<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114002</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 19:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 19:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลักหลับชาวสตูล! รัฐอนุญาตสร้างโรงงานยางมะตอย หวั่นปนเปื้อนต้นน้ำ-ยื่นร้องผู้ว่าฯตรวจสอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค.64 -&amp;nbsp;นายสมยศ โต๊ะหลัง ชาวบ้าน ต.แป-ระ อ.ท่าแพ จ.สตูล เปิดเผยว่า วันนี้ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสตูล ตัวแทนชาวบ้านได้เข้ายื่นหนังสือถึง นายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เรื่องขอคัดค้านการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานผลิตแอสฟัลติกส์คอนกรีต (โรงงานผลิตยางมะตอย) ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ให้แก่บริษัทแห่งหนึ่ง ที่ออกโดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสตูล ซึ่งชาวบ้านไม่ได้รับทราบข้อมูลโครงการหรือรับรู้การออกใบอนุญาตดังกล่าวมาก่อน เนื่องจากเห็นว่าพื้นที่ตั้งของโครงการมีสภาพเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ทำสวนยาง สวนปาล์ม เลี้ยงผึ้ง ทำนา สวนผักผลไม้ พื้นที่เลี้ยงสัตว์ และเป็นแหล่งปลูกข้าวโพด อีกทั้งเป็นพื้นที่ทำนาปลอดสารเคมีที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมการข้าวอีกกว่า 1 พันไร่ ซึ่งเป็นวิถีหลักหล่อเลี้ยงชุมชน จึงกังวลว่าน้ำมันเตา ยางมะตอย และฝุ่นควันอาจปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำและอากาศ โดยเฉพาะคลองลังกา ที่เป็นต้นน้ำธรรมชาติในการทำเกษตรกรรม เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ สุขภาพอนามัย และการดำเนินวิถีชีวิตชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ชาวบ้านเพิ่งรู้ว่าจะมีการก่อสร้างโรงงานยางมะตอยเมื่อ 11 สิงหาคม จากเอกสารการประชุมของทางอำเภอว่ามีการติดประกาศรับฟังความคิดเห็นระบุให้ชาวบ้านไปแสดงความเห็นที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดภายในวันที่ 13 สิงหาคม ผู้นำจึงเรียกประชุมชาวบ้านเพราะไม่เคยรับรู้ข้อมูลมาก่อนว่าจะมีการสร้างโรงงานนี้ในพื้นที่ และรู้สึกว่าการติดประกาศรับความเห็นนี้ไม่ใช่กระบวนการที่ถูกต้อง จึงได้รวมราชชื่อชาวบ้าน ม.3 กับ ม.6 750 รายชื่อ ยื่นหนังสือคัดค้าน&amp;quot; นายสมยศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมยศ กล่าวอีกว่า ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดจึงเร่งรัดกระบวนการออกใบอนุญาตตั้งโรงงาน ทั้งที่อยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 โดยไม่เคยชี้แจงข้อมูลโครงการกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และแอบทำกระบวนการรับฟังโดยที่ประชาชนไม่รับรู้ ซึ่งขัดต่อระเบียบกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการับฟังความเห็นในการออกใบอนุญาต ชาวบ้านจึงเห็นว่าควรชะลอกระบวนการออกไปจนกว่าสถานการณ์โควิดจะคลี่คลาย แล้วจึงจัดเวทีให้ข้อมูลอย่างทั่วถึง แล้วจึงรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ซึ่งจะทำให้ทุกคนยอมรับได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในช่วงบ่ายตัวแทนชาวบ้านเดินทางไปที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ใช้สิทธิตาม พรบ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ ยื่นหนังสือขอเอกสารข้อมูลโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตแอสฟัลติกส์คอนกรีต และข้อมูลการพิจารณาออกใบอนุญาต เนื่องจากชาวบ้านไม่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการและกระบวนการรับฟังความคิดเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114002</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดสตูล, ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสตูล, สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสตูล, โรงงานยางมะตอย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210820/image_big_611fa57b17c94.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89054</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2021 10:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2021 10:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศรชล.ภาค 3 เร่งค้นหาลูกเรือประมงพลัดตกน้ำบริเวณเกาะตะรุเตา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ม.ค.64 - เมื่อเวลา 07.00 น. พลเรือโทเชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 (ศรชล.ภาค3)&amp;nbsp;เปิดเผยว่า ศรชล.จังหวัดสตูล ได้รับแจ้งจาก พ.ต.ท.บรรเจิด&amp;nbsp;มานะเวช รอง ผกก.9 บก.รน. ว่ามีลูกเรือประมงของเรือชื่อ อินทรีทอง 2 ประเภทเครื่องมือ เรือปั่นไฟ ขนาด 26.71&amp;nbsp;ตันกรอส พลัดตกน้ำบริเวณทิศเหนือเกาะตะรุเตา จว.สตูล พิกัด6 44.03 N 99&amp;nbsp; 25.38&amp;nbsp; E ช่วงเวลาประมาณ 02.00-03.00 น. ทราบชื่อ นายจำลอง&amp;nbsp;ทองขุนดำ อายุ 59 ปี จึงได้ประสานให้หน่วยงานใน ศรชล.จังหวัดสตูล นรภ.ทร.เกาะหลีเป๊ะ&amp;nbsp;เรือ ต.992 ซึ่งทำการลาดตระเวนอยู่บริเวณใกล้เคียง และแจ้งเรือประมงที่ทำการประมงอยู่บริเวณใกล้เคียงช่วยกันค้าหาแล้ว รายละเอียดความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89054</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพเรือ, จังหวัดสตูล, เกาะตะรุเตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210107/image_big_5ff67b6286991.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88131</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2020 19:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2020 19:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบพ่อค้าขนไข่ไก่หนีภาษี 9หมื่นฟอง  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ธ.ค.63- &amp;nbsp;พลเรือโทเชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3(ศรชล.ภาค 3) กล่าวว่า &amp;nbsp;ได้รับรายงานจาก ศรชล.จังหวัดสตูล ว่า &amp;nbsp;ได้รับการประสานจากการข่าว ทัพเรือภาคที่ 3 (ขว.ทรภ.3) &amp;nbsp;ว่าจะมีการลักลอบขนสินค้าหนีภาษี ที่บริเวณท่าเรือตำมะลัง จึงได้บูรณาการกำลังร่วมกับด่านศุลกากรสตูล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้การอำนวยการของ น.อ.จุมพจน์ &amp;nbsp;เสนาะพิณ รอง ผอ.ศรชล.จังหวัดสตูล ศรชล.ภาค 3 นำกำลังและแสดงตัวเข้าดำเนินการตรวจค้นพบไข่ไก่สดจำนวนมากกำลังขนขึ้นรถบรรทุกพ่วง โดยไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากร จึงได้จับกุม นายมูฮำหมาด สำลี อาชีพค้าขาย เป็นเจ้าของไข่ไก่สด พร้อมของกลางไข่ไก่สด จำนวน90,000 &amp;nbsp;ฟอง และรถบรรทุกพ่วงพร้อมตู้คอนเทรนเนอร์ จำนวน 1 คัน หมายเลขทะเบียน 71-6369 &amp;nbsp;นครปฐม &amp;nbsp;ผู้ต้องหาให้การว่ารับซื้อไข่ไก่มาจากชาวมาเลเซียไม่ทราบชื่อและขนมากับเรือทางทะเลจากประเทศมาเลเซียเข้ามาฝั่งไทย จึงได้นำตัวพร้อมของกลางมอบให้ด่านศุลกากรสตูล เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย .&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88131</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดสตูล, ศรชล.ภาค 3, ไข่ไก่หนีภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201227/image_big_5fe879f48e6e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85048</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2020 19:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2020 19:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งเขตวัฒนธรรมชาวเล เร่งแก้ไขปัญหาที่ดิน เพิกถอนสิทธิเอกชนเกาะหลีเป๊ะ 222 ไร่แต่เรื่องยังค้างเติ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ย.63 - นายไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไทและที่ปรึกษาเครือข่ายชาวเล เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 27-29 พฤศจิกายนนี้ จะมีการจัดกิจกรรม &amp;ldquo;งานรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล&amp;rdquo; ประจำปี 2563 ที่ชุมชนชาวเล เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล โดยมีการลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่างภาคคีเครือข่ายภาคประชาชน กับตัวแทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) และกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) เพื่อขับเคลื่อนการผลักดันกฎหมายและเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดกลไกการแก้ไขปัญหาชาวเล และขยายผลสู่การแก้ไขปัญหาของคนกะเหรี่ยงและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไมตรี กล่าวต่อว่า การลงนามบันทึกความร่วมมือครั้งนี้ เป็นไปตามแนวทางมติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 ว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ที่มีวาระครบรอบ 10 ปี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเลในประเทศไทย ที่ประสบปัญหาความไม่มั่นคงในวิถีชีวิตและสิทธิชุมชน ซึ่งหลังจากนี้จะมีการหารือและพิจารณาปัญหากรณีเร่งด่วน โดยตั้งคณะกรรมการร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เพื่อร่วมกันกำหนดขอบเขตพื้นที่เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล จากนั้นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จะเข้ามาสนับสนุนทำโครงการบ้านมั่นคงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากนี้กระทรวงวัฒนธรรมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจะจัดกระบวนการเชื่อมโยงเครือข่ายในการผลักดัน ร่าง พรบ.ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ชุมชนชาวเลมีปัญหาหนักๆ คือที่หมู่เกาะสุรินทร์ และเกาะพีพี มีการคุยกับรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ แล้ว ว่า 2 พื้นที่นี้จะตั้งคณกรรมการเพื่อกำหนดเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมฯ ส่วนที่เกาะเหลา มีการลงนามข้อตกลงส่งมอบที่ดินให้ชาวบ้านจำนวน 4 ไร่ ในรูปแบบโครงการจัดที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ส่วนที่เกาะหลีเป๊ะพบเอกสารสิทธิ์บวมจาก สค.1 ใบเดียว จาก 50 ไร่ ขยายเป็น 100 ไร่ ทับที่ชุมชน ส่วนที่ชุมชนราไวย์ตอนนี้ยังขยับด้านนโยบายไม่ได้มาก เพราะปัญหาส่วนใหญ่เข้าสู่กระบวนการศาลแล้วจึงต้องรอให้เสร็จสิ้นก่อน อย่างไรก็ตามปัญหาของชาวเลยังมีหลายประเด็นที่ราชการยังไม่เข้าใจปัญหา จึงถือโอกาสงานรวมญาติชาวเลให้ข้อมูลข้อเท็จจริงต่อรัฐมนตรีด้วย&amp;rdquo; นายไมตรี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง อดีตประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เวลาผ่านไปครบ 10 ปี นับจากมีมติ ครม. 2 มิ.ย. 2553 ว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล แต่การแก้ไขปัญหาของชาวเลกลับมีความคืบหน้าน้อยมาก ปัญหาสำคัญคือข้าราชการขาดความเข้าใจเรื่องสิทธิชุมชน และไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา อีกทั้งในยุค คสช.มีนโยบายทวงคืนผืนป่า ซึ่งมีการยึดที่ดินชาวบ้านที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงการครองครองที่ดิน ชาวเลกับชาวกะเหรี่ยงจึงถูกริดรอนสิทธิมาโดยตลอด ดังนั้นการผลักดันกฎหมายและเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเร่งจัดการสิทธิที่ดินของชาวบ้านให้ชัดเจนก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอกสุรินทร์ กล่าวอีกว่า แม้จะจะเป็นพื้นที่ที่ชาวเลอาศัยมาก่อนจริง แต่ถ้าไม่มีการให้สิทธิที่ดินที่ชัดเจน เขตวัฒนธรรมพิเศษก็จะเกิดไม่ได้จริง เพราะชาวเลอยู่กันมาเป็นร้อยปี ก่อนมี พรบ.ออกโฉนดที่ดิน 2479 ดังนั้นจึงเป็นคนที่อยู่มาก่อนมีกฎหมายที่ดินจึงมีสิทธิในที่ดิน อีกทั้งเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 708/2509 ระหว่างกรมป่าไม้กับชาวบ้านพิพาทกรณีป่าสงวน ว่าผู้ครอบครองที่ดินมาก่อนกฎหมายมีสิทธิในที่ดินเหนือกฎกระทรวงและกฤษฎีกาทั้งปวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในสมัยสงคราม 9 ทัพ ชาวเลในอันดามัน คือทหารไทยด่านแรกที่ต่อต้านทหารพม่าที่ยกทัพมาทางเรือ เพราะสมัยก่อนภูเก็ตไม่มีคนไทยอยู่ ในประวัติศาสตร์จังหวัดภูเก็ตมีบันทึกไว้ว่าคนพื้นถิ่นดังเดิมคือ ชาวเลกับชาวมันนิ อีกทั้งชื่อเกาะ ชื่ออ่าวหรือทะเล ถูกตั้งจากภาษาชาวเลทั้งหมด พอขึ้นทางเหนือตั้งแต่จังหวัดประจวบฯไปถึงเชียงราย ชื่อภูเขาเป็นชื่อภาษากะเหรี่ยง พวกเขาเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมสร้างชาติไทยมาจนปัจจุบัน&amp;rdquo; พลเอกสุรินทร์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกาญจนพันธ์ คําแหง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติตะรุเตา กล่าวว่า จริงๆแล้วชาวเลกับอุทยานไม่มีปัญหากัน แต่มีปัญหาระหว่างชาวเลกับเอกชนที่อ้างกรรมสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดิน อย่างไรก็ตามทางอุทยานฯได้ทำการตรวจสอบเอกสารสิทธิแล้ว โดยได้ทำเรื่องส่งไปยังกรมที่ดินตั้งแต่ปี 2562 เพื่อให้เพิกถอนเอกสารสิทธิจำนวน 40 แปลง ประมาณ 222 ไร่ เพราะเป็นเอกสารที่ไม่ชอบ แต่การต่อสู้กันยาวนาน ล่าสุดใช้นิติวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรายังไม่สามารถจัดสรรที่ดินให้ชาวเลได้ก็เพราะมีเอกสารสิทธิที่เอกชนบางส่วนแอบอ้าง ส่วนเรื่องหาปลานั้นมีมติครม.อนุญาตชาวเลทำประมงได้ในขอบเขตที่เราหารือร่วมกัน โดยต้องเป็นจุดดั้งเดิมและเครื่องมือเดิม เชื่อว่าหลังจากลงนามจัดตั้งเขตวัฒนธรรมพิเศษ และหลายฝ่ายเข้ามาช่วยกันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะจุดไหนที่อุทยานฯแก้ไม่ได้ หน่วยงานอื่นๆก็ได้เข้ามาช่วย&amp;rdquo;หัวหน้าอุทยานฯกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกาญจนพันธ์ กล่าวว่าสำหรับบรรยากาศการท่องเที่ยวขณะนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวน้อยมาก และส่งผลกระทบกับชาวเลเพราะบางส่วนมีรายได้จากการรับจ้างขับเรือหางยาวรับส่งนักท่องเที่ยว ซึ่งทางจังหวสัดควรหาอาชีพมาเสริม ขณะนี้นักท่องเที่ยวหายไป 70-80% ซึ่งปกติช่วงปลายปีและต้นปีจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมากันเยอะ แต่ขณะนี้มีเพียงนักท่องเที่ยวไทยซึ่งไม่มากโดยมักมาในช่วงวันหยุดยาวๆ
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85048</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดสตูล, ชาวเล, เกาะหลีเป๊ะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201125/image_big_5fbe367fb9a0f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48508</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/10/2019 12:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/10/2019 12:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สตูลปักหลักเกษตรอินทรีย์ จี้รัฐบาลบิ๊กตู่เลิก3สารพิษแบบไร้เงื่อนไข</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ต.ค.62 - เครือข่ายเครือข่ายเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมจังหวัดสตูล ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ สตูลเป็นจังหวัดเกษตรอินทรีย์ และให้รัฐบาลยกเลิกสารเคมีพิษเกษตร โดยระบุว่า จากข้อมูลของสำนักงานป้องกันและควบคุมโรคที่ 12 (สคร.12) ได้เปิดเผยสถานการณ์การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งพบว่า จังหวัดสตูลเป็น 1 ใน 7 จังหวัดภาคใต้ที่มีการใช้สารเคมีพิษทางการเกษตรมากสุด และส่งผลให้มีจำนวนผู้ป่วยจากผลกระทบดังกล่าวเป็นอันดับต้นของภาคใต้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่จังหวัดสตูลได้มีการรณรงค์ ส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนแนวคิดจากเกษตรเคมีมาเป็นการเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยหวังจะให้ทันกับกระแสการคุ้มครองผู้บริโภคที่คนส่วนใหญ่เริ่มตระหนักถึงภัยร้ายจากพืชผักผลไม้ที่มีสารเคมีปนเปื้อนเพิ่มมากขึ้น และตลอดเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปีที่ผ่านมานี้ เครือข่ายเกษตรอินทรีย์จากทุกภาคของประเทศไทย รวมถึงกลุ่มองค์กรภาคีต่างๆ และรวมถึงประชาชนทั่วไป ได้มีการขับเคลื่อนเพื่อผลักดันให้รัฐบาลเห็นความสำคัญต่อเรื่องนี้ และให้แสดงความจริงใจกับประชาชนด้วยการประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีพิษในการเกษตรอย่างน้อย 3 ชนิด คือพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ทั้งนี้ได้มีการยืนยันด้วยข้อมูลทางวิชาการแพทย์แล้วว่าสารเคมีพิษดังกล่าวส่งผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมต่อร่างกายมนุษย์ที่นำไปสู่การเป็นโรคร้ายหลายชนิด โดยเฉพาะโรงมะเล็ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมจังหวัดสตูล จึงขอประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันว่า เราต้องการให้พื้นที่การเกษตรจังหวัดเป็นพื้นที่ของเกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัย และต้องปลอดสารเคมีพิษทางการเกษตรทั่วทั้งจังหวัด ทั้งนี้เพื่อปกป้องการดำรงชีวิตของผู้ผลิตและผู้บริโภคไปพร้อมกัน พร้อมกันนี้เราขอเรียกร้องให้จังหวัดสตูลได้แสดงความกล้าหาญต่อเรื่องนี้โดยประกาศมาตรการเพื่อนำไปสู่เจตนารมณ์ดังกล่าวโดยเร็วที่สุดและในโอกาสเดียวกันนี้เราขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ดำเนินการยกเลิกการใช้สารเคมีพิษทั้ง 3 ชนิดนี้อย่างไม่มีเงื่อนไข โดยต้องคำนึงถึงสุขภาพชีวิตของประชาชนทั้งประเทศเป็นที่ตั้ง มากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48508</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดสตูล, สตูล, เครือข่ายเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมจังหวัดสตูล, แบน3สารพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191021/image_big_5dad40457d6b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46548</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2019 09:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2019 00:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>6 จังหวัดภาคใต้ ร่วมจัดศึกปั่นจกย. ทัวร์เดออันดามัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
6 จังหวัดภาคใต้ จับมือเตรียมจัดการแข่งขันจักรยานทางไกล &amp;ldquo;Tour de Andaman 2019&amp;rdquo; (ทัวร์ เดอ อันดามัน 2019) ประเภท Touring (ทัวร์ริ่ง) และ Racing (เรซซิ่ง) โปรโมทเส้นทางการท่องเที่ยว ชูสโลแกน&amp;nbsp; &amp;ldquo;ปั่นกินลม ชมวิถีชาวเล สัมผัสเสน่ห์อันดามัน&amp;rdquo; หวังหนุนรายได้ท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดอันดามัน เพื่อเปิดเส้นทางชวนสัมผัสเสน่ห์ทะเลใต้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในงานแถลงข่าวกิจกรรมการแข่งขันจักรยานทางไกล Tour de Andaman 2019 (ทัวร์ เดอ อันดามัน 2019) ร่วมด้วย นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา และ นายธเนศ&amp;nbsp; กิตติพรพานิช ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน (Race Director) ร่วมแถลงรายละเอียดของการแข่งขันทั้งประเภท Touring (ทัวร์ริ่ง) และ Racing (เรซซิ่ง) ตลอดจนเส้นทางการแข่งขัน และ กฎกติกาการแข่งขัน เมื่อวันอังคารที่ 24 กันยายน 2562 ที่ โรงแรมแมริออท สุขุมวิท 57
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับกิจกรรมการแข่งขันจักรยานทางไกล Tour de Andaman 2019&amp;nbsp; (ทัวร์ เดอ อันดามัน 2019) ครั้งนี้ มีขึ้น เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวภายใน 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ประกอบด้วย จังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง พังงา ระนองและสตูล เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันและประเทศให้เพิ่มสูงขึ้น โดยใช้สโลแกน &amp;ldquo;ปั่นกินลม ชมวิถีชาวเล สัมผัสเสน่ห์อันดามัน&amp;rdquo; จัดขึ้นทั้งในประเภท Touring (ทัวร์ริ่ง) และ Racing (เรซซิ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายละเอียดการจัดกิจกรรมการแข่งขันจักรยานทางไกล Tour de Andaman (ทัวร์ เดอ อันดามัน) ประเภท Touring (ทัวร์ริ่ง) จะจัดขึ้นใน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต ในวันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม 2562&amp;nbsp; จังหวัดระนอง ในวันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2562 จังหวัดพังงา ในวันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2562 จังหวัดกระบี่ ในวันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2562 จังหวัดตรัง ในวันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม 2562 จังหวัดสตูล ในวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2562 สมัครร่วมปั่นฟรี จำกัดจำนวน 150 คน ในแต่ละสนามดูรายละอียดได้ที่ event.thaimtb.com
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการแข่งขันประเภท Racing (เรซซิ่ง) จะเริ่มต้น สเตจ 1 ที่ จังหวัด ภูเก็ต พังงา และกระบี่ ในวันพฤหัสฯที่ 31 ตุลาคม 2562 จากนั้นสเตจ 2 ที่ จังหวัดกระบี่ และตรัง ในวันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2562, สเตจที่ 3 ที่ จังหวัดตรัง และ สตูล ในวันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2562 และ สเตจที่ 4 ที่จังหวัดระนอง ในวันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2562 ค่าสมัครต่อสเตจเพียง 500 บาท รวมอาหารและที่พัก สมัครได้แล้ววันนี้ที่ event.thaimtb.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46548</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแข่งขันจักรยานทางไกล, กีฬา, จังหวัดกระบี่, จังหวัดตรัง, จังหวัดพังงา, จังหวัดภูเก็ต, จังหวัดระนอง, จังหวัดสตูล, ทัวร์ เดอ อันดามัน 2019</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190925/image_big_5d8a54bb4268a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36516</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2019 17:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2019 17:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล้อมคอกนักท่องเที่ยวจับหอยเม่นเกาะหลีเป๊ะ ติดป้ายห้าม-จนท.เฝ้าดูแลเข้มงวด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ค.62 - น.ส.ภัชกุล ตรีพันธ์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล กล่าวถึงเหตุการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติจับหอยเม่นมาถ่ายรูปที่บนชายหาดบนเกาะหลีเป๊ะ หมู่ 7 ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล ว่า การท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับอุทยานแห่งชาติเกาะตะรุเตา ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจภูธรในพื้นที่ร่วมกันเฝ้าระวังไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปทำผิดกฏหมาย โดยเฉพาะการจับสัตว์น้ำขึ้นมาถ่ายรูปเนื่องจากนักท่องเที่ยวขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องสัตว์น้ำที่ถือว่า เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แม้ว่า ในช่วงนี้อุทยานแห่งชาติตะรุเตาเป็นฤดูกาลปิดเกาะ ยังคงมีแต่เกาะหลีเป๊ะที่เปิดให้เที่ยวได้ ฉะนั้นบริเวณรอบเกาะหลีเป๊ะในช่วงน้ำลงจะเห็นน้ำใส มีปะการังและหอยเม่น&amp;nbsp;รวมถึงสัตว์น้ำชนิดต่างๆที่ว่ายวนเวียนไปมาจำนวนมาก จึงเป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวจับมาหรือไปทำลายทรัพยากรดังกล่าว&amp;nbsp;ในเบื้องต้นเพื่อแก้ปัญหาไม่ให้นักท่องเที่ยวทำลายสัตว์น้ำจึงร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติตะรุเตา นำป้ายห้ามพร้อมข้อความรวมถึงธงสัญลักษณ์ไปติดไว้พร้อมมีเจ้าหน้าที่เฝ้าดูแลในกรณีที่นักท่องเที่ยวเดินลงไปถึงจุดแหล่งปะการัง&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ก็จะเป่านกหวีดเตือนโดยอุทยานฯเป็นผู้ดำเนินการอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ภัชกุล กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันยังมีมาตรการต้นทางโดยมีการผลิตสื่อไม่ว่าจะเป็นป้าย 3&amp;nbsp;ภาษา เช่น ภาษาจีน อังกฤษและไทยเพื่อบอกนักท่องเที่ยวทราบและเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัย และข้อควรปฏิบัติในการท่องเที่ยวทางทะเล&amp;nbsp;เช่น การให้อาหารปลา การจับปะการัง&amp;nbsp;การจัดสัตว์มาถ่ายรูป การเก็บหิน สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการสื่อสารที่ให้นักท่องเที่ยวได้มีความรู้ความเข้าใจ นอกจากนั้นยังได้มีการผลิตวิดีโอมอบให้แต่ละรีสอร์ทบนเกาะหลีเป๊ะเพื่อช่วยกันเปิดเผยแพร่ให้นักท่องเที่ยวดูเป็นการป้องกันเหตุทำลายปะการังสัตว์น้ำได้ในระดับหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับกรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติจับหอยเม่นดังกล่าวแล้วพนักงานรีสอร์ทไปพบเห็นว่ากล่าวตักเตือนกระทั่งนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวได้นำตัวหอยเม่นกลับไปปล่อยทะเล ตรงนี้เป็นความเข้าใจผิดของนักท่องเที่ยวที่คิดว่าหอยเม่นเป็นสัตว์มีหนามซึ่งเป็นอันตรายจึงมีการนำมาโพสต์แชร์ในโลกโซเชียลโดยมีการตักเตือนพร้อมเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เกาะหลีเป๊ะในท้องที่เกิดเหตุแล้ว&amp;quot;น.ส.ภัชกุล กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36516</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล, จังหวัดสตูล, ตีหอยเม่น, น.ส.ภัชกุล ตรีพันธ์, นักท่องเที่ยวจับหอยเม่น, สภ.เกาะหลีเป๊ะ, อุทยานแห่งชาติเกาะตะรุเตา, เกาะหลีเป๊ะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190522/image_big_5ce51cb8d9af8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
