<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119519</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 14:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีป้า รุกจัด Smart Economy Showcase จังหวัดอุบลราชธานี ติดปีกผู้ประกอบการยกระดับธุรกิจรับยุคชีวิตวิถีใหม่ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;12 ตุลาคม 2564, จังหวัดอุบลราชธานี - ดีป้า เดินหน้าจัดกิจกรรม Smart Economy Showcase จังหวัดอุบลราชธานี ดีเดย์ 19 ตุลาคมนี้ ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ โฮเทล โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงได้พบปะ 30 ดิจิทัลสตาร์ทอัพใน 5 ประเภทเทคโนโลยี เพื่อรับคำปรึกษา และเลือกใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสม ยกระดับธุรกิจ รับชีวิตวิถีใหม่ คาดมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 500 ราย สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 9 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า หนึ่งพันธกิจสำคัญที่ ดีป้า ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องคือ การขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โดยมุ่งส่งเสริมให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจอุตสาหกรรม สังคม ชุมชนในชนบท เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ในยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่มีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจดังกล่าว ดีป้า จึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนเมืองเศรษฐกิจอัจฉริยะต้นแบบ (Smart Economy Showcase) ในพื้นที่ 3 จังหวัด ประกอบด้วย อุบลราชธานี พิษณุโลก และสงขลา เพื่อยกระดับสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบด้านเศรษฐกิจ ประเดิมที่แรกจังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ โฮเทล เวลา 09.30-17.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จังหวัดอุบลราชธานีถือเป็นพื้นที่สำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจภูมิภาค ซึ่งกิจกรรม Smart Economy Showcase อุบลราชธานีจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีคุณภาพจากดิจิทัลสตาร์ทอัพกว่า 30 รายใน 5 ประเภทเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น Logistics/Delivery, POS, e-Payment, Digital Content และ Services พร้อมพูดคุย สอบถาม ขอคำปรึกษา ตลอดจนเจรจาจับคู่ธุรกิจ และร่วม Workshop เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ จากเจ้าของเทคโนโลยีโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการเลือกเทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง ก่อนนำไปต่อยอด และสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุค New Normal โดย ดีป้า ประเมินว่าจะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวมากกว่า 500 ราย และจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 9 ล้านบาท&amp;rdquo; ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และผู้ประกอบการรายย่อย (Micro Entrepreneurs) ในอุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ภาคการค้าและบริการในจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงผู้สนใจสามารถร่วมกิจกรรม Smart Economy Showcase จังหวัดอุบลราชธานีได้ในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 09.30-17.00 น. ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ โฮเทล โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119519</URL_LINK>
                <HASHTAG>Smart Economy Showcase, จังหวัดอุบลราชธานี, ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์, ดิจิทัลสตาร์ทอัพ, ดีป้า, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211012/image_big_616532d105b6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117026</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2021 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีป้า - จังหวัดอุบลราชธานี ปักหมุดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล สร้างระบบนิเวศกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล พัฒนากำลังคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;17 กันยายน 2564, อุบลราชธานี &amp;ndash; ดีป้า จับมือ จังหวัดอุบลราชธานี เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ปักหมุดพื้นที่ศาลากลางจังหวัด จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สาขาภาคอีสานตอนล่าง และศูนย์ ASEAN Smart Cities Network Center หวังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาระบบนิเวศด้านดิจิทัล รวมถึงศูนย์สั่งการและบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ ช่วยยกระดับเมืองด้วยฐานของข้อมูลที่เป็นประโยชน์ กระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล และพัฒนากำลังคนดิจิทัลในพื้นที่ คาดพร้อมให้บริการหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไปปลายปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า พร้อมผู้บริหารและพนักงาน ร่วมพิธีเปิดป้ายอาคารสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สาขาภาคอีสานตอนล่าง และศูนย์ ASEAN Smart Cities Network Center บนพื้นที่ 3 ไร่ บริเวณศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับเกียรติจาก นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธาน ซึ่งมีคณะผู้บริหาร รวมถึงพนักงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิธีกันโดยพร้อมเพรียง โดยทั้งหมดปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โดย นายสฤษดิ์ กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีสำหรับการปักหลักของ ดีป้า และศูนย์ ASEAN Smart Cities Network Center ในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ณ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการเชื่อมโยงและส่งเสริมเส้นทางเพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของอุบลราชธานี และกลุ่มจังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียง และขอแสดงความยินดีกับ ดีป้า ภายใต้การนำของ ดร.ณัฐพล รวมไปถึงคณะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกท่าน อีกทั้งขออำนวยพรให้การดำเนินการก่อสร้างอาคารสำนักงานสาขาฯ ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และสามารถดำเนินภารกิจอันเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ด้าน ดร.ณัฐพล กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดีป้า บูรณาการการทำงานกับจังหวัดอุบลราชธานีอย่างต่อเนื่องในการสำรวจและวางแผนความร่วมมือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล โดยมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อนอุบลราชธานีสู่การเป็นศูนย์กลางการให้บริการด้านดิจิทัลในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ก่อนพัฒนาไปสู่การเป็น ASEAN Digital Hub ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;อาคารสำนักงาน ดีป้า สาขาภาคอีสานตอนล่าง และศูนย์ ASEAN Smart Cities Network Center จะเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล พร้อมมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในการพัฒนาระบบนิเวศด้านดิจิทัล (Digital Ecosystem) ที่กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล โดยตั้งใจให้เป็นพื้นที่ที่ประชาชนเข้าใช้งานได้อย่างสะดวก เหมาะกับการคิดค้นสิ่งใหม่ต่อยอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล มี Co-working Space รองรับการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และการประชุม เป็นศูนย์สั่งการและบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ (City Data Platform) ที่จะช่วยยกระดับการพัฒนาเมืองด้วยฐานของข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สามารถให้บริการภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป รวมถึงชาวต่างชาติ อีกทั้งมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล ควบคู่ไปกับการพัฒนากำลังคนดิจิทัลในพื้นที่ โดยคาดว่า การก่อสร้างจะแล้วเสร็จและพร้อมเปิดให้บริการช่วงปลายปี 2565&amp;rdquo; ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นอกจากนี้ ดีป้า และ จังหวัดอุบลราชธานี เตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนเมืองเศรษฐกิจอัจฉริยะต้นแบบ (Smart Economy Showcase) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารในจังหวัดอุบลราชธานี และพื้นที่ใกล้เคียงที่สนใจสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีคุณภาพจากเครือข่ายดิจิทัลสตาร์ทอัพสัญชาติไทย ซึ่งผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการจัดกิจกรรม Smart Economy Showcase ได้ทาง Facebook Page: depa Thailand&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117026</URL_LINK>
                <HASHTAG>ASEAN Digital Hub, City Data Platform, co-working space, Smart City, Smart Economy Showcase, ขับเคลื่อนเมืองเศรษฐกิจอัจฉริยะต้นแบบ, จังหวัดอุบลราชธานี, ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์, ดีป้า, นายสฤษดิ์ วิฑูรย์, บริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ, ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี, ศูนย์ ASEAN Smart Cities Network Center, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, อุบลราชธานี, เมืองอัจฉริยะ, โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210917/image_big_6144528f49379.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112791</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 10:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 10:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความจนไม่ใช่อุปสรรค! เยาวชนวัย 17 สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้อันดับ 1 ทั้ง 3 เหล่าทัพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ส.ค.64 - เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อความสนับสนุนการเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ของนายธรากร ทองหนูนุ้ย อายุ 17 ปี มีเรื่องราวที่น่าสนใจ ดังนี้&amp;nbsp;ความจนไม่ใช่อุปสรรคการเรียนสอบเข้าโรงเรียนเตรียมฯอันดับ 1 ทบ. ทอ. ทร. ในส่วนตำรวจได้อันดับ 8&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่ทัพภาคที่ 2 หนุนเต็มที่ มอบเงินในการมอบตัวเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ของนายธรากร ทองหนูนุ้ย อายุ 17 ปี เกิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2547 เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมปีที่ 4 ของโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จังหวัดอุบลราชธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยอาศัยอยู่ที่ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ บิดาชื่อ นายประเทือง ทองหนูนุ้ย อายุ 53 ปี กับนางสาวรดาชา ถุงสูงเนิน อายุ 45 ปี ซึ่งประกอบอาชีพรับจ้างขับรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ส่วนมารดาประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น้องคนนี้สามารถสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ได้ที่ 1 เกือบทั้ง 4 เหล่า และได้ตัดสินใจเลือกเหล่า ทหารบก ไม่มีแม้กระทั่งเงินจะมอบตัว จากสภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างยากจน สมควรที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชน ในความพากเพียรพยายามถึงแม้จะขาดแคลนทุนทรัพย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลโทธเนศ วงศ์ชะอุ่ม แม่ทัพภาคที่ 2 จึงได้มอบทุนการศึกษาและค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในวันมอบตัวครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112791</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพภาคที่ 2, จังหวัดอุบลราชธานี, พล.ท.ธเนศ วงศ์ชะอุ่ม, โรงเรียนเตรียมทหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_6111edf89a616.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112461</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 21:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 21:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นอภ.สิรินธร เผยยังไม่สรุปคนไทยเก็บเห็ดได้กลับวันไหน ญาติพร้อมจ่ายค่าปรับให้ลาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอำเภอสิรินธร เผย 7 คนไทยเก็บเห็ดจะได้กลับประเทศเร็ว-ช้า ขึ้นอยู่กับลาว ยืนยันทางการไทยทำหนังสือของตัวให้กลับมากักตัวที่ประเทศไปแล้ว ขณะที่ญาติพร้อมเสียเงินค่าปรับให้ลาว หากลาวต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าแนวทางการช่วยเหลือ 7 คนไทยที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารของ สปป.ลาว จับตัวไปหลังจากออกไปหาเก็บเห็ดริมแนวเขตชายแดน บริเวณบ้านห้วยวังลม ต.คำเขื่อนแก้ว อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี ตั้งแต่เช้าวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งผ่านมาแล้ว 5 วันที่ 7 คนไทยถูกนำตัวไปไว้ที่ศูนย์กักกันการแพร่ระบาดโรคโควิด19 ที่เมืองปะทุมพอน แขวงจำปาสัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดนายอภัย วุฒิโสภากร นายอำเภอสิรินธร ได้กล่าวในที่ประชุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงว่า ขณะนี้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีได้ทำหนังสือไปยังสถานกงสุลใหญ่ไทย ณ แขวงสะหวันนะเขต เพื่อประสานความช่วยเหลือขอส่งตัวกลับมากักตัวที่ประเทศไทยก่อนกำหนดเวลา 14 วัน&amp;nbsp;แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าทั้ง 7 คนไทยจะได้กลับมาวันไหน ซึ่งก็ต้องรอลุ้นกันอีกขึ้นอยู่กับทางการลาว แต่เบื้องต้นอย่างน้อยก็ต้องกักตัว 14 วัน ตามมาตรการของ สปป.ลาว ส่วนในกรณีว่าคนไทยจะต้องเสียค่าปรับให้กับลาวตามกฎหมายลักลอบเข้าประเทศของ สปป.ลาว หรือไม่นั้น ก็มีความเป็นไปได้ที่จะต้องเสียเงิน ซึ่งญาติก็พร้อมจะเสียค่าปรับให้ ส่วนจำนวนจะถึงหนึ่งหมื่นบาทต่อรายหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับลาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนกรณีที่นายอำเภอสิรินธร ได้ระบุในเอกสารหนังสือราชการว่า ทางการลาวจะได้ฉีดวัคซีนให้กับ 7 คนไทย 1 เข็มนั้น ในประเด็นนี้ตนเพียงประสงค์ดี ลักษณะชื่นชมลาว เผื่อทางการลาวจะใจดีปล่อยคนไทยเร็วขึ้น แต่ก็ไม่คิดว่ากระแสข่าวจะออกไปไกลขนาดเป็นประเด็นทางการเมืองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจากเว็บไซต์&amp;nbsp;https://www.rfa.org/lao&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112461</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดอุบลราชธานี, ฉีดวัคซีน, อำเภอสิรินธร, เก็บเห็ด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610d45fc2f530.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112127</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2021 21:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2021 21:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวบ้านโวยร่วมบุกเบิกสร้างทางรถไฟกลับถูกลอยแพ เรียกเก็บค่าเช่าโหดแถมขู่ดำเนินคดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ส.ค.64 - นายพงศ์ศักดิ์ สายวัน ตัวแทนชาวบ้านชุมชนลับแล (ชุมชนกรรมกรรถไฟ) ต.วารินชำราบ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ชาวบ้านรวมตัวเข้ายื่นหนังสือต่อนายสถานีรถไฟอุบลราชธานี(วารินชำราบ) เพื่อเรียกร้องให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยของชุมชนลับแลร่วมกับชาวบ้าน ที่ได้รับความเดือดร้อน ภายหลัง รฟท.มีหนังสือทวงค่าเช่าที่ดินอย่างไม่เป็นธรรม บางรายมียอดทวงเงินสูงถึง 300,000-400,000 บาท โดยให้จ่ายภายใน 15 วันไม่เช่นนั้นจะถูกดำเนินคดีตามกฏหมาย ทำให้ชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำไม่สามารถหาเงินมาจ่ายได้ โดยมีข้อเรียกร้อง 1.ให้ชะลอการดำเนินคดีและการทวงค่าเช่า 2.ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยร่วมกับชาวบ้าน โดยยึดแนวทางโฉนดชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงศ์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า ชุมชนแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ 2 งาน มีชาวบ้านอาศัยอยู่ 328 ครัวเรือน หรือประมาณ 2,500 คน โดยเป็นชุมชนดั้งเดิม ก่อตั้งขึ้นจากกรรมกรก่อสร้างทางรถไฟสายนครราชสีมา-อุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ.2474 แต่เดิมเป็นที่รกร้าง ชาวบ้านจึงเข้ามาสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยระหว่างรองานก่อสร้างเส้นทางรถไฟที่มีแผนขยายถึงนครพนม แต่เมื่อไม่มีการก่อสร้างทางรถไฟต่อ ชาวบ้านจึงปักหลักถิ่นฐานที่นี่ และอาศัยทำงานกรรมกรขนถ่ายสินค้ารถไฟ และเป็นกรรมกรรับจ้างอยู่คู่กับสถานีรถไฟมายาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงศ์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า กระทั่งการรถไฟฯ ประกาศขยายเขตสถานีรถไฟทับชุมชน ช่วงนั้นชาวบ้านบางรายไปขอออกโฉนดก็ถูกจับดำเนินคดี บังคับข่มขู่ให้เซ็นยินยอมเช่าที่ดิน จนมีการเจรจาให้ชาวบ้านจ่ายค่าเช่าที่ดินให้การรถไฟฯ ซึ่งชาวบ้านจำยอมตกเป็นผู้เช่าที่ดินในสัญญาระยะยาว 30 ปี&amp;nbsp; ตารางเมตรละ 7 บาท โดยเป็นอัตราค่าเช่าก้าวหน้าที่ค่าเช่าจะเพิ่มขึ้นทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปี 55-56 ชาวบ้านขอเจรจาเรียกร้องสิทธิที่ดินให้เป็นโฉนดชุมชน เพื่อให้ชีวิตมีความมั่นคงโดยผ่าน พอช. จึงหยุดการจ่ายค่าเช่าระหว่างกระบวนการเจรจาให้เสร็จสิ้น กระทั่งล่าสุดการรถไฟส่งหนังสือทวงค่าเช่าและทวงค่าปรับรวบยอด 4 ฉบับ บางรายเจอค่าเช่า 3 แสน แพงกว่าการซื้อที่ดินใหม่ กรรมกรที่บุกเบิกก่อสร้างทางรถไฟสายอีสานใต้ เรายืนยันตามสิทธิพื้นฐาน ให้เป็นโฉนดชุมชน หรือถ้าต้องเช่าที่ดิน ค่าเช่าต้องเป็นธรรมกับชาวบ้านสามารถจ่ายได้&amp;quot; นายพงศ์ศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจำนงค์ จิตรนิรัตน์ ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(พีมูฟ) กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ก่อนชาวบ้านชุมชนลับแลแทบร้องไห้เพราะมีการส่งตัวผู้ที่ได้รับเชื่อโควิดจากกรุงเทพฯกลับมาชุมชนต่างๆกว่า 400 คน หลังจากที่ผู้ป่วยเหล่านี้มีการรักษาไปแล้วระดับหนึ่ง ผู้ป่วยบางส่วนมาอยู่ที่ชุมชนนี้&amp;nbsp;ทั้งๆที่ตามมาตการที่ถูกต้อง ผู้ที่ได้รับเชื้อเหล่านี้ต้องไปกักตัวในพื้นที่ห่างไกลจากบ้านคนอื่น แต่เจ้าหน้าที่กลับเอามาไว้ที่ชุมชนทั้งๆที่ควรดูผลอีก 14 วัน ทำให้ชาวบ้านลับแลตกใจมากเพราะกำลังหวาดวิตกเรื่องโควิด และหลังจากนั้นอีก 2 วันมีหนังสือจาก รฟท.มาทวงค่าเช่าบ้าน สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐไม่สนใจว่าชาวบ้านเป็นอย่างไร แทนที่จะดูแลป้องกันโควิดให้ดีไม่ใช่เอาผู้ป่วยมาปล่อยไว้โดยไม่มีมาตรการรอบรับ รฟท.ควรดูว่าชุมชนตกอยู่ในสถานการณ์ใด ไม่ใช่ซ้ำเติมปัญหาของชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชุมชนลับแลทำงานให้ รฟท.ตั้งแต่ยุคบุกเบิกม แต่คุณกลับไม่เห็นคุณค่าเขาเลย ค่าเช่าก็ถูกบังคับให้เช่า สถานการณ์ตอนนี้แทนที่จะลดหย่อนให้ชาวบ้านในฐานะผู้ที่มีคุณประโยชน์ รฟท.มาก่อน กลับไม่คำนึงถึงเลย สะท้อนให้เห็นว่ารัฐขาดการให้ความสำคัญกับชุมชนอย่างเห็นได้ชัด ความเหลื่อมล้ำเห็นได้ชัด เป็นการซ้ำเติมชาวบ้าน ผิดวิสัยการบริหารงานในสถานการณ์วิกฤต ทั้งๆที่น่าจะปรึกษาชุมชนว่ารองรับโควิดได้หรือไม่ แทนที่จะเอาปัญหามาทับถม เช่นเดียวกับอีกหลายชุมชนใน อุบลฯกำลังขาดแคลนอุปกรณ์ในการป้องกันโควิดทั้งหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ล้างมือ เครื่องวัดอุณหภูมิ ตอนนี้ 6-7 ชุมชนติดโควิดราว 20 คน แม้จังหวัดพาเข้าโรงพยาบาล แต่ชาวบ้านที่เหลือตกอยู่ในอาการหวาดผวาเพราะไม่ได้มีการตรวจทั้งชุมชน พวกเขาเหมือนถูกลอยแพ ภายใจ 1-2 วันนี้ชาวบ้านในชุมชนจะไปที่จังหวัดเพราะต้องการให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบมากกว่านี้&amp;rdquo;นายจำนงค์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112127</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟแห่งประเทศไทย, จังหวัดอุบลราชธานี, เรียกร้องที่อยู่อาศัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210803/image_big_61095285ac3ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81988</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2020 20:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2020 20:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯถวายผ้าพระกฐินวัดหนองป่าพง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ต.ค.63 - เวลา 17.50 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี โดยมีนายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมคณะข้าราชการ พสกนิกรทุกหมู่เหล่า เฝ้าฯรับเสด็จ&amp;nbsp;โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นแท่นทรงรับการถวายความเคารพจากกองทหารเกียรติยศ จากนั้นประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จฯ ออกจากท่าอากาศยานทหารกองบิน 21 ไปยังวัดหนองป่าพง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้นเสด็จพระราชดำเนินถึงวัดหนองป่าพง &amp;nbsp; พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จขึ้นอุโบสถ &amp;nbsp;ทรงรับผ้าไตรจากเจ้าพนักงานศุภรัต &amp;nbsp;ทรงวางผ้าไตรเหนือพานแว่นฟ้าซึ่งตั้งอยู่หน้าอาสน์สงฆ์ใกล้เจ้าอาวาส &amp;nbsp;ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระประธานอุโบสถ &amp;nbsp;ทรงกราบ &amp;nbsp;จากนั้นทรงหยิบผ้าไตรที่พานแว่นฟ้าพาดระหว่างพระกร &amp;nbsp;ทรงกล่าวคำถวายผ้าพระกฐิน &amp;nbsp;ทรงวางผ้าไตรไว้บนพานแว่นฟ้าที่เดิม &amp;nbsp; ทรงประเคนผ้าไตรและเทียนปาฏิโมกข์แด่พระสงฆ์รูปที่ 2 เมื่อพระสงฆ์ผู้ครองผ้าพระกฐินออกไปครองผ้าพระกฐินเสร็จกลับมายังอาสน์สงฆ์พร้อมแล้ว &amp;nbsp;เสด็จพระราชดำเนินไปถวายเครื่องบริวารพระกฐินแด่พระสงฆ์ผู้ครองผ้าพระกฐิน &amp;nbsp;ทรงหลั่งทักษิโณทก &amp;nbsp;พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา &amp;nbsp;ถวายอดิเรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น &amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ &amp;nbsp;ทรงสนทนาธรรมกับพระราชภาวนาวิกรม &amp;nbsp;เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง &amp;nbsp;ทรงลาพระสงฆ์แล้วเสด็จออกจากอุโบสถ &amp;nbsp;ประทับรถไฟฟ้าพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระเจดีย์พระโพธิญาณเถร &amp;nbsp;เสด็จเข้าพระเจดีย์พระโพธิญาณเถร &amp;nbsp;พระภิกษุสงฆ์ศิษยานุศิษย์พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภัทโท) จากทั่วโลก &amp;nbsp;จำนวน &amp;nbsp;500 รูป เจริญชัยมงคลคาถา&amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว &amp;nbsp;และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี &amp;nbsp; ทรงวางพวงมาลัย &amp;nbsp;ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะรูปเหมือนและพระอัฐิธาตุ &amp;nbsp;พระโพธิญาณเถร &amp;nbsp;(หลวงปู่ชา สุภัทโท) &amp;nbsp;ทรงกราบ &amp;nbsp;ทรงประเคนเครื่องไทยธรรมถวายพระสงฆ์ 5 รูป &amp;nbsp;ทรงสนทนาธรรมกับพระสงฆ์เถร &amp;nbsp;แล้วเสด็จออกจากพระเจดีย์พระโพธิญาณเถร &amp;nbsp;ประทับรถไฟฟ้าพระที่นั่ง &amp;nbsp;เสด็จพระราชดำเนินไปยังพิพิธภัณฑ์พระโพธิญาณเถร &amp;nbsp;ทรงลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธยในสมุดเยี่ยม &amp;nbsp;และทอดพระเนตรภายในพิพิธภัณฑ์พระโพธิญาณเถร ด้วยความสนพระราชหฤทัย เสร็จแล้ว &amp;nbsp;ทรงปลูกต้นรวงผึ้งไว้เป็นที่ระลึก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อจากนั้น &amp;nbsp;เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พระราชทาน &amp;nbsp;หน่วยแพทย์มูลนิธิกาญจนบารมี &amp;nbsp; และโรงพยาบาลในพื้นที่จ.อุบลราชธานี &amp;nbsp;ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกให้บริการตรวจรักษาราษฎรในพื้นที่ &amp;nbsp;ประกอบด้วยตรวจโรคทั่วไป &amp;nbsp;ตรวจด้วยเครื่องตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูง ตรวจอัลตราซาวด์ ตรวจภาพจอประสาทตา และบริการด้านทันตกรรมด้วยรถทันตกรรมเคลื่อนที่พระราชทาน การตรวจป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโคโรน่าหรือโรคโควิด -19 ด้วยรถตรวจเชื้อชีวนิรภัยพระราชทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้มีราษฎรมารับการตรวจรักษา จำนวน 1,143 &amp;nbsp; คน &amp;nbsp;โดยโรคที่พบมากได้แก่ โรคตา ,โรคกล้ามเนื้ออักเสบ, &amp;nbsp;โรคระบบทางเดินอาหาร และโรคระบบประสาท &amp;nbsp; และทรงรับผู้ป่วยไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ จำนวน 10 &amp;nbsp; คน &amp;nbsp;ที่ป่วยด้วยโรคเนื้องอกหลอดเลือด &amp;nbsp;โรคลำไส้ใหญ่ไม่มีปมประสาทแต่กำเนิด &amp;nbsp;โรคลำไส้เล็กส่วนปลายตีบตัน &amp;nbsp;โรคมะเร็ง &amp;nbsp;และอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปฏิสันถารกับผู้ป่วยถึงอาการเจ็บป่วย ด้วยทรงห่วงใย &amp;nbsp;พร้อมทั้งพระราชทานยาชุดพระราชทานแก่ผู้ป่วยที่ทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย &amp;nbsp;เสร็จแล้ว &amp;nbsp;ทอดพระเนตรนิทรรศการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร &amp;nbsp;และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว &amp;nbsp;ที่ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ &amp;nbsp;ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) มาจัดแสดง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นทอดพระเนตรการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย &amp;nbsp;สนองพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการส่งเสริมอาชีพแก่ราษฎร &amp;nbsp;โดยการนำผลผลิตในท้องถิ่นมาแปรรูปเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่ง &amp;nbsp; &amp;nbsp;และทอดพระเนตรผลิตภัณฑ์ของโครงการส่งเสริมศูนย์ศิลปาชีพบ้านสมพรรัตน์ อำเภอบุณฑริก และโครงการส่งเสริมศูนย์ศิลปาชีพบ้านยางน้อย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี &amp;nbsp;ซึ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชุมชนและจากสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพ ที่ดำเนินงานสนองพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ &amp;nbsp;พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในการส่งเสริมศิลปาชีพให้กับราษฎรในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและใกล้เคียง &amp;nbsp;จากนั้นทรงพระดำเนินเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จอยู่เป็นจำนวนมาก &amp;nbsp; และทรงรับของที่ราษฎรตั้งใจนำมาทูลเกล้าทูลกระหม่อม &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ผ้าไหมลายพื้นเมือง &amp;nbsp;ผลิตภัณฑ์พื้นบ้านต่าง ๆ &amp;nbsp; ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรอย่างใกล้ชิดและทรงเป็นกันเอง &amp;nbsp;ซึ่งราษฎรต่างเปล่งเสียงถวายพระพร &amp;ldquo;ทรงพระเจริญ&amp;rdquo; พร้อมกับโบกธงชาติไทย ธงพระปรมาภิไธย และธงพระนามาภิไธยตลอดเส้นทางที่ทรงพระดำเนินผ่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสเสด็จฯ ไปถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดหนองป่าพง &amp;nbsp;ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กองแพทย์หลวง &amp;nbsp;ร่วมกับมูลนิธิกาญจนบารมี และโรงพยาบาลในจังหวัดอุบลราชธานี ให้บริการตรวจรักษาแก่ราษฎรในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง &amp;nbsp;โดยแพทย์เฉพาะทางและเครื่องมืออันทันสมัย &amp;nbsp;กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดตั้งโรงครัวพระราชทานปรุงอาหารสุกใหม่ &amp;nbsp;พระราชทานอาหารและน้ำดื่มแก่ราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้วย &amp;nbsp;ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ราษฎรทุกหมู่เหล่าเป็นล้นพ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81988</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดอุบลราชธานี, ถวายผ้าพระกฐิน, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, วัดหนองป่าพง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201027/image_big_5f981c50ceece.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65532</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2020 14:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2020 14:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนุ่มอุบลฯทิ้งเงินเดือน 8 หมื่น หันทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาสร้างรายได้งามเดือนละ 2-3 แสนบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;10 พ.ค.63 -&amp;nbsp;ที่ฟาร์มหนูพุกใหญ่น้องเตชินท์ บ้านแก้ง ตำบลแก้ง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นฟาร์มเลี้ยงหนูพุก หรือหนูนา ของนายวีระยุทธ ศรีคำ อายุเพียงแค่ 27 ปี ซึ่งฟาร์มนี้เป็นลูกฟาร์มของนายไพ เนียมกลิ่ม อายุ 39 ปี ปัจจุบันเป็นเจ้าของฟาร์มและแม่ข่ายฟาร์มหนูพุกใหญ่ ที่มีลูกฟาร์มทั่วประเทศ มากกว่า 50 ฟาร์ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพ เนียมกลิ่น เจ้าของฟาร์มหนูพุกใหญ่ชัยภูมิฟาร์ม กล่าวว่าก่อนหน้านี้ตนและภรรยาทำงานเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กว่า 20 ปี มีเงินเดือนประจำ ล่าสุดก่อนที่จะลาออกอยู่ที่เดือนละ 80,000 บาท มีชีวิตที่ดีเลี้ยงครอบครัวได้ แต่พอไปถึงจุดหนึ่งรู้สึกว่าเราต้องการชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติ อยู่ตามทุ่งนา เป็นเจ้านายตัวเอง จึงเป็นโอกาสให้เราได้ตัดสินใจสมัครใจลาออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพ กล่าวต่อว่าช่วงแรกที่ลาออก ก็ได้ใช้เงินจำนวนหนึ่งที่ได้จากบริษัท มาลงทุนเลี้ยงปูนาเป็นอาชีพหลัก และเลี้ยงหนูพุกใหญ่ เป็นอาชีพรอง แต่มีเจออุปสรรคในการขนส่งปูนา จึงทำให้ขาดทุน แต่สำหรับการเลี้ยงหนูพุกใหญ่ กลับได้กำไร ตนจึงได้ตัดสินใจหันมาเลี้ยงหนูพุกใหญ่อย่างเต็มตัว ช่วงแรกทางบ้านก็ตำหนิ และดูถูกว่าเราเป็นคนบ้า เพราะมาเลี้ยงหนู ซึ่งเป็นสัตว์ที่ไม่ค่อยมีคนนิยมรับประทาน อีกทั้งชาวบ้านก็สามารถจับหนูนาได้ตามทุ่งนาอยู่แล้ว มันจะสามารถขายได้อย่างไร ซึ่งทางบ้านก็ไม่สนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ตนกลับมองอีกมุมว่า การเลี้ยงหนูพุกใหญ่น่าจะได้รับความสนใจจากคนที่มีเงิน ก็ยังตัดสินใจที่จะเลี้ยงต่อ จนเมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 5 เดือน ตนก็เริ่มขายหนูได้ในหลักพันต่อวัน ต่อมาก็หลักหมื่นต่อวัน จนปัจจุบันตนสามารถขายหนูได้เดือนละ 200,000-300,000 บาท&amp;nbsp;ซึ่งขายหนูเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์คู่ละ 800 บาท ปัจจุบันมียอดจองหนูจากเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม มากกว่า 3,000 ตัว ตัวละ 400 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายวีระยุทธ ศรีคำ อายุ 27 ปี เจ้าของฟาร์มหนูพุกใหญ่น้องเตชินท์ กล่าวว่าตนก็พึ่งเริ่มหันมาเลี้ยงหนูพุกใหญ่ เมื่อประมาณ 5 เดือนที่แล้ว ลาออกจากงานประจำที่ได้เงินเดือน 12,000 บาท โดยใช้เงินลงทุนโรงเรือนและซื้อพ่อแม่พันธุ์มาเลี้ยง ซึ่งเลี้ยงได้สัก 3 เดือน ตนก็ได้เงินทุนค่าพ่อแม่พันธุ์ประมาณ 30,000 บาทแล้ว และก็ได้เพิ่มบ่อเลี้ยงเป็น 43 บ่อ ซึ่งหนูที่มีอยู่ประมาณ 200 ตัว ก็ถูกจองไว้หมดแล้ว และหนูไม่พอขาย จึงจำเป็นต้องขยายบ่อเลี้ยงให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเลี้ยงหนู ตอนแรกตนก็ไม่มั่นใจว่าจะขายได้ตลอด แต่พอเลี้ยงและมีนายไพ ซึ่งเป็นแม่ฟาร์มได้ช่วยหาตลาด และช่วยแนะนำวิธีการเลี้ยง จนสามารถขายได้ตลอด จนหนูไม่เพียงพอ ก็ถือว่าเป็นธุรกิจใหม่ สำหรับกลุ่มคนที่ไม่อยากจะเป็นลูกจ้างประจำ หันมาเป็นเจ้าของฟาร์มเองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65532</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดอุบลราชธานี, ฟาร์มหนูพุก, หนูพุกใหญ่, เพาะเลี้ยงหนูพุก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200510/image_big_5eb7a98591469.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
