<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103182</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 13:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 13:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>    โรงงานหลวงฯ เต่างอย ชูโมเดลพลังงานทดแทน  ผลิตแก๊สไบโอมีเทนใช้หุงต้ม จากน้ำเสีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงผลิตก๊าซไบโอมีเทน 5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมอาหารของไทย ถือว่ามีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้ในกระบวนการผลิตไม่ว่าจะเป็นอาหาร ผัก ผลไม้ พืชแปรรูป เครื่องดื่ม เครื่องเทศ ผลิตภัณฑ์นม อาหารทะเล และอื่นๆ ย่อมมีของเสียเกิดขึ้น อาทิ เศษผัก ผลไม้ น้ำเสียต่างๆ รวมไปถึงของเสียที่เป็นแก๊ส &amp;nbsp; ทำให้การแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับกำจัดของเสียจากอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในเป้าหมายของภาคอุตสาหกรรมนี้ในแก้ปัญหาและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จึงเป็นเหตุให้ภาคอุสาหกรรมและภาคธุรกิจหันมาสนใจ ตระหนักถึงในปัญหาสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศบนโลกอย่างยั่งยืน โดยมีการลงทุนสร้างและผลิตแหล่งพลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึง จากของเสียที่เกิดขึ้นในจากกระบวนการผลิตภาคอุตสากรรมอาหาร โดยโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 (เต่างอย) จังหวัดสกลนคร หนึ่งในโรงงานแปรรูปผลไม้อบแห้ง ภายใต้ตราสินค้า ดอยคำ โดยมีสายการผลิตสำคัญ ได้แก่ สายการผลิตมะเขือเทศเข้มข้น ผลไม้อบแห้ง น้ำผลไม้บรรจุกระป๋อง และข้าวกล้องบรรจุถุง ซึ่งในกระบวนการผลิตเกิดของเสียและขขยะต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนบริเวณโดยรอบโรงงาน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หนึ่งในนโยบายที่ชัดเจน คือ เป้าหมายการศึกษา และค้นคว้าการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เพื่อปรับปรุงใช้ในการผลิต ลดต้นทุน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยที่ผ่านมีการผลิตและใช้เชื้อเพลิงเหลว(ก๊าซธรรมชาติ) เชื้อเพลิงแข็งจากปาล์ม ที่นำใช้ในโรงงาน รวมไปถึงพลังงานทดแทน ที่ได้มีการติดตั้งติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ 768 แผง ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้า และจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ประมาณ 70,000 กิโลวัตต์/ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละฤดู เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาชุมชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ล่าสุดโรงงานหลวงฯ เต่างอย ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน (สนพ.) และสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดทำสถานีผลิตและจ่ายก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) หรือ โรงจ่ายก๊าซศิลาธรหิรันย์ ภายใต้โครงการส่งเสริมและสาธิตการใช้ประโยชน์จากก๊าซไบโอมีเทนด้วยระบบท่อส่งก๊าซเพื่อทดแทนก๊าซหุงต้ม(LPG)ในชุมชนต้นแบบ &amp;nbsp;สู่เต่างอยโมเดล CBG สร้างสุข พลังงานทดแทนเพื่อชุมชน จำนวน 280 ครัวเรือน &amp;nbsp;ในพื้นที่ชุมชนบ้านนางอย และบ้านโพนปลาโหล ตำบลเต่างอย อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด กล่าวว่า ได้ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องของขยะและของเสียต่างๆ โดยที่โรงงานหลวงฯ เต่างอยมีแนวทางการดำเนินงานในเรื่องของสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะที่นี่ซึ่งมีน้ำเสียที่ออกมาจากระบบ หรือกระบวนการผลิตในขั้นตอนต่างๆ ซึ่งในการทำแก๊สไบโอมีเทนครั้งนี้จะช่วยให้ชาวบ้านลดค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังเป็นการบริการผ่านวิสาหกิจชุมชนพลังงานไบโอมีเทนนางอย-โพนปลาโหล เพื่อบริหารกองทุนก๊าซอย่างเป็นรูปธรรม อย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ่อบำบัดน้ำเสีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับน้ำเสียที่เกิดจากโรงงานนั้น พิพัฒพงศ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับช่วงฤดูแปรรูปผลิตมะเขือเทศ หรือผลไม้อื่นๆด้วย แบ่งเป็นเดือนมกราคม-เมษายน จะเป็นฤดูของการผลิตมะเขือเทศ โดยจะมีชาวบ้านนำมะเขือเทศมาส่ง ซึ่งต้องเขาสู่กระบวนการต่างของทางโรงงาน ทำให้มีน้ำเสียที่ประมาณ 600-800 คิว/วัน หลังจากนั้นจะเป็นช่วงเดือนของนำมาอบแห้ง ทำให้เกิดน้ำเสียน้อยกว่า คือจะไม่เกิน 200 คิว/วัน แต่ค่าความสกปรกในช่วงอบแห้งจะมากกว่าทำให้ผลิตก๊าซไบโอมีเทนได้มากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เตาแก๊สสำหรับใช้กับแก๊สไบโอมีเทน และอุปกรณ์ทำท่อส่งแก๊ส.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พิพัฒพงศ์ ได้อธิบายถึง ในส่วนกระบวนการบำบัดน้ำเสีย &amp;nbsp;โดยน้ำเสียจากโรงงานจะถูกส่งผ่านมายังท่อที่ฝังอยู่ใต้ดิน เข้าสู่บ่อหมักที่ 1 คือ น้ำเสียจะอยู่ใต้ผืนผ้าใบสีดำหนาขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาทางจุลินทรีย์ (ไม่ต้องการอากาศ) ซึ่งจะมีบำบัดน้ำเสียไปก่อนในบางส่วน ก่อนจะเข้าสู่บ่อหมักที่ 2 ที่แปรสภาพเป็นก๊าซ ซึ่งจะมีทั้งก๊าซที่มีประโยชน์และไม่มีประโยน์ โดยมีก๊าซไบโอมีเทนปะปนอยู่ และถูกนำไปใช้ประโยชน์ในสถานีผลิต โดยมีการแจกจ่ายก๊าซไบโอมีเทน &amp;nbsp;ผ่านกระบวนการผลิตก๊าซไบโอมีเทน อัดด้วยเทคโนโลยีเมมเบรน ส่วนแก๊สอื่นๆ ก็จะเข้าสู่บ่อเติมอากาศ ซึ่งจะใช้ระบบจุลินทรีย์(ที่ต้องการอากาศ)ในการบำบัดเช่นเดียวกัน โดยน้ำจะมีสีน้ำตาล ถือว่าเป็นสภาพน้ำที่ปกติ หลังจากนั้นจะถูกส่งไปที่บ่อตกตะกอน เพื่อให้น้ำใสไหลลงในสระ และนำไปใช้ประโยชน์ในส่วนต่างๆภายในโรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน ผศ.ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี &amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า เนื่องจากสถาบันฯ ได้คิดค้นวิจัยในการดำเนินการผลิตก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) ซึ่งเป็นก๊าซได้พัฒนานำก๊าซชีวภาพมาปรับปรุงคุณภาพ โดยการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) และความชื้นออกจากก๊าซชีวภาพ เพื่อให้ได้ก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) &amp;nbsp;ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าก๊าซ NGV (Natural Gas for Vehicles) สามารถนำไปใช้สำหรับยานยนต์ และนำไปบรรจุถังสำหรับใช้ในภาคครัวเรือน เพื่อทดแทนก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งกำลังประสบปัญหาด้านราคา และมีแนวโน้มจะขาดแคลนในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิเตอร์ติดตั้งสำหรับใช้งานแก๊สไบโอมีเทนในพื้นที่หน้าบ้านแต่ละหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.พฤกษ์ กล่าวถึงการดำเนินงานที่โรงงานหลวงฯ เต่างอย ว่า ได้เริ่มดำเนินการศึกษาและทดลองมาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี ซึ่งเป็นการนำก๊าซชีวภาพซึ่งเกิดจากน้ำเสียจากกระบวนการผลิตแปรรูปมะเขือเทศ มาผ่านกระบวนการของระบบผลิตก๊าซไบโอมีเทนอัดด้วยเทคโนโลยีเมมเบรน (Membrane System) สามารถผลิตได้ 262.81 kg Biomethane/day เมื่อเดินระบบเป็นเวลา 10 hr/day โดยมีราคาต้นทุน 12 บาทต่อกิโลกรัม สามารถมาทดแทนก๊าซหุงต้มได้ถึงประมาณ 75,000 กิโลกรัม/ปี ที่การเดินระบบเป็นเวลา 10 hr/day คิดเป็นมูลค่าประมาณ &amp;nbsp;1.6 ล้านบาท/ปี (คิดที่ราคา LPG 22.2a4 บาทต่อกิโลกรัม , ม.ค. 64) และจากการทดสอบก๊าซ CBG พบว่ามีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับก๊าซ LPG สามารถใช้ทดแทนกันได้ ซึ่งปัจจุบันได้แจกจ่ายให้กับชุมชนบ้านนางอยและบ้านโพนปลาโหล ใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนก๊าซหุงต้ม (LPG) จำนวน 280 ครัวเรือน ในราคา 12-15 บาท ต่างจากแก๊สแอลพีจีราคาตลาดอยู่ที่ 18 บาท ยังไม่ร่วมค่าขนส่ง จึงอยากให้แก๊สจากที่ผลิตส่งให้ชาวบ้านถูกกว่าราคาตลาดประมาณ 30%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.สิริชัย คุณภาพดีเลิศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผศ.ดร.สิริชัย คุณภาพดีเลิศ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มว่า สำหรับในประเทศไทยการวางท่อส่งแก๊สยังเป็นเรื่องที่พบไม่มากนัก &amp;nbsp;ในขณะที่ต่างประเทศมีการวางท่อส่งแก๊สเป็นจำนวนมาก ที่เรียกว่า ซิตี้แก๊ส โดยบ้านทุกหลังจะมีการต่อท่อแก๊ส และมีมิเตอร์ในการควบคุมการใช้งาน &amp;nbsp;ดังนั้นมาตรฐานต่างๆที่ดำเนินการในโครงการครั้งนี้ จึงอ้างอิงจากต่างประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามาตรฐานสากล ซึ่งการวางท่อส่งแก๊สทั้ง 280 ครัวเรือนไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีแนวทางการปฏิบัติและกฎหมายที่ระบุเกี่ยวกับการวางท่อส่งแก๊ส จึงต้องมีการดำเนินเรื่องยื่นของกับทางกรมทางหลวงชนบทโดยตรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในด้านความปลอดภัย ผศ.ดร.สิริชัย บอกว่า ได้มีการควบคุมมาตรฐานท่อที่ขนาดประมาณ 2 นิ้ว ส่งแก๊สในปริมาณ 2-3 บาร์ วางลึกลงดินประมาณ 1 เมตร ซึ่งถือว่าปริมาณการส่งแก๊สน้อยกว่าปกติถึง 10 เท่า และได้มีการทดสอบส่งแก๊สเต็มที่ได้ถึง 6 บาร์ ดังนั้นหากเกิดการรั่วไหลของแก๊สจะมีปริมาณนิดเดียว จะไม่มีลักษณะการระเบิด สามารถดำเนินการซ่อมได้ปกติ ส่วนอีกท่อที่แก๊สจะจ่ายไปยังบ้านเรือนจะเป็นท่อเหล็ก ที่แข็งแรงและปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ทั้งนี้แก๊สไบโอมีเทนที่ผลิตได้จะมีค่าความร้อนใกล้เคียงกับแก๊สธรรมชาติ ไม่มีกลิ่น จึงได้มีการเติมกลิ่นลงไปเพื่อให้รับรู้ได้หากเกิดแก๊สรั่ว และด้วยลักษณะของแก๊สที่เบา จึงต้องใช้เตาที่ผลิตเฉพาะ จึงได้ร่วมกับลัคกี้เฟลม ผลิตเตาแก๊ส ให้มีรูในการพ่นเชื้อเพลิง หรือไส้ไก่ &amp;nbsp;ที่แตกต่างจากเตาแก๊สเท่าไป เพราะอัตราส่วนการผสมอากาศกับเชื้อเพลิงไม่เท่ากัน และหากชาวบ้านมีการนำไปใช้กับเตาแก๊สทั่วไป อาจจะไม่มีอันตรายเพียงเปิดไม่ติดเท่านั้น &amp;nbsp;ซึ่งยังไม่มีวางขายในท้องตลาด โดยราคาจะประมาณ 800-1,000 บาท &amp;nbsp;เบื้องต้นได้มีการมอบเตาแก๊สให้กับชาวบ้านครบทุก 280 ครัวเรือน&amp;rdquo; ผศ.ดร. สิริชัย &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มารศรี งอยจันทรศรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
มารศรี งอยจันทรศรี หนึ่งในชาวบ้านที่ได้รับติดตั้งแก๊สไบโอมีเทน บอกว่า &amp;nbsp;รู้สึกยินดีที่ทางโรงงานหลวงฯ เต่างอย ได้มีการดำเนินโครงการเรื่องแก๊ส ที่จะมาใช้ทดแทนแก๊สหุงต้ม เพราะด้วยการบำบัดน้ำเสียจากโรงงานมีกลิ่นที่รบกวน และราคาแก๊สหุ่งต้มในท้องตลาด รวมค่าขนส่งด้วยก็จะมีราคาแพงกว่า ซึ่งหลังจากดอยคำได้เริ่มทำโครงการนี้ กลิ่นน้ำเสียไม่มีแล้ว และยังแก๊สให้ใช้ด้วยในราคาที่ถูกกว่า เมื่อทดลองใช้ได้ 4-5 วัน ก็ใช้ง่ายเพียงเปิดวาล์วจากมิเตอร์ที่ติดตั้งให้ ไฟแรง กับข้าวสุกไว ซึ่งนับว่าเป็นโครงการที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะผู้บริหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103182</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซมีเทน, จังหวัดสกลนคร, บริษัทดอยคำ, สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สนพ., เตาแก๊ส, เต่างอยโมเดล CBG สร้างสุข พลังงานทดแทนเพื่อชุมชน, โรงงานหลวงเต่างอย, โรงจ่ายก๊าซศิลาธรหิรันย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a201e4caa4d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101975</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2021 14:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2021 13:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนองพระราชดำริ โครงการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ 22 แห่ง จังหวัดสกลนคร….. แก้น้ำท่วมลดแล้งอย่างยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนายอำพน กิตติอำพน องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการฯ&amp;nbsp; พร้อมด้วยนายปวัตร์ นวะมะรัตน รองเลขาธิการ กปร. และคณะอนุกรรมการฯ ลงพื้นที่ติดตามตรวจเยี่ยมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร เมื่อวันศุกร์ที่ 19 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี เปิดเผยในระหว่างเยี่ยมชมความคืบหน้าของโครงการว่า การปรับปรุงอ่างเก็บน้ำจำนวน 22 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร ตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น สืบเนื่องมาจากเมื่อปี 2560 พื้นที่จังหวัดสกลนคร ได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน &amp;ldquo;ตาลัส&amp;rdquo; และพายุโซนร้อน &amp;ldquo;เซินกา&amp;rdquo; ทำให้มีน้ำไหลบ่าจากเทือกเขาภูพานลงสู่พื้นที่อ่างเก็บน้ำในพื้นที่จังหวัดสกลนครจำนวนมากและเอ่อล้นข้ามทำนบดินจนเกิดการกัดเซาะสันทำนบดินพังเสียหาย น้ำทะลักเข้าท่วมหลายพื้นที่รวมถึงตัวเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;ldquo;เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสำนักงาน กปร. รีบดำเนินการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ &amp;ldquo;ห้วยทรายขมิ้น&amp;rdquo; ที่ประสบปัญหาอุทกภัยชำรุดเสียหายจากพายุโซนร้อนเซินกาให้ใช้การได้โดยเร็ว และเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2560 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ รับโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และมีพระราชกระแสว่า เป็นความเร่งด่วนอย่างสำคัญ น่าจะตรวจระบบ อ่าง, เขื่อน ฯลฯ ในพื้นที่นี้ต่อไป ซึ่งเป็นที่มาของการดำเนินงานในการสำรวจพร้อมปรับปรุงแก้ไขอ่างเก็บกักน้ำจำนวน 22 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร&amp;nbsp; &amp;ldquo;นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ดังนั้นเพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงาน กปร. ร่วมกับกรมชลประทาน ดำเนินการสนองพระราชดำริ จัดทำโครงการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ 22 แห่ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร อย่างเร่งด่วน ตั้งแต่ปี 2561 &amp;ndash;2562 โดยสำรวจอ่างเก็บน้ำทั้ง 22 แห่ง ให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง มีความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ราษฎรที่อาศัยอยู่บริเวณโดยรอบอ่างเก็บน้ำในด้านความปลอดภัย รวมถึงประโยชน์ที่จะได้รับในพื้นที่ มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อร่วมบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ สร้างการมีส่วนร่วมให้เกิดการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ด้านนายสมพร อารยชาติสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 3 กล่าวระหว่างนำองคมนตรีและคณะฯ เยี่ยมชมความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-น้ำก่ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลตองโขบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็น 1 ใน 22 โครงการฯ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำริให้มีการดำเนินการ ว่า โครงการนี้พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำริให้พิจารณาดำเนินการตั้งแต่ปี 2535 และเริ่มดำเนินการได้ในปี 2560 โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้เปิดโครงการ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 เป็นการก่อสร้างประตูระบายน้ำ เน้นการระบายน้ำที่มีการยกระดับน้ำในลำคลองขึ้นเพื่อเก็บกักส่วนหนึ่งไว้ในลำลอง ระหว่างทางระบายน้ำสามารถส่งไปยังพื้นที่สองข้างลำคลองเพื่อการใช้ประโยชน์ของราษฎรทำการเพาะปลูกได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;ldquo;โครงการนี้เมื่อแล้วเสร็จ จะช่วยชะลอปริมาณน้ำที่ไหลลงหนองหานช่วงน้ำหลากไม่ให้ท่วมพื้นที่ตัวเมืองจังหวัดสกลนคร สามารถระบายน้ำจากพื้นที่ตอนบนได้รวดเร็วขึ้น แล้วส่งน้ำส่วนนี้เข้าคลองผันน้ำ เป็นการทำงาน 2 ทาง นอกจากเป็นคลองระบายแล้วยังเป็นคลองส่งน้ำ สามารถนำมาใช้ในการอุปโภคบริโภค และการเพาะปลูกในฤดูแล้งได้อีกด้วย&amp;rdquo; นายสมพร อารยชาติสกุล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ทั้งนี้ สำนักงาน กปร. ร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร ในการต่อยอดโครงการโดยนำองค์ความรู้การพัฒนาอาชีพ เพิ่มทักษะฝีมือ ถ่ายทอดแก่ราษฎร พร้อมกับสนับสนุนปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ทั้งพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ฯลฯ ตามความต้องการของสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำ อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101975</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปร., กรมชลประทาน, จังหวัดสกลนคร, นายจรัลธาดา กรรณสูต, นายปวัตร์ นวะมะรัตน, นายสมพร อารยชาติสกุล, นายอำพน กิตติอำพน, น้ำท่วม, ลดแล้ง, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ, สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 3, ห้วยทรายขมิ้น, องคมนตรี, อ่างเก็บน้ำ, โครงการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ 22 แห่ง, โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_609392219025e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99911</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 10:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 10:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ผ้าลายขอเจ้าฟ้าฯ” สร้างมูลค่าหลายพันล้านให้ชุมชน โดยฝีมือศิลปินช่างทอผ้าของไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้สนองแนวพระดำริ ผ่าน &amp;ldquo;โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก&amp;rdquo; จัดกิจกรรมโครงการประกวดผ้าลายขอพระราชทานฯ และจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ 8 ครั้ง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานการทอผ้า รวมทั้งสร้างศิลปินช่างทอผ้ารุ่นใหม่ของไทย โดยนำทีมกรรมการและที่ปรึกษาโครงการฯลงพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2564 นายวิฑูรย์ นวลนุกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร นำทีมที่ปรึกษาและกรรมการโครงการฯ พบปะศิลปินช่างทอผ้าจาก 3 จังหวัดอีสานตอนกลาง ได้แก่ สกลนคร นครพนม และกาฬสินธุ์ โดยกิจกรรมจัดขึ้น ณ ศาลากลางจังหวัดสกลนคร มีนายศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบและประธานกรรมการการตัดสินในระดับภูมิภาค นายอัครชญ แก้วอาภรณ์ กรรมการที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก และผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ได้ร่วมชี้แจง กติกาสำคัญ รางวัล และกำหนดการโครงการประกวดผ้าลายพระราชทานฯ ตลอดจนมีการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง &amp;ldquo;การย้อมสีธรรมชาติไหมไทยพันธุ์พื้นบ้าน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;การเข็นฝ้ายแบบโบราณ&amp;rdquo; โดยเจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหม ในการอบรมยังมีศิลปินช่างทอผ้ารุ่นเก่าของสกลนคร ที่ส่วนใหญ่มาจากหมู่บ้านย้อมสีธรรมชาติและผลิตผ้าครามได้เข้าร่วมอบรม ศิลปินช่างทอผ้าจากบ้านท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสถานที่แรกที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทอดพระเนตรเห็นชาวบ้านนุ่งผ้าไหมมัดหมี่ ขณะเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรในปี 2513 ซึ่งศิลปินช่างทอผ้าของบ้านท่าเรือที่เคยเป็นผู้ชนะเลิศโครงการประกวดทอผ้าของโครงการศิลปาชีพฯ ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ให้กับผู้เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ พร้อมกับแสดงความดีใจที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงฟื้นฟูโครงการประกวดผ้าขึ้นมาอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ครั้งที่ 2 จัดขึ้น เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2564 มีนายวรงค์ แสงเมือง ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน นายอัครชญ แก้วอาภรณ์ กรรมการที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก และคณะกรรมการได้เดินทางไปพบศิลปินช่างทอผ้าที่บ้านโคกล่าม อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม กิจกรรมนี้ได้รับความสนใจจากศิลปินช่างทอผ้าในพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ จังหวัดร้อยเอ็ด สุรินทร์ ชัยภูมิ สกลนคร ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ มีกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง &amp;ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&amp;rdquo; โดยนายกุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหาร นิตยสารโว้กประเทศไทย เรื่อง &amp;ldquo;คอลเลคชั่นผ้าไทยร่วมสมัย&amp;rdquo; โดยนายพลพัฒน์ อัศวะประภา นักออกแบบและผู้ก่อตั้ง ASAVA Group และนายสธน ตันตราภรณ์&amp;nbsp; ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น เรื่อง &amp;ldquo;คุณภาพเส้นใย ไหมพันธุ์ไทย ฝ้ายพื้นเมือง&amp;rdquo; โดยนายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบและผู้ก่อตั้งแบรนด์ WISHARAWISH&amp;nbsp; และเรื่อง &amp;ldquo;การสร้าง Story Telling และ Packaging&amp;rdquo; โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน และ ดร.กรกลด คำสุข จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สำหรับบ้านโคกล่ามเป็นหมู่บ้านย้อมสีธรรมชาติที่ยังใช้ไม้มงคลในการย้อมผ้าอย่างขนุน คูน ยอ ซึ่งในการอบรมครั้งนี้ มีศิลปินช่างทอผ้าเข้ามาร่วมรับฟังจากหลายจังหวัด ดังนั้นคณะกรรมการโครงการประกวดฯ จึงเห็นความสำคัญและมุ่งมั่นที่จะมองหาศิลปินช่างทอผ้ารุ่นใหม่ที่สืบสานองค์ความรู้การทอผ้าไทยสืบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนการอบรมครั้งที่ 3 จัดขึ้นที่ บ้านหัวฝาย อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น ซึ่งนายสมศักดิ์ จังตระกูล&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด มีศิลปินช่างทอผ้าจากจังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี และชัยภูมิเข้าร่วม สำหรับจังหวัดขอนแก่นได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของการทอผ้าในประเทศไทย ที่สร้างมูลค่าให้แก่การทอผ้าได้หลายพันล้านบาทต่อปี มีผู้เชี่ยวชาญและศิลปินช่างทอฝีมือดีหลายคนที่เคยส่งผ้าเข้าประกวดในโครงการศิลปาชีพฯ ซึ่งบางคนได้เลิกทอผ้าไปแล้วในปัจจุบัน แต่มีความกระตือรือร้นที่จะกลับมาทอผ้าส่งเข้าประกวดอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การอบรมทั้ง 3 ครั้ง ได้รับความสนใจอย่างมาก มีการตั้งคำถามและนำผ้าทอตัวอย่างมาให้ชม พร้อมทั้งเล่าถึงความตั้งใจในการทอผ้าเพื่อส่งเข้าประกวด ศิลปินช่างทอผ้าหลายคนมีความมุ่งหวังที่จะคว้ารางวัลชนะเลิศเมื่อทราบว่า รางวัลชนะเลิศเป็นเหรียญทองที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะพระราชทานแก่ผู้ชนะการประกวดในพิธีเปิดงาน OTOP CITY ประจำปีนี้ และออกแบบโดยนายศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี ศิลปินวาดภาพผู้มีชื่อเสียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ​ทั้งนี้ผู้สนใจส่งผ้าลายพระราชทานเข้าประกวด สามารถส่งใบสมัครได้ที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดทั่วประเทศ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2564 และสามารถส่งผ้าเข้าประกวดได้ภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 โดยโครงการประกวดผ้าลายพระราชทานฯ จะดำเนินการตัดสินตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการประกวดผ้าลายพระราชทานฯ ติดต่อได้ที่สำนักงานพัฒนาชุมชน ทุกจังหวัด หรือที่กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย หรือติดต่อได้ที่เพจ &amp;ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&amp;rdquo; โดยหากมีคำถามหรือต้องการจะแสดงรูปผลงานผ้าทอ โปรดใส่แฮชแท็ก #ผ้าไทยใส่ให้สนุก #phathaisaihaisanook นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มช่องทางติดต่อทาง LINE Official Account &amp;ldquo;@saihaisanook&amp;rdquo; และทาง QR Code ที่เห็นนี้ด้วยเช่นกัน สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งต่อไป จะจัดขึ้นที่ จังหวัดลำพูน อุทัยธานี สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา บุรีรัมย์ ผู้ที่สนใจจะร่วมกิจกรรมสามารถติดตามข้อมูลได้จากเพจดังกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99911</URL_LINK>
                <HASHTAG>ASAVA Group, OTOP CITY, phathaisaihaisanook, WISHARAWISH, กรมการพัฒนาชุมชน, กระทรวงมหาดไทย, การย้อมสีธรรมชาติไหมไทยพันธุ์พื้นบ้าน, การเข็นฝ้ายแบบโบราณ, จังหวัดสกลนคร, นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี, นายพลพัฒน์ อัศวะประภา, นายวรงค์ แสงเมือง, นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข, นายวิฑูรย์ นวลนุกูล, นายศิริชัย ทหรานนท์, นายสธน ตันตราภรณ์, นายสมศักดิ์ จังตระกูล, นายอัครชญ แก้วอาภรณ์, นิตยสารโว้กประเทศไทย, ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา, สำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน, โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607cf4ce6b295.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
