำเลียนแบบไม่ได้ เซียนพระรู้กันดีว่ามุมขอบของเหรียญสมโภชพระธาตุพนมปี 18 อยู่ตรงนี้ ส่วนใครจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรย่อมเป็นสิทธิ์ของเขา เพราะเขาไม่ได้ในแวดวงพระเครื่องจึงไม่รู้จุดตายจุดสลบของเหรียญดังกล่าวอยู่ตรงไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความเป็นมาที่มีข่าวกรุแตกที่วัดธาตุฝุ่นนั้น นายณรงค์ ไชยตา อาชีพทนายความและเป็นทายาทอดีตเจ้าเมืองนครพนม เปิดเผยว่าสืบเนื่องจากวัดธาตุฝุ่นมีโครงการถมสระน้ำ จึงขอรับบริจาคเศษซากตึก บ้าน ถนนคอนกรีตที่รื้อทิ้ง ได้มีผู้บริจาคมาสองปีแล้ว เช่น กุฏิวัดกลาง กุฏิวัดพระอินทร์แปลง ศาลาเก่าวัดมหาธาตุ และบ้านเก่าของอดีตรอง ผวจ.อุดรฯ อยู่หลังวัดกลาง เป็นลูกเขยของตระกูลคฤหเดช ซึ่งได้รื้อถอนไปเมื่อ 3 - 4 วันที่แล้ว กองเศษปูนของบ้านหลังนี้แหละ ที่เกิดเหตุการณ์กรุแตก ที่พบเหรียญพระธาตุพนม รุ่นพระธาตุพนมปี พ.ศ.2518&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงนั้นท่านเป็นนายอำเภอปลาปาก จ.นครพนม &amp;nbsp;ท่านคงเก็บเหรียญพระธาตุไว้และเก็บไว้ในบ้านจนลืมแล้วท่านได้ย้ายไปรับราชการที่อื่น ก่อนเกษียนได้เป็น รอง ผวจ.อุดรธานี และได้อาศัยอยู่อุดรฯโดยไม่ได้กลับมาอยู่ที่บ้านเดิม ต่อมาได้ขายที่พร้อมบ้านหลังนี้ให้คนอื่น ผู้ซื้อได้รื้อบ้านแล้วนำเศษซากบ้านไปถวายวัดธาตุฝุ่น 2 - 3 วันมานี้ ได้มีการขุดคุ้ยกองอิฐมีบางคนเจอเหรียญพระธาตุดังกล่าว จึงเกิดเป็นข่าวขึ้น&amp;rdquo; นายณรงค์&amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119027</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุแตก, จังหวัดนครพนม, เหรียญพระธาตุพนม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615e601a8ce95.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118990</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 19:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 19:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุแตก! พบเหรียญสมโภชพระธาตุพนมปี 18 ซุกในซากปูนบ้านร้างอดีตรองผู้ว่าฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค.64 - ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า ได้มีชาวบ้านและนักแสวงหาของเก่าพากันนำจอบเสียมไปยังวัดธาตุฝุ่น ชุมชนบ้านน้อยใต้ เขตเทศบาลเมืองนครพนม เพื่อขุดคุ้ยค้นหาวัตถุมงคลเป็นเหรียญสมโภชพระธาตุพนม พ.ศ.2518 กันเป็นจำนวนมาก พบว่าบริเวณหน้าศาลาการเปรียญวัดดังกล่าว มีรถจักรยานยนต์และรถยนต์จอดเรียงรายกันราวกับมีงานรื่นเริง โดยเฉพาะใต้ร่มไม้ใกล้กับพระพุทธรูป ชาวบ้านทั้งชายหญิงและเด็กกลุ่มใหญ่ราว 40-50 คน นำอุปกรณ์ที่นำมาขุดคุ้ยกองอิฐเก่าท่ามกลางสายฝนตกโปรยปราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอบถามเบื้องต้นหลังมีข่าวแพร่สะพัดว่าที่วัดธาตุฝุ่นพบกรุพระธาตุพนม ปะปนอยู่เศษอิฐเศษปูนที่ขนมาจากบ้านอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ซึ่งได้เกษียณอายุราชการไปแล้วเมื่อ 20 กว่าปีก่อน โดยรับราชการเป็นนายอำเภอเมืองนครพนม ก็มีบ้านพักส่วนตัวอยู่ที่หลังวัดกลาง ถนนศรีเทพ ใจกลางเมืองนครพนม ต่อมาขยับขึ้นเป็นปลัดจังหวัดนครพนม และย้ายขึ้นไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีจนเกษียณอายุราชการ ภายหลังบ้านหลังดังกล่าวไม่มีใครอยู่ ปล่อยให้เป็นบ้านร้างนานหลายปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมา บริเวณห้องนอนของอดีตรองผู้ว่าฯท่านนี้เกิดทรุดตัวลง ท่านได้โทรศัพท์ให้ลูกหลานเข้าไปเอาเหรียญพระธาตุพนมปี 2518 โดยบอกว่าเก็บไว้อยู่ในห้องพระ เมื่อลูกหลานเข้าไปตรวจในห้องพระที่ไม่ได้ทรุดตัวลงไปด้วยก็ไม่เห็นเหรียญพระธาตุพนมตามที่รองผู้ว่าฯกล่าวถึง มาทราบภายหลังที่เจอเหรียญพระธาตุพนมว่าท่านไม่ได้เก็บไว้ในห้องพระ แต่กลับเก็บไว้ในห้องนอนที่ทรุดตัวลง ญาติสันนิษฐานว่าท่านน่าจะหลงลืมตามวัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันได้มีเซียนพระจำนวนหนึ่ง ได้นำเงินสดจำนวนหลายหมื่นบาท มาตั้งโต๊ะรอรับซื้อเหรียญพระธาตุพนมรุ่นดังที่ขุดค้นได้เป็นวันที่ 4 แล้ว ส่งผลให้บรรยากาศการซื้อ-ขายวัตถุมงคลรุ่นนี้คึกคักเป็นพิเศษ ขณะที่ชาวบ้านที่ยังคงก้มหน้าก้มตาค้นหาเหรียญพระธาตุพนมรุ่นนี้กันอย่างหนาตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแลง สุวรรณศรี อายุ 66 ปี กรรมการวัดธาตุฝุ่น เล่าว่าเมื่อ 4 วันที่แล้ว ได้มีผู้รับเหมารื้อบ้านอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ซึ่งเป็นบ้านเก่าลักษณะครึ่งปูนครึ่งไม้ที่พังถล่มอยู่หลังวัดกลาง โดยจะนำเศษปูนไปทิ้งจุดอื่น พระอธิการนิรันดร์ เจ้าอาวาสวัดธาตุฝุ่น ทราบข่าวจึงขอให้ผู้รับเหมานำเศษปูนมาเทไว้หน้าศาลาการเปรียญวัดราว 4-5 รถบรรทุก 6 ล้อ เพื่อจะใช้รถไถเกรดไปถมสระน้ำที่อยู่ใกล้กัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมการวัดวัย 66 ปี เล่าต่อว่าได้มีคนหาของเก่าขาย นำค้อนมาทุบซากปูนเพื่อจะนำเหล็กเส้นไปขาย ขณะคุ้ยเขี่ยก่อนทุบได้พบวัตถุมงคลเป็นเหรียญพระธาตุพนม รุ่น สมโภช พ.ศ.2518 จำนวน 2-3 เหรียญซุกในซากอิฐ จึงใช้เสียมคุ้ยอีกก็พบวัตถุมงคลรุ่นดังกล่าวในถุงผ้านับได้ 200 เหรียญ ด้วยความไม่รู้ว่ามีราคาแพง จึงแจกจ่ายให้ผู้ที่มาทุบด้วยกันไปจำนวนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระอธิการนิรันดร์ เจ้าอาวาสวัด กล่าวว่าหลังคนหาของเก่าไปทุบอิฐแล้วพบวัตถุมงคลนับร้อยเหรียญ จนข่าวแพร่สะพัดออกไปจึงมีคนเข้ามาค้นหา และเซียนพระเครื่องก็มารอรับซื้อราคาเหรียญละ 4,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายหน่อง อายุ 45 ปี เซียนพระที่ตั้งโต๊ะรับบูชาเหรียญสมโภชพระธาตุพนมปี 18 กล่าวว่าพกเงินสดมาจำนวน 4-5 หมื่นบาท เพื่อมารับซื้อเหรียญพระธาตุพนมรุ่นนี้ราคาองค์ละ 4,000 บาท ตอนนี้รับซื้อไว้ 7 เหรียญหมดเงินไป 28,000 บาท ชาวบ้านที่มาขุดค้นได้วัตถุมงคลคนละเหรียญสองเหรียญ บางรายได้ 5-7 เหรียญ แต่ที่มากสุดคือคนหาของเก่ารายแรกที่ได้มากถึง 200 เหรียญ วัตถุมงคลที่ขุดพบเริ่มจะหายาก คาดว่าราคาจะขยับไปที่เหรียญละ 5,000-6,000 บาท ซึ่งตนก็ยังคงปักหลักรับซื้อต่อไป เพราะเป็นเหรียญพระธาตุพนมรุ่นดัง มีพระเกจิคณาจารย์ในยุคนั้นปลุกเสก เชื่อว่ามีพุทธคุณเข้มขลัง และหาได้ยากยิ่งเป็นที่ต้องการของนักสะสมในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มาของเหรียญสมโภชพระธาตุพนมปี 2518 จัดสร้างขึ้นหลังวันที่ 11 สิงหาคม 2518 โดยองค์พระธาตุพนมปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ได้ล้มครืนพังทลายลง ได้สร้างความเศร้าสลดให้กับพุทธศาสนิกชนไทยทั้งประเทศ ซึ่งรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้จัดงานพระราชพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุอื่นๆ อีก 115 องค์ อัญเชิญประดิษฐานในพลับพลาพิธี ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่รวม 7 วัน 7 คืน ในระหว่างวันที่ 26 ธ.ค.2518-1 ม.ค.2519 ถือเป็นงานสมโภชระดับชาติ ที่มีพิธีทางพระพุทธศาสนาและพิธีทางบ้านเมืองไปพร้อมกัน โดยนายพิศาล มูลศาสตรสาทร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ได้จัดสร้างเหรียญที่ระลึก &amp;quot;เหรียญสมโภชพระธาตุพนม&amp;quot; กำหนดสร้าง 50,000 เหรียญ แต่บล็อกพิมพ์เกิดแตกเสียก่อน จึงสร้างได้เพียง 37,427 เหรียญ ในจำนวนนี้มีเนื้อเงิน 99 เหรียญ เนื้อทองแดงเจดีย์กลม 500 เหรียญ ที่เหลือเป็นเนื้อทองแดงเจดีย์รูปทรง 8 เหลี่ยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เหรียญสมโภชพระธาตุพนม นำเข้าพิธีพุทธาภิเษกที่ลานต้นศรีมหาโพธิภายในวัด ปลุกเสกโดยคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมจากสำนักต่างๆ จำนวน 9 รูป หนึ่งในนั้นมีพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระเกจิชื่อดังร่วมในพิธีแผ่เมตตาจิต วัตถุประสงค์ตั้งใจจะแจก&amp;quot;เหรียญสมโภชพระธาตุพนม&amp;quot;ในงานพระราชพิธีดังกล่าว แต่ภายหลังได้รับความนิยมสูง จึงเปลี่ยนให้เช่าบูชา เพื่อนำปัจจัยมาบูรณะองค์พระธาตุพนม ต่อมาได้สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2522&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านหน้าเหรียญประดิษฐานพระธาตุพนม มีเปลวรัศมีบริเวณยอดฉัตรนับได้ 24 เปลว ถ้าสังเกตให้ดีบริเวณเปลวรัศมีระหว่างช่องที่ 6-7 เฉพาะเนื้อทองแดงจะพบรอยนูนเป็นตำหนิ ซึ่งมีสาเหตุที่บล็อกเริ่มแตกปริ และพิมพ์ไม่ครบตามจำนวน ด้านหลังมีตัวหนังสือนูนระบุจุดประสงค์ในการสร้างไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหรียญสมโภชพระธาตุพนมปี 2518 รุ่นนี้ได้รับการกล่าวขาน ว่ามีประสบการณ์สูง ด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี เป็นที่นิยมในหมู่ทหาร ตำรวจ ตชด. และ นรข.ที่ปฏิบัติหน้าที่ในสมรภูมิ จากราคาเช่าบูชา 10-20 บาทในสมัยนั้น ปัจจุบันเหรียญพระธาตุพนมสภาพสวยๆ มีราคาประมาณการอยู่ที่ 12,000-17,000 บาท เป็นวัตถุมงคลที่เชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองและมีพุทธานุภาพสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118990</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุแตก, จังหวัดนครพนม, พระธาตุพนม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211006/image_big_615d9743c72d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111398</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2021 13:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2021 13:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘นครพนม’พบติดเชื้อใหม่อีก122ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ค.2564 &amp;nbsp;- &amp;nbsp;จังหวัดนครพนมรายงานผู้ป่วยติดเชื้อโควิดรายใหม่ ว่าเพิ่มขึ้น 122 ราย รวมยอดสะสมรวม 1,819 ราย รักษาหายแล้ว 683 ราย และเตรียมกลับบ้านอีก 69 ราย เสียชีวิตสะสม 7 ราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทม์ไลน์ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้ประสานผู้เกี่ยวข้องด้านสาธารณสุขอย่างถูกต้อง ตามมาตรการที่ทางจังหวัดกำหนดไว้ และเดินทางกลับมาจากพื้นที่เสียงเพื่อขอรับการรักษา มีเพียง 6 รายที่ติดเชื้อจากงานปาร์ตี้วันเกิดบ้านนาคำหมู่ 16 ต.บ้านค้อ อ.โพนสวรรค์ รวมยอดผู้ป่วยเคสนี้ 28 ราย และยังลุ้นผู้สัมผัสเสี่ยงสูงประมาณกว่า 30 ราย ซึ่งผลตรวจจะออกประมาณวันที่ 30 ก.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ป่วยเคสปาร์ตี้วันเกิดที่พบอีก 6 รายนั้น ทำงานกู้ชีพกู้ภัยอยู่ อบต.แห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม โดยมีไทม์ไลน์มาจากแม่ค้าอาหารตามสั่งบ้านนาดีหมู่ 3 ต.บ้านเอื้อง อ.ศรีสงคราม และหนุ่มกู้ชีพ อบต.ฯ ไปร่วมแฮปปี้เบิร์ดเดย์ลูกของชายวัย 42 ปี ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง และแหกสถานกักตัวออกไปเป่าเค้กวันเกิดด้วย จากนั้นแม่ค้าอาหารตามสั่งพร้อมเพื่อนชายก็กลับมาทำงานตามปกติ กระทั่งมีรายงานว่าชายดังกล่าวติดเชื้อโควิด จึงมีการประสานผู้สัมผัสเสี่ยงสูงทุกรายตรวจหาเชื้อ ปรากฏว่าแม่ค้าอาหารตามสั่งกับหนุ่ม อบต.ติดเชื้อโควิดจากงานปาร์ตี้นี้ด้วย และยังได้แพร่เชื้อไปสู่เพื่อนร่วมงานต่ออีก ทำให้ทางจังหวัดต้องสั่งล็อกดาวน์หมู่บ้านนาคำ หมู่ 5 ,หมู่ 11 ต.บ้านค้อ และหมู่บ้านนาดีหมู่ 3 ต.บ้านเอื้อง เป็นเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 24-30 ก.ค. พร้อมตรวจคัดกรองเชิงรุกชาวบ้านทั้ง 3 หมู่บ้าน 2 ตำบล จำนวนกว่าพันรายดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านสาธารณสุขจังหวัดนครพนม พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกสำรวจพื้นที่เตรียมจัดตั้ง รพ.สนามสำรองเพิ่มในเขต อ.เมืองนครพนม โดยจะใช้เป็นทั้งเตียงสนามและศูนย์พักคอย(CI) เพราะยังมีผู้ป่วยที่ลงทะเบียนขอกลับบ้านมารักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนได้มีเตียงรักษาอยู่ในการดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ทิ้งให้มีชาวนครพนมต้องหลุดออกจากระบบการรักษา โดยล่าสุดมีการสำรวจอาคารสถานที่ต่างๆ ในพื้นที่ ที่ได้ตามมาตรฐานการควบคุมโรคระบาด ทั้งนี้เมื่อได้สถานที่ที่เหมาะสมก็จะดำเนินการในขั้นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า มีกลุ่ม Fake news ในพื้นที่จังหวัดนครพนม นำเสนอข่าวปลอมทำให้ผู้ติดตามตื่นตระหนกประจำ ซึ่งจังหวัดเคยขอให้หยุดเสนอข่าวลวงลักษณะนี้ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดี แต่เมื่อไม่มีใครเอาจริงก็เลยทำให้กลุ่มข่าวปลอมได้ใจ ก่อนหน้านี้ก็เสนอข่าวเกี่ยวกับคนป่วยหนีออกจาก รพ.สนามโรงยิมสนามกีฬาจังหวัด สร้างความเดือดร้อนแก่เจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก ล่าสุดเสนอข่าวปลอมกล่าวหาว่าพบคลัสเตอร์ใหม่เป็นสนามไก่ชนในพื้นที่ อ.โพนสวรรค์ ทำให้มีการเช็กต้นตอของข่าวกันวุ่นวาย ซึ่งหลังจาก Fake news สร้างความโกลาหลสำเร็จก็จะลบโพสต์ทิ้งไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111398</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครพนม, ติดเชื้อ, ผู้ป่วย, เฟกนิวส์, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210728/image_big_6100f30a0ebf5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105913</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 13:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 13:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใกล้พร้อมใช้ ถนน 4 เลน สายนครพนม - อ.ท่าอุเทนเชื่อมขนส่งไทย-สปป.ลาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10มิ.ย.2564 รายงานข่าวจากกรมทางหลวง(ทล.) โดย สำนักก่อสร้างทางที่ 2 ดำเนินโครงการก่อสร้างขยายทางหลวงหมายเลข 212 สายนครพนม - อ.ท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ระยะทาง 18.8 กิโลเมตร แล้วเสร็จ เพิ่มศักยภาพการคมนาคมขนส่งไทย-สปป.ลาวทางหลวงหมายเลข 212 เป็นทางหลวงสายรอง เริ่มต้นที่ อ.เมือง จ.หนองคาย เป็นเส้นทางเชื่อมโยงไปสู่จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดนครพนม&amp;nbsp; จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดอำนาจเจริญ และสิ้นสุดที่จังหวัดอุบลราชธานี&amp;nbsp; รวมระยะทาง 580.375 กิโลเมตร

สำหรับสายนครพนม-อ.ท่าอุเทน เป็นทางหลวงที่อยู่ในพื้นที่ จังหวัดนครพนม เป็นเส้นทางเลียบฝั่งแม่น้ำโขงเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อสนับสนุนด้านอุตสาหกรรมการลงทุน การค้าชายแดน การขนส่ง และการท่องเที่ยว ปัจจุบันมีปริมาณการจราจรเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง ให้กับประชาชน

กรมทางหลวงจึงดำเนินการก่อสร้างขยายทางหลวงสายดังกล่าว ระหว่าง&amp;nbsp; กม.284+571 ถึง กม.303+424 จากเดิมขนาด 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร (ไปกลับ) กว้างช่องละ 3.5 เมตรไหล่ทางด้านนอกกว้าง 2.5 เมตร ผิวทางแอสฟัลท์คอนกรีต ก่อสร้างศาลาทางหลวงเพื่อให้ประชาชนใช้หลบแดดหลบฝนระหว่างรอรถโดยสาร จำนวน 22 แห่ง รวมงานติดตั้งสัญญาณไฟจราจรและงานติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างตลอดเส้นทาง งบประมาณ 644,155,495 บาท

ทั้งนี้เมื่อโครงการแล้วเสร็จ ช่วยให้การคมนาคมขนส่งมีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ส่งเสริมคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมของจังหวัดนครพนม เพิ่มศักยภาพในการเชื่อมโยงกับกลุ่มสมิกอาเซียน และสนับสนุนการพัฒนาด้านเศษฐกิจพิเศษของประเทศให้มีเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105913</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครพนม, ถนน 4เลน, ท่าอุเทน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210610/image_big_60c1b50dc57d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104265</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2021 17:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2021 17:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผัวจำใจบั่นคอเมียสาว สยบปัญหารักซ้อน พ่อตารับลูกเขยเก็บกดมานาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.สัตยา คำวงษา พนักงานสอบสวน สภ.นาหว้า จ.นครพนม ควบคุมตัวนายสุขทะชัย อุสาพรหม หรือต้น อายุ 40 ปี ส่งฝากขังผัดแรกต่อศาลจังหวัดนครพนม ในข้อหาฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ โทษสูงสุดขั้นประหารชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 เวลาประมาณ 11.45 น. ร.ต.อ.สัตยา คำวงษา รองสารวัตรสอบสวน สภ.นาหว้า ได้รับแจ้งเหตุฆ่ากันตาย ภายในบ้านเลขที่ 141 หมู่ 8 &amp;nbsp;ต.นางัว ต.นาหว้า จึงเดินทางไปตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจปราบปราม (กก.3 บก.ป.) &amp;nbsp;พบบ้านหลังดังกล่าวลักษณะครึ่งปูนครึ่งไม้ &amp;nbsp;ตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดพระธาตุศรีเงินคำ (วัดโพธิ์ชัยเดิม) ริมถนนทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 2346 สายดอนเชียงบาน-บ้านเซือม ที่เกิดเหตุอยู่ในห้องนอนชั้นล่างล็อกประตูจากด้านใน จึงงัดเข้าไปพบศพผู้ตายเป็นหญิงทราบต่อมาว่าชื่อ &amp;nbsp;นางสมพร อุสาพรหม หรืออั้น อายุ 38 ปี นอนเสียชีวิตจมกองเลือด มีบาดแผลถูกฟันทั่วร่างกาย ได้แก่ศีรษะ ลำตัว แขน ข้อมือขวามีนิ้วขาด 2 นิ้ว ลำคอมีรอยถูกปาด รวมจำนวน 5 แห่ง ใกล้ๆกับศพพบอาวุธมีดดาบยาวประมาณ 1 เมตรตกอยู่มีคราบเลือดเปื้อนเกรอะ เชื่อว่าเป็นอาวุธที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสืบสวนทราบว่าผู้ก่อเหตุคือนายสุขทะชัยหรือต้น ซึ่งเป็นสามีของผู้ตาย โดยหลังก่อเหตุได้หลบหนีออกนอกพื้นที่ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.นาหว้า จึงร่วมกับ พ.ต.ท.สิทธิพร มีอาษา สว.กก.3 บก.ป. เร่งทำการสืบสวนจนทราบว่านายต้นหนีมากบดานอยู่ในพื้นที่ อ.หนองหาน จ.อุดรธานี จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ และจับกุมตัวตามหมายจับศาลจังหวัดนครพนม ที่ จ.54/2564 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 ในความผิดฐาน&amp;nbsp;&amp;ldquo;ฆ่าผู้อื่น&amp;rdquo;&amp;nbsp;นำตัวกลับมาสอบสวนที่ สภ.นาหว้า โดยนายต้นผู้ต้องหายอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือใช้มีดดาบฟัน น.ส.สมพรฯ จนเสียชีวิตจริง โดยมีสาเหตุมาจากความหึงหวง และเคยมีปากเสียงทะเลาะกันมาแล้วหลายครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนเกิดเหตุนายลำพูน บุญทา อายุ 70 ปีพ่อของนางอั้น อยู่บ้านเลขที่ 82 หมู่ 3 ต.นาหว้า ได้เปิดเผยรายละเอียดกับผู้สื่อข่าวว่า คืนวันที่ 23 พฤษภาคมฯ นายต้นพร้อมด้วยนางอั้นนั่งกินข้าวกับผู้ชายคนหนึ่ง ทราบภายหลังว่าเป็นผู้ที่มาติดพันนางอั้นผู้ตาย และก็ได้แยกย้ายกันกลับ ช่วงตกดึกนายต้นนำลูกชาย 3 คนมาฝากนอนที่บ้าน แล้วกลับไปที่บ้านหลังเกิดเหตุ กระทั่งตอนสายๆมีคนมาบอกว่าลูกสาวถูกฆ่าตาย ทีแรกไม่เชื่อจนไปเห็นศพถึงกับเข่าอ่อน ส่วนนายต้นลูกเขยก็ได้หลบหนีไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายลำพูนเล่าต่อว่านายต้นลูกเขยเดิมทำงานอยู่ฝ่ายกองช่างเทศบาลตำบลนาหว้า ต่อมาได้ออกมาทำงานรับจ้างทั่วไป สาเหตุที่ออกคงเป็นเพราะลูกสาวแอบไปมีกิ๊กอยู่ในที่ทำงานเดียวกัน กระทั่งนายต้นจับได้แต่ก็ให้อภัยเมีย แต่ทั้งสองก็แอบไปมาหาสู่กันจนทั้งคู่ถูกจับกุมเกี่ยวกับยาเสพติด หลังพ้นโทษนางอั้นก็กลับมาอยู่กับนายต้นลูกเขยเหมือนเดิม แต่พอกิ๊กออกจากเรือนจำก็หวนไปคบอีก สุดท้ายกิ๊กถูกจับดำเนินคดีเรื่องยาเสพติดเป็นครั้งที่สอง นางอั้นก็ไปคบหากับกิ๊กคนใหม่ที่อยู่หมู่บ้านข้างเคียงกัน ถึงขั้นพามาหานายต้นที่บ้าน นายลำพูนเล่าถึงตอนนี้ก็บอกว่าตนเชื่อว่านายต้นคงเก็บกดเรื่องดังกล่าวไว้นานหลายปีจึงระเบิดอารมณ์ฆ่าเมียจนตายคามือ และขออโหสิกรรมต่อการกระทำของลูกเขย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ต่างจากนางลำดวน สิทธิ อายุ 54 ปี และ นางนันประภา ลิภา อายุ 50 ปี ญาติทางฝ่ายผู้ตาย ที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่านางอั้นแอบมีกิ๊กซ้อนกิ๊ก ถึงกระนั้นผัวก็ยังให้อภัยเพราะทั้งสองอยู่กินกันมากว่า 10 ปี จนมีลูกชายด้วยกันถึง 4 คน อยากให้นายต้นพ้นโทษโดยเร็วเพื่อมาดูแลลูกๆทั้ง 4 คน ญาติพี่น้องไม่มีใครติดใจเอาความใดๆทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านหลังที่เกิดเหตุ ที่ชั้นล่างใช้ตาข่ายมาล้อมไว้ แต่ยังพอเห็นร่องรอยที่ห้องนอน มีกลิ่นเลือดโชยคลุ้งออกมาเป็นระยะๆ และได้พบกับนางวนิดา นาโควงศ์ หรือชาวบ้านเรียกว่าแม่อ้วน มีศักดิ์เป็นป้าของนายต้นผู้ต้องหา และมีบ้านอยู่ติดกันเล่าว่า สองผัวเมียรักใคร่กันดีไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ทุกวันนายต้นก็จะออกไปรับจ้างทำงาน ส่วนนางอั้นก็ทำงานบ้านเก็บกวาดเช็ดถูและดูแลลูกๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันเกิดเหตุตนนอนอยู่ชั้นล่างของตัวบ้าน ก็ไม่ได้ยินเสียงเอะอะอะไร ตอนเช้านายต้นยังตะโกนมาบอกว่าไปทำงานก่อนนะ กระทั่งช่วงสายๆก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาที่บ้าน ถามไปก็บอกว่ามีคนถูกฆ่าตายอยู่ในนี้&amp;nbsp; และพองัดห้องเข้าไปก็พบศพนางอั้นจริงๆ ส่วนผู้พบศพคนแรกเห็นเจ้าหน้าที่บอกว่านายต้นโทรศัพท์บอกพ่อที่นอนเฝ้านาว่าได้ฆ่าเมียตายแล้วให้ไปแจ้งความกับตำรวจด้วย สาเหตุนั้นตนถึงอยู่บ้านใกล้กันก็ไม่รู้เพราะไม่เคยมีใครมาเล่าให้ฟัง นอนตอนกลางคืนก็รู้สึกวังเวงหันไปมองบ้านที่เกิดเหตุก็มืดสนิท นอนหลับบ้างไม่หลับบ้าง อีกอย่างตนอยู่บ้านเพียงลำพังคนเดียวลูกหลานไปทำงานต่างจังหวัดกันหมด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104265</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครพนม, อาชญากรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210526/image_big_60ae198bcd96d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102682</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 16:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 16:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รถตู้เที่ยวระทึก! ผู้ป่วยโควิดหอบโรคกลับรักษาที่นครพนม เพื่อนร่วมทางเสี่ยงติดอื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค.64 - เวลา 11.00 น. ณ ห้องประชุมพระธาตุพนม ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดนครพนม หลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนครพนม นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม นพ.มานพ ฉลาดธัญญกิจ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดฯ นพ.สมโภชน์ กังวานธีรวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพนม แถลงข่าวสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(covid-19) ในพื้นที่ ว่า พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อเพิ่ม 1 ราย รวมยอดสะสม 124 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผู้ป่วยรายล่าสุดนี้เป็นชายอายุ 21 ปี ทำงานช่างไฟฟ้าอยู่จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง โดยหัวหน้างานติดเชื้อโควิดช่วงปลายเดือนเมษายนฯ แต่ไม่ยอมเข้ารับการตรวจค้นหาเชื้อตามกระบวนการยังคงไปทำงานตามปกติ กระทั่งวันที่ 5 พฤษภาคมเริ่มมีอาการไข้ปวดกล้ามเนื้อ วันต่อมามีอาการเจ็บคอร่วมด้วย เริ่มมีเสมหะเหนื่อยหอบ และสงสัยว่าตนเองจะติดเชื้อโควิด หากไปตรวจในจังหวัดนนทบุรี หวั่นจะไม่มีเตียงว่างตามที่ปรากฏในข่าว จึงตัดสินใจเดินทางกลับภูมิลำเนา อ.ศรีสงคราม ด้วยรถตู้โดยสารเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมฯ ภายในรถตู้ดังกล่าวประกอบด้วยครอบครัวคนขับ(พ่อ-แม่-ลูก)&amp;nbsp; มีผู้โดยสารขึ้นจากจังหวัดระยอง สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี และ กทม. รวมทั้งสิ้น 15 คน แยกลง อ.โพนสวรรค์ 2 คน,อ.ท่าอุเทน 3 คน,อ.ศรีสงคราม 5 คน,และลงระหว่างทางที่จังหวัดกาฬสินธุ์อีก 2 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ป่วยถึงบ้านในเวลารุ่งสางของวันที่ 11 พฤษภาคมฯ พูดคุยกับภรรยาได้พักหนึ่ง ก็ขอแยกไปกักตัวเองที่สวนยางพาราใกล้บ้าน ช่วงบ่าย อสม.คัดกรองเบื้องต้นพบว่ามีอาการเข้าเกณฑ์&amp;nbsp;PUI&amp;nbsp;(กลุ่มผู้สงสัยติดเชื้อที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค &amp;nbsp;กลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูง และ ผู้สงสัยว่าป่วยหรือติดเชื้อ) จึงประสาน รพ.ศรีสงครามรับเข้าการรักษา กระทั่งวันที่ 12 พฤษภาคมฯผลตรวจพบเชื้อโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นทีมแพทย์ได้ไปพบผู้โดยสารที่นั่งมากับผู้ป่วยรวม 12 รายนำตัวแยกออกจากครอบครัว แล้วดำเนินการตรวจค้นหาเชื้อโควิดโดยทันที และกักตัวเฝ้าสังเกตอาการอีก 14 วัน ส่วน 2 รายที่ลงจังหวัดกาฬสินธุ์ได้ประสานไปยังพื้นที่ให้เข้าไปนำตัวออกมาตรวจหาเชื้อด้วยเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.มานพ เปิดเผยว่าผู้โดยสารทั้งหมด มีความสัมผัสเสี่ยงสูงมาก เพราะผู้ป่วยระหว่างโดยสารมาแม้จะนั่งที่เบาะหลังสุด แต่ไม่สวมแมสก์ตลอดเวลา ขณะที่ทั้งรถมีเพียงลูกชายคนขับเท่านั้นที่สวมแมสก์ นอกนั้นไม่มีใครสวมแม้แต่คนเดียว จึงมีโอกาสติดเชื้อโควิดทั้งรถตู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมโภชน์&amp;nbsp;ผอ.รพ.นครพนม กล่าวว่าสำหรับข้อมูลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด จำนวน 124 ราย แยกเป็นเพศชาย 49 ราย เพศหญิง 75 ราย อายุเฉลี่ย 33ปี ต่ำสุด 6 เดือน อายุสูงสุด 73 ปี รักษาหายแล้ว 92 ราย เสียชีวิต 2 ราย ข้อมูลผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจำแนกตามโรงพยาบาลมีดังนี้&amp;nbsp; รพ.นครพนม 12 ราย,รพ.สนาม(รพ.จิตเวชฯ) 3 ราย,รพ.สมเด็จพระยุพราชธาตุพนม 4 ราย,รพ.ท่าอุเทน 4 ราย,รพ.นาหว้า 1 ราย,รพ.ปลาปาก 4 ราย,รพ.บ้านแพง 1 ราย และ รพ.ศรีสงคราม 1 ราย รวมกำลังรักษาอยู่ 30 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากภาพรวมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(covid-19) ในพื้นที่จังหวัดนครพนม ในจำนวน 124 ราย ตรวจพบได้จากกลุ่มเสี่ยงสถานบันเทิง 42 ราย จากการคัดกรองการเดินทางจากพื้นที่เสี่ยง 53 ราย และจากผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค(PUI) 29 ราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102682</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครพนม, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609ba5b7d1a42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
