<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106695</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2021 15:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 15:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กฤษฎีกา&#039; ไม่สรุปที่ดินโดยรอบภูเขาช่องกระจก 40 ไร่เป็นธรณีสงฆ์ ชี้ข้อเท็จจริงไม่เพียงพอวินิจฉัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มิ.ย.64 - นายนพดล เภรีฤกษ์ โฆษกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวชี้แจงกรณีมีข่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเห็นว่าพื้นที่บนยอดเขาช่องกระจก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่มีศาสนสถานถือเป็นธรณีสงฆ์ อยู่ในการครอบครองของวัดธรรมิการาม แต่กรรมการกฤษฎีกายังไม่ได้ชี้ชัดว่าบริเวณรอบภูเขา หรือหน้าศาลากลางจังหวัด มีหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบ ว่า&amp;nbsp;ขอชี้แจงว่าเรื่องที่ปรากฏตามข่าวนั้นเป็นกรณีที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ได้ขอหารือ เรื่อง สิทธิครอบครองพื้นที่บริเวณเขาช่องกระจก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีประเด็นดังต่อไปนี้&amp;nbsp;1.วัดธรรมิการามได้สิทธิครอบครองพื้นที่บริเวณเขาช่องกระจกตามนัยมาตรา&amp;nbsp;1367&amp;nbsp;แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพื้นที่บริเวณเขาช่องกระจกเป็นเขตธรณีสงฆ์ของวัดธรรมมิการามวรวิหารหรือไม่&amp;nbsp;2.การที่พื้นที่บริเวณเขาช่องกระจกเป็นเขตธรณีสงฆ์ของวัดธรรมมิการามวรวิหาร วัดย่อมมีสิทธิที่จะทำการหรือยินยอมให้บุคคลหรือนิติบุคคลทำการปรับปรุงพื้นที่ ก่อสร้างถาวรวัตถุใดๆ จัดกิจกรรม หรือกระทำการใด ๆ ที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน บริเวณเขาช่องกระจกหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนพดล กล่าวว่า&amp;nbsp;คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นที่หนึ่ง พื้นที่บริเวณยอดเขาช่องกระจกอยู่ในความครอบครองของวัดธรรมมิการามวรวิหาร ที่ดินบริเวณบนยอดเขาช่องกระจกจึงเป็นที่ธรณีสงฆ์ตามมาตรา&amp;nbsp;40&amp;nbsp;แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช&amp;nbsp;2484&amp;nbsp;ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในเวลานั้น และมาตรา&amp;nbsp;33&amp;nbsp;แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505&amp;nbsp;ประเด็นที่สอง เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยในประเด็นที่หนึ่งว่าพื้นที่บริเวณยอดเขาช่องกระจกเป็นที่ธรณีสงฆ์ วัดย่อมมีสิทธิที่จะกระทำการในที่ธรณีสงฆ์ดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในกรณีที่มีประเด็นว่ายังไม่ได้มีการวินิจฉัยโดยชัดเจนบริเวณรอบภูเขาช่องกระจก สำหรับที่ดินเขานอกจากพื้นที่บริเวณยอดเขาที่ได้สร้างศาสนสถานและถาวรวัตถุตามที่วินิจฉัยไปข้างต้น ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ&amp;nbsp;40&amp;nbsp;ไร่ ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำชี้แจงของผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นพื้นที่ลาดชันมาก มีต้นไม้ขึ้นไม่หนาแน่น เป็นเขาตามธรรมชาติและมีฝูงลิงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์หรือไม่ เพียงใด&amp;rdquo;นายนพดล กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106695</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการกฤษฎีกา, จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, วัดธรรมิการาม, เขาช่องกระจก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60cb01544bc03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105290</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 19:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 19:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ประภัตร&#039; จ่อประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ พร้อมเยียวยาเกษตรกรได้รับผลกระทบโรคลัมปี สกิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มิ.ย.64 - ที่อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามงานด้านปศุสัตว์ ที่ ฟาร์มวัวชวนชื่น โดยมีนายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายวิวัฒน์ ไชยชะอุ่ม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมติดตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภัตร กล่าวว่า ฟาร์มวัวชวนชื่นเป็นฟาร์มที่ดำเนินการได้อย่างดีและประสบความสำเร็จในการเลี้ยงวัว คือ 1. มีผลผลิตที่มีคุณภาพเทียบเท่าหรือใกล้เคียงมาตรฐาน ผลงานที่ได้รับการยอมรับจาก ลูกค้า 2. มีผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ สร้างรายได้ที่มั่นคง 3. มีการปรับปรุงพัฒนากิจการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพฟาร์มโดยมีการขยายกิจการและขนาดฟาร์มอย่างต่อเนื่อง และมีการจัดแบ่งพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน ฟาร์มชวนชื่น เป็นฟาร์มเลี้ยงโคเนื้อแบบครบวงจร ที่มีคุณภาพและสามารถเป็นตัวอย่าง และต้นแบบ ให้กับเกษตรกรเครือข่ายของกรมปศุสัตว์ เป็นแหล่งเรียนรู้ สถานที่ศึกษาดูงานของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ นักเรียน นักศึกษา ในเรื่องการเลี้ยงการจัดการ และการพัฒนาโคเนื้อให้มีคุณภาพ สามารถพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภัตร กล่าวว่า ซึ่งนายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ รายงานให้ทราบว่า ฟาร์มชวนชื่นเป็นฟาร์มปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อกำแพงแสนและพันธุ์บีฟมาสเตอร์ โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ในการพัฒนาและวิจัยโคพันธุ์กำแพงแสน โดยใช้แม่พันธุ์กำแพงแสนเป็นแม่พื้นฐาน และมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างโคพันธุ์บีฟมาสเตอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภัตร กล่าวว่า เกษตรกรที่สนใจสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาโคเนื้อควบคู่กับการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวให้ดียิ่งขึ้นได้ต่อไป รวมถึงการดูแลสุขภาพสัตว์ การควบคุมป้องกันโรค การถ่ายพยาธิ การทำวัคซีนตามโปรแกรมปศุสัตว์ในระบบมาตรฐานฟาร์ม นอกจากมีการเลี้ยงโคแล้ว ยังมีการนำมูลโคเป็นปุ๋ยใช้ในแปลงหญ้า สวนปาล์ม สวนยาง และสวนมะพร้าว ซึ่งเป็นการลดต้นทุนโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมี ในการกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภัตร กล่าวว่า ส่วนการระบาดของโรคลัมปี สกิน นั้นพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมรัฐบาลเตรียมมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน และได้สั่งการเน้นย้ำไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ให้ทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่ดูแลเกษตรกรอย่างเต็มที่ เพื่อหยุดยั้งการระบาดที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกรมปศุสัตว์ได้ประสานงานกับทางจังหวัดต่างๆ ที่มีการระบาดของโรค เพื่อพิจารณาประกาศภัยพิบัติในพื้นที่แล้ว และพร้อมที่จะเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบตามมาตรการต่างๆ ในเบื้องต้น รวมถึงเรื่องวัคซีน 60,000 โดส ที่นำเข้ามา คณะกรรมการฯ กำลังพิจารณาการส่งมอบวัคซีนไปตามจุดต่างๆ และได้ชี้แจงเรื่องเพิ่มเติมแล้วว่า ต้องการวัคซีนเพิ่มอีกเท่าไหร่ เพื่อใช้ในการควบคุมการระบาดในครั้งนี้ ตนขอย้ำอีกครั้งเพื่อให้เกิดการเข้าใจที่ถูกต้องสู่เกษตรกรและประชาชน โรคลัมปี-สกิน เป็นแล้วรักษาหาย เนื้อทานได้ ไม่ติดต่อสู่คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105290</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมปศุสัตว์, จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ประภัตร โพธสุธน, โรคระบาด, โรคลัมปี สกิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60ba1ee31fd9a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105288</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 19:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 19:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จิตอาสาเก็บขยะต้นแบบชุมชนไร้ถัง &#039;ไพรินทร์ เรืองอร่าม&#039; คว้า ทสม.ดีเด่นระดับประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มิ.ย.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางไพรินทร์ เรืองอร่าม อาสาสมัครเก็บขยะสู่ความคิดต้นแบบชุมชนไร้ถัง ได้รับเกียรติจากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่งตั้งให้เป็นอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านหนองเหียง จนได้รับคัดเลือกเป็น ทสม.ดีเด่นระดับประเทศ ด้านการจัดการขยะมูลฝอยประจำปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางไพรินทร์ เรืองอร่าม กล่าวว่า ในวันที่ตัวเองเป็นลมในเหตุการณ์นั้นได้กลายเป็นตัวจุดชนวนความคิดขึ้นว่า การที่เราทิ้งขยะแบบไม่คิดอะไร คนที่เก็บขยะคงจะเหนื่อยแบบที่เราเป็นตอนนี้ทำให้เธอลุกขึ้นมาใช้ความสามารถที่ตัวเองมี ขับเคลื่อน สร้างสรรค์และส่งต่อพลังแห่งการจัดการปัญหาขยะชุมชนจนทำให้บ้านหนองเหียงตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมชนขนาดเล็กตั้งอยู่ระหว่างทางผ่านแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับประเทศกลายเป็นปลายทางของการศึกษาดูงานด้านจัดการขยะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การที่เราทิ้งขยะแบบไม่คิดอะไร คนที่เก็บขยะคงจะเหนื่อยแบบที่เราเป็นตอนนี้&amp;rdquo; นี่คือคำพูดของ ไพรินทร์ เรืองอร่าม ทสม.ดีเด่น ระดับประเทศ ด้านการจัดการขยะมูลฝอย ที่เธอได้กล่าวไว้ในวันที่เธอยังเป็นอาสาสมัครเก็บขยะ เธอจึงลุกขึ้นมาสร้างแนวคิดในการจัดการขยะ โดยเริ่มต้นจากการหาข้อมูลความรู้ที่จะช่วยให้เธอเข้าใจถึงปัญหา และทราบแนวทางการจัดการขยะ พร้อมกับศึกษาดูงานจากชุมชนใกล้เคียงที่สามารถจัดการขยะได้จนสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางไพรินทร์ ได้ศึกษาและลงมือทำจริงในเรื่องการจัดการขยะทำให้พบว่า ถ้าได้ทำการแยกประเภทขยะแล้ว จะมีขยะที่ต้องทิ้งจริงๆน้อยมาก แต่ที่เพื่มขึ้นมาคือวัสดุที่สามารถนำไปรีไซเคิลซึ่งขายได้ราคา และวัสดุที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ส่วนที่ต้องลงถังทิ้งก็คือ เศษขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อย เช่น เปลือกถูกอม ขยะอันตราย เช่น ถ่านไฟฉาย ขวดสารเคมี และขยะติดเชื้อ เช่น ผ้าอนามัย ผ้าพันแผล และที่ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อปี 2559 เธอได้ก่อตั้งธนาคารขยะขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการจัดการขยะของชุมชน และเป็นศูนย์การเรียนรู้การจัดการขยะมูลฝอยของชุมชนบ้านหนองเหียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลที่ได้ คือ ถังขยะส่วนกลางมากกว่า 500 ใบลดลงเหลือเพียง 68 ใบ จากทั้งหมด 7 จุดหมู่บ้าน ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทำให้คนในชุมชนเห็นภาพชัดมากขึ้น สร้างความตื่นตัวจนทำให้แนวคิดนี้ค่อยๆขยายเครือข่ายออกไปเรื่อยๆ 16 หมู่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักสำคัญในการคัดแยกและจัดการขยะในชุมชน แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1) ขยะรีไซเคิล เช่น กระดาษ ขวดแก้ว ขวดพลาสติกโลหะ จะรวบรวมไปขาย หรือส่งมอบให้หน่วยงานที่นำขยะเหล่านั้นไปผลิตใหม่ เช่น กล่องนมยูเอชที สามารถนำไปทำเป็นสื่ออักษรเบรลล์ให้กับผู้พิการทางสายตาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) วัตถุอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ เช่น ใบไม้ เศษอาหารนำไปหมักในถังรักษ์โลก (Green Cone) หรือทำปุ๋ยหมัก และนำปุ๋ยหมักนั้นกลับมาแจกจ่ายในชุมชน สำหรับปลูกต้นไม้เพื่อลดการใช้สารเคมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) ขยะใช้ไม่ได้ อย่างเช่น หลอด สามารถนำไปทำหมอนหนุนของผู้ป่วยติดเตียง และถุงน้ำยาปรับผ้านุ่มใช้ทำเป็นถุงเพาะกล้าไม้
นอกจากการดำเนินงานในเชิงรุกแบบเข้าถึงปัญหา ไพรินทร์ยังมีการนำเทคโนโลยีสื่อออนไลน์ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Line Facebook และบอกเล่าความสำเร็จของชาวบ้านสู่สาธารณะชนเกิดความภาคภูมิใจและเป็นกำลังใจให้ทุกคนอยากทำงานต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสุขที่ต้องลงทุนด้วยความเสียสละและหยาดเหงื่อในวันนี้ของไพรินทร์ กำไรที่ได้อาจมิใช่เงินทองก้อนโตอะไร หากแต่มันคือความยั่งยืนในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีของคนในชุมชนบ้านหนองเหียงแห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#ชีวิตวิถีใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม #กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม #กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
https://www.youtube.com/watch?v=ggfnsKu3vkE&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105288</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, จิตอาสา, ชุมชนไร้ถัง, ทสม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60ba1eadb5e10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2021 15:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2021 15:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจ้าหน้าที่อช.อ่าวสยาม​ แจ้งความเอาผิดคนทำแปลงปะการังเขากวางแตกหักอื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มี.ค.64 - นายพิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์​ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี​ เปิดเผยถึงกรณีกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรใต้น้ำ ชุมชนบ้านปากคลอง พบแปลงปลูกปะการังเขากวาง มีสภาพปะการังแตกหักเสียหายเป็นจำนวนมากในพื้นที่เกาะทะลุ อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม (เตรียมการ) ได้ประสานเพื่อขอข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีโครงการฟื้นฟูปะการัง โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ว่าจ้างผู้รับเหมาเข้าดำเนินการ​ผู้รับจ้างไม่ได้มีการดำเนินการหักกิ่งปะการังที่ปรากฏตามภาพข่าวดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการฟื้นฟูปะการังบริเวณดังกล่าว​ ดำเนินการโดยเก็บกิ่งปะการังตามพื้นทรายมาทำการขยายพันธุ์ โดยเหตุการณ์ดังกล่าว​ อุทยานแห่งชาติฯ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันเพื่อดำเนินการหาตัวผู้กระทำความผิด ณ สถานีตำรวจภูธรบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม (เตรียมการ) ดำเนินการดำน้ำเพื่อตรวจสอบความเสียหายบริเวณจุดดังกล่าวอย่างละเอียดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปะการังจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ประเภทสัตว์ป่าไม่มีกระดูกสันหลัง มีความผิดตามมาตรา 12 ห้ามมิให้ผู้ใดล่าสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง มีบทกำหนดโทษในมาตรา 89 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 12 หรือมาตรา 29 ถ้ากระทำต่อสัตว์ป่าคุ้มครอง ซากสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าคุ้มครอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณ ภาพและข้อมูลจากประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95001</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, จังหวัดเพชรบุรี, ปะการัง, พิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์​, อุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม, เกาะทะลุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210304/image_big_604097ef28531.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65749</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2020 18:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2020 18:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แรงงานพม่าท้อง 4 เดือนตกงานอยากกลับบ้าน เอ็นจีโอหวั่นเชื้อระบาดในกลุ่มต่างด้าวเหตุอยู่แออัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แรงงานหญิงพม่าท้อง 4 เดือนวอนขอกลับประเทศ ตกงานแถมสามีเดินทางไปต่อพาสปอร์ตช่วงโควิด แต่ไม่ได้กลับมาแสนเดียวดาย-ยื่นหนังสือกระทรวงแรงงาน เอ็นจีโอหวั่นเชื้อปะทุในกลุ่มต่างด้าวเหตุอยู่กันแออัด&amp;nbsp;เด็กๆไร้หน้ากากอนามัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค.63 -&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่เทศบาลหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลงพื้นที่เยี่ยมแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน อาทิ ซอยอ่างน้ำ ห้องแถวแพไม้ หัวหินซอย 68 จำนวน 62 ครอบครัว โดยได้นำหน้ากากอนามัยไปมอบให้ในเบื้องต้น และในวันที่ 13 พฤษภาคม จะมีภาคเอกชนนำข้าวสารอาหารมอบให้กับครอบครัวแรงงานข้ามชาติอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้จากการสอบถามความต้องการ ทราบว่าแรงงานกลุ่มนี้ทำงานสัปดาห์ละ 1 วัน ทำให้ไม่มีเงินในการซื้ออาหารโดย 1 ในนี้เป็นผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งทางเทศบาลได้แจ้งให้ศูนย์สาธารณสุขเข้าไปดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายราม (นามสมมุติ) แรงงานข้ามชาติและจิตอาสาชาวพม่า กล่าวว่า เมื่อเดือนที่แล้วแรงงานข้ามชาติในหัวหินที่ตกงานเริ่มไม่มีเงินซื้อข้าวกิน ตนและเพื่อนๆจึงพยายามหาทางช่วย โดยเริ่มต้นจากการลงพื้นที่ไปดูที่พักอาศัยของแรงงานที่อยู่แถวสะพานปลากันเป็นกลุ่มๆ ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่พักอาศัยอยู่กันห้องละ 4-5 คน และกำลังจะไม่มีข้าวกินจริงๆ และเผอิญพวกตนได้รู้จักกับฝรั่งกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในหัวหินในนาม &amp;ldquo;Hua Hin COVID-19 Community&amp;rdquo; โดยคนกลุ่มนี้ได้ให้การช่วยเหลือด้านต่างๆกับคนต่างชาติด้วยกัน และพวกเขาได้มอบข้าวสารอาหารแห้งให้เอาไปแจกจ่าย หลังจากนั้นแรงงานข้ามชาติก็ได้บอกันปากต่อปากและประสานมาที่ตน ซึ่งใครที่เดือดร้อนมากก็จะรีบเอาข้าวสารอาหารแห้งไปให้ก่อน แรงงานบางส่วนไม่มีรถมาเอา พวกตนก็ขับมอเตอร์ไซและรถซาเล้งเอาไปให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้เรามีรายชื่อแรงงานต่างชาติที่กำลังเดือดร้อนอยู่ในหัวหินกว่า 800 คน ส่วนมากตกงาน เมื่อก่อนพวกเขาเคยทำงานอยู่ในร้านอาหาร ตั้งแผงอยู่ในตลาดโต้รุ่ง บางส่วนเป็นแม่บ้าน บางส่วนเป็นคนงานส่งน้ำ-น้ำแข็ง แต่หลังจากที่นักท่องเที่ยวหายไปหมด นายจ้างก็ไม่มีเงินจ้างเลย บางคนก็ไม่ได้ค่าจ้างเดือนสุดท้าย เพราะนายจ้างไม่มีเงินจริงๆ&amp;rdquo; นายรามกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า หน่วยงานราชการได้เข้ามาช่วยเหลือแรงงานต่างชาติบ้างหรือไม่ นายรามกล่าว เมื่อก่อนก็ได้ยินข่าวว่าเทศบาลหัวหินแจกข้าวก็อยากไปรับ แต่แรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะกล้าเพราะบางคนก็อยู่อย่างไม่ถูกต้อง บางคนพูดภาษาไทยไม่ได้เลย อย่างไรก็ตามล่าสุดทางเทศบาลหัวหินได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางมะซู (นามสมมุติ) แรงงานพม่าจากเมืองมะละแหม่ง ซึ่งทำงานอยู่ใน ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่าอาคารที่ตนอาศัยอยู่มีแรงงานอยู่ด้วยกันทั้งหมด 27 คน จำนวน 13 ห้อง ทั้งหมดเคยทำงานตัดเย็บเสื้อผ้า แต่เมื่อเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด ทำให้นายจ้างต้องหยุดกิจการเพราะขายเสื้อผ้าไม่ได้ ตอนนี้พวกตนหยุดงานแล้วเป็นเดือนทำให้ไม่มีเงินจ่ายค่าห้อง ครั้นจะกลับบ้านเกิดก็กลับไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เจ้าของบ้านเขาก็ใจดี บอกว่าถ้าเดือนนี้ยังไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้องก็เอาไว้ก่อน แต่เราก็รู้สึกเกรงใจ แต่ไม่รู้ทำอย่างไร เพราะข้าวก็แทบไม่มีกินแล้ว แถวๆ ย่านนี้คนงานพม่าทำงานกันเยอะ และก็ตกงานกันเป็นแถว ตอนนี้กำลังลำบากกันมาก มีเพียงมูลนิธิเอกชนบางแห่งที่เข้ามาแจกข้าว&amp;quot;นางมะซู กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นางวา (นามสมมุติ) แรงงานพม่าจากมัณฑะเลย์ ซึ่งทำงานอยู่ในย่านอ้อมน้อย กล่าวว่าขณะนี้ตนท้องอยู่ 4 เดือน ส่วนสามีได้เดินทางกลับไปต่อพาสปอร์ตที่พม่าในช่วงจังหวะที่ไวรัสโควิดเริ่มระบาด ทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับมาได้ ตอนนี้ตนเองต้องตกงานเพราะนายจ้างหยุดกิจการ ทำให้ไม่มีค่าเช่าห้องจนต้องย้ายมาอยู่กับเพื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ดิฉันอยากกลับบ้านมากแต่กลับไม่ได้เพราะทราบข่าวว่าเขาปิดชายแดน ท้องก็ใหญ่ขึ้นทุกวัน อยู่ที่นี่แทบไม่มีใครเลย อนาคตถ้าคลอดลูกแล้วจะอยู่อย่างไร พรุ่งนี้จะเดินทางไปยื่นหนังสือให้ผู้บริหารกระทรวงแรงงานช่วยเหลือ&amp;quot;นางวา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้ประสานงานเครือข่ายสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ประเทศไทย กล่าวว่าทุกวันนี้หน่วยงานราชการยังเข้าไม่ถึงแรงงานข้ามชาติทั้งๆ ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อและแพร่ระบาดของไวรัสโควิด แม้กระทั่งในเขตอ้อมน้อยอ้อมใหญ่และบางบอน ซึ่งอยู่ชานเมืองหลวง แต่ก็ยังไม่มีหน่วยงานราชการเข้ามาช่วยเหลือดูแลแรงงานข้ามชาติซึ่งกำลังตกงานจำนวนมากและพักอาศัยกันอย่างแออัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ที่น่าเป็นห่วงคือพวกเขามีลูกเล็กๆ เยอะมาก แต่ละคนไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย แม่ก็อุ้มมาเดินเล่นหน้าบ้านพัก เพราะอยู่แต่ในห้องมันร้อนมาก ตรงนี้รัฐน่าจะรีบเข้าไปดูแล เราไม่อยากเห็นการแพร่ระบาดประทุขึ้นมาอีก&amp;quot;น.ส.สุธาสินี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65749</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, เทศบาลเมืองหัวหิน, แรงงานข้ามชาติ, แรงงานพม่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200512/image_big_5eba7a59d5d50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64336</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2020 19:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2020 19:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วอนเร่งช่วยคนไทยพลัดถิ่นกว่า 4 หมื่นคนลำบากหนักจากภัยโควิด ชุมชนหน้าด่านสิงขร จ.ประจวบฯ ไร้ข้าวกิน-ตกงานอื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย.63 - นายภควินทร์ แสงคง ที่ปรึกษาเครือข่ายคนไทยพลัดถิ่น และอดีตคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มคนไทยพลัดถิ่นซึ่งอาศัยอยู่ใน 4-5 จังหวัด อาทิ ประจวบฯ ระนอง ชุมพร ประมาณ 4 หมื่นคนกำลังเผชิญความเดือดร้อนเนื่องจากไม่สามารถทำมาหากินได้ ทั้งในส่วนของคนที่ได้บัตรประชาชนและยังไม่มีบัตรประชาชน โดยคนที่มีบัตรประชาชนก็ไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือของภาครัฐ ส่วนคนที่ไม่มีบัตรยิ่งลำบาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คนไทยพลัดถิ่นไม่มีต้นทุนใดๆที่จะได้มาซึ่งผลผลิตอะไรเลย เพราะเขาไม่มีที่ดิน ส่วนใหญ่กินค่าจ้างรายวัน เมื่อแต่ละเมืองมีการล็อคดาวน์ พวกเขาส่วนใหญ่ที่ทำงานรับจ้างต่างก็ตกงาน ภาครัฐควรเร่งส่งความช่วยเหลือโดยผ่านกลไกของกระทรวงมหาดไทย เพราะคนไทยพลัดถิ่นจำนวนมากได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว ส่วนคนที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน รัฐบาลต้องสร้างความร่วมมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่ เพราะเขารู้จำนวนคน&amp;rdquo;นายภควินท์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญเสริม ประกอบปราณ ผู้ประสานงานเครือข่ายคนไทยพลัดถิ่น จ.ประจวบฯ กล่าวว่า ขณะนี้คนไทยพลัดถิ่นที่อาศัยอยู่ที่บ้านไร่เครา หน้าด่านสิงขร อ.เมือง จ.ประจวบฯ กว่า 200 ครอบครัว กำลังประสบความเดือดร้อนมากนับตั้งแต่มีการปิดด่านสิงขร ทำให้คนที่มีรายได้จากการเป็นลูกจ้างหรือการค้าขาย ต่างตกงานโดยสิ้นเชิง ตอนนี้แทบไม่เหลือข้าวสารกิน แต่ยังดีที่ก่อนหน้านี้ผู้ใหญ่บ้านนำข้าวสารมาแจกครอบครัวละ 5 กิโลกรัม พอช่วยประทังความเดือดร้อนไว้ได้ชั่วคราว แต่อีกไม่นานข้าวสารก็จะหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญเสริม กล่าวว่า คนไทยพลัดถิ่นในพื้นที่อื่น อาจไม่ลำบากเท่ากับคนไทยพลัดถิ่นที่ไร่เครา เพราะหลายพื้นที่ยังรับจ้างในสวนเกษตรต่างๆ เช่น สวนมะพร้าว สวนยางพารา แต่คนที่ไร่เคราไม่สามารถไปรับจ้างที่ไหนได้เลย ที่น่ากังวลคือจำนวนไม่น้อยอาศัยอยู่ในบ้านเช่า ดังนั้นเมื่อถึงสิ้นเดือนแล้วไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า เจ้าของบ้านเช่าจะไล่ออกหรือไม่ก็ยังไม่รู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความต้องการเร่งด่วนคือ พวกถุงยังชีพและอาหารที่นำมาเลี้ยงปากเลี้ยงปากท้องได้ บางคนที่เคยขายของก็พยายามขอความช่วยเหลือจากมาตรการของรัฐบาล 5,000 บาท แต่ก็ไม่ได้ คนที่ยังไม่มีบัตรยิ่งแล้วใหญ่เพราะออกไปไหนไกลก็ไม่ได้&amp;rdquo;นายบุญเสริม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสุมาลี ประกอบปราณ อายุ 31 ปี ชาวบ้านไทยพลัดถิ่นในชุมชนไร่เครา กล่าวว่า เดิมทีมีอาชีพรับจ้างทั่วไปอยู่ที่หน้าด่านสิงขร แต่เมื่อปลายเดือนมีนาคม ตนได้คลอดลูกซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ไวรัสโควิด-19 กำลังแพร่ระบาด ทำให้ต้องเดือดร้อนอย่างหนักเพราะเงินที่เก็บสะสมไว้ก็หมดไปกับการคลอดลูก แถมยังต้องตกงานเพราะด่านสิงขรปิดตัวลง ขณะที่แฟนก็ป่วยจนทำงานหนักไม่ได้ จึงแทบไม่มีข้าวสารกิน ยังดีที่ได้รับแจกมาจากผู้ใหญ่บ้าน 5 กิโลกรัม แต่ตอนนี้ก็หมดแล้ว อาศัยว่าน้องสามีส่งเงินมาให้ 500 บาท จึงยังอยู่ได้ถึงวันนี้ แต่เขาก็มีครอบครัวและสามารถจะช่วยเหลือเราได้บ่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ฉันเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ลูก 3 คนก็ยังเล็ก แฟนก็ป่วย แม้เขาจะมีบัตรประชาชนคนไทย แต่ขอความช่วยเหลือ 5 พันบาทตามมาตรการของรัฐบาลก็ไม่ได้ ตอนนี้ขอแค่มีข้าวสารให้ลูกๆได้กินก็พอ ส่วนกับข้าว หาปลาและเก็บผักบุ้งแถวนี้เอาก็ได้&amp;rdquo;นางสุมาลี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสุมาลี กล่าวว่า เดิมทีตนเองเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่บ้านสิงขรในฝั่งพม่า และได้อพยพข้ามมาอยู่ฝั่งไทยเมื่อกว่า 10 ปีก่อนซึ่งที่ผ่านมาได้ทำเรื่องขอคืนสัญชาติไทยมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้ ทำให้เข้าไม่ถึงบริการใดๆของรัฐบาล แม้แต่การเดินทางออกไปนอกพื้นที่ก็ทำไม่ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64336</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กระทรวงมหาดไทย, คนชายขอบ, คนด้อยโอกาส, คนยากไร้, คนไทยพลัดถิ่น, จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, บัตรประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200426/image_big_5ea578c8d71c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37083</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2019 00:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2019 00:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จากล่ารางวัลมาราธอนสู่นักปั่น ปั้นกุยบุรีไซคลิ่งมุ่งระดับประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากพื้นฐานที่มีความเป็นนักกีฬา ล่ารางวัลในการแข่งขันวิ่งมาแล้วมากมาย กระทั่งเปลี่ยนมาพบกับความสนุกและท้าทายกับการผจญภัยได้กว้างไกลขึ้นกว่าเดิมของกีฬา 2 ล้อ ไปจนถึงตำแหน่งแชมป์ประเทศไทยมาแล้ว น้าโรจน์ ที่หลายๆคนรู้จักเวลานี้ นอกเหนือจากได้กลายเป็นครูผู้ฝึกสอนเด็กๆทีม กุยบุรีไซคลิ่ง ออกเก็บประสบการณ์ความสนุกและล่ารางวัลมาแล้วในหลายรายการ ทั้งกีฬาแห่งชาติ กีฬาเยาวชน กีฬานักเรียนนักศึกษา ไปจนถึงระดับชิงแชมป์แห่งประเทศไทย ที่ได้ตำแหน่งรองแชมป์มาครองได้เมื่อปีที่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทริปเดินทางสู่ กุยบุรี เพื่อร่วมการคิกออฟการจัดงานวันดินโลก ปี 2562 ตามนโยบายเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พลิกฟื้นผืนดินตามศาสตร์พระราชา ที่บ้านพุบอน อ.กุยบุรี เมื่อเร็วๆนี้ ทำให้เราได้มีโอกาสเจอและพูดคุยกับคุณโรจน์ สูงยิ่ง ผู้ฝึกสอนจักรยาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภาค 2 เขต 7 ที่บังเอิญเป็นเจ้าบ้านและเจ้าของพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาสำหรับการทำเป็นกุยบุรีโมเดลแก่นักท่องเที่ยวและจิตอาสา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณโรจน์เป็นเทรนเนอร์ ผู้ฝึกสอน&amp;nbsp; จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภาค 2 เขต 7 ซึ่งเขต 7 เล่าให้ฟังว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เริ่มแรกผมเป็นนักวิ่งมาราธอน ล่ารางวัลเลยล่ะ ถ้วยเต็มบนห้องไปหมด แต่พอวิ่งมากๆก็เจ็บหัวเข่า ก็เลยเปลี่ยนไปปั่นจักรยาน พอได้ปั่นแล้วมันก็ดีนะ ปั่นข้ามจังหวัดไป 3-4 จังหวัด อย่างเช่น กรุงเทพ มา เพชรบุรี กรุงเทพ มาหัวหิน อะไรทำนองเนี้ย เฮ้ยมันสนุก เราก็แข็งแรงอยู่แล้วด้วยความเป็นนักกีฬา เพื่อนก็ชวนไปแข่งขัน บอกปั่นอย่างนี้ไปแข่งขันได้แล้ว ก็ไปแข่ง แล้วก็มีอันดับ ก็สนุก ก็ไปซ้อมบ้าบอคอแตก คราวนี้ก็มีผลตามมา ผมนี่สร้างนักกีฬาตั้งแต่กรุงเทพแล้วนะ ลูกน้องผมชื่อ โจ เป็นแชมป์ประเทศไทย ปีอะไรจำไม่ได้แล้ว ซึ่งก็เป็นที่มา ก่อนจะพากันไปซ้อมและไปแข่งจนเป็นแชมป์ประเทศไทยเลย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คราวนี้พอกลับมาอยู่บ้าน จักรยานกีฬาเราไม่เลิกอยู่แล้วไง เราก็ปั่นของเราทุกวันแหละ เด็กก็เห็น และก็เรียกน้าโรจน์มาจนทุกวันนี้ เรื่องเกี่ยวกับโค้ชน่าจะรู้จักกันทั่วประเทศแหละสำหรับวงการจักรยาน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เด็กๆในทีมก็มีไปแข่งกีฬาแห่งชาติ กีฬาเยาวชน กีฬานักเรียนนักศึกษา แล้วก็กีฬาชิงแชมป์แห่งประเทศไทย ถ้วยภูมิพลก็ 5 สนาม ถ้วยพระเทพก็ 4 สนาม เราก็ไปแข่ง อย่างปีที่แล้วก็ได้รองแชมป์มาด้วย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สร้างเด็กมาก็ประมาณ 4 ปีแล้ว ส่วนด็กก็ไม่ได้มีการไปคัดเลือกมา เด็กเค้ามีความอยากที่จะปั่นจักรยานเอง ซึ่งบางคนไม่ได้ก็จะค่อยๆถอยไปเอง ริมเขื่อนทั้งเขื่อนก็เป็นสนามปั่นของเรา ทุกวัน นัดเจอกันบ้านน้าโรจน์นี่แหละ เด็กเลิกเรียนมา ก็มาเรียกน้าโรจน์ ถ้าเกิดไม่ว่าง เด็กๆก็ไปซ้อมกันเอง
พอใกล้ที่จะถึงการแข่งขันก็จะมีการปรับการซ้อมให้เข้มข้นขึ้น อย่างกีฬาแห่งชาตินี่ต้องปรับการซ้อมให้หนักเลย อย่างน้อยปีนี้ได้อันดับ 8 อันดับ 9 ของประเทศก็ถือว่าโอเค เพราะเราไม่ได้มีทุน ไม่มีกำลัง ทีมผมทีมบ้านๆน่ะ แต่ตอนนี้เราก็มีสปอนเซอร์แล้ว แม่กิมไล้ เพชรบุรี ออกแข่งขันก็ให้สนามละ 5 พัน พร้อมกับจังหวัดส่งไปเราก็เอามาบวก และพ่อแม่ออกมั่งอะไรมั่ง เดี๋ยวนี้สบายขึ้น ไปแรกๆนี่น้าโรจน์แย่เลย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทางที่เราไปปั่นตรงอ่างเก็บน้ำยางชุม ผมทำเป็นสนามครอสเลย ระยะทางรอบนึ่งนี่ 4-5 กิโล ถ้ารอบเชื่อนใหญ่ก็ 16 กิโล ซึ่งเป็นทางเรียบ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จักรยานตอนแรกก็ขี่กันหนักๆเลย แต่ของผมมันเป็นรถดีอยู่แล้ว ตอนหลังพ่อแม่ก็เริ่มซื้อให้คันละ 2 หมื่น 3 หมื่น แล้วความที่เค้าเห็นผมทำจริงทำจริง เฮียชัยวัฒน์ ซึ่งเค้ามีฐานะ ก็เอามาให้คันเป็นแสนเอามาให้เด็กเอามาช่วยสนับสนุน ที่จริงก็เป็นเพื่อนกันปั่นจักรยานอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว ทางแม่กิมไล้เองก็มีสนับสนุนทั้งเงินทั้งจักรยานเช่นกัน ตอนนี้ทุกอย่างดีขึ้น เพียงแต่ช่วงนี้ผมก็ค่อนข้างยุ่งกับเรื่องโคกหนองนาโมเดล คือผมเป็นคนไม่ค่อยอยู่สุข ก็ไปเรียน ไปอบรม อาจารย์แกก็ถูกชะตา คือที่นี่ก็มีเรื่องเล่าที่ไม่ใช่ธรรมดาที่ในหลวงทำไว้ นั่นก็ในหลวงทรงทวงคืนผืนป่ามาให้เลยนะ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน &amp;quot;น้องก๊าบ&amp;quot; สุรชัย หาจตุรัส หนึ่งในสมาชิกทีมปั่นของ กุยบุรี ไซคลิ่ง อายุเพียง 14 ปี&amp;nbsp; ลงแข่งก็จะเป็นรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปีชาย ผลงาน อยู่ในท็อปเทนของชิงแชมป์แห่งประเทศไทย สนามล่าสุด คือ สุพรรณบุรี คุณโรจน์ ซึ่งเป็นโค้ชจะพาออกนำไปทุกเช้าเย็น ระยะทางยาวราว 40 กม. ไปถึงอุทยาน แล้ววนมา เขื่อน ทางมีความยาก มีเนิน โดยปั่นรอบขาที่ตัวเองถนัด และผลัดกันขึ้นไปนำ แต่ปั่นในอุทยานแบบนี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือช้าง ทางชายเขาเคยเจอ 30 กว่าตัว ถ้าเจอก็คงต้องหนีอย่างเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พูดถึงรางวัลจากการแข่งขัน น้องก๊าบบอกว่า เคยได้จากรายการชิงแชมป์แห่งประเทศไทย เป็นถ้วยรางวัลรองแชมป์ ปีที่แล้ว โดยช่วงนี้เพิ่งเริ่มสนามใหม่ เชียงราย ระนอง สนามต่อไปคือ ปราจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาถึง น้องเล็กของทีมก็ต้องเป็น ศุภกร หาจตุรัส อายุแค่ 11 ปีเท่านั้น ส่วนอีกคนคือ กิรพัฒน์ คีรีนิล อายุ 14
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจาก คุณโรจน์แล้ว ยังมีอีกท่านที่คอยสนับสนุนนั่นคือ คุณ วรพล หาจตุรัส ก็คุณพ่อของน้องสุรชัย กับ น้อง ศุภกร นั่นเอง เป็นทั้งเซอร์วิส และคนขับรถ เวลาปั่นซ้อมกัน หากเกิดเหตุฉุกเฉิน แล้วไม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ เด็กๆก็สามารถโทรติดต่อกลับมาหาโค้ช ซึ่งโค้ชก็จะขี่มอเตอร์ไซค์นำอุปกรณ์ออกไปแก้ไข ซึ่งก็สามารถขนจักรยานกลับได้ด้วยกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาหน้างานได้จริงๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผู้ที่สนใจปั่นจักรยานท่องเที่ยว โดยมีทางคุณโรจน์นำทางไปก็อย่าลืมติดต่อไปพักที่ ชุมชนบ้านพุบอน ตาโรจน์โฮมสเตย์ อยู่ที่ว่าทางลูกค้าที่ต้องการไปปั่นนั้นใช้รถจักรยานอะไรด้วย&amp;nbsp; ถ้าใช้เสือหมอบ ก็จะพาไปเส้นทางนึง ซึ่งก็ต้องเตรียมจักรยานมาเองด้วยนะครับ ส่วนที่นี่ทุกท่านยังสามารถท่องเที่ยวตามศาสตร์พระราชา เยี่ยมชมแปลงเกษตรอินทรีย์ ไปชมอุโมงค์ จามจุรี ที่เป็นทุ่งกว้าง วัว แพะ เยอะแยะมากมาย ยกให้เป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทยอีกแห่ง และมาถึงนี่แล้วต้องไม่พลาดที่จะเข้าชมช้างป่า และกระทิง ณ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี รับรองได้เห็นหลายตัวแน่ไม่ผิดหวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;linkthaipost@gmail.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37083</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแข่งขันจักรยาน, กีฬา, กุยบุรี ไซคลิ่ง, จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, โรจน์ สูงยิ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190528/image_big_5ced67e468263.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
