<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2021 12:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2021 12:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ชุมชนชาวแพสะแกกรัง’  พิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่ จ.อุทัยธานี                           </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวแพในแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; ด้านขวาคือวัดอุโปสถารามหรือวัดโบสถ์ ซึ่งรัชกาลที่ 5 เคยเสด็จมาในปี พ.ศ. 2444&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง&amp;nbsp; จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ถือเป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทย&amp;nbsp; เพราะชุมชนชาวแพแห่งอื่นๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชาวแพริมแม่น้ำน่าน&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.พิษณุโลก&amp;nbsp; ซึ่งเดิมมีอยู่กว่า 100 หลัง&amp;nbsp; ถูกทางราชการโยกย้ายออกจากริมน้ำน่านไปตั้งแต่ปี 2541&amp;nbsp; เป็นต้นมา&amp;nbsp; เพราะเห็นว่าทำให้แม่น้ำ สกปรก&amp;nbsp; กีดขวางทางเดินของน้ำ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากใครอยากจะไปดูวิถีชีวิตชาวแพแม่น้ำน่านก็ไปดูได้ที่พิพิธภัณฑ์ชาวแพ&amp;nbsp; ตั้งอยู่ในสวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติ&amp;nbsp; ซึ่งเทศบาลนครพิษณุโลกจัดสร้างขึ้นในปี 2542&amp;nbsp; โดยการสร้างบ่อน้ำแล้วเอาเรือนแพจำลองมาจัดแสดงไว้&amp;nbsp; เสมือนว่าเรือนแพลอยอยู่ในน้ำ&amp;nbsp; แต่ไม่มีชาวแพอาศัยอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือนแพจำลองที่พิษณุโลกดูสวยงาม&amp;nbsp; แต่ไม่มีชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังซึ่งมีอยู่กว่า 100 หลัง&amp;nbsp; ชาวแพเกือบ 300 ชีวิต&amp;nbsp; ยังสามารถดำรงชีวิตต่อเนื่องมาจากบรรพบุรุษได้นานกว่า 100 ปี&amp;nbsp; แม้ว่าในวันนี้สายน้ำและสภาพสังคมจะเปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp; จนดูเหมือนว่าชุมชนชาวแพเป็นสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์&amp;nbsp; และรอผุพังไปตามกาลเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายน้ำและความทรงจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; มีที่มาจากชื่อของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำและมีต้นสะแกขึ้นอยู่หนาแน่น&amp;nbsp; มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาในจังหวัดกำแพงเพชร&amp;nbsp; ไหลผ่านนครสวรรค์ลงมายังอุทัยธานี&amp;nbsp; และบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลท่าซุง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; มีความยาวประมาณ 225 กิโลเมตร&amp;nbsp; หล่อเลี้ยงผู้คนมานานปี&amp;nbsp; โดยเฉพาะชาวเรือนแพที่มีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับสายน้ำนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) เคยเสด็จมาที่ตลาดและวัดในเมืองอุทัยธานีในปี พ.ศ.2444 โดยเรือกลไฟล่องเข้ามาในคลอง (แม่น้ำ) สะแกกรัง&amp;nbsp; ทอดพระเนตรเห็นบ้านเรือนและแพ&amp;nbsp; หากนับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 120 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวแพสะแกกรัง ภาพถ่ายครั้ง ร.5 เสด็จประพาสเมืองอุทัย&amp;nbsp; มุมด้านบนคือวัดอุโปสถารามหรือวัดโบสถ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพถ่ายอีกมุมหนึ่ง&amp;nbsp; ด้านซ้ายมือเป็นตลิ่งทางขึ้นไปสู่ตลาดเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; (ภาพจากสมุดภาพเมืองอุไทยธานี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงทองหยด&amp;nbsp; จุลมุสิทธิ์&amp;nbsp; วัย 79 ปี&amp;nbsp; อาชีพหาปลาและเลี้ยงปลาในกระชัง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; แกยึดอาชีพหาปลาในแม่น้ำสะแกกรังตั้งแต่รุ่นหนุ่ม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อก่อนน้ำในแม่น้ำยังใสแจ๋ว&amp;nbsp; ใช้ทั้งกินและอาบ&amp;nbsp; ถ้าใช้กินก็จะตักน้ำใส่โอ่งเอาไว้&amp;nbsp; แล้วเอาสารส้มลงไปแกว่ง&amp;nbsp; ทิ้งให้ตกตะกอนก็เป็นอันใช้ได้&amp;nbsp; ใช้น้ำในโอ่งมาทำกับข้าว&amp;nbsp; ถ้าจะกินก็จะเอาไปต้มก่อน&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ใช้น้ำในแม่น้ำอาบและซักผ้าเท่านั้น&amp;nbsp; น้ำกินต้องซื้อเอา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อก่อนลุงยกยอวันนึงจะได้ปลาประมาณ 300-400 กิโลฯ&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นปลาสร้อย&amp;nbsp; ปลาแดง&amp;nbsp; เอามาเคล้าเกลือแล้วตากแดด&amp;nbsp; บางทีก็ได้ปลาใหญ่&amp;nbsp; พวกปลาแรด&amp;nbsp; ปลาสวาย&amp;nbsp; ตัวนึงหนักหลายกิโลฯ&amp;nbsp; แต่ตอนนี้หาปลายาก&amp;nbsp; ได้ปลาวันละ&amp;nbsp; 30-40 โลฯ เท่านั้น&amp;nbsp; เพราะว่าน้ำน้อยลง&amp;nbsp; เริ่มจะเน่าเสีย &amp;nbsp;มีสีดำ&amp;nbsp; อีกอย่างคนหาปลาก็เยอะขึ้น&amp;nbsp; จึงจับปลาได้น้อยลง&amp;rdquo; พรานปลาอาวุโสบอก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกวันนี้ลุงทองหยดมีอาชีพหลักคือเลี้ยงปลาในกระชัง&amp;nbsp; มีปลาเทโพ&amp;nbsp; นิล&amp;nbsp; สวาย&amp;nbsp; แรด&amp;nbsp; และสังกะวาด&amp;nbsp; แต่ส่วนใหญ่เป็นปลาสังกะวาด&amp;nbsp; ปลาในตระกูลปลาสวาย&amp;nbsp; แต่ตัวเล็กกว่า ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 8 เดือน&amp;nbsp; ราคากิโลกรัมละ 70 บาทขึ้นไป&amp;nbsp; จะมีพ่อค้ามารับซื้อแล้วเอาไปขายทางภาคอีสาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอาไปทำปลาแดดเดียว&amp;nbsp; หรือย่างเกลือ&amp;nbsp; รสชาติอร่อย&amp;nbsp; กินกับข้าวเหนียวยิ่งเหมาะ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาชีพหาปลาในแม่น้ำสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรีวภา&amp;nbsp; วิบูลย์รัตน์&amp;nbsp; อายุ 68 ปี&amp;nbsp; เจ้าของแพ &amp;lsquo;ปลาย่าง&amp;nbsp; ป้าแต๋ว&amp;nbsp; อุทัยธานี&amp;rsquo;&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; อุทัยธานีมีทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและสะแกกรังจึงมีปลานานาชนิด&amp;nbsp; ที่รู้จักกันดีก็คือ &amp;lsquo;ปลาแรด&amp;rsquo;&amp;nbsp; แต่ก่อนนั้นปลายังชุกชุม&amp;nbsp; มีปลาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น ปลาเทโพ&amp;nbsp; ปลากด&amp;nbsp; สวาย&amp;nbsp; ช่อน&amp;nbsp; ชะโด&amp;nbsp; กราย&amp;nbsp; ปลาเนื้ออ่อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อจับได้มากชาวแพก็จะนำมาแปรรูปเพื่อเก็บเอาไว้ได้กินนานๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำปลาร้า&amp;nbsp; ปลาส้ม&amp;nbsp; ปลาแห้ง&amp;nbsp; ปลาย่าง&amp;nbsp; ปลากรอบ&amp;nbsp; ปลาป่น&amp;nbsp; น้ำพริกปลาย่าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนำไปขายที่ตลาดเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัวมานานหลายสิบปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ป้าเกิดอยู่ในแพนี่แหละ&amp;nbsp; ส่วนปู่ย่าก็อยู่กันมานานตั้งแต่สมัย ร.5 ท่านเสด็จมาที่อุทัยฯ&amp;nbsp; ป้าทำปลาย่างขายมาตั้งแต่สมัยสาวๆ&amp;nbsp; เอาไปขายบนตลาดริมแม่น้ำ&amp;nbsp; พอตอนหลังมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวดูแพ&amp;nbsp; จึงเริ่มทำปลาย่างขายบนแพ&amp;nbsp; ใช้วิธีรมควันแบบโบราณตามที่เห็นพ่อแม่เคยทำมา &amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าแต๋ว&amp;rsquo; บอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป้าแต๋วบอกด้วยว่า&amp;nbsp; เมื่อก่อนปลาเนื้ออ่อนในแม่น้ำสะแกกรังยังมีชุกชุม&amp;nbsp; ราคาแค่กิโลกรัมละ 5-10 บาท&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ปลาเนื้ออ่อนแทบจะหาไม่ได้แล้ว&amp;nbsp; ต้องซื้อมาจากที่อื่น&amp;nbsp; ราคาปลาสดกิโลฯ ละ 500 บาท&amp;nbsp; เมื่อเอามาทำปลากรอบน้ำหนักจะหายไปหลายเท่าตัว&amp;nbsp; ราคาขายปลาเนื้ออ่อนรมควันตอนนี้ตกกิโลฯ ละ 2,000 บาท&amp;nbsp; ถ้าเป็นปลาช่อนหรือปลากดราคากิโลฯ ละ 1,000 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ป้าแต๋ว&amp;rsquo; โชว์ปลาย่างรมควัน&amp;nbsp; ใช้ไม้ไผ่สานเป็นเสื่อคลุมปลาเพื่อให้ความร้อนกระจายทั่วถึง&amp;nbsp; ถ้าใช้ไฟแรงไป &amp;nbsp;เนื้อปลาจะมีรสขม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสียงจากชาวแพในวันที่แม่น้ำป่วยไข้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายปีมาแล้วที่แม่น้ำสะแกกรังเริ่มป่วยไข้&amp;nbsp; อันเนื่องมาจากวิกฤตน้ำแล้ง&amp;nbsp; ท้องน้ำหดแคบลง &amp;nbsp;โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง &amp;nbsp;เรือนแพหลายสิบหลังเกยตื้น&amp;nbsp; ทำให้ลูกบวบไม้ไผ่ที่ใช้พยุงแพแตกหักเสียหาย &amp;nbsp;กอผักตบชวาไหลมารวมกันขวางกั้นการเดินเรือ&amp;nbsp; แม่น้ำบางช่วงเริ่มเน่าเสีย&amp;nbsp; เพราะปริมาณน้ำลดน้อยลงทำให้น้ำไม่ไหลเวียน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประกอบกับน้ำเสียจากชุมชนในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานีไหลทิ้งลงสู่แม่น้ำจึงยิ่งซ้ำเติมแม่น้ำสะแกกรังให้วิกฤต&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝูงปลาที่เคยชุกชุมและเป็นแหล่งอาหาร&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้ชาวเรือนแพหลบลี้ไปอยู่วังน้ำอื่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงทองหยด &amp;nbsp;พรานปลา สะท้อนปัญหาว่า&amp;nbsp; คนที่เลี้ยงปลาในกระชังจะได้รับผลกระทบจากน้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; เพราะทำให้ปลาตาย&amp;nbsp; บางครั้งจึงต้องรีบจับปลาที่ยังโตไม่ได้ขนาดเอาขึ้นมาขายก่อน&amp;nbsp; เพราะหากปล่อยไว้ปลาจะตายหมดกระชังก็จะเสียหายหนัก&amp;nbsp; ส่วนคนที่หาปลาเมื่อก่อนเคยขายได้วันละเกือบพันบาท&amp;nbsp; ตอนนี้หาได้วันละ 300 บาทยังยากเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมคิด&amp;nbsp; คงห้วยรอบ&amp;nbsp; อายุ 53 ปี&amp;nbsp; อาชีพค้าขายในตลาดเทศบาลเมืองอุทัย&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; เรือนแพของเธอผูกอยู่ตรงท่าน้ำวัดโบสถ์&amp;nbsp; หากเป็นช่วงปกติ&amp;nbsp; เธอจะต้องใช้เรือเล็กหรือใช้สะพานไม้ไผ่ข้ามไป-มาระหว่างท่าน้ำกับเรือนแพของเธอ&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว&amp;nbsp; เพราะแม่น้ำแห้งจนสันทรายโผล่ขึ้นมา&amp;nbsp; เรือนแพที่เคยผูกอยู่ที่ท่าน้ำตอนนี้เกยตื้น&amp;nbsp; ทำให้ลูกบวบแตกหักเสียหาย&amp;nbsp; ต้องหาเงินมาซ่อมใหม่&amp;nbsp; แต่ชาวแพส่วนใหญ่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; หาเช้ากินค่ำ&amp;nbsp; ถ้าไม่หาปลา&amp;nbsp; ก็จะไปรับจ้าง &amp;nbsp;หรือค้าขายเล็กน้อยๆ อยู่ในตลาด&amp;nbsp; ไม่มีเงินจะซ่อมแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป้าแต๋ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจ้าของแพปลาย่างครวญว่า&amp;nbsp; พอแม่น้ำสะแกกรังแล้ง&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวจะมาเที่ยวแพก็ลำบาก&amp;nbsp; เพราะผักตบชวาไปขวางเรือ&amp;nbsp; พอเจอโควิดยิ่งแย่&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวหายหมด&amp;nbsp; รายได้จากการขายปลาย่าง&amp;nbsp; ปลากรอบ&amp;nbsp; น้ำพริก&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ก็หายไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือนแพที่เคยอยู่ในน้ำ&amp;nbsp; เมื่อน้ำแล้งแพจะเกยตื้น&amp;nbsp; ลูกบวบไม้ไผ่แตกหัก&amp;nbsp; หากเปลี่ยนลูกบวบทั้งหมดจะต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 3-4 หมื่นบาท&amp;nbsp; ไม่รวมค่าแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฟื้นฟูวิถีชาวแพ &amp;lsquo;พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาความเดือดร้อนของชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังมีมาต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 3-4 ปี&amp;nbsp; พวกเขาร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน&amp;nbsp; และหน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; จนในปี 2563 &amp;nbsp;จุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงให้หน่วยงานในสังกัด&amp;nbsp; คือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมกับจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; เกษตรจังหวัด&amp;nbsp; ชลประทานจังหวัด&amp;nbsp; พมจ.&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จัดทำแผนงานเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &amp;nbsp;บอกว่า&amp;nbsp; พอช.ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่นเริ่มสำรวจข้อมูลชุมชนชาวแพตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลปัญหาและความต้องการ&amp;nbsp; การจัดทำแผนที่ทำมือ&amp;nbsp; ถ่ายรูปเรือนแพ&amp;nbsp; จับพิกัด GPS&amp;nbsp; ถอดข้อมูลการซ่อมแซมเรือนแพผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนชุมชนชาวแพจำนวน 13 คนร่วมเป็นคณะทำงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช. (ซ้าย) ร่วมสำรวจชุมชนชาวแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการสำรวจข้อมูล&amp;nbsp; พบปัญหาและความต้องการของชุมชนชาวแพทั้งหมด&amp;nbsp; 122 ครัวเรือน&amp;nbsp; รวม 8 ด้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปัญหาน้ำแล้ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; การจัดการท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้พิการ&amp;nbsp; เด็ก&amp;nbsp; ผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; อาชีพ&amp;nbsp; รายได้&amp;nbsp; ด้านวัฒนธรรม&amp;nbsp; และการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน&amp;nbsp; โดยจะเร่งซ่อมแซมเรือนแพก่อน&amp;nbsp; เพราะส่วนใหญ่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมเนื่องจากก่อสร้างมานาน&amp;nbsp; ลูกบวบที่ใช้พยุงแพซึ่งส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ไผ่ชำรุดแตกหัก&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.บอก&amp;nbsp; และว่า&amp;nbsp; หลังจากนั้นในเดือนกรกฎาคม 2563 หน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; รวมทั้งส่วนกลางจึงได้ลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อเดินหน้าพัฒนาชุมชนชาวแพร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การซ่อมแซมเรือนแพจำนวน 122 หลัง&amp;nbsp; เริ่มต้นในเดือนกันยายน 2563 &amp;nbsp;โดย พอช.สนับสนุนงบประมาณในการซ่อมแซมเรือนแพหลังละประมาณ 40,000 บาท&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนไม้กระดานปูพื้นแพที่ผุพัง&amp;nbsp; หลังคาสังกะสี&amp;nbsp; ลูกบวบไม้ไผ่&amp;nbsp; ฯล&amp;nbsp; หากเกินงบสนับสนุนเจ้าของแพจะสมทบเอง&amp;nbsp; โดยมีช่างชุมชนและจิตอาสาจากจังหวัดต่างๆ&amp;nbsp; ประมาณ 80 คนหมุนเวียนมาช่วยกัน&amp;nbsp; ทำให้ประหยัดค่าแรงงานได้หลังละหลายพัน-หลายหมื่นบาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น&amp;nbsp; บางหลังรื้อหลังคา&amp;nbsp; ทำฝาบ้านใหม่&amp;nbsp; เพราะแพหลังเดิมผุพังทั้งหลัง&amp;nbsp; ระดมช่างมาช่วยกัน 10 คน&amp;nbsp; หากคิดค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท&amp;nbsp; ช่วยกันทำ 3 วัน&amp;nbsp; จะประหยัดเงินได้ไม่ต่ำกว่า 9,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่างจิตอาสาช่วยกันซ่อมสร้างเรือนแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 122 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน (มิถุนายน 2564)&amp;nbsp; การซ่อมแพเสร็จไปแล้ว 89 หลัง&amp;nbsp; อยู่ในระหว่างการดำเนินการ 33 หลัง&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีแผนงานปรับภูมิทัศน์เรือนแพเพื่อให้ดูสวยงาม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การปลูกต้นไม้ริมชายตลิ่ง (ฝั่งวัดโบสถ์ตรงข้ามตลาดเทศบาล)&amp;nbsp; การสร้างถนนเลียบแม่น้ำและเขื่อนป้องกันตลิ่งพังทลาย&amp;nbsp; การวางท่อประปาเข้าสู่ชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; โดยเทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; การกำจัดผักตบชวา&amp;nbsp; ขุดลอกท้องน้ำ&amp;nbsp; สร้างประตูระบายน้ำเพื่อเติมน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาไม่ให้แม่น้ำสะแกกรังแล้ง โดยกรมชลประทาน&amp;nbsp; รวมทั้งการสนับสนุนสีทาเรือนแพ&amp;nbsp; โดยมูลนิธิไทยเศรษฐ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการพัฒนาชุมชนเรือนแพสะแกกรังให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไปนั้น&amp;nbsp; ผอ.พอช. บอกว่า&amp;nbsp; หากซ่อมแซมเรือนแพเสร็จแล้ว (ประมาณตุลาคมนี้)&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ จะช่วยกันส่งเสริมชุมชน&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;1.กลุ่มสืบสานวัฒนธรรม&amp;nbsp; ส่งเสริมประเพณีการตักบาตรทางน้ำ&amp;nbsp; งานบุญประเพณี&amp;nbsp; อบรมให้เกิดวิทยากรชุมชน&amp;nbsp; มัคคุเทศก์ชาวชุมชนเรือนแพ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;2.กลุ่มสืบทอดการทำเรือนแพ&amp;nbsp; ถ่ายทอดความรู้ไม่ให้สูญหายไป&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; โฮมสเตย์เรือนแพ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิถีชีวิตชาวแพยังใช้เรือสัญจร&amp;nbsp; แต่บางช่วงต้องฝ่าดงผักตบชวาหนาแน่นทำให้พายเรือลำบาก&amp;nbsp; หรือต้องเปลี่ยนไปใช้รถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.กลุ่มความเข้มแข็งของชุมชน&amp;nbsp; พัฒนาคนรุ่นใหม่ให้อนุรักษ์วิถีชีวิตชาวแพ&amp;nbsp; 5.อนุรักษ์ปลาพื้นถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปลาแรด&amp;nbsp; 6.การแปรรูปปลา&amp;nbsp; สร้างมูลค่า&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้ชุมชน&amp;nbsp; 7.เปลี่ยนผักตบชวาให้เป็นของใช้&amp;nbsp; ทำเป็นภาชนะใส่ของ&amp;nbsp; ใส่อาหาร&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งชาวชุมชนเรือนแพ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังที่เป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศเอาไว้&amp;nbsp; ถือเป็น &amp;lsquo;พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตและยังมีลมหายใจ&amp;rsquo;&amp;nbsp; ที่สำคัญคือสนองตอบความต้องการของชาวชุมชนเรือนแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังที่ &amp;lsquo;ป้าแต๋ว&amp;rsquo; บอกว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;ถ้าจะช่วยกันขุดลอกคลอง (แม่น้ำ) และเก็บผักตบได้ก็จะดี&amp;nbsp; เพราะน้ำในคลองจะได้ไหลสะดวก&amp;nbsp; ถ้าคลองสะอาดนักท่องเที่ยวก็อยากจะมา&amp;nbsp; จึงอยากให้ช่วยกันดูแลไม่ให้น้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; ชาวบ้านจะได้มีอาชีพ&amp;nbsp; มีรายได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญโรจน์&amp;nbsp; จันทร์วัด&amp;nbsp; อายุ 64 ปี&amp;nbsp; ช่างสร้างและซ่อมแพฝีมือดีแห่งแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; บอกว่า &amp;ldquo;อยู่แพมันสบาย&amp;nbsp; อากาศไม่ร้อน&amp;nbsp; ลมพัดเย็นสบาย&amp;nbsp; และยังพอหาผักหาปลาในคลองกินได้&amp;nbsp; ถ้ามีการอนุรักษ์แพก็จะดี&amp;nbsp; เพราะจะได้อยู่กันไปนานๆ&amp;nbsp; ชาวบ้านก็จะมีรายได้จากการท่องเที่ยว&amp;nbsp; จากการล่องเรือดูแพ&amp;nbsp; และผมก็อยากให้มีการแก้เรื่องน้ำเสีย&amp;nbsp; และขุดลอกคลองให้ลึกกว่านี้&amp;nbsp; เพื่อให้น้ำไหลได้สะดวก&amp;nbsp; น้ำก็จะไม่เน่า&amp;nbsp; เพราะเดิมน้ำลึกประมาณ 3-4 วา (6-8 เมตร)&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เหลือประมาณวา กว่าๆ เท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักท่องเที่ยวนิยมตักบาตรริมน้ำ&amp;nbsp; บริเวณตลาดเทศบาลเมืองอุทัยธานี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107487</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กลุ่มสืบทอดการทำเรือนแพ, กลุ่มสืบสานวัฒนธรรม, จังหวัดอุทัยธานี, จุติ  ไกรฤกษ์, ชุมชนชาวแพสะแกกรัง, ชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทย, บุญโรจน์  จันทร์วัด, ปลาย่าง  ป้าแต๋ว  อุทัยธานี, ปลาแรด, พม., พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พิพิธภัณฑ์ชาวแพ, พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต, พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตและยังมีลมหายใจ, ฟื้นฟูวิถีชาวแพ, มูลนิธิไทยเศรษฐ์, ร.5, ลุงทองหยด  จุลมุสิทธิ์, วิกฤตน้ำแล้, วิถีชีวิตชาวแพแม่น้ำน่าน, ศรีวภา  วิบูลย์รัตน์, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สมคิด  คงห้วยรอบ, สมชาติ  ภาระสุวรรณ, ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนชาวแพ, อาชีพหาปลาในแม่น้ำสะแกกรัง, เปลี่ยนผักตบชวาให้เป็นของใช้, แม่น้ำป่วยไข้, แม่น้ำสะแกกรัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210624/image_big_60d4172e10168.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82100</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2020 19:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2020 19:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป้อม&#039; ห่วงชาวอุทัย-ชัยนาท ส่ง บจธ พบผู้ว่าฯเร่งช่วยจัดสรรที่ดินทำกิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ต.ค.63 - พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พร้อมด้วยนายกุลพัชร ภูมิใจอวด รองผู้อำนวยการปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการ บจธ. นายศรีชา ม่วงไข่ ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการที่ดิน 2 และนายสุทิน บัวตูม อนุกรรมการประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บจธ. ได้ประชุมร่วมกับนายณรงค์ รักร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี &amp;nbsp;หัวหน้าส่วนราชการและผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดอุทัยธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ&amp;nbsp;กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ มีความห่วงใยชาวอุทัยที่ต้องการให้มีที่ดินทำกิน และช่วยป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดิน จัดสรรที่ดินให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ส่งเสริมปลูกไม้เศรษฐกิจ และทำการเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือ แบ่งปัน และเมื่อผลผลิตมีมากพอก็จัดจำหน่ายหรือสร้างช่องทางการซื้อขายผลผลิตทั้งในชุมชน และในจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณรงค์ รักร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี กล่าวว่า อุทัยธานีมีพื้นที่ประมาณ 4.2 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ทำการเกษตรและที่อยู่อาศัยประมาณ 1.7 ล้านไร่ &amp;nbsp;เป็นพื้นที่ป่าทุกประเภทประมาณ 2.8 ล้านไร่ มีประชากร 8 แสนคนเศษ ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร มี GDP &amp;nbsp;29,000 กว่าล้านบาท เฉลี่ยรายได้ประชากรอยู่ที่ 1.1 แสนบาทเศษต่อคนต่อปี ถือเป็นลำดับที่ 6 ของภาคเหนือ มีการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินผ่านคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือคทช. และเป็นแห่งแรกที่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธาน คทช. มาทำพิธีเปิดเป็นจังหวัดแรกที่ ต.ระบำ ส่วนที่ยังมีปัญหาคาราคาซัง 5,000 ครอบครัวที่เข้าไปอาศัยและทำกินอยู่ในพื้นที่ป่า แต่อยู่ระหว่างการแก้ปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จังหวัดเรามีประชาชนที่เดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินหลายประเภท ที่ดินที่รัฐจัดให้ก็เป็นลักษณะบังคับให้ไปอยู่ และไม่ได้กรรมสิทธิ แต่ของบจธ. เป็นที่ดินที่ประชาชนต้องเลือกเอง มันจะต่างกัน และชาวบ้านก็ยังมีโอกาสได้กรรมสิทธิ ถือเป็นช่องทางที่แก้ปัญหาได้ผล &amp;nbsp;ขอให้ บจธ. ประชุมร่วมกับศูนย์ดำรงธรรมและหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ในจังหวัด ทำความเข้าใจกันให้ละเอียดไปเลย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกุลพัชร&amp;nbsp;ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ในปัจุบัน ทั้งเกษตรกรและผู้ยากจน ที่เคยมีที่ดินทำกิน กลายเป็นคนไม่มีที่ดินทำกิน และที่ดินหลุดมือไปอยู่กับนายทุน &amp;nbsp;บจธ. จึงเข้ามาช่วยเหลือให้เกิดการกระจายสิทธิการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยที่ผ่านมา บจธ. ได้มีการประชุมขี้แจงภารกิจตามนโยบายพล.อ.ประวิตรฯที่ต้องการให้ช่วยเหลือประชาชนครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งได้ทำไปแล้วในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสาน และตั้งเดือนตุลาคม ถึง ธันวาคม 2563 จะประชุมบูรณาการแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน กับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางทั้ง 26 จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วงบ่าย พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ&amp;nbsp;พร้อมทีมงานได้เดินทางไปที่จังหวัดชัยนาท พบกับนายสมบูรณ์ ศิริเวช ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ได้พูดถึงปัญหาความเดือดร้อนของชาวชัยนาทเรื่องที่ดินทำกิน ซึ่งพล.ต.อ.เฉลิมเกียรติฯกล่าวว่า พล.อ.ประวิตรฯมีความห่วงใย จึงสั่งการ บจธ ลงมาพบกับผู้ว่าฯร่วมหาทางให้ความช่วยเหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนที มนตริวัต รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า ชัยนาทมีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งที่อยู่ในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน และยังมีเกษตรกรที่เช่าที่ดินทำนา เช่าที่ดินทำการเกษตร เพราะไม่มีที่ดินทำกินของตัวเองอยู่จำนวนมาก แต่ยังขาดช่องทางความช่วยเหลือในแบบที่ บจธ. ดำเนินการอยู่ จึงขอให้ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และอำเภอ เร่งนำข้อมูลไปสื่อสารเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กับประชาชนทุกพื้นที่ผ่านจดหมายข่าวและเสียงตามสาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82100</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดอุทัยธานี, จัดสรรที่ดิน, บิ๊กป้อม, พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201028/image_big_5f99677d57a6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80371</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2020 17:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2020 17:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แก๊งโตแล้ว&#039;ตะลอนทัวร์-ชมต้นไม้ยักษ์ ที่ จ.อุทัยธานี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตื่นตาตื่นใจกันไม่น้อยกับทริปนี้ของแก๊งหนุ่มๆ พิธีกร รายการ โตแล้ว ...เป็นคนทุกที่ &amp;nbsp;นำทีมโดย ทอย &amp;ndash; ปฐมพงศ์ เรือนใจดี, กันสมาย-ชนกันต์ อาพรสุทธินันธ์, ท็อปแท็ป - จิรกิตติ์ คูอาริยะกุล และ เฟิร์ส - คณพันธ์ ปุ้ยตระกูล เพราะแต่ละคนจะได้ตะลอนทัวร์สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านชุมชนลาวครั่งแบบอันซีนสุดๆ พร้อมลองทำกิจกรรมพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ก่อนจะไปเช็คอินแลนด์มาร์คสุดอลังการ ต้นไม้ยักษ์&amp;nbsp; เก่าแก่หลายร้อยปี ที่ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เบิกฤกษ์เอาชัยดูความยิ่งใหญ่อลังการของต้นไม้ยักษ์ สิ่งอัศจรรย์ที่ธรรมชาติ สรรสร้างขึ้นมาจะเรียกว่าเป็นมรดกที่ทรงคุณค่าของชุมชนก็ว่าได้ งานนี้หนุ่มๆ เลยไม่พลาดที่จะหามุมถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก พอดื่มด่ำกับความสวยงามของธรรมชาติแล้วก็ถึงเวลาแข่งขันทำภารกิจประจำทริป เริ่มด้วย หมากเกมนี้...เดี๋ยวก็รู้ &amp;nbsp;โดยแก๊งโตแล้วแต่ละคน ต้องแข่งขันกันปีนต้นหมาก เพื่อเก็บลูกหมากให้ได้มากที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากนั้นก็ได้เวลาเติมพลังในเกม เมนูนี้พี่จัดให้ โดย 4 หนุ่มจะต้องชิมเมนูอาหารพื้นบ้านของชาวลาวครั่ง ซึ่งจะให้กินกันแบบธรรมดาๆ ก็คงไม่ใช่สไตล์แก๊งโตแล้ว เกมนี้จึงให้ทุกคนเลือกได้เพียงชื่อเมนูที่จะกินเท่านั้นโดยยังไม่เห็นหน้าตาของอาหารว่าเป็นอย่างไร ก่อนปิดท้ายด้วยกิจกรรมโบราณของชาวลาวครั่งในเกม SPEED เล่นเร็วกว่า...ชนะ &amp;nbsp;ใครจะเป็นผู้คว้าชัยในทริปนี้ไปได้ ห้ามพลาดในรายการ โตแล้ว ...เป็นคนทุกที่ วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมนี้ เวลา 10.00 น. ทางช่อง GMM25&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80371</URL_LINK>
                <HASHTAG>กันสมาย-ชนกันต์ อาพรสุทธินันธ์, จังหวัดอุทัยธานี, ชุมชนลาวครั่ง, ต้นไม้ยักษ์, ทอย ปฐมพงษ์, ท็อปแท็ป - จิรกิตติ์ คูอาริยะกุล, เฟิร์ส-คณพันธ์ ปุ้ยตระกูล, โตแล้ว ...เป็นคนทุกที่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201013/image_big_5f8583e93a8c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2020 21:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 21:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจล่าตัวมือแทงคนตายในพื้นที่ สภ.สว่างอารมณ์ วอนแจ้งเบาะแส จยย.คนร้ายหลบหนี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.63 - เพจเฟซบุ๊ก สถานีตำรวจภูธรสว่างอารมณ์ จว.อุทัยธานี เปิดเผยข้อมูลเพื่อติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุใช้ของมีคมแทงผู้อื่นถึงแก่ความตาย เหตุเกิดพื้นที่ สภ.สว่างอารมณ์&amp;nbsp;เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมาเวลาประมาณ 18.45 น.&amp;nbsp;มีเหตุใช้ของมีคมแทงกัน&amp;nbsp;มีผู้เสียชีวิต&amp;nbsp;ผู้ก่อเหตุชื่อ&amp;nbsp;นายณรงค์ ดิษเจริญ&amp;nbsp;อายุ 52 ปี ขณะนี้หลบหนีการจับกุม ลักษณะตำหนิรูปพรรณ ตามภาพที่ส่งมานี้&amp;nbsp;ยานพาหนะ ที่ใช้หลบหนี&amp;nbsp;รถจักรยานยนต์(จยย.) ยี่ห้อฮอนด้า&amp;nbsp;รุ่น สกูปี้ สีขาว ทะเบียน&amp;nbsp;ขกม 379 กระบี่&amp;nbsp;สภาพตัวรถ&amp;nbsp;ด้านหน้าตัวรถ&amp;nbsp;แตกเหมือนเฉี่ยวชนมาก่อน&amp;nbsp;ไฟหน้าไม่มี&amp;nbsp;ไฟท้ายแตก&amp;nbsp;หรือ ยามาฮ่า ฟีโน สีขาว ทะเบียน 1กง 1787 กระบี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อ 20 ก.ย.63 เวลาประมาณ 22.00 น. มีผู้พบเห็นอยู่บริเวณบ้านงิ้วปม ม.6 &amp;nbsp;ต.บ่อยาง อ.สว่างอารมณ์ ฯ.ขับขี่รถ จยย. มีกระเป๋าเสื้อผ้าใส่เสื้อคลุมสีดำ&amp;nbsp;ขณะนี้ยังไม่ทราบทิศทางหลบหนีท้องที่ใด หรือท่านใด พบเห็นผู้ก่อเหตุ ขอความกรุณา&amp;nbsp;โทรแจ้ง สภ.สว่างอารมณ์&amp;nbsp;056-599-081&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;0817077174 รอง ผกก.สอบสวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;0899596974 รอง ผกก.สืบสวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือโทรแจ้ง 191 (ฟรี.)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78184</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอาชญากรรม, จังหวัดอุทัยธานี, สภ.สว่างอารมณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200921/image_big_5f68b37a2631d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2020 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2020 15:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เรื่องเล่าของชาวแพสะแกกรัง  (1) </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;แม่น้ำสะแกกรังและเรือนแพในช่วงที่น้ำยังไม่แห้งแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง&amp;nbsp; จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ถือเป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทย&amp;nbsp; เพราะชุมชนชาวแพแห่งอื่นๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชาวแพริมแม่น้ำน่าน&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.พิษณุโลก&amp;nbsp; ซึ่งเดิมมีอยู่กว่า 100 หลัง&amp;nbsp; ถูกทางราชการโยกย้ายออกจากริมน้ำน่านไปตั้งแต่ปี 2541&amp;nbsp; เป็นต้นมา&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่หลังที่ยังต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิและดำรงอัตลักษณ์ของตนเอาไว้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากใครอยากจะไปดูวิถีชีวิตชาวแพแม่น้ำน่านก็ไปดูได้ที่พิพิธภัณฑ์ชาวแพ&amp;nbsp; ตั้งอยู่ในสวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติ&amp;nbsp; ซึ่งเทศบาลนครพิษณุโลกจัดสร้างขึ้นในปี 2542&amp;nbsp; โดยการสร้างบ่อน้ำแล้วเอาเรือนแพจำลองมาจัดแสดงไว้&amp;nbsp; เสมือนว่าเรือนแพลอยอยู่ในน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังซึ่งมีอยู่กว่า 100 หลัง&amp;nbsp; พวกเขายังสามารถดำรงชีวิตต่อเนื่องมาจากบรรพบุรุษ&amp;nbsp; ได้นานกว่า 100 ปี&amp;nbsp; แม้ว่าในวันนี้สายน้ำและสภาพสังคมจะเปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp; จนดูเหมือนว่าชุมชนชาวแพเป็นสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์&amp;nbsp; และรอผุพังไปตามกาลเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระนั้นก็ตาม&amp;nbsp; ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังยังมีลมหายใจ&amp;nbsp; พวกเขาเป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต&amp;nbsp; แม้ว่าปัจจุบันเรือนแพส่วนใหญ่จะทรุดโทรมเพราะอยู่กับสายน้ำมานานปี&amp;nbsp; ทั้งยังเผชิญกับปัญหานานา&amp;nbsp; แต่พวกเขาก็พร้อมที่จะร่วมมือกันฟื้นฟูมรดกที่ตกทอดมาปู่ย่าตายายให้ดำรงอยู่ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพิธภัณฑ์ชาวแพที่พิษณุโลก&amp;nbsp; มีแพจำลอง&amp;nbsp; แต่ไม่มีชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายน้ำและความทรงจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่น้ำสะแกกรังมีที่มาจากชื่อของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำและมีต้นสะแกขึ้นอยู่หนาแน่น&amp;nbsp; มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาในจังหวัดกำแพงเพชร&amp;nbsp; ไหลผ่านนครสวรรค์ลงมายังอุทัยธานี&amp;nbsp; และบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลท่าซุง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; มีความยาวประมาณ 225 กิโลเมตร&amp;nbsp; หล่อเลี้ยงผู้คนมาเนิ่นนานปี&amp;nbsp; โดยเฉพาะชาวเรือนแพที่มีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับสายน้ำนี้มานานเพราะหลายครอบครัวอยู่อาศัยมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย&amp;nbsp; หากจะนับย้อนไปก็คงจะไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp; 120 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายเรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังในสมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสต้นในปี 2449&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพเรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังถ่ายในปี 2449 คราวสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง&amp;nbsp; รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองอุทัยธานี ด้านซ้ายมือเมื่อขึ้นจากตลิ่งจะเป็นตลาด&amp;nbsp; ขวามือด้านบนเป็นวัดโบสถ์ (ภาพจากสมุดภาพเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; จัดพิมพ์โดยจังหวัดอุทัยธานี) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจะว่าไปแล้ว&amp;nbsp; ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังน่าจะมีอายุเก่ากว่านั้น&amp;nbsp; เพราะวัดอุโปสถาราม&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;วัดโบสถ์&amp;rsquo; ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง (ตรงข้ามกับตลาดเทศบาลเมืองอุทัยธานี) ก่อสร้างขึ้นในปี 2324 หรือปลายสมัยกรุงธนบุรี&amp;nbsp; ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีชุมชนตั้งบ้านเรือนอยู่ก่อนที่จะมีการสร้างวัด&amp;nbsp; โดยเฉพาะชุมชนที่ตั้งอยู่ริมฝั่งตรงข้ามกับวัดโบสถ์&amp;nbsp; ซึ่งเป็นย่านค้าขายบนบก&amp;nbsp; ขณะที่ด้านล่างริมแม่น้ำสะแกกรังจะมีเรือบรรทุกสินค้า&amp;nbsp; และเรือนแพเป็นที่พักอาศัยเรียงรายไปตลอดลำน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงบุญสม&amp;nbsp; พูลสวัสดิ์&amp;nbsp; อายุ&amp;nbsp; 76 ปี&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ตัวแกเองไม่ใช่เป็นคนสะแกกรังแต่ดั้งเดิม&amp;nbsp; พ่อแม่เป็นคนอยุธยา&amp;nbsp; มีอาชีพค้าไม้ไผ่&amp;nbsp; โดยใช้เรือกระแชงบรรทุกไม้ไผ่ครั้งละประมาณ 200 ลำ&amp;nbsp; ล่องจากอยุธยาขึ้นมาตามลำน้ำเจ้าพระยาแล้วเข้าสู่แม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; ใช้เวลาขึ้น-ล่องครั้งละประมาณครึ่งเดือน&amp;nbsp; เพราะเรือไม่มีเครื่องยนต์&amp;nbsp; ต้องใช้ถ่อหรือแจว&amp;nbsp; ส่วนไม้ไผ่ที่บรรทุกมาจะนำมาส่งให้ผู้รับซื้อเพื่อนำไปทำโครงงอบ &amp;nbsp;(หมวกทำด้วยใบลาน&amp;nbsp; ชาวไร่&amp;nbsp; ชาวนานิยมใส่ทำงานเพื่อกันแดด)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมล่องเรือมาค้าไม้ไผ่กับพ่อแม่ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นปอสี่&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 60 ปีก่อน&amp;nbsp; ต้องกินนอนอยู่ในเรือ &amp;nbsp;ล่องจากอยุธยาเข้าอ่างทอง&amp;nbsp; สิงห์บุรี&amp;nbsp; ชัยนาท&amp;nbsp; เข้าปากคลองมโนรมย์&amp;nbsp; จนถึงแม่น้ำสะแกกรัง &amp;nbsp;สมัยนั้นเรือนแพและเรือสินค้าในแม่น้ำสะแกกรังยังมีเยอะ&amp;nbsp; การค้าขายคึกคัก&amp;nbsp; พอโตเป็นหนุ่ม&amp;nbsp; ประมาณปี 2513&amp;nbsp; ผมมีครอบครัวอยู่ที่นั่น&amp;nbsp; จึงปลูกแพอยู่&amp;nbsp; ตอนนั้นใช้เงินปลูกแพประมาณ 6,000 กว่าบาท&amp;nbsp; พอมีครอบครัวแล้วก็ไม่ได้ล่องแพอีก&amp;nbsp; เปลี่ยนอาชีพมาทำก้านธูปขาย&amp;nbsp; ใช้ไม้ไผ่เหลาเป็นเส้น&amp;nbsp; ส่งขายโรงงาน&amp;rdquo; ลุงบุญสมเล่าประวัติชีวิตแบบย่นย่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แกบอกด้วยว่า&amp;nbsp; เมื่อก่อนไม้ไผ่ที่ใช้ทำลูกบวบพยุงแพขนาดยาวประมาณ&amp;nbsp; 8 วา (16 เมตร) &amp;nbsp;ลำขนาดเท่าขวดน้ำปลา ราคาลำละไม่กี่บาท&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ราคาลำละ 60 บาท&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 3-5 ปีจะต้องเปลี่ยนลูกบวบที่ชำรุดออก&amp;nbsp; ส่วนไม้ไผ่ที่นิยมใช้คือไผ่สีสุก&amp;nbsp; เพราะมีเนื้อแน่น&amp;nbsp; ลำข้อใหญ่&amp;nbsp; และน้ำไม่ทะลุข้อ&amp;nbsp; ทำให้ใช้งานได้นาน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงทองหยด&amp;nbsp; พรานปลาอาวุโส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงทองหยด&amp;nbsp; จุลมุสิทธิ์&amp;nbsp; วัย 78 ปี&amp;nbsp; อาชีพหาปลาและเลี้ยงปลาในกระชัง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; แกยึดอาชีพหาปลาในแม่น้ำสะแกกรังตั้งแต่รุ่นหนุ่ม&amp;nbsp; ราวๆ 50 ปีมาแล้ว&amp;nbsp; เมื่อก่อนน้ำในแม่น้ำยังใสแจ๋ว&amp;nbsp; ใช้ทั้งกินและอาบ&amp;nbsp; ถ้าใช้กินก็จะตักน้ำใส่โอ่งเอาไว้&amp;nbsp; แล้วเอาสารส้มลงไปแกว่ง&amp;nbsp; ทิ้งให้ตกตะกอนก็เป็นอันใช้ได้&amp;nbsp; ใช้น้ำในโอ่งมาทำกับข้าว&amp;nbsp; ถ้าจะกินก็จะเอาไปต้มก่อน&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ใช้น้ำในแม่น้ำอาบและซักผ้าเท่านั้น&amp;nbsp; น้ำกินต้องซื้อเอา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อก่อนลุงยกยอวันนึงจะได้ปลาประมาณ 300-400 กิโลฯ&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นปลาสร้อย&amp;nbsp; ปลาแดง&amp;nbsp; เอามาเคล้าเกลือแล้วตากแดด&amp;nbsp; บางทีก็ได้ปลาใหญ่&amp;nbsp; พวกปลาแรด&amp;nbsp; ปลาสวาย&amp;nbsp; ตัวนึงหนักหลายกิโลฯ บางทีได้ตัวละหลายสิบกิโลฯ &amp;nbsp;แต่ตอนนี้หาปลายาก&amp;nbsp; ได้ปลาวันละ&amp;nbsp; 30-40 โลฯ เท่านั้น&amp;nbsp; เพราะว่าน้ำน้อยลง&amp;nbsp; เริ่มจะเน่าเสีย &amp;nbsp;มีสีดำ&amp;nbsp; อีกอย่างคนหาปลาก็เยอะขึ้น&amp;nbsp; จึงจับปลาได้น้อยลง&amp;rdquo; พรานปลาอาวุโสบอก&amp;nbsp; และว่า&amp;nbsp; ปีหนึ่งคนหาปลาจะหยุดจับปลาในช่วงฤดูวางไข่ 3 เดือน&amp;nbsp; คือตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนจนถึงกันยายน&amp;nbsp; เพื่อให้ปลาได้ขยายพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกวันนี้ลุงทองหยดมีอาชีพหลักคือเลี้ยงปลาในกระชัง&amp;nbsp; มีปลาเทโพ&amp;nbsp; นิล&amp;nbsp; สวาย&amp;nbsp; แรด&amp;nbsp; และสังกะวาด&amp;nbsp; แต่ส่วนใหญ่เป็นปลาสังกะวาด&amp;nbsp; (ปลาในตระกูลปลาสวาย&amp;nbsp; แต่ตัวเล็กกว่า)&amp;nbsp; ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 8 เดือน &amp;nbsp;ราคากิโลกรัมละ 70 บาทขึ้นไป &amp;nbsp;จะมีพ่อค้ามารับซื้อแล้วเอาไปขายทางภาคอีสาน&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านแถบนั้นนิยมกิน&amp;nbsp; เอาไปทำปลาแดดเดียว&amp;nbsp; หรือย่างเกลือ&amp;nbsp; รสชาติอร่อย&amp;nbsp; กินกับข้าวเหนียวยิ่งเหมาะ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สะแกกรังแล้ง-แม่น้ำเริ่มป่วยไข้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเป็นมนุษย์&amp;nbsp; แม่น้ำสะแกกรังคงผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน&amp;nbsp; แต่เมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp; อุณหภูมิโลกสูงขึ้น&amp;nbsp; ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล&amp;nbsp; โดยเฉพาะในประเทศไทย&amp;nbsp; น้ำในเขื่อนทางตอนเหนือของประเทศมีปริมาณลดน้อยลง&amp;nbsp; ส่งผลให้แม่สายน้ำหลักเริ่มแห้งแล้ง &amp;nbsp;แม่น้ำสายรองเช่นสะแกกรัง&amp;nbsp; ไม่มีน้ำจากเจ้าพระยาเข้าไปเติมเต็ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้แม่น้ำสะแกกรังกำลังป่วยไข้&amp;nbsp; อันเนื่องมาจากวิกฤตน้ำแล้ง&amp;nbsp; ท้องน้ำหดแคบลง&amp;nbsp; เรือนแพหลายสิบหลังเกยตื้นขึ้นมาอยู่ชายตลิ่ง&amp;nbsp; กอผักตบชวาไหลมารวมกันขวางกั้นการเดินเรือ&amp;nbsp; แม่น้ำบางช่วงเริ่มเน่าเสีย&amp;nbsp; เพราะปริมาณน้ำลดน้อยลงทำให้น้ำไม่ไหลเวียน&amp;nbsp; เกิดดินตะกอนในท้องน้ำ&amp;nbsp; ประกอบกับน้ำเสียจากชุมชนในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานีไหลทิ้งลงสู่แม่น้ำจึงยิ่งซ้ำเติมแม่น้ำสะแกกรังให้วิกฤต&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝูงปลาที่เคยชุกชุมและเป็นแหล่งอาหาร&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้ชาวเรือนแพหลบลี้ไปอยู่วังน้ำอื่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือนแพบริเวณใกล้ตลาดเทศบาลหนาแน่นไปด้วยผักตบชวา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศักดิ์ชัย&amp;nbsp; เต๊ะปานัน&amp;nbsp; ชาวแพวัย 48 ปี&amp;nbsp; อาชีพขับเรือจ้างและเลี้ยงปลา&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; แม่น้ำสะแกกรังเริ่มแห้งแล้งตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 &amp;nbsp;พอเข้าหน้าแล้งปีนี้ยิ่งส่งผลกระทบหนัก&amp;nbsp; เพราะผักตบชวาแพร่พันธุ์ไปทั่วคุ้งน้ำ&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงที่ท้องน้ำหดแคบลง&amp;nbsp; ผักตบชวาจะไหลไปรวมกันหนาแน่น&amp;nbsp; เรือเล็กไม่สามารถผ่านได้&amp;nbsp; เห็นได้ชัดเจนบริเวณเหนือวัดโบสถ์ขึ้นไป&amp;nbsp; นอกจากนี้กอผักตบชวาที่มีอยู่เต็มท้องน้ำ&amp;nbsp; ทำให้แสงแดดส่องลงไปไม่ถึงใต้น้ำ&amp;nbsp; อ๊อกซิเจนในน้ำจึงมีน้อย&amp;nbsp; จึงมีผลทำให้แม่น้ำบางช่วงเริ่มเน่าเสีย&amp;nbsp; ปลาจึงหนีไปอยู่วังน้ำลึก&amp;nbsp; ส่วนคนที่เลี้ยงปลาในกระชังก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; เพราะทำให้ปลาตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมคิด&amp;nbsp; คงห้วยรอบ&amp;nbsp; อายุ 52 ปี&amp;nbsp; อาชีพค้าขายในตลาดเทศบาลเมืองอุทัย&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; เรือนแพของเธอผูกอยู่ตรงท่าน้ำวัดโบสถ์&amp;nbsp; หากเป็นช่วงปกติ&amp;nbsp; เธอจะต้องใช้เรือเล็กหรือใช้สะพานไม้ไผ่ข้ามไป-มาระหว่างท่าน้ำกับเรือนแพของเธอ&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว&amp;nbsp; เพราะแม่น้ำแห้งจนสันทรายโผล่ขึ้นมา&amp;nbsp; เรือนแพที่เคยผูกอยู่ที่ท่าน้ำตอนนี้เกยตื้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มันเริ่มแล้งตั้งแต่เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว&amp;nbsp; แต่ปีนี้หนักสุด&amp;nbsp; เกิดมา 50 กว่าปี&amp;nbsp; ไม่เคยเห็นแม่น้ำสะแกกรังแล้งขนาดนี้&amp;nbsp; พอน้ำแล้ง&amp;nbsp; แม่น้ำก็จะแคบลง&amp;nbsp; ทำให้ผักตบชวาไหลมาอยู่รวมกัน&amp;nbsp; คนใช้เรือก็ลำบาก ส่วนเรือนแพที่เกยตื้น&amp;nbsp; ลูกบวบก็จะแตกหักเสียหาย&amp;nbsp; ต้องหาเงินมาซ่อมใหม่&amp;nbsp; แต่ชาวแพส่วนใหญ่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; หาเช้ากินค่ำ&amp;nbsp; ถ้าไม่หาปลา&amp;nbsp; ก็จะไปรับจ้าง&amp;nbsp; หรือค้าขายเล็กน้อยๆ อยู่ในตลาด&amp;nbsp; จึงอยากให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือ&amp;rdquo; &amp;nbsp;สมคิดบอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพของสมคิดเกยตื้นอยู่หน้าวัดโบสถ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสียงสะท้อนจากชาวแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังปัจจุบันมีทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 200 หลัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; แพบางหลังเป็นของคนมีเงิน&amp;nbsp; หรืออดีตข้าราชการที่สร้างไว้เพื่อพักผ่อน&amp;nbsp; หรือสร้างไว้เพื่อทำเป็นที่พัก-แพอาหารรองรับรับนักท่องเที่ยว&amp;nbsp; ส่วนที่ป็นแพของชาวบ้านใช้อยู่อาศัยและทำกระชังเลี้ยงปลาตอนนี้เหลืออยู่ประมาณ&amp;nbsp; 130-140&amp;nbsp; ครอบครัว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเดือดร้อนของชาวแพกลุ่มชาวบ้านได้ถูกร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนในท้องถิ่นและส่วนกลางในช่วงเดือนสิงหาคม 2562 &amp;nbsp;เริ่มจากปัญหาผักตบชวาที่หนาแน่นกีดขวางการเดินเรือ ซึ่งขณะนั้นน้ำในแม่น้ำสะแกกรังยังมีปริมาณมาก&amp;nbsp; แต่พอย่างเข้าสู่ช่วงปลายปี&amp;nbsp; แม่น้ำเริ่มลดระดับลง&amp;nbsp; เนื่องจากปัญหาภัยแล้ง&amp;nbsp; ทำให้เรือนแพบางส่วนเกยตื้น&amp;nbsp; และเกิดปัญหาน้ำเน่าเสียติดตามมา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวเรือนแพจึงร้องเรียนต่อทางจังหวัดให้การช่วยเหลือ&amp;nbsp; รวมทั้ง &amp;lsquo;มนัญญา ไทยเศรษฐ์&amp;rsquo; รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นนักการเมืองในพื้นที่ จนเรื่องมาถึง &amp;lsquo;จุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;rsquo;&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งมีหน่วยงานในสังกัดดูแลคุณภาพชีวิตและที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; รมว.พม.จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาบูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัดอุทัยธานีเพื่อแก้ไขปัญหาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่จากกระทรวง พม.&amp;nbsp; ทั้ง พอช.&amp;nbsp; พมจ.(พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุทัยธานี)&amp;nbsp; ร่วมกับชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดได้จัดกระบวนการสำรวจข้อมูลปัญหาของผู้เดือดร้อนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา&amp;nbsp; โดยใช้วิธีการต่างๆ&amp;nbsp; เช่น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; สำรวจข้อมูล&amp;nbsp; ถ่ายรูป&amp;nbsp; จับพิกัด GPS&amp;nbsp; จัดทำแผนที่ทำมือ&amp;nbsp; ทำผังชุมชน&amp;nbsp; สำรวจปัญหาและความต้องการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถอดข้อมูลการซ่อมแซมเรือนแพผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; และจัดตั้งคณะทำงาน&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนชุมชนชาวแพจำนวน 13 คนร่วมเป็นคณะทำงาน&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงมีการจัดประชุมเพื่อสรุปข้อมูลและร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาเพื่อนำไปสู่การวางแผนฟื้นฟูชุมชนชาวแพทั้งระบบ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นพบว่า&amp;nbsp; มีชุมชนชาวแพที่ได้รับผลกระทบและมีความเดือดร้อนจากปัญหาแม่น้ำสะแกกรังแห้งแล้ง&amp;nbsp; ทั้งหมด&amp;nbsp; 127 ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยชุมชนชาวแพมีข้อเสนอและความต้องการแก้ไขปัญหารวม 8 ด้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปัญหาน้ำแล้ง&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; คุณภาพชีวิตชาวเรือนแพ &amp;nbsp;เรื่องอาชีพ-รายได้&amp;nbsp; การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน&amp;nbsp; ด้านวัฒนธรรม&amp;nbsp; และการจัดการท่องเที่ยวชุมชน&amp;rdquo; &amp;nbsp;ผอ.พอช.ยกตัวอย่างข้อเสนอของชาวแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิถีชีวิตชาวแพยังใช้เรือพายสัญจรไปมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ติดตามตอนต่อไปวันพฤหัสที่ 16 กรกฎาคม)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71425</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดอุทัยธานี, ชุมชนชาวแพสะแกกรัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200714/image_big_5f0d6ff531a2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67994</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2020 19:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2020 19:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ส.ศิวรักษ์&#039; ชี้ภาพ &#039;บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม&#039; ในฉากมารผจญสะท้อนวัดเข้าใจปัญหาบ้านเมือง ใครสั่งลบถือเป็นอกุศลกรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มิ.ย.63 - นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ เจ้าของนามปากกา &amp;quot;ส.ศิวรักษ์&amp;quot; นักคิดนักเขียนฝีปากกล้า และนักวิชาการอาวุโส โพสต์รูปภาพจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์วัดหนองเต่า จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีภาพวาดใบหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกำลังจมน้ำ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีสวมนาฬิกาอยู่ในท่านั่งหลับ สอดแทรกอยู่ในฉาก &amp;quot;มารผจญ&amp;rsquo;&amp;quot; พระแม่ธรณีบีบมวยผม โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเข้ามาตรวจสอบและสั่งให้ลบแล้ว โดยวัดหนองเต่ามีภาพฝาหนัง&amp;nbsp;&amp;quot;สิตางคุ์ ส้มหยุด&amp;quot; จนเป็นที่ฮือฮาและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียลขณะนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ส.ศิวรักษ์ เขียนบทความเรื่อง &amp;quot;วัดกับการเมือง&amp;quot; มีเนื้อหาดังนี้ ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดหนองเต่า จังหวัดอุทัยธานีนั้น นับว่าแยบคาย ผมขอชื่นชมท่านเจ้าอาวาสและภิกษุสามเณร ตลอดจนทายกทายิกาของวัดนี้ แสดงว่าคนที่นี่เข้าใจปัญหาของบ้านเมือง โดยที่วัดต้องเป็นสื่อ แสดงจุดยืนทางจริยธรรมให้ผู้คนได้แลเห็นว่าถ้ามีความวิปริตเกิดขึ้นในบ้านเมือง พระก็ต้องแสดงให้ชาวบ้านเห็นถึงความไม่ชอบมาพากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ว่ามานี้ เป็นมิติของศาสนาพุทธ ซึ่งถือว่าพระราชาและนักการเมือง เป็นใหญ่ในทางอาณาจักร แต่ก็ควรมีศาสนจักรเป็นตัวกระตุ้นมโนธรรมสำนึก ให้อาณาจักรเห็นถึงความบกพร่อง หรือความฉ้อฉลของตน จะได้ปรับตัวให้เดินทางธรรมะ ไม่ใช่อธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในรัชกาลที่ 6&amp;nbsp;ไทยประกาศสงครามเข้าข้างอังกฤษ ต่อต้านเยอรมันในสงครามโลกครั้งแรก เจ้าคุณอุบาลีฯ (จันทร์) เทศนาสอนญาติโยมว่าการสงครามนั้น ผิดศีล เพราะเป็นการฆ่าฟันกัน การเอาเงินแผ่นดินซึ่งควรจะใช้ไปกับการทำนุบำรุงความสุขของราษฎรไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์นั้น ถือว่าเป็นปาณาติบาต และอทินนาทานฯ ไปพร้อมกันในตัว ในหลวงกริ้วมาก ถึงกับสั่งให้ถอดท่านออกจากสมณศักดิ์ และนำตัวมากักไว้ที่วัดบวรนิเวศ แต่แล้วพระราชาก็สำนึกผิด ถวายสมณศักดิ์คืน และเลื่อนสมณศักดิ์ ให้เป็นเจ้าคณะรอง ฝ่ายวิปัสสนาธุระ และครองวัดบรมนิวาสจนมรณภาพจากไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใครอยากอ่านพระธรรมเทศนาของพระคุณท่าน หาอ่านได้จาก &amp;ldquo;หนังสือสนุก&amp;rdquo; ของข้าพเจ้า เพราะเทศน์กัณฑ์นี้ ไม่ได้ตีพิมพ์แพร่หลายทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีภาพเขียนที่วัดหนองเต่า อุทัยธานีนั้น ถ้าความทราบถึงเบื้องพระยุคลบาท อาจโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เจ้าอาวาสวัดนี้ก็เป็นได้ และนายกรัฐมนตรีกับพรรคพวก ที่มีรูปเป็นตัวมารอยู่ที่ฝาผนังวัดนี้ ก็ควรเข้าใจว่าพระท่านเตือนสติ ควรจะไปขอขมาลาโทษท่าน และประพฤติปฏิบัติตนในทางสัมมาชีพต่อไป หาไม่คนเหล่านี้ จะตกนรกหมกไหม้ เมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว และระหว่างที่มีชีวิตอยู่ ก็จะถูกสาธุชนสาปแช่งจากทั่วทุกหนแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่ข้าพเจ้าเตือนมาด้วยความหวังดี โดยเฉพาะก็พวกที่ถืออำนาจไปลบภาพจิตรกรรมฝาผนังนั้น นั่นก็เป็นอกุศลกรรมแท้ทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ก็อยากจะบอกให้ทราบว่า ที่วัดบ่อนอก ทางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์นั้น อาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ก็ให้ช่างไปเขียนฝาผนังโบสถ์ หรือวิหารที่วัดนั้น เพื่อแสดงถึงวีรกรรมของชาวบ้านที่นั่น ที่ต่อสู้กับนายทุน เจ้าของที่ดิน ที่พยายามปู้ยี้ปู้ยำที่ทางแถวนั้น จนหัวหน้าคนหนึ่งในขบวนการต่อต้านเจ้าของที่ดินถูกฆ่าตาย คือ เจริญ วัดอักษร ซึ่งมีอนุสาวรีย์สร้างให้เขาโดยที่ข้าพเจ้าได้รับเชิญให้ไปแสดงปาฐกถาเนื่องในพิธีเปิดอนุสาวรีย์แห่งนี้ ข้าพเจ้าถือว่า นี่เป็นคำพูดที่ดีที่สุดของข้าพเจ้า ดังผู้ที่สนใจอาจหาอ่านได้จาก &amp;ldquo;ราชสีห์แห่งการพูด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส. ศิวรักษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพ : วรา จันทร์มณี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67994</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม&quot;, จังหวัดอุทัยธานี, ภาพจิตรกรรมฝาผนัง, ภาพเขียนฝาผนัง, วัดหนองเต่า, ส.ศิวรักษ์, สุลักษณ์ ศิวรักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200606/image_big_5edb8983f2f67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2019 11:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2019 11:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ใหญ่บ้านเดิน 259 กม.มุ่งหน้าทำเนียบ โวยหน่วยงานรัฐเมินแก้ปัญหาประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ต.ค.62 - นายพรนพฎล กล้ากสิกิจ อายุ 47 ปี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 13 ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี พร้อมกับชาวบ้าน 5-6 คน ร่วมกันถือธงชาติและธงพระปรมาธิไธยฯ ออกเดินเท้าจาก ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ตั้งแต่ตี 2 วันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเดินทาง 259 กิโลเมตร มุ่งหน้าไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอความช่วยเหลือและให้ตรวจสอบการทำงานของเทศบาลตำบลตลุกดู่ ซึ่งพบความไม่โปร่งใสในหลายเรื่อง โดยร้องเรียนกับทางอำเภอและทางจังหวัดไปแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงาน นายพรนพฎล ที่เดินทางมาตามถนนสายเอเชียจาก จ.อุทัยธานี ได้เดินทางมาถึงจังหวัดชัยนาทแล้ว โดยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า สาเหตุที่ต้องเดินเท้าเข้าไปทำเนียบรัฐบาล เพื่อต้องการให้นายกรัฐมนตรีช่วยเหลือ หลังจากที่พยายามร้องเรียนความเดือนร้อนของชาวบ้าน และความไม่โปร่งใสในการทำงานของเทศบาลตำบลตลุกดู่ ให้กับทางอำเภอทัพทันและทางจังหวัดอุทัยธานี ทราบมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2557 แต่ก็ไม่เป็นผล กลับกลายเป็นว่าตนเองต้องถูกตรวจสอบและถูกต่อว่าจากทางอำเภอและทางจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเรื่องล่าสุดที่ชาวบ้านเดือดร้อน คือเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค เพราะในพื้นที่อำเภอทัพทัน เกิดฝนทิ้งช่วงทำให้ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ ชาวบ้านต้องเจาะบ่อบาดาลใช้เอง แต่ยังขาดปั๊มซับเมอร์สและท่อประปาที่จะต่อน้ำเข้าระบบประปาหมู่บ้าน จึงได้ร้องขอให้ทางเทศบาลตำบลตลุกดู่จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือ แต่เทศบาลกลับปฏิเสธและนำงบไปทำถนนแทน ซึ่งชาวบ้านไม่ได้ต้องการถนน แต่ต้องการใช้กินน้ำใช้มากกว่า ซึ่งพอตนร้องเรียนไปตามขั้นตอนกลับถูกข่มขู่สารพัด อีกทั้งปัญหาความเดือดร้อนหลายเรื่อง สะสมมานานตั้งแต่ปี 2557 จึงตัดสินใจเดินเท้าไปขอความช่วยเหลือจากท่านนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายพรนพฎลได้ยื่นหนังสือขอลากิจกับกำนันตำบลตลุกดู่ เป็นเวลา 11 วัน เพื่อเดินเท้าเข้ากรุงเทพฯ โดยจะเดินเท้าไปตามถนนสายเอเชียวันละ 30 กิโลเมตร และหยุดพักตามสถานที่เอื้ออำนวย &amp;nbsp;คาดว่าจะไปถึงทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48835</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดชัยนาท, จังหวัดอุทัยธานี, เดินเท้าเข้าทำเนียบ, เทศบาลตำบลตลุกดู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191025/image_big_5db27110564fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
