<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104244</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2021 14:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2021 14:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทส. ชวนคนไทยปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว ตั้งเป้า 4 แสนไร่ในปีนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค.64 - ที่วัดป่าเลไลย์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นำคณะผู้บริหาร ทส. ปลูกต้นไม้ เนื่องในโอกาสวันต้นไม้ประจำปีของชาติ 2564 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการร่วมรณรงค์ปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศ พร้อมทั้งขอเชิญชวนให้ประชาชนทั่วประเทศได้ร่วมปลูกต้นไม้ โดยลงทะเบียนปลูกต้นไม้ในโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ภายใต้ชื่อ &amp;quot;รวมใจไทย ปลูกต้นไม้&amp;nbsp;เพื่อแผ่นดิน&amp;quot;&amp;nbsp;สืบสานสู่ 100 ล้านต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวราวุธ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 31&amp;nbsp;มกราคม 2532&amp;nbsp;กำหนดให้วันวิสาขบูชาของทุกปี เป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติเพื่อเป็นการสร้างและกระตุ้นให้ประชาชนและหน่วยงานทุกภาคส่วน ได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ และเป็นการปลูกต้นไม้ในใจคน อีกทั้ง ช่วยป้องกันและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ และช่วยลดมลภาวะและฝุ่นละอองที่เกิดจากหมอกควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดทำโครงการปลูกป่าและป้องกันไฟป่า เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและการเสื่อมสภาพของป่า โดยเฉพาะในพื้นที่เขาสูงชันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งมีการดำเนินการให้ครอบคลุมในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ป่าชายเลน ป่าพรุ และในที่ดินของรัฐประเภทอื่นๆ เพื่อเป็นการฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์ ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ของประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่กำหนดให้มีพื้นที่สีเขียว ร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ ในพื้นที่เป้าหมายโครงการปลูกป่าและป้องกันไฟป่า 2.68 ล้านไร่ ในระยะเวลา 8 ปี (2563-2570)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในปี 2564 กำหนดเป้าหมายจะดำเนินการปลูกป่าให้ได้ 400,000 ไร่ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ ที่จะปลูกในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าอนุรักษ์ ป่าชุมชน ป่าชายเลน และป่าพรุ&amp;nbsp;และเนื่องในโอกาสวันต้นไม้ประจำปีของชาติ 2564 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเชิญชวนประชาชนคนไทยได้ร่วมกันปลูกต้นไม้และดูแลต้นไม้ที่ปลูกขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศ และขอเชิญชวนลงทะเบียนในโครงการและกิจกรรมปลูกต้นไม้และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก &amp;ldquo;รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน&amp;rdquo; สืบสานสู่ 100 ล้านต้น ที่เว็บไซต์กรมป่าไม้ https://plant.forest.go.th/statistic โดยในขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนและร่วมปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 44,417,749 ต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้กรมป่าไม้ ได้จัดเตรียมกล้าไม้พันธุ์ดีไว้แจกจ่ายให้ประชาชนที่สนใจ สามารถไปขอรับได้ที่สถานีเพาะชำกล้าไม้ทั่วประเทศ หรือสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ส่วนผลิตกล้าไม้&amp;nbsp;เบอร์โทรศัพท์ 02-561-4292 ต่อ 5551 https://www.youtube.com/watch?v=y8RFlaDFhA4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104244</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, จังหวัดสุพรรณบุรี, วราวุธ ศิลปอาชา, วันต้นไม้ประจำปีของชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210526/image_big_60adf243f34c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90216</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2021 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2021 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โปรดเกล้าฯ องคมนตรี ผู้แทนพระองค์ถวายราชสักการะ &#039;สมเด็จพระนเรศวร&#039; เนื่องในวันยุทธหัตถี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ม.ค.64 - เวลา 10.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp;ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปถวายราชสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ พระบรมราชานุสรณ์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 2 มีพระนามเดิมว่า พระนเรศวร หรือ &amp;quot;พระองค์ดำ&amp;quot; เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชาและพระวิสุทธิกษัตริย์ (พระราชธิดาของสมเด็จ พระศรีสุริโยทัยและสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ) เสด็จพระราชสมภพเมื่อ พ.ศ. 2098 ณ พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก พระองค์ทรงมีมีพระเชษฐภคินีคือ พระสุพรรณกัลยา มีพระอนุชาคือ สมเด็จพระเอกาทศรถ (องค์ขาว) และเป็นพระราชนัดดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับสมเด็จพระศรีสุริโยทัย ในขณะที่พระองค์ทรงพระเยาว์ พระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์พม่า ได้ยกทัพมาตีเมืองพิษณุโลก และทรงขอสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไปเลี้ยงเป็นพระราชบุตรบุญธรรมเพื่อเป็นตัวประกันที่หงสาวดี จนพระชนมายุได้ 15 พรรษา พระองค์จึงเสด็จกลับกรุงศรีอยุธยา และได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระมหาอุปราชปกครองเมืองพิษณุโลก ในปี พ.ศ.2098 ทรงหลั่งน้ำทักษิโณทก ณ เมืองแครง ประกาศอิสรภาพของชาติไทยโดยไม่ขึ้นกับพม่าอีกต่อไป และทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2133 ทรงเป็นกษัตริย์องค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์สุโขทัย สิริรวมการครองราชย์สมบัติ 15 ปี เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2148 รวม พระชนมพรรษา 50 พรรษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระกฤดาภินิหาร ในความเป็นนักรบที่กล้าหาญซึ่งได้รับการยกย่องสรรเสริญในวีรกรรมที่ได้ทรงประกาศอิสรภาพ ทำให้เมืองไทยพ้นจากอำนาจของพม่า และเมื่อพม่ายกกองทัพมาเหยียบย่ำพื้นแผ่นดินไทยให้ตกอยู่ในอำนาจ กองทัพพม่าครั้งนั้นใหญ่หลวงนัก มีพระมหาอุปราชาเป็นจอมทัพ ยกตีเข้ามาถึงเมืองสุพรรณบุรี สมเด็จพระนเรศวรได้ยกกองทัพออกไปต่อสู้ ในที่สุด สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราช ในท่ามกลางเหล่าทหารข้าศึก สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้พระแสงของ้าวแสนพลพ่าย ฟันต้องพระอังสาของพระมหาอุปราชาขาดสิ้นพระชนม์ชีพอยู่กับคอช้าง สมเด็จพระนเรศวรและกองทัพไทยได้รับชัยชนะอย่างมหัศจรรย์ เป็นที่เลื่องลือพระบรมเดชานุภาพไปยังประเทศใกล้เคียง เมื่อเสร็จสงครามยุทธหัตถีแล้ว สมเด็จพระนเรศวรมหาราช โปรดให้สร้างสถูปเป็นอนุสรณ์ไว้ที่ทุ่งหนองสาหร่าย ตำบลตระพังตรุ ตรงกับที่ทรงทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา เรียกกันว่า เจดีย์ยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2148 รวม พระชนมพรรษา 50 พรรษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลได้ตระหนักถึงพระราชวีรกรรมและคุณูประการอันยิ่งใหญ่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีต่อประเทศชาติไทยอันควร จะได้เทิดทูนพระเกียรติยศให้ปรากฏเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์และประกาศให้ถือวันที่ 25 มกราคมของทุกปีเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาติไทย และวันที่ 18 มกราคม ถือเป็น &amp;quot;วันยุทธหัตถี&amp;rdquo; หรือ &amp;quot;วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90216</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดสุพรรณบุรี, พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข, วันยุทธหัตถี, สมเด็จพระนเรศวรมหาราช, องคมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210118/image_big_600552ba620cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79549</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 15:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2020 15:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน พระไล่ฟ้องชาวบ้านรวมตัวขับไล่พ้นวัด แฉพฤติกรรมไม่เหมาะสมเพียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.63 - ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายมาตุภูมิ สมชอบ นำชาวบ้านดอนสำโรง อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี มายื่นร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน หลังถูกทนายความฝ่ายรักษาการเจ้าอาวาสวัดดอนสำโรงฟ้องร้องอย่างไม่เป็นธรรม สืบเนื่องจากชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการที่กลุ่มชาวบ้านได้รวมตัวกันแสดงความไม่พอใจกับพฤติกรรมของรักษาการเจ้าอาวาสคือ การปล่อยให้มีการทรงเจ้าเข้าผี ตั้งโต๊ะหมู่บูชาเทพเจ้า การเปิดรักษาโรคด้วยการบีบนวดน้ำมันทั้งหญิงชาย การบริหารจัดการภายในวัดที่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ไม่ใช่รูปแบบคณะกรรมการวัด สร้างความแยกภายในวัด เรื่องการเงินที่ไม่โปร่งใส และการปล่อยให้มีหมาแมวอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่จากกรมป่าไหม้ ชุดพญาเสือเข้ามาจับกุม เพราะปล่อยให้มีโรงเลื่อยในวัด มีไม้หวงห้ามและเครื่องมือที่ผิดกฎหมาย ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่ชาวบ้านไม่พอใจและรวมตัวกันขับไล่ จนมีการหารือและทำข้อตกลงร่วมกัน โดยขอให้รักษาการเจ้าอาวาสไปจำพรรษาที่วัดอื่นและให้วัดอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าคณะตำบล และมีการปิดกุฎิรักษาการเจ้าอาวาส แต่หลังรักษาการเจ้าอาวาสเดินทางออกนอกพื้นที่ ก็มีหมายศาลมาถึงชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง และฟ้องทุกคนในลักษณะเหมือนเปิดทะเบียนบ้านฟ้อง เพราะเห็นได้จากบางคนที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง ไม่ได้ไปร่วมคัดค้านก็ยังโดนฟ้อง และข้อหาที่ฟ้องชาวบ้านก็รับไม่ได้ เช่นห้องซ่องโจร ลักทรัพย์ ขัดขวางการบริหารจัดการเกี่ยวกับวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รักษาการเจ้าอาวาสองค์นี้เป็นพระที่ค่อนข้างที่จะดื้อรั้น ก่อนที่จะเกิดเรื่อง ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอได้เคยตัดเตือนแล้วว่าพฤติกรรมแบบนี้ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม ได้มีการทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร ให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในสิ่งที่ชาวบ้านรับไม่ได้ภายใน 1 ปี หากทำได้เราจะแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัด ปรากฎว่าก็ทำตามไม่ได้ ไม่ยอมรับและอ้างว่าฝ่ายผู้นำสงฆ์บังคับขู่เข็ญ ในการจำใจลงนาม&amp;rdquo;นายมาตุภูมิ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมาตุภูมิ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามได้มีการร้องเรียนในเรื่องนี้ไปที่สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติและศูนย์ดำรงธรรมสุพรรณบุรี ก็ยังไม่พบมีหน่วยงานใดเข้ามาแก้ปัญหาให้กับชาวบ้าน จึงต้องมายื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้สั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสมศรี กรรณแก้ว หนึ่งในชาวบ้านที่ได้รับหมายศาล กล่าวว่า บ้านตนอยู่ใกล้วัด ได้ไปร่วมแสดงความคิดเห็นจึงถูกหมายศาลทั้งบ้าน เดือดร้อนโดยตรง เพราะตนและลูกสาวต้องมาหาเงินประกันตัว แม้ไปร้องเรียนหลายที่แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ อีกทั้งรักษาการเจ้าอาวาสก็ยังดื้อดึง ทำให้ชาวบ้านหมดความศรัทธาและเชื่อมั่น ไม่นึกถึงชาวบ้านอายุ 60-70 ปีที่ต้องตื่นตี 4 ตี 5 เพื่อคัดสรรอาหารดีๆมาทำบุญตักบาตร ขนาดคนที่ไม่ได้ไปวัดก็ยังได้รับหมายศาล เราแค่ไปแสดงความคิดเห็น ไม่ได้ไปขับไล่ ไม่ได้ไปให้เขาสึก แต่อยากจะให้เขามาเจรจาและทำตามที่ตกลงกัน&amp;nbsp;เมื่อเขาทำไม่ได้ ชาวบ้านก็รับไม่ได้ เขาก็ออกไปจากวัดโดยไม่กลับมา แต่มีหมายศาลมาถึงชาวบ้านทุกวัน ไม่เว้นแต่เสาร์อาทิตย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79549</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดสุพรรณบุรี, วัดดอนสำโรง, สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201005/image_big_5f7ad951ec0f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57543</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2020 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2020 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีเอ็มเอ็กซ์ชิงแชมป์ประเทศไทยเปิดฉากที่สุพรรณบุรี ถ่ายทอดสดรอบชิงชนะเลิศทุกรุ่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศึกสองล้อบีเอ็มเอ็กซ์ชิงแชมป์ประเทศไทย เปิดฉากสนามแรก ที่ จ.สุพรรณบุรี วันที่ 22-23 ก.พ. นี้ &amp;ldquo;พลเอกเดชา&amp;rdquo; เผยมีสโมสรและชมรมต่าง ๆ ทั่วประเทศส่งนักกีฬาสมัครเข้าร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก ส่วนรอบชิงชนะเลิศทุกรุ่นอายุ มีการถ่ายทอดสดเฟซบุ๊กไลฟ์ ของสมาคมกีฬาจักรยานฯ Thaicycling Association ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ขณะที่สนามน้องใหม่ ที่ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นเจ้าภาพในสนามที่ 3 และ จ.ตราด เจ้าภาพในสนามที่ 5 ได้รับการออกแบบโดยวิทยากรของ &amp;ldquo;ยูซีไอ&amp;rdquo; มีดีกรีเป็นถึงอดีตแชมป์โลกบีเอ็มเอ็กซ์ และโค้ชทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ นักปั่นที่ชิงชัยจะได้สัมผัสความท้าทาย และสนุกตื่นเต้นอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เสธ.หมึก&amp;rdquo; พลเอกเดชา เหมกระศรี นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ตามที่สมาคมกีฬาจักรยานฯ เตรียมจัดการแข่งขันจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2563 สนามที่ 1 ระหว่างวันที่ 22-23 ก.พ. นี้ ที่สนามเสมอกัน เซอร์กิต จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นการประเดิมชิงชัยสนามแรกของปี หลังจากที่ว่างเว้นการแข่งขันมาหลายเดือน จึงทำให้ได้รับความสนใจจากสโสมสรสมาชิก และชมรมต่าง ๆ ส่งนักกีฬามาสมัครเข้าร่วมการแข่งขันจำนวนมาก รวมทั้งนักกีฬาทีมชาติไทย นำโดย &amp;ldquo;เจ้าเอ้&amp;rdquo; โกเมธ สุขประเสริฐ เจ้าของ 2 เหรียญทอง จากประเภทไทม์ไทรอัล และเรซซิ่ง กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 30 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งจะลงแข่งขันให้กับทีมสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลเอกเดชา กล่าวว่า สำหรับสโมสรและชมรมต่าง ๆ ที่เข้าร่วมแข่งขันนั้นมาจากทั่วประเทศ คาดว่าจะมีนักปั่นทุกรุ่นอายุเข้าร่วมประมาณ 300-400 คน จึงขอเชิญชวนชาวจังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดใกล้เคียงมาร่วมชม ร่วมให้กำลังใจนักกีฬาที่เข้าแข่งขันโดยไม่เสียค่าผ่านประตูแต่อย่างใด โดยพิธีเปิดการแข่งขัน ในวันที่ 22 ก.พ. จะเริ่มเวลา 08.00 น. นักกีฬาที่เข้าแข่งขัน เจ้าหน้าที่ และประชาชน จะร่วมกันลงนามถวายพระพร ที่หน้าพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานถ้วยรางวัลให้แก่ผู้ชนะเลิศการแข่งขัน โดยสมาคมกีฬาจักรยานฯ ได้ทำหนังสือเชิญ นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี มาเป็นประธานในพิธี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกสมาคมกีฬาจักรยานฯ เจ้าของฉายา &amp;ldquo;ซูเปอร์หมึก คึกกว่า 5 G&amp;rdquo; กล่าวอีกว่า ด้านกำหนดการแข่งขันวันเสาร์ที่ 22 ก.พ. เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นการแข่งขันรอบคัดเลือกทุกรุ่น แบ่งเป็นนักกีฬาชาย 18 รุ่น ประกอบด้วย รุ่นอายุไม่เกิน 6 ปี, รุ่นอายุ 7 ปี, รุ่นอายุ 8 ปี, รุ่นอายุ 9 ปี, รุ่นอายุ 10 ปี, รุ่นอายุ 11 ปี, รุ่นอายุ 12 ปี, รุ่นอายุ 13 ปี, รุ่นอายุ 14 ปี, รุ่นอายุ 15 ปี, รุ่นอายุ 16 ปี, รุ่นอายุ 30-34 ปี, รุ่นอายุ 35-39 ปี, รุ่นอายุ 40-44 ปี, รุ่นอายุ 45-49 ปี, รุ่นอายุ 50 ปีขึ้นไป, รุ่นเยาวชน, รุ่นทั่วไป, นักกีฬาหญิง 8 รุ่น ประกอบด้วย รุ่นอายุไม่เกิน 6 ปี, รุ่นอายุ 7-8 ปี, รุ่นอายุ 9-10 ปี, รุ่นอายุ 11-12 ปี, รุ่นอายุ 13-14 ปี, รุ่นอายุ 15-16 ปี, รุ่นเยาวชน, รุ่นทั่วไป ส่วนวันอาทิตย์ที่ 23 ก.พ. ช่วงเช้าเป็นรอบฝึกซ้อม เริ่มเวลา 09.00 น. ช่วงบ่ายเป็นรอบชิงชนะเลิศ โดยสมาคมกีฬาจักรยานฯ จะทำการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ ของสมาคมฯ Thaicycling Association ให้แฟนกีฬาจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ ได้รับชมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศทุกรุ่น เริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขณะที่การประชุมผู้จัดการทีม จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 21 ก.พ. เวลา 17.00 น. ที่บริเวณสนามเสมอกัน เซอร์กิต ส่วนการแข่งขันจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ชิงแชมป์ประเทศไทย ในสนามต่อไปคือ สนามที่ 2 ระหว่างวันที่ 14-15 มี.ค. ที่เขาขยาย อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท, สนามที่ 3 ระหว่างวันที่ 16-17 พ.ค. ที่ตำบลท่าข้าวเปลือก อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย, สนามที่ 4 ระหว่างวันที่ 13-14 มิ.ย. ที่อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย และปิดท้ายสนามที่ 5 ระหว่างวันที่ 25-26 ก.ค. ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดตราด ในปีนี้สนามที่จังหวัดเชียงราย กับ สนามที่จังหวัดตราด เป็นสนามน้องใหม่ เพิ่งประเดิมจัดการแข่งขันเป็นครั้งแรก ซึ่งได้ก่อสร้างสนามขึ้นมาใหม่ ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดย มร.ฮาร์วีย์ เครบส์ อดีตวิทยากรของสหพันธ์จักรยานานาชาติ หรือ ยูซีไอ และอดีตนักกีฬาจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ มีดีกรีเป็นถึงระดับแชมป์โลก ปัจจุบันเป็นผู้ฝึกสอนทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ จึงรับประกันได้ว่าสนามน้องใหม่ทั้ง 2 แห่ง นักปั่นจะได้สัมผัสกับความท้าทาย และสนุกตื่นเต้นอย่างแน่นอน&amp;rdquo; พลเอกเดชา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับนักกีฬาที่ต้องการสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน สามารถเข้าไปสมัครได้ที่เว็บไซต์ของสมาคมกีฬาจักรยานฯ www.thaicycling.or.th ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 21 ก.พ. ก่อนเวลา 17.00 น. หรือสมัครที่หน้าสนามแข่งขันในวันศุกร์ที่ 21 ก.พ. ตั้งแต่เวลา 13.00-17.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2719-3340-2.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57543</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแข่งขันจักรยาน, กีฬาความเร็ว, จังหวัดสุพรรณบุรี, บีเอ็มเอ็กซ์, บีเอ็มเอ็กซ์ชิงแชมป์ประเทศไทย, ยูซีไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200218/image_big_5e4bb2e47982e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42734</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2019 10:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2019 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดบ้าน แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์  แหล่งเรียนรู้สืบสานเพลงอีแซว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่ขวัญจิค ศรีประจันต์ ตำนานครูเพลงอีแซว ในวัย 72ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;quot;เพลงอีแซว&amp;quot; &amp;nbsp;เป็นเพลงพื้นบ้านของจังหวัดสุพรรณบุรี &amp;nbsp;เป็นการร้องโต้ตอบกันระหว่างผู้ร้อง ที่ต้องใช้ปฎิภาณไหวพริบ &amp;nbsp;ใช้คำพูดคารมคมคายมาโต้กลับอีกฝ่าย จนถูกใจผู้ชมผู้ฟัง &amp;nbsp; อีกทั้งยังมีดนตรีประกอบเที่เล่นเข้าจังหวะเนื้อหา &amp;nbsp;สร้างความสนุกสนานคึกครื้นมากยิ่งขึ้น &amp;nbsp; ในอดีตเมื่อ 50ปีที่แล้วเพลงอีแซวโด่งมาก และผู้ที่เป็นตำนานแห่งเพลงอีแซวนั้นก็คือ แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ หรือนางเกลียว เสร็จกิจศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง(เพลงพื้นบ้าน-อีแซว) ปี2539&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่ ส่วนใหญ่ไม่รู้จักว่าเพลงอีแซวคืออะไร &amp;nbsp;ร้องเล่นกันแบบไหน &amp;nbsp;กรมส่งเสริมวัฒนธรรม(สวธ.) จึงพยายามจัดทำโครงการอนุรักษ์ เพลงอีแซว ไม่ให้สูญหาย ด้วยการพาไปงานเปิดบ้าน แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ &amp;nbsp; ณ บ้านเลขที่ 9 หมู่1 ตำบลสนามชัย &amp;nbsp; ถนนสุพรรณ-โพธิ์พระยาอำเภอเมืองฯจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเปิดเป็นพื้นที่เรียนรู้ สำหรับนักเรียน นักศึกษา และประชาชน เกี่ยวกับภูมิปัญญาทางด้านศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้าน-อีแซว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ชั้นล่างสอนเพลงอีแซวให้เยาวชนที่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
บ้านทรงเรือนไทยของแม่ขวัญจิต ท่ามกลางธรรมชาติและพันธุ์ไม้ บริเวณชั้นล่างมีการจัดนิทรรศการชีวประวัติของแม่ขวัญจิตผลงานที่มีตั้งแต่ยังเป็นตลับเทปซีดีและสมุดเนื้อเพลงที่แม่ขวญจิตเป็นเขียนเองและรางวัลต่างๆที่นี้ก็ได้แบ่งพื้นที่ฝึกสอนเพลงอีแซวสำหรับผู้ที่สนใจอยากมาเรียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายธีระชัย &amp;nbsp; ทศรฐ &amp;nbsp; &amp;nbsp; รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี &amp;nbsp;ที่มาเป็นประธานเปิดบ้านแม่ขวัญจิต กล่าวว่าแม่ชวัญจิต นับว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะการแสดง &amp;nbsp;เป็นแม่เพลงที่มีไหวพริบปฏิภาณสำนวนกลอนคมคายเป็นที่จับใจของผู้ชมสามารถนำเหตุการณ์ปัจจุบันมาเขียนเป็นเพลงอีแซวเพื่อสอดแทรกเนื้อหาด้านคุณธรรมจริยธรรมแก่ประชาชนได้อย่างมีศิลปะ &amp;nbsp; ทำให้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั่วประเทศ &amp;nbsp; &amp;nbsp;จนกลายเป็นสัญลักษณ์แม่เพลงพื้นบ้านแห่งจังหวัดสุพรรณบุรี นอกจากนี้ยังเป็นวิทยากรพิเศษให้ความร่วมมือแก่สถานบันศึกษาต่างๆในจังหวัดสุพรรณบุรีอนุรักษ์ส่งเสริมศิลปะเพลงพื้นบ้านมาโดยตลอดโดยมีเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะดำรงรักษาองค์ความรู้และผลงานด้านศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้าน-อีแซวให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแก่เยาวชนคนรุ่นหลังจึงได้เปิดพื้นที่ของบ้านแห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาทางด้านศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้าน-อีแซวเพื่อเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้านออกไปอย่างกว้างขวางสืบไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลับเทปผลงานเพลงอีแซวของแม่ขวัญจิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แม่ขวญจิตในวัย72 ปี ซึ่งทุกวันนี้ ก็ยังคงทำหน้าที่สืบสานและอนุรักษ์เพลงอีแซว โดยสัญจรไปตามโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้จักและสานต่อสิ่งเหล่านี้ &amp;nbsp; เล่าว่า &amp;nbsp;ตั้งแต่เด็กชอบร้องเพลงมากพอเรียนจบชั้นป.4 ก็ขอพ่อแม่มาเรียนรู้การร้องเพลงกับพ่อไสว วงษ์งามแทน และ &amp;nbsp;แม่บัวผัน &amp;nbsp; &amp;nbsp;จันทร์ศรี &amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงเริ่มมีความสนใจในเพลงพื้นบ้าน ถึงแม้แม่บัวผันจะไม่ค่อยรู้หนังสือ &amp;nbsp; ตนเองก็มีความรู้น้อยในตอนนั้น &amp;nbsp; ต้องอาศัยความพยายาม ความขยันอย่างมาก &amp;nbsp;ในการจดจำเนื้อเพลงทำนองมากกว่าคนอื่นๆ เวลาพ่อไสว หรือแม่บัวผันไปออกงาน &amp;nbsp; ก็จะคอยตามไปคอยเก็บเกี่ยวสิ่งที่แสดงบนเวทีร้องตามเขาบ้างจนเราคล่อง &amp;nbsp; ก็เริ่มออกงานเอง ซึ่งในสมัยก่อน &amp;nbsp; และพยายามพัฒนาตัวเองมาตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมุดเนื้อเพลงอีแซว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แม่ขวัญจิตเล่าอีกว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพลงอีแซวนับว่าเป็นสมบัติของชาวสุพรรณและประเทศไทยซึ่งก็มีการปรับเปลี่ยนเรื่องตามสถานการณ์อย่าง &amp;nbsp; ในอดีตอาจจะร้องเกี่ยวกับตำนานเรื่องเล่าพอมาถึงยุคปัจจุบัน &amp;nbsp;ก็มีการปรับเปลี่ยนคำร้องให้ล้อไปกับสถานการณ์ต่างๆ &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตอนนั้นร้องรับส่งกันด้วยจังหวะที่สนุกสนานและกระชับมากขึ้น ซึ่งตนก็ได้สอนให้กับลูกศิษย์มาแล้วหลายรุ่นสำหรับลูกศิษย์ที่เป็นครูก็ได้มีการนำไปเผยแพร่ให้กับนักเรียนก็ดีใจที่มีเด็กรุ่นใหม่ยังสนใจเพลงอีแซวอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ต้องขอบคุณที่ทางภาครัฐได้เห็นถึงความสำคัญและคุณค่าของเพลงอีแซวในการสนับสนุนให้บ้านของแม่ ได้เป็นพื้นที่เรียนรู้เพลงพื้นบ้านโดยหลังจากนี้ก็จะมีการปรับเปลี่ยนการสอนให้เป็นแบบแผนและจัดเวลาให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ที่สนใจมาเรียนรู้หรือมาเยี่ยมชมเพราะไม่อยากให้เพลงอีแซวสูญหายให้คงมีอยู่คู่ภาคกลางต่อไป&amp;rdquo; แม่ขวัญจิตเล่าถึงความมุ่งมั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พีรพงษ์(ขวา)- จิระพงศ์(ซ้าย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายพีรพงษ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;บุญสิทธิ์ นักเรียนชั้นปวช.1 วิทยาลัยอาชีวศึกษาพณิชยการจำนงค์วิทยาเขตดินแดง กรุงเทพฯหนึ่งในลูกศิษย์ ที่มาเรียนรู้เพลงอีแซว กับแม่ขวัญจิต &amp;nbsp;บอกว่าตนเป็นญาติกับพี่สามารถซึ่งเป็นลูกศิษย์แม่ขวัญจิตได้เห็นเขาร้องเพลงอีแซว &amp;nbsp; ตอนแรกไม่ค่อยสนใจแ ต่ก็ได้ซึมซับและเรียนรู้เริ่มจากร้องฮึมฮัมคนเดียวจนได้เริ่มฝึกร้องอย่างจริงจัง &amp;nbsp; ซึ่งเพลงอีแซวมีหลายเพลง &amp;nbsp;และมีความไพเราะด้วย จนทำให้เกิดเป็นความชอบและพัฒนาตนเองเรื่อยมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อีกหนึ่งเยาวชนที่ลูกคอ &amp;nbsp;นายจิระพงศ์ ตามสมัย นักเรียนชั้นปวช. 1 วิทยาลัยอาชีวศึกษาพณิชยการจำนงค์วิทยาเขตดินแดงกรุงเทพฯบอกว่าเริ่มฝึกเพลงพื้นบ้านตั้งตอนอายุ8 ขวบ ฝึกกับครูสามารถเป็นผู้ฝึกสอนเข่นเดียวกันตอนหัดครั้งแรกๆก็เริ่มจากเล่นดนตรีให้กับวงไปก่อน &amp;nbsp; พอออกงานเราก็เริ่มจำและหัดร้อง &amp;nbsp; พอครูเห็นแววก็ให้เป็นผู้ขับร้องจริง &amp;nbsp;นับว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการหารายได้เสริมและยังได้อนุรักษ์เพลงพื้นบ้านไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านนางพิมพ์รวี วัฒนวรางกูรที่ปรึกษากรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่าได้เล็งเห็นคุณค่าของศิลปินแห่งชาติผู้สร้างสรรค์ผลงานอันเป็นภูมิปัญญาของแผ่นดิน โดยเฉพาะบ้านศิลปินแห่งชาติซึ่งเป็นแหล่งสั่งสมองค์ความรู้ภูมิปัญญาและเป็นสถานที่ที่สร้างผลงานอันล้ำค่าดังนั้นจึงสมควรที่ปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นแหล่งศึกษาสร้างเสริมทักษะและถ่ายทอดประสบการณ์จากศิลปินแห่งชาติซึ่งบ้านแม่ขวัญจิตศรีประจันต์ &amp;nbsp; เป็นหลังที่26 ที่ได้ทำการเปิดบ้านศิลปินในปีนี้ &amp;nbsp;และอย่างที่ทราบกันว่าเพลงพื้นบ้านหรือการละเล่นพื้นบ้านไม่ค่อยได้รับความสนใจหรือนิยมเท่าไหร่นักเยาวชนที่อยากจะสานต่อก็ค่อนข้างน้อย ดังนั้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งสำคัญคือการได้ศิลปินที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ได้ถ่ายทอดต่อไปเพราะเราคงไม่หวังให้เยาวชนต้องร้องเพลงอีแซวได้แต่ให้เขาได้รู้จักก็ยังดีอีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมต่อไป &amp;nbsp; ทั้งของชาวไทยและชาวต่างชาติด้วย

ในงานเปิดบ้าน ยังมีการแสดงพิเศษเพลงอีแซวโดยแม่ขวัญจิตศรีประจันต์และศิลปินแห่งชาติมาขับร้องบทเพลงสร้างความสนุกสนานอาทิ &amp;nbsp; สมเศียร &amp;nbsp; พานทอง &amp;nbsp;หรือ &amp;nbsp;ชายเมืองสิงห์ , ผ่องศรีวรนุช, ไวพจน์ &amp;nbsp;เพชรสุพรรณฯลฯและการแสดงชุดปิติศิลปินภูมิแผ่นดินเมืองสุพรรณ &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรีและชุดฝากไว้ให้สืบสานโดยกลุ่มพ่อเพลงแม่เพลงลูกเพลงพื้นบ้านสุพรรณบุรีและการแสดงอื่นๆอีกมากมายในบรรยากาศที่มีผู้ร่วมงานทั้งนักเรียนและบุคคลทั่วไปอย่างอบอุ่นและสนุกสาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแสดงภาคพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านแม่ขวัญจิต ที่มองจากด้านนอก&amp;nbsp;



&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42734</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, ขวัญจิต ศรีประจันต์, จังหวัดสุพรรณบุรี, เปิดบ้านศิลปินแห่งชาติ, เพลงอีแซว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190805/image_big_5d479e87104bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38079</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2019 19:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2019 19:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แอ๊ด คาราบาว&#039; ร่วมขบวนเดินรณรงค์กัญชารักษาโรค เจ้าอาวาสเดินหน้าแจกยาหวั่นผู้ป่วยอาการทรุด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะเดินเท้าเพื่อผู้ป่วยถึงจุดหมาย ประชาชนนับพันรอรับแน่นวัด 12 เครือข่ายแถลงเรียกร้อง 4 ข้อ เจ้าอาวาสวัดบางปลาหมอเดินหน้าแจกยา-หวั่นผู้ป่วยอาการทรุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย.62 - ขบวนเดินเพื่อผู้ป่วย:กัญชารักษาโรค ที่นำโดยนายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ได้เริ่มออกเดินเท้าจากวัดป่าเลไลย์ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งแต่เวลา 09.00 น.ไปยังวัดบางปลาหมอที่อยู่ห่างออกไปราว 4 กิโลเมตร ซึ่งเป็นการเดินในวันสุดท้าย หลังจากเริ่มออกเดินจากจังหวัดพิจิตรตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม โดยมีประชาชนเข้าร่วมมากกว่า 500 คน ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ทั้งนี้นายยืนยง โอภากุล หรือแอ๊ด คาราบาว ศิลปินเพื่อชีวิตได้ร่วมเดินด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเดชา กล่าวกับคณะก่อนเคลื่อนขบวนว่า ตนผูกพันกับแอ๊ดเพราะสนิทกับนายมนัส โอภากุล บิดาของแอ๊ดมานาน ซึ่งก่อนออกเดินเท้าในครั้งนี้แอ๊ดได้แสดงน้ำใจด้วยการสนับสนุนซึ่งนอกจากการเดินแล้ว ได้ขอให้แอ๊ดจัดคอนเสิร์ต เพราะตามประเพณีไทยแล้วหลังจากเสร็จสิ้นงานบุญก็มักฉลอง ดังนั้นในค่ำวันอาทิตย์นี้คาราบาวจึงได้จัดคอนเสิร์ตขึ้น นอกจากนี้ยังได้บอกแอ๊ดว่าอยากให้แก้ไขเพลงกัญชาซึ่งตอนท้ายจบว่า &amp;ldquo;นอนตายใต้ต้นกัญชา&amp;rdquo; ทำให้ภาพของกัญชาไม่ดี ซึ่งแอ๊ดรับปากและได้แต่งเพลงกัญชาให้ใหม่ โดยได้ปรึกษาตนและถามว่าความหมายของการปฎิวัติกัญชาคืออะไร ตนได้บอกว่าคือการปฎิวัติความคิด เพราะกัญชาเป็นยาวิเศษและมหัศจรรย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายยืนยง กล่าวว่า ได้แก้ไขเนื้อหาที่บอกว่า &amp;ldquo;นอนตายใต้ต้นกัญชา&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;มหัศจรรย์กัญชา&amp;rdquo; โดยตนมีญาติที่ป่วยและใช้กัญชารักษา ดังนั้นจึงขอเดินเคียงข้างอาจารย์เดชาซึ่งทำเพื่อประโยชน์ของสังคมอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลา 10.30 น.คณะเดินเท้าได้มาถึงวัดบางปลาหมอโดยทั้งหมดได้ร่วมกันถวายเพล และมีพิธีบายศรีรับขวัญอาจารย์เดชาและผู้ป่วย ขณะที่มีประชาชนหลายพันคนมาร่วมงานโดยได้มีการลงชื่อเพื่อรับน้ำมันกัญชากันอย่างเนืองแน่น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นเวลา 14.00 น.แกนน้ำเครือข่ายที่จัดกิจกรรมครั้งนี้ทั้ง 12 องค์กรได้ร่วมกันอ่านคำแถลง ซึ่งระบุว่าการเดินเพื่อผู้ป่วยได้ก้าวมาถึงจุดหมายปลายทางแล้วในวันนี้ นับตั้งแต่ได้ย่างเท้าก้าวแรกจากวัดป่าวชิรโพธิญาณ อ.โพทะเล จ.พิจิตร เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 รวมระยะทาง 268 กิโลเมตร ตลอดระยะเวลาแห่งการเดินทางนี้ มีประชาชนจำนวนมากที่ได้หมุนเวียนร่วมกันเดินสู่จุดหมายโดย 32,049 คน ร่วมลงชื่อเพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายการใช้กระท่อมและกัญชาเพื่อการแพทย์ และผู้ป่วยจำนวน 40,145 คน ร่วมลงชื่อเข้าร่วมโครงการวิจัยการใช้กัญชาสูตรน้ำมันเดชาเพื่อรักษาโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มีประชาชนระหว่างเส้นทางเดินที่บอกว่าไม่มีอะไรมากพอจะสนับสนุนและเป็นกำลังใจได้นอกเหนือจากหนูนาย่างเพื่อร่วมสมทบเป็นอาหาร หลายคนที่โอนเงินเข้าบัญชีร่วมทำบุญผลิตยากัญชา และผู้ใจบุญบางท่านขอบริจาคมากถึงหนึ่งล้านบาทเพื่อผู้ป่วย ขณะนี้ยอดเงินบริจาคทุกบัญชีรวมกันแล้วมากถึง 4.9 ล้านบาท&amp;rdquo;คำแถลงระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในคำแถลงระบุด้วยว่า แต่น่าเศร้าสลดที่ผู้ป่วยเหล่านี้หลายแสนคน และอาจมากถึงหลายล้านคน กลับไม่สามารถเข้าถึงยาจากกัญชาได้ จากกฎหมายและระเบียบล้าหลัง ตลอดจนแนวปฏิบัติของรัฐที่เอื้ออำนวยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ เช่น การเปิดโอกาสบริษัทยาข้ามชาติยื่นขอสิทธิบัตรผูกขาด และอ้างเหตุนำเข้าผลิตภัณฑ์กัญชาจากต่างชาติ กีดกันหมอพื้นบ้านไม่ให้ผลิตยา และไม่สามารถเข้าถึงวัตถุดิบกัญชาได้ จึงขอประกาศอิสรภาพการใช้กัญชารักษาโรค เพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้ป่วยในการเข้าถึงยาและเลือกวิธีการรักษาโรค เคารพภูมิปัญญาและการส่งเสริมบทบาทของหมอยาพื้นบ้าน ต่อต้านการผูกขาดยาและเสริมสร้างการพึ่งพาตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราจะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุข้อเรียกร้องดังกล่าว เพื่อให้ผู้ป่วยนับแสนนับล้านคนที่รออยู่สามารถเข้าถึงยากัญชาโดยเร็วที่สุด หากรัฐเพิกเฉย ผู้ป่วยและประชาชนจากทุกจังหวัด จะร่วมกันเคลื่อนไหวเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน&amp;rdquo;คำแถลงระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระปลัดธนิต จนทิโก เจ้าอาวาสวัดบางปลาหมอ กล่าวว่าน้ำมันกัญชาและยาที่เป็นผลิตภัณฑ์กัญชาที่นำมาแจกนั้น ส่วนใหญ่เป็นของเดิมที่อาจารย์เดชาทำไว้ก่อนที่จะถูกจับ สาเหตุที่ต้องแจกเพราะภายหลังจากทราบผู้ป่วยทราบข่าวว่าทีมงานของอาจารย์ถูกจับและจะไม่มีการแจกยาอีก ทำให้หลายคนอาการทรุดเพราะกลัวจะไม่มียากินโดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งเท่าที่สังเกตผู้ป่วยมะเร็ง 90% มีอาการดีขึ้นหลังจากรับยาไปแล้ว โดยก่อนรับยาทางวัดจะให้รับศีลและตั้งสัจจะ นอกจากนี้ในทุกสัปดาห์สิ้นเดือนจะมีการทำบุญให้เจ้ากรรมนายเวร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถามว่ากลัวถูกจับมั้ย จะให้อาตมาทำอย่างไรได้ในเมื่อผู้ป่วยมาหา ถ้าเขาไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับบ้านก็ยิ่งอาการทรุด เขามาวัดบางปลาหมอต้องได้ยาติดไม้ติดมือกลับบ้าน คนเป็นมะเร็งเรายังพอหาน้ำมันกัญชาให้ได้ โรคอื่นๆ เช่นปวดเมื่อย เราแจกยาหม่องอารมณ์ดีให้ไปใช้ คนเป็นโรคผิวหนังก็ใช้สบู่ แค่นี้เขาก็มีกำลังใจแล้ว เรารู้ว่ากัญชายังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย จนบางคนมองว่าอาตมาเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อน จริงๆไม่ใช่ เพียงแต่อาตมากลัวคนป่วยไม่มีคนดูแลมากกว่า&amp;rdquo;เจ้าอาวาส กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38079</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชารักษาโรค, จังหวัดสุพรรณบุรี, นายยืนยง โอภากุล, นายเดชา ศิริภัทร, ปฏิวัติกัญชา, มหัศจรรย์กัญชา, มูลนิธิข้าวขวัญ, วัดบางปลาหมอ, เดินเพื่อผู้ป่วย, เพลงกัญชา, แอ๊ด คาราบาว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190609/image_big_5cfcf89fde335.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31340</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2019 16:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2019 16:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สะพรั่งเต็มถนน &quot;เหลืองปรีดียาธร”บานแล้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กรมทางหลวง เชิญสัมผัสถนนสายดอกไม้ &amp;ldquo;เหลืองปรีดียาธร&amp;rdquo; บนทางหลวงหมายเลข 3502จังหวัดสุพรรณบุรี สอบถามโทร 1586&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มี.ค. 62 -กรมทางหลวง โดยแขวงทางหลวงสุพรรณบุรีที่ 1 เชิญชวนประชาชนผู้ใช้ทางที่มีโอกาสเดินทางไปยังจังหวัดสุพรรณบุรีหรือใช้เส้นทางทางหลวงหมายเลข 3502 ได้ชื่นชมและสัมผัสความสวยงามของถนนสายดอกไม้ &amp;ldquo;เหลืองปรีดียาธร&amp;rdquo; บนทางหลวงหมายเลข 3502 ตอน ดอนไร่ &amp;ndash; ด่านช้าง ที่ กม.0 &amp;ndash; 6ระยะทาง 6 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดอกเหลืองปรีดียาธร(ดอกตาเบบูญ่า) จัดเป็นไม้ยืนต้นมีลักษณะเป็นรูประฆังสีเหลือง ปลายกลีบแยกเป็นรูปปากเปิด ซึ่งดอกเหลืองปรีดียาธรจะออกดอกเบ่งบานราวเดือนมีนาคมจนถึงเดือนเมษายนของทุกปี มีความสวยงามเหลืองอร่ามตลอดสองข้างทาง นอกจากนี้ แขวงทางหลวงสุพรรณบุรีที่ 1 ยังได้ทำการติดตั้งป้ายสัญลักษณ์จุดเช็คอินเพื่อเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนที่จะถ่ายภาพอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมทางหลวงขอความร่วมมือประชาชนโปรดจอดยานพาหนะบริเวณสองข้างทางอย่างระมัดระวังระหว่างทำการถ่ายภาพ เพื่อป้องกันปัญหาการจราจรติดขัดและอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น รวมถึง ไม่เป็นการกีดขวางการจราจรบนทางหลวง ประชาชนสามารถสอบถามเส้นทางและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แขวงทางหลวงสุพรรณบุรีที่ 1 โทร.0 3552 2133 หรือ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31340</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลว., จังหวัดสุพรรณบุรี, ทางหลวงหมายเลข 3502, เหลืองปรีดียาธร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190314/image_big_5c8a1c1079ba7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
