<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117689</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 21:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 21:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายสถานะบุคคล โวยกรมการปกครองปรับลดลูกจ้าง กระทบงานแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการปกครองกระเป๋าแฟบหนักเตรียมเลิกจ้างลูกจ้างเหมาบริการ เครือข่ายสถานะบุคคลโวยบุคลากรน้อย-ทำงานไม่ทันอยู่แล้วอีก 40 ปีถึงแก้ปัญหา 6 แสนคนได้หมด-เชียงรายเร่งให้สัญชาติคนเฒ่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย.64 - นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล &amp;nbsp;เปิดเผยว่า มูลนิธิร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม 31 องค์กรได้ส่งจดหมาย ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมสำเนาถึงอธิบดีกรมการปกครอง กรณีมีหนังสือลงวันที่ 7 กันยายน 2564 สั่งปรับลดอัตราลูกจ้างเหมาบริการโครงการดำเนินการสัญชาติและสถานะบุคคล ซึ่งถ้ามีการปรับลดกรอบอัตราลูกจ้างฯ ไปอีก จะทำให้มีผลกระทบต่อการดำเนินงานเป็นอย่างยิ่ง จึงมีความกังวลถึงปัญหาที่จะตามมา อาทิ มีการแสวงหาผลประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติพงษ์กล่าวว่า ลูกจ้างเหล่านี้ถือว่าเป็นบุคคลด่านแรกที่มีความสำคัญมากในการรับคำร้อง ตรวจสอบเอกสารเพื่อเตรียมเสนอให้นายทะเบียน ซึ่งปัจจุบันทั้งประเทศมีอัตราลูกจ้างกลุ่มนี้อยู่ 217 คน แต่ในปีงบประมาณ 2565 ถูกปรับลดไป 68 ตำแหน่งเหลือเพียง 149 ตำแหน่ง ทำให้ส่งผลกระทบงานด้านสถานะบุคคลทั้งประเทศซึ่งปกติถือว่ามีอัตรากำลังน้อยอยู่แล้ว แต่ปีนี้กลับลดลงอีก ย่อมสงผลกระทบแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อคำร้องเข้ามาเต็มและกระบวนการต่างๆ มากขึ้น เช่น มีการฟ้องศาลปกครองมากขึ้น อาจมีกระบวนการเรียกร้องผลประโยชน์เพิ่มขึ้นเพราะเมื่อคนเข้าถึงระบบได้อย่างล่าช้าก็อาจมีช่องทางการเรียกรับเงิน&amp;rdquo;นายสันติพงษ์ กล่าว และว่าทางออกระยะแรกคือกรมการปกครองควรคงอัตรากำลังเหมือนเดินและเกลี่ยงบส่วนอื่นมาทดแทนเพื่อว่าจ้างลูกจ้างส่วนนี้ซึ่งต้องใช้ความรู้เฉพาะ และงานด้านสถานะภารกิจหลัก 1 ใน 10 ของกรมการปกครองที่ประกาศไว้ แต่ถูกลดอัตรากำลังซึ่งเป็นหัวใจในการทำงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในปีที่ผ่านมากรมการปกครองกำหนดเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะบุคคลไว้ 1.4 หมื่นคน แต่ทำได้ประมาณ 1.1 หมื่นคน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย ดังนั้นแทนที่จะเพิ่มคนทำงาน กลับลดลงอีก ปัจจุบันประชาชนที่รอพิสูจน์สิทธิมีอยู่ประมาณ 6 แสนคนทั่วประเทศ ถ้าเอา 1.4 หมื่นมาหาร กว่าจะเสร็จกว่า 40 ปี ดังนั้นควรคงอัตรากำลังหรือเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ด้วย และอาจต้องทำตัวชี้วัดให้ชัดเจน&amp;rdquo; นายสันติพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่จังหวัดเชียงราย นายณรงค์ โรจน์โสทร รองผู้ว่าราชการฯ ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมการปกครอง โดยมีเนื้อหาสรุปได้ว่าการที่กรมการปกครองปรับลดอัตราจ้างลูกจ้างกลุ่มนี้นั้น จังหวัดเชียงรายมีชนกลุ่มน้อยที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติกลุ่มต่างๆ ทั้งสิ้นกว่า 2 แสนคน และลูกจ้างเหมาบริการกลุ่มนี้ได้ปฎิบัติงานสนับสนุนโครงการเป็นอย่างดี แม้จะเป็นการต่อสัญญาจ้างปีต่อปี แต่ได้รับการต่อสัญญาอย่างต่อเนื่องมาแล้ว 13 ปี หากปรับลดอัตราจ้างจะทำให้งานสนับสนุนการพิจารณาสถานะชนกลุ่มน้อยประเภทต่างๆ ได้รับผลกระทบอย่างยิ่ง จึงขอความกรุณากรมการปกครองจัดจ้างลูกจ้างของจังหวัดเชียงรายอีก 1 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย มีการประชุมคณะทำงานสัมภาษณ์ สังเกตพฤติการณ์ และทดสอบความรู้ภาษาไทย แก่ผู้ยื่นคำขอถือสัญชาติไทยตามสามีของหญิงต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย และผู้ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 3/2564 โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ ปลัดจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน โดยมีกรรมการเข้าร่วม 11 ราย อาทิ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด อัยการจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการและผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ซึ่งในที่ประชุมมีการพิจารณากรณีคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยของคนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย (มาตรา10) กรณีผู้ที่ขออายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จำนวนรวม 50 ราย จาก อ.แม่สรวย และอ.แม่ฟ้าหลวง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัดจังหวัดเชียงรายกล่าวว่าการแปลงสัญชาติมาตรา 10 ที่เข้ารับการสัมภาษณ์ในวันนี้เป็นผู้เฒ่า ซึ่งมีการปรับเกณฑ์ให้สามารถสอบสัมภาษณ์โดยใช้ภาษาถิ่นไทยได้ ตามหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ในวันนี้มีทั้งภาษาอาข่าและไทลื้อ โดยให้นายอำเภอนำเสนอข้อมูลของแต่ละราย จะเป็นการสอบที่รวดเร็วขึ้น โดยให้กรรมการทดสอบความรู้ด้านภาษา การพิจารณาแยกเป็นรายบุคคล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่าผู้เฒ่ากลุ่มนี้มีเอกสารที่ทำไว้กับทางราชการ ตั้งแต่ พ.ศ.2534 และได้มาตั้งรกรากในประเทศไทยก่อนหน้านั้นแล้ว จึงอยู่ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้วนานกว่า 30 ปีทุกราย และผู้เฒ่าชาวไทลื้อจาก อ.แม่สรวย อายุมากสุดถึง 92 ปี ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวเมื่อปี 2537&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บรรยากาศการสอบสัมภาษณ์เป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากผู้เฒ่าชาวอาข่าทุกคนได้แต่งชุดประจำเผ่าซึ่งประดับด้วยเครื่องเงินงดงาม ทำให้ได้รับความสนใจจากข้าราชการและประชาชนที่เดินทางมายังศาลากลาง ทั้งนี้ในที่ประชุมได้ มีการสอบถามชื่อและข้อมูลส่วนตัวและครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางหมี่เพ้อ เบียวเชกู่ อายุ 64 ปีชาวอาข่าบ้านป่าคาสุขใจ บนดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง กล่าวก่อนเข้าสอบสัมภาษณ์ว่า รู้สึกกังวลเรื่องการสอบที่ศาลากลางจังหวัด และตื่นเต้นมากตั้งแต่เมื่อคืนจนนอนไม่หลับและกินข้าวไม่ได้ แต่เมื่อสอบแล้วก็รู้สึกมีความสุขมาก ทั้งชีวิตคือรอคอยโดยอยู่ประเทศไทยมากว่า 40 ปีแล้ว อยากเป็นคนไทยที่ถูกต้อง ได้ถือบัตรประชาชน วันนี้เป็นบันไดขั้นแรกที่จะทำให้ได้เป็นคนไทย ขอบคุณทุกฝ่ายที่เห็นใจ เห็นคุณค่าของผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ที่คนทั่วไปไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หลังจากการสอบสัมภาษณ์ที่จังหวัดแล้ว จะมีการส่งรายชื่อไปยังกรมการปกครอง ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองสัญชาติ ตามมาตรา 25 พรบ.สัญชาติ ซึ่งมีปลัดกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ประธาน หากมีมติเห็นชอบคำร้องขอแปลงสัญชาติของผู้เฒ่าแล้ว ขั้นตอนต่อไปกรมการปกครองจะต้องเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออนุมัติและแจ้งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117689</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, จังหวัดเชียงราย, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c8c0a78c23.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115917</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 16:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้เฒ่าไร้สัญชาตินับแสนใกล้สมหวัง มท.เร่งให้บัตรปชช. ปรับหลักเกณฑ์ครั้งใหญ่ยึดโมเดลบ้านป่าคาสุข</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เฒ่าไร้สัญชาตินับแสนใกล้สมหวัง มหาดไทยเร่งมือให้บัตรประชาชน ปรับหลักเกณฑ์ครั้งใหญ่ ใช้ &amp;ldquo;บ้านป่าคาสุขใจโมเดล&amp;rdquo; หลายฝ่ายร่วมมือ &amp;ldquo;ครูแดง&amp;rdquo; ชี้เป็นการสร้างขวัญกำลังให้ผู้สูงวัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ย.64 - นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติ กรณีการแปลงสัญชาติชนกลุ่มน้อย กรณีผู้เฒ่าชาวอาข่า บ้านป่าคาสุขใจ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งเข้ามาอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 40 ปีแล้ว แต่ยังไม่ได้รับบัตรประชาชนและได้รับสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองถูกกฎหมาย มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทยตามนโยบายของรัฐ ซึ่ง มูลนิธิพชภ. ได้ประสานติดตามความคืบหน้ากับนายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง และทีมเลขานุการของคณะทำงานกลั่นกรองสัญชาติระดับกรมและระดับกระทรวง จึงทราบว่าขณะนี้ผู้เฒ่าที่เป็นกรณีศึกษา 15 ราย จากบ้านป่าคาสุขใจ ได้รับความเห็นชอบจากคณะทำงานกลั่นกรองสัญชาติระดับกรมการปกครองแล้วเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2564 และต่อมาเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองสัญชาติ ตามมาตรา 25 พรบ.สัญชาติ ซึ่งมีนายชราวุธ จันทร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ประธาน มีมติเห็นชอบคำร้องขอแปลงสัญชาติของผู้เฒ่าทั้ง 15 รายแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปกรมการปกครองจะต้องเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออนุมัติและแจ้งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่าจากการดำเนินงานแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่ผ่านมา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการขึ้น ได้แก่ 1. หนังสือสั่งการโดยอธิบดีกรมการปกครอง ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่องการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกรมการปกครองด้านสัญชาติและสถานะบุคคล โดยกำหนดเป็น 1 ใน 10 งานสำคัญของกรมการปกครองที่จะต้องขับเคลื่อนอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. หนังสือสั่งการโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเรื่องการปรับปรุงแนวทางประกอบการพิจารณาให้สัญชาติไทยแก่ชนกลุ่มน้อยโดยการแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติพ.ศ. 2508 แจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เห็นชอบให้ปรับปรุงแนวทางประกอบการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคุณสมบัติของคนต่างด้าวในการยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติเป็นไทยเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธ์ กลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มที่รัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาสถานะและสิทธิ ซึ่งได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว อาทิ การมีความประพฤติดี ตามมาตรา 10 (2) โดยให้ยกเว้นการตรวจสอบพฤติการณ์ทางการเมืองยาเสพติดและความมั่นคงของชาติ จากหน่วยงานนอกสังกัดกระทรวงมหาดไทย แล้วใช้การสอบพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือไม่น้อยกว่า 3 คน ให้การรับรองแทน การมีอาชีพเป็นหลักฐาน ตามมาตรา 10 (3) โดยให้นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตที่ผู้ขอแปลงสัญชาติมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน เป็นผู้ออกหนังสือรับรองการประกอบอาชีพที่ผู้สูงอายุสามารถทำได้ อาจเป็นการรวมกลุ่มอาชีพ หรืออาชีพส่วนบุคคล และให้ยกเว้นการเรียกหลักฐานการเสียภาษี และเกณฑ์รายได้ การมีความรู้ภาษาไทย ตามมาตรา 10 (5) ให้พิจารณาจากการพูดหรือฟังภาษาไทยกลาง หรือภาษาถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนา โดยต้องผ่านการสัมภาษณ์จากคณะทำงานสัมภาษณ์สังเกตพฤติกรรมและทดสอบความรู้ภาษาไทยของจังหวัดและไม่ต้องใช้เกณฑ์การให้คะแนนเหมือนคนต่างด้าวทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้หนังสือสั่งการแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดให้กำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับเร่งรัดดำเนินการอย่างจริงจังและเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสัญชาติให้ผู้เฒ่าไร้สัญชาติได้รับสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมายและนโยบายของรัฐ และห้ามมิให้มีการแสวงหาหรือรับผลประโยชน์ตอบแทนโดยเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีต สว.เชียงราย กล่าวว่ากรณีศึกษาผู้เฒ่าชาวอาข่า บ้านป่าคาสุขใจ 23 ราย ได้เข้าสู่กระบวนการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยตามเกณฑ์ที่กำหนดใหม่ ได้เข้าสัมภาษณ์ต่อคณะทำงานสัมภาษณ์ฯจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 โดยนายอำเภอแม่ฟ้าหลวง ได้เสนอต้นแบบที่สำคัญ คือ 1. การบันทึกวิดีโอสัมภาษณ์ผู้เฒ่าที่ป่วย ไม่สามารถเดินทางมาทำการสัมภาษณ์โดยคณะทำงานฯ ได้เพื่อเสนอต่อคณะทำงานในที่ประชุม เพื่อไม่ให้ผู้เฒ่าต้องเสียสิทธิในการยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติ 2. เสนอต่อประธานในที่ประชุม คือปลัดจังหวัด ให้คณะทำงานสัมภาษณ์กลุ่ม เพื่อไม่ให้ผู้เฒ่าซึ่งแก่ชราต้องอยู่ในที่ประชุมนานเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มูลนิธิพชภ.ได้ดำเนินงานโครงการแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้รัฐไร้สัญชาติ ด้วยความสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)โดยร่วมมือกับนักวิชาการด้านกฎหมายสัญชาติ &amp;nbsp;อธิบดีกรมการปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง แม่จัน แม่สาย และเชียงของ ฯลฯ &amp;nbsp;ซึ่งข้อมูลของกรมการปกครอง ระบุว่าประเทศไทยมีคนต่างด้าว ที่มีอายุเกิน 60 ปี รวม 111,239 คน ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและใบสำคัญถิ่นที่อยู่ มีเลขบุคคลประเภท 8 จำนวน 12,219 คน และเลขบุคคลประเภท 3,4,5 จำนวน 26,385 คน ทั้งสองกลุ่มนี้จะเข้าสู่กระบวนการได้สัญชาติไทยด้วยการแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 ของ พรบ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 เช่นเดียวกันกับกรณีตัวอย่างบ้านป่าคาสุขใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความคืบหน้านี้เป็นขวัญกำลังใจให้ผู้เฒ่าที่รอคอยด้วยความหวังที่จะมีอายุยืนยาวไปถึงวันที่จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้แปลงสัญชาติเป็นไทยหวังว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเร่งรัดให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สำเร็จโดยเร็วที่สุดเพราะหลังจากได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยแล้ว กรมการปกครองจะต้อง ส่งเรื่องให้จังหวัดดำเนินการจัดให้ผู้ที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตฯ ปฏิญาณตนที่จะเป็นพลเมืองที่ดี จงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แล้วจึงส่งรายชื่อไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงจะถือว่าเป็นคนสัญชาติไทยโดยสมบูรณ์&amp;rdquo; นางเตือนใจ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115917</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, จังหวัดเชียงราย, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, เตือนใจ ดีเทศน์, แปลงสัญชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_6137344760cfd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114861</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2021 18:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2021 18:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวดอยแม่สลอง ปลื้มปลูกต้นไม้ 26 ปีสู่ป่าผืนใหญ่ 3.5 พันไร่ แหล่งอาหารพึ่งพายุคโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ส.ค.64 - เจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) อาสาสมัคร ผู้อาวุโส และเยาวชนในพื้นที่ร่วมกับชาวบ้านบนดอยแม่สลอง ได้ร่วมตีแปลงป่าเพื่อสำรวจเก็บข้อมูลความสมบูรณ์ของป่ากว่า 3.5 พันไร่ ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นป่าที่ชาวบ้านร่วมกันดูแลและปลูกไว้เมื่อกว่า 26 ปีก่อน ซึ่งปัจจุบันป่าผืนนี้กลายเป็นแหล่งอาหารและสารพัดการใช้ประโยชน์ของชุมชนใน 3 หมู่บ้านคือบ้านป่าคาสุขใจ บ้านจะบูสีและบ้านพนาสวรรค์ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ร่วมกันดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาเจอะ หม่อโปกู่ ผู้ใหญ่บ้านป่าคาสุขใจกล่าวว่า การเข้ามาสำรวจป่าในครั้งนี้เพื่อในอนาคตข้างหน้าจะได้มีป่าอยู่คู่กับชุมชน โดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าชุมชน เพื่อไม่ให้ใครมาทำลายหรือเข้ามาทำกินในพื้นที่ป่า พวกเราต้องการอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังต่อไป เพื่อคนรุ่นหลังจะได้ไม่เหนื่อย และสืบทอดกันในรุ่นต่อไป โดยชาวบ้านสามารถมาเก็บของป่าไปบริโภคได้ และช่วยกันป้องกันไม่ให้มีการตัดไม้ในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.อมรรัตน์ หรือนาสึกะ รัตนาชัย อดีตสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.)และผู้นำชาวบ้านจะบูสี กว่าว่ากล่าวว่ารู้สึกว่าดีใจและภูมิใจทุกครั้งที่เห็นป่าผืนนี้ เพราะเป็นป่าที่ชาวบ้านและมูลนิธิ พชภ.ร่วมกันปลูก ฟื้นฟู และดูแลจนกลายเป็นป่าใหญ่ที่เป็นแหล่งอาหารของชาวบ้าน ทั้งๆ ที่แต่เดิมบริเวณนี้เป็นเป็นภูเขาหัวโล้น ผ่านมาร่วม 30 ปี กลายเป็นป่าที่มีความหลากหลายและชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันทั้งพืชอาหาร เช่น หน่อไม้ รถด่วนและพืชใช้สอย เช่น เอาไม้มาทำฟืนหรือไม้ซ่อมแซมบ้าน ในขณะที่หมู่บ้านอื่นซึ่งไม่มีป่าต้องไปซื้อ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รู้สึกภูมิใจที่พวกเราได้ร่วมกันปลูกป่าและดูแล ทำให้ได้ใช้ประโยชน์ในช่วงที่เรายังมีชีวิตอยู่ สมัยก่อนไม่มีที่หาฟืนเพราะเราไม่มีป่าของตัวเอง บริเวณรอบๆ เป็นภูเขาหัวโล้น แต่ตอนนี้มองไปทางไหนก็สดชื่น พวกเราชาวจะบูสีได้ทำเรื่องท่องเที่ยวพานักท่องเที่ยวมาเดินป่าด้วย แถมมีสมุนไพรมากมายให้เราเก็บใช้สอย&amp;rdquo; น.ส.นาสึกะกล่าว และว่าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 หมู่บ้านจะบูสีได้ปิดหมู่บ้าน และชาวบ้านสามารถอยู่ได้จนแทบไม่ต้องพึ่งพาภายนอกเนื่องจากมีอาหารอยู่ในป่าแต่พวกเราก็มีกติการ่วมกันมาโดยตลอด เช่น ห้ามตัดไม้ขาย เก็บหน่อไม้ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ น.ส.นุชจรีย์ สิงห์คราช นักวิชาการอิสระด้านนิเวศวิทยา &amp;nbsp;กล่าวว่าการตีแปลงป่าในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายของต้นไม้ ว่าในพื้นที่มีต้นไม้อะไรบ้าง โดยจะดูว่าป่าผืนนี้ช่วยลดโลกร้อนได้อย่างไรและในป่าผืนนี้สามารถเก็บคาร์บอน ได้เท่าไหร่ อีกวัตถุประสงค์แฝงก็คือ ต้องการให้เด็กๆ ในพื้นที่ ได้เรียนรู้ผืนป่าในพื้นที่โดยได้รับการสืบทอดจากผู้ใหญ่มาให้ความรู้และนำไปสืบทอดต่อเพื่อให้ได้รู้จัดต้นไม้ในท้องถิ่น โดยหลังจากที่ได้มีการสำรวจตีแปลงป่าแล้ว จะมีการนำผลที่ได้จากการตีแปลงว่าใน 1 แปลงมีต้นไม้ชนิดใดบ้าง แล้วนำมาคำนวนถึงค่าการดูดซับคาร์บอน นอกจากนี้ยังเป็นตัวชี้วัดเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ป่าเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายเมยัง อมรศิริเลิศทิพย์ ชาวบ้านป่าคาสุขใจซึ่งเป็นหัวหน้าทีมในการปลูกป่าเมื่อปี 2538 กล่าวว่า เมื่อก่อนชาวบ้านมาอยู่มีแต่หญ้าคา ซึ่งอยู่ไม่ได้เพราะป่าคือแหล่งอาหารจึงได้หารือร่วมกันว่าจะหาต้นกล้ามาปลูก และฟื้นฟูป่า จนถึงปัจจุบันประมาณ 26 กว่าปีแล้ว จนได้ผืนป่าสมบูรณ์ ทำให้ชาวบ้านมีพืชสมุนไพร อาหารการกิน ส่วนการตัดไม้จะต้องแจ้งถึงความจำเป็นกับคณะกรรมการหมู่บ้านก่อนจึงจะสามารถตัดได้ นอกจากนี้ในป่ายังพบว่าสัตว์ป่า เช่น ลิง ไก่ป่า หมูป่า &amp;nbsp;เข้ามาอาศัยอยู่ ซึ่งคณะกรรมการหมู่บ้านก็ได้มีข้อตกลงห้ามล่าสัตว์ในป่าชุมชนเพื่ออนุรักษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114861</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงราย, ดอยแม่สลอง, ป่าชุมชน, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, สำรวจป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210828/image_big_612a21b7b4044.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113657</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 21:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 21:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สำรวจป่าชุ่มน้ำ &#039;ชุมชนบ้านบุญเรือง&#039; ระบบนิเวศเปลี่ยน-ปลาสูญหลายชนิดเหตุเขื่อนจีนกั้นโขง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำรวจป่าชุมชนบ้านบุญเรืองยามน้ำหลาก หลังน้ำไม่เข้า 2 ปี เหตุเขื่อนจีนกั้นโขงทำลายระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ-ปลาหลายชนิดหายไป แนะรัฐบาลไทยหารือทางการจีนปล่อยน้ำโขงให้เป็นไปตามธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค.64 - ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจป่าชุ่มน้ำบ้านบุญเรือง อ.เชียงของ จ.เชียงราย เพื่อเก็บข้อมูลความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าภายหลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า ภายหลังเกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันทำให้ปริมาณน้ำในลุ่มแม่น้ำอิงมีมากและเอ่อสูงท่วมตลิ่งเข้าไปยังป่าชุ่มน้ำที่ชุมชนดูแลรักษาแห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้นั่งเรือพายโดยมีชาวบ้านเป็นฝีพาย พาลัดเลาะเข้าไปในป่าบ้านบุญเรืองที่ยังมีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นอยู่หนาแน่น โดยน้ำได้ท่วมพื้นที่ป่าเป็นบางส่วนโดยมีระดับน้ำความสูงกว่า 1 เมตร ทั้งนี้ป่าริมแม่น้ำอิงมีเอกลักษณ์เฉพาะ คือ ต้นไม้ต่างๆ เช่น ต้นส้มแสง ต้นข่อย สามารถแช่อยู่ในน้ำที่หลากตามฤดูกาลได้นานหลายเดือน ขณะที่ฝูงปลานานาชนิดจากแม่น้ำโขงและแม่น้ำอิง รวมทั้งห้วยหนองคลองบึงต่างๆ ได้ว่ายเข้าไปหากินและขยายพันธุ์ในป่าชุ่มน้ำ เนื่องจากมีอาหารตามธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นลูกไม้ต่างๆ หรือเหล่าแมลงและไส้เดือนที่หนีน้ำขึ้นไปอยู่ตามเนินดินและกิ่งไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชเญศพงษ์ คุรุปรัชญามรรค ชาวบ้านบุญเรือง และผู้ประสานงานสภาประชาชนลุ่มน้ำอิงตอนล่าง กล่าวว่า น้ำหลากเข้าป่าเป็นครั้งที่ 4 ของปีนี้ แต่เป็นการท่วมป่าเพียงระยะสั้นๆ แค่ไม่เกิน 1-2 คืน แล้วก็เริ่มลดระดับลง ทำให้ความหลากหลายในพื้นที่จึงไม่ยังมากเท่าที่ควร โดยน้ำไม่ได้หลากเข้าป่าบุญเรืองตามที่ควรจะเป็นตามวัฏจักรฤดูกาลมา 2 ปีแล้ว ทำให้พันธุ์สัตว์น้ำและการกระจายเมล็ดพันธุ์พืชมีปัญหา สาเหตุเกิดจากน้ำต้นทุน จากกว๊านพะเยา มีปริมาณน้อยลง ขณะที่แม่น้ำโขงก็มีปริมาณน้อยเช่นกัน โดยขณะนี้แม่น้ำโขงมีปริมาณน้ำสูงเพียงราว 2.9 เมตร ซึ่งถือว่าต่ำมากในฤดูน้ำหลาก แทนที่จะสูง 4-6 เมตรเหมือนฤดูฝนตามธรรมชาติในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลายปีที่ผ่านมาปลาหลายชนิดที่ชาวบ้านเคยหาได้ก็หายไป เช่น ปลากดคังตัวใหญ่ๆ และปลาอีกหลายชนิดที่หายไปตั้งแต่ปี 2541 ปลาบางชนิดที่ชาวบ้านเคยจับได้ตัวใหญ่ๆ ตอนนี้จับได้ตัวเล็กลง เพราะความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ&amp;nbsp;เราเคยเก็บข้อมูลปลาในแม่น้ำอิงที่มีพันธุ์ปลาราว 280 ชนิด แต่ตอนนี้หลายชนิดหายไปแล้ว แถมมีปลาต่างถิ่นผสมเข้ามามากขึ้น และยังมีเอเลี่ยนสปีชี เช่น ปลาซัคเกอร์ เช่นเดียวกับการขุดลอกหนองของทางการให้กลายเป็นสระน้ำ ทำให้พืชพันธุ์ชายน้ำหายไป พันธุ์ปลาในท้องถิ่นก็หายไปด้วย เป็นการทำลายระบบนิเวศ&amp;rdquo; ชาวบ้านบุญเรือง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชเญศพงษ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการฟื้นฟูนั้น จริงๆ แล้วป่าสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ แต่เราต้องรักษาไม้พื้นถิ่นไว้และการกระจายเมล็ดพันธุ์ต้องมองให้ลึกถึงอาหารของนกและอาหารของสัตว์ ในป่าบุญเรืองนอกจากเราคำนึงถึงวิถีวัฒนธรรมแล้ว ยังให้วัวควายเป็นตัวกระจายเมล็ดพันธุ์ รวมถึงผึ้งที่กระจายเกสรซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในระบบนิเวศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่าปรากฎการณ์น้ำเข้าป่าบุญเรืองและป่าริมแม่น้ำอิงทำให้เห็นถึงระบบนิเวศของป่าชุ่มน้ำริมแม่น้ำอิง โดยปกติแล้วเมื่อแม่น้ำโขงหลากและมีปริมาณน้ำมาก ทำให้เกิดการไหลย้อนกลับไปยังแม่น้ำอิงและแม่น้ำสาขาต่างๆ เกิดระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ แต่สิ่งที่เห็นในวันนี้เกิดจากปริมาณน้ำในแม่น้ำอิงที่ไหลผ่านป่าและเอ่อสูงขึ้นเพราะปริมาณน้ำที่เกิดจากฝนตกหนัก แต่เป็นการหลากเข้าท่วมป่าเพียงระยะสั้นๆ เพราะปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงไม่สูงพอที่จะไหลย้อนกลับเนื่องจากการกักเก็บน้ำของเขื่อนแม่น้ำโขงตอนบน 11 เขื่อน ในประเทศจีน ทำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศลำน้ำสาขาที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำโขงอย่างน่ากังวลใจ หากต้องการให้ระบบนิเวศเหล่านี้ฟื้นคืนมา รัฐบาลไทยต้องหารือกับทางการจีนถึงเรื่องการจัดการเขื่อนตอนบนของแม่น้ำโขงโดยเฉพาะการทำให้น้ำไหลตามกลไกของธรรมชาติตามฤดูกาลให้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ป่าชุ่มน้ำบ้านบุญเรือง เป็น 1 ใน 26 แห่งที่เป็นระบบนิเวศเฉพาะริมแม่น้ำอิงโดยมีเนื้อที่กว่า 3 พันไร่ เคยถูกเสนอจากรัฐบาลให้เปลี่ยนเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อให้นักลงทุนเข้ามาใช้ประโยชน์ แต่ได้รับการต่อต้านจากชุมชนเนื่องจากเป็นป่าที่ชาวบ้านร่วมกันดูแลมาตั้งแต่บรรพบุรุษ กระทั่งรัฐบาลยอมถอย และเมื่อปี 2563 ป่าผืนนี้ได้รับรางวัล Equator Prize เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกประจำปี จากโครงการพัฒนาของสหประชาชาติ (UNDP) และปัจจุบันป่าผืนนี้และป่าริมแม่น้ำอิงกำลังถูกเสนอชื่อให้เป็นขึ้นทะเบียนเป็นป่าชุ่มน้ำ (Wetlands) ตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2564 กระทรวงทรัพยากรน้ำ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ทำหนังสือ ถึงคณะทำงานร่วมของกรอบความร่วมมือแม่น้ำล้านช้างแม่น้ำโขง (LMC) จากกัมพูชา ลาว พม่า ไทย และเวียดนาม พร้อมสำเนาถึงสำนักเลขาคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรน้ำแม่น้ำล้านช้างแม่น้ำโขง ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2564 เพื่อแจ้งเตือนการลดการระบายน้ำจากเขื่อนจิงหง ในหนังสือดังกล่าวมีสาระสำคัญระบุว่า ปริมาณน้ำที่ไหลออกจากสถานีไฟฟ้าพลังน้ำจิงหง (Jinghong Hydropower) จะค่อยๆ ลดลงจาก 900-1,300 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เป็น 700 ลบ.ม. ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม- 30 สิงหาคม แม้ต่อมาจะมีรายงานว่ามีการยกเลิกแผนดังกล่าว แต่ก็พบว่าปริมาณน้ำแม่น้ำโขง บริเวณพรมแดนไทยลาว อ.เชียงแสน และ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ลดลงอย่างมากผิดฤดูกาล และมีความผันผวน แม้จะมีฝนตกมากในช่วงนี้ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113657</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงราย, บ้านบุญเรือง, ป่าชุ่มน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210817/image_big_611bbeba034e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112540</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2021 21:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2021 21:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วอนเร่งให้สัญชาติผู้เฒ่ากลุ่มชาติพันธุ์ ชีวิตลำบากช่วงโควิดไม่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วอนเร่งรัดกระบวนให้สัญชาติผู้เฒ่า-เสียชีวิตก่อนได้บัตรประชาชนแล้ว 2 &amp;ldquo;ครูแดง&amp;rdquo; เผยชาวบ้านอยู่ไทยมานานกว่า 40 ปี สร้างคุณประโยชน์มากมาย ปลูกป่าต้นน้ำ-ลูกหลานเป็นคนไทยแล้ว ยุคโควิดยิ่งลำบาก-ไม่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ส.ค.64 - นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติ กรณีแปลงสัญชาติชนกลุ่มน้อย ผู้สูงอายุชาติพันธุ์อาข่า บ้านป่าคาสุขใจ ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการของกรมการปกครองแล้ว จำนวน 15 ราย และได้ส่งรายชื่อไปยังคณะกรรมการของกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณา และเพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย &amp;nbsp;ซึ่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พศ.2508 ระบุว่าเมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรอนุญาตให้นำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ กล่าวว่า ผู้เฒ่าไร้สัญชาติจำนวน 15 รายนี้ อยู่ในกลุ่มที่มีการยื่นคำร้องเป็นกรณีศึกษาชุดแรก จำนวน 23 ราย ซึ่งการพิจารณาเป็นไปตามหนังสือสั่งการที่ลงนามโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายฉัตรชัย พรมเลิศ) เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 เรื่องการปรับปรุงแนวทางประกอบการพิจารณาให้สัญชาติไทยแก่ชนกลุ่มน้อย โดยการแปลงสัญชาติตามมาตรา10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พศ.2508&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับความคืบหน้าในครั้งนี้ ถือว่ามาไกล นับตั้งแต่มีการขับเคลื่อนแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ซึ่งมีความละเอียดและขั้นตอนที่ซับซ้อน ใช้เวลายาวนาน ผู้เฒ่ากลุ่มนี้ มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 40 ปี กลมกลืนกับสังคมไทย และมีลูกหลานเป็นคนสัญชาติไทย ที่สำคัญคือเป็นกลุ่มที่ได้ทำคุณประโยชน์ ใช้ภูมิปัญญาในการรักษาป่าต้นน้ำ เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูและปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ 5,000 ไร่ ตั้งแต่ปี พศ.2538 จนเป็นป่าต้นน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามตั้งแต่ยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติที่สำนักทะเบียนอำเภอ และส่งเข้าสู่คณะกรรมการระดับจังหวัด ในกลุ่มนี้มีผู้เฒ่าเสียชีวิตไปแล้ว &amp;nbsp;2 ราย และบางรายกำลังป่วยหนัก หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับงานแก้ปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ตามที่อธิบดีกรมการปกครอง (นายธนาคม จงจิระ) กำหนดเป็น 1 ใน 10 เป้าหมายหลัก จะต้องมีการพัฒนาประสิทธิภาพของระบบ พัฒนากลไก บุคคลากร และทรัพยากร ของสำนักทะเบียนจากระดับอำเภอ จังหวัด ถึงระดับกรม เพื่อให้คำมั่นทั้ง 7 ข้อในการแก้ปัญหาคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ที่ผู้แทนรัฐไทยได้แถลงในที่ประชุมผู้บริหารผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ณ นครเจนีวา ตามมติคณะรัฐมนตรี 1 ตุลาคม 2562 บรรลุเป้าหมายได้จริง โดยเฉพาะข้อ 5 การแก้ปัญหาผู้สูงอายุไร้รัฐไร้สัญชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด&amp;quot;นางเตือนใจ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ พชภ.กล่าวว่า สำหรับผู้เฒ่าไร้สัญชาติ การล่าช้าหมายถึงเวลาในชีวิตที่หมดไปทุกวัน เสียโอกาสในการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ ยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 พบว่าผู้เฒ่าไร้สัญชาติไม่สามารถเข้าถึงการชดเชยเยียวยาใดๆ ทั้งๆ ที่ท่านเป็นบุพการีของคนสัญชาติไทย โดยข้อมูลของกรมการปกครองระบุว่ามีจำนวนผู้เฒ่าไร้สัญชาติมากถึง 77,000 กว่ารายทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หนังสือสั่งการของปลัดกระทรวงมหาดไทยมีสาระสำคัญส่วนหนึ่งว่า สำหรับผู้ขอแปลงสัญชาติ ชนกลุ่มน้อย ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป คุณสมบัติเรื่องการมีความประพฤติดี ให้ยกเว้นการตรวจสอบพฤติการณ์ทางการเมือง ฯลฯ โดยใช้การสอบพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือไม่น้อยกว่า 3 คน คุณสมบัติเรื่องการมีอาชีพเป็นหลักฐาน &amp;nbsp;ให้พิจารณาจากอาชีพที่ผู้สูงอายุสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มอาชีพ หรืออาชีพส่วนบุคคล โดยให้นายอำเภอ หรือผู้อำนวยการเขตท้องที่ เป็นผู้ออกหนังสือรับรองการประกอบอาชีพ และยกเว้นเกณฑ์รายได้&amp;nbsp;คุณสมบัติเรื่องการมีความรู้ภาษาไทย ให้พิจารณาการใช้ภาษาไทยกลาง หรือภาษาถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนา และว่าการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ขอให้กำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับเร่งรัดดำเนินการอย่างจริงจังและเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาด้านสัญชาติให้แก่บุคคลกลุ่มดังกล่าว เพื่อให้ได้รับสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมายและนโยบายของรัฐและห้ามมิให้มีการแสวงหาหรือเรียกรับผลประโยชน์หรือสิ่งตอบแทนใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาทู่ เบียงแลกู่ อายุ 72 ปี และนางพิซุง เบียงแลกู่ อายุ 73 ปีคู่สามีภรรยา กล่าวว่าพวกตนอยู่ประเทศไทยมา 45 ปี แต่ยังไม่มีบัตรประชาชน ที่อยากได้เพราะต้องการสิทธิในการรักษาพยาบาล เพราะหากไม่มีบัตรต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไม่รู้หรอกว่าหากได้บัตรประชาชนแล้วจะได้สวัสดิการอะไรบ้าง ไม่รู้ด้วยว่าจะได้รับการรักษาพยาบาลฟรี เพราะไม่เคยป่วย แต่อยากได้บัตรประชาชนไทย เพราะเป็นความภูมิใจในชีวิตที่อยู่บนแผ่นดินไทยมายาวนาน และจะได้นอนตายตาหลับ&amp;quot;&amp;nbsp;พ่อเฒ่าแม่เฒ่าไร้สัญชาติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ มูลนิธิพชภ. ได้รับการร้องเรียนและติดตามปัญหาของชาวบ้านบนพื้นที่สูงโดยเฉพาะบนดอยแม่สลอง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งพบว่ามีผู้เฒ่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กำลังประสบความยากลำบากในชีวิตเนื่องจากไม่มีบัตรประชาชนแม้ว่าจะอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานาน 40-50 ปี บางส่วนเกิดในไทยแต่ขาดหลักฐานเอกสารยืนยัน บางส่วนไม่ได้เกิดในไทยแต่อยู่มานานจนกลมกลืนกับสังคมไทยแล้ว ทั้งนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พชภ.ได้พาผู้เฒ่าไร้สัญชาติเหล่านี้เดินทางมายื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติเป็นไทย แต่พบว่ามีข้อติดขัดหลายประการ โดยเฉพาะกระบวนการที่ซับซ้อน ทำให้เรื่องการแปลงสัญชาติของผู้เฒ่ากลุ่มนี้ยืดเยื้อมานาน อย่างกรณีของบ้านป่าคาสุขใจ อ.แม่ฟ้าหลวง บนดอยแม่สลอง ซึ่งมีคนเฒ่าไร้สัญชาติ ยื่นคำร้องจำนวน 27 ราย ซึ่งมีอายุตั้งแต่อายุ 65-98 ปี แต่กระบวนการที่ล่าช้า ทำให้มีผู้เฒ่าเสียชีวิตไปแล้วในระหว่างรอจำนวน 3-4 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112540</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มชาติพันธุ์, จังหวัดเชียงราย, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, เตือนใจ ดีเทศน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210807/image_big_610e99a23b588.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108445</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 21:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 21:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮือฮา! พบ &#039;นาก&#039; สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ในป่าลุ่มน้ำอิง เร่งจัดทำพื้นที่อนุรักษ์แห่งแรกในเอเชีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค.64 - ที่โรงแรมทีคการ์เด้น อ.เชียงของ จ.เชียงราย ได้มีกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ &amp;ldquo;การสื่อสารเพื่อการอนุรักษ์ เรียนรู้สร้างสื่อเครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคม ลุ่มน้ำอิง กก &amp;ndash; โขง&amp;rdquo; และมีการแถลงข่าวเรื่องการค้นพบนากลุ่มน้ำโขง ในที่ป่าชุ่มน้ำแม่น้ำอิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า การค้นพบนากในลุ่มน้ำโขงบริเวณแม่น้ำอิงสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ราบลุ่มน้ำอิงตอนล่างมีความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาค เป็นการค้นพบครั้งสำคัญของพื้นที่ลุ่มน้ำโขง โดยสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต และตัวแทนชาวบ้านจะร่วมมือกันในการที่จะดูแลรักษาหาพื้นที่ปลอดภัยให้กับนาก โดยปัจจุบันมีความร่วมมือกับสำนักทรัพยากรธรรมชาติฯพยายามผลักดันให้ขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิษณุกร ดีแก้ว เจ้าหน้าที่สมาคมฯในฐานะผู้ช่วยนักวิจัยกล่าวว่า จากการสำรวจสองจุดที่ป่าบุญเรืองและป่าชุ่มน้ำบ้านม่วงชุม โดยใช้กล้องดักจับ camera tab จำนวน 25ตัว เป็นเวลา1 เดือน &amp;nbsp;โดยพบนากใหญ่ธรรมดา และยังพบอีเห็น แมวดาว กระต่ายป่าและนกต่างๆ ซึ่งจากการบอกเล่าของชาวบ้านบอกว่าเคยเห็นแต่ไม่เคยเห็นภาพชัดเจนเราจึงได้ตั้งกล้องไว้ 1 เดือนเพื่อดักถ่ายสัตว์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชเญศพงษ์ คุรุปรัชญามรรค ผู้ประสานงานสภาประชาชนลุ่มน้ำอิงตอนล่างและชาวบ้านบุญเรือง กล่าวว่า นากในประเทศไทยที่ค้นพบคือ นากใหญ่ธรรมดา นาคใหญ่ขนเรียบ นากจมูกขนและนากเล็กเล็บสั้น ทุกชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่ที่พบคือนากใหญ่ธรรมดา &amp;nbsp;เมื่อเอาไปศึกษาร่วมกับนักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พบว่าลุ่มแม่น้ำอิงอาจมีนากอยู่ 2 ชนิดคือนากใหญ่ธรรมดาและนากใหญ่ขนเรียบ นอกจากนี้ยังพบสัตว์หายากขนาดเล็กคือแมวดาวมีความสำคัญเหมือนกันเสือปลาซึ่งเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ยังพบสัตว์กลุ่มชะมด กระต่าย ไก่ป่าและนกทั้งประจำถิ่นและนกอพยพตามฤดูกาล สะท้อนว่าลุ่มน้ำอิงยังอุดมสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เดิมนากเป็นข้อพิพาทกับเครื่องมือทำมาหากินกับชาวบ้าน พื้นที่พบนากส่วนใหญ่เชื่อมต่อกับเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา ก้าวต่อไปของคนบุญเรืองคือเราจะอยู่ร่วมกับสัตว์อย่างไรโดยไม่เบียดเบียนกัน แบ่งพื้นที่ใช้ประโยชน์กันอย่างไร&amp;rdquo;นายพิชเญศพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสายัณน์ ข้ามหนึ่ง รองผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตกล่าวว่า เราต้องพิสูจน์ให้ได้ว่านากที่พบในป่าชุ่มน้ำบ้านม่วงชุม มีแนวโน้มเป็นไปได้ที่จะเป็นนากใหญ่ขนเรียบ เนื่องจากชาวบ้านพบเจอแต่ละครั้งกว่า 10 ตัว ซึ่งลักษณะหางไม่เหมือนกัน จากผลการตรวจ DNA เป็นนากใหญ่ธรรมดา ซึ่งมีนิสัยชอบอยู่แบบสันโดด ภารกิจต่อไปคือเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจดีเอ็นเอ และมีตัวอย่างโครงกระดูกนากที่บุญเรือง เราคาดว่ามี 2 ชนิด ในลุ่มน้ำอิง และสายพันธุ์กรรมไม่ตรงกับที่อื่นเลย แสดงว่าเป็นสายพันธุ์ที่นี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;1 ใน 8 เกณฑ์ของการขึ้นทะเบียนแรมซ่าคือพิสูจน์ได้ว่ามีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์และมีเอกลักษณ์ในพื้นที่ชุ่มน้ำให้สัตว์เหล่านี้อยู่ได้ เป็นการพิสูจน์ได้ว่าเรามีพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระหว่างประเทศ ตรงนี้หากเราจัดการความขัดแย้งระหว่างคนกับนากในมิติความสัทพันธุ์ทางสังคม จะทำให้พื้นที่นี้เป็นแห่งแรกๆของเอเชีย เพราะยังไม่มีที่ไหนทำได้&amp;rdquo;นายสายัณน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไกรทอง เหง้าน้อย ผู้ช่วยนักวิจัย ที่ได้ร่วมศึกษาวิจัยด้านความสัมพันธ์ นากกับคน ในลุ่มน้ำอิงตอนล่าง 10ชุมชน กล่าวว่า &amp;nbsp;นากอยู่ในภาวะถูกคุกคามคือชาวบ้านบางส่วนยังเห็นเป็นศัตรูเพราะนากทำลายเครื่องมือหาปลาของชุมชน ในแต่ละปีคนหาปลาในแม่น้ำอิงสูญเสียเครื่องมือหาปลาที่เป็นตาข่ายดักปลาคิดเป็นอัตราความสูญเสียกว่า 2,000 บาทต่อคน ซึ่งทำให้ภาพความขัดแย้งเพิ่มสูงขึ้น แต่หากสภาพปัญหาหลักๆซึ่งมาจากการลดลงของพื้นที่แหล่งอาหาร ในแม่น้ำอิงทำให้ปริมาณปลาลดลง ที่อยู่อาศัยของนากถูกคุกคามจากการพัฒนาพื้นที่ ทั้งการขุดรอก การเปลี่ยนสภาพพื้นที่ &amp;nbsp;พอพื้นที่อาหารลดลง คนกับนากมีแหล่งอาหารในพื้นที่เดียวกัน จึงเกิดการแย่งชิงปลา และทำลายอุปกรณ์เครื่องมือหาปลา จากกนี้ไปเราพยายามทำความร่วมมือกับชุมชน เพื่อลดผลกระทบด้านความขัดแย้ง และเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยแหล่งอาหารให้นาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าเราทำเป็นพื้นที่อนุรักษ์นากลุ่มน้ำอิงทำได้ ก็น่าจะช่วยเปลี่ยนทัศนคติคนได้ พื้นที่แห่งนี้จะเป็นพื้นที่แรกของเอเชียที่อนุรักษ์นาก ดังนั้นควรมีการจัดตั้งกองทุนเยียวยาเครื่องมือหาปลาที่ถูกนากทำลาย และระยะยาวควรมีการดูแลเรื่องการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การเพาะพันธุ์ปลาพื้นเมืองเพื่อชดเชยปลาที่หายไป ถ้าเราไม่พยายามสร้างแหล่งอาหารให้ความขัดแย้งก็ยิ่งเพิ่มขึ้น&amp;rdquo;นายไกรทอง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108445</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงราย, ตัวนาก, นาก, ลุ่มน้ำอิง, สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต, สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา, สัตว์ใกล้สูญพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60df1e9ed42fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106685</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2021 14:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวประมงลุ่มน้ำอิงลดฮวบ เหตุนิเวศเปลี่ยนหาปลาไม่ได้ วอนร่วมอนุรักษ์พื้นที่ป่าชุ่มน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวประมงแม่น้ำอิงลดฮวบเหตุนิเวศเปลี่ยน-หาปลาไม่ได้ วอนร่วมอนุรักษ์พื้นที่ป่าชุ่มน้ำแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ นักวิชาการแนะสร้างข้อบัญญัติท้องถิ่นดึงภาคประชาชนร่วมฟื้นฟู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มิ.ย.64 - ที่ศาลาวัดปากอิงเหนือ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ได้มีการประชุมประเมินการเปลี่ยนภูมิอากาศกับผลกระทต่อระบบนิเวศ วิถีชีวิตลุ่มน้ำอิง-โขง โดยมีชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านในลุ่มแม่น้ำอิง นักอนุรักษ์ธรรมชาติและนักวิชาการเข้าร่วม ภายใต้การดำเนินโครงการส่งเสริมตัวเลือกในการปรับตัวตามระบบนิเวศที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนและการสื่อสารสำหรับพื้นที่ชุ่มน้ำลุ่มน้ำอิง จากการสนับสนุนของ IKI, BMUB , IBRRI โดยความร่วมมือ จาก IUCN สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ภายใต้แผนงาน Mekong wet&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอวยชัย คงสวน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านปากอิงใต้ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาสภาพแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเยอะมากโดยเฉพาะปี 2564 แม่น้ำอิงและแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก หมู่บ้านปากอิงหาเคยหาปลาเป็นอาชีพแต่ในรอบ 10 ปีอาชีพหาปลาเปลี่ยนแปลงเพราะน้ำขึ้นแล้วแห้งเร็ว ส่งผลกระทบต่อการหาปลาอย่างมาก เมือตอนปี 2550 มีเรือหาปลา 70 ลำออกหาปลาวันละสองเที่ยว แต่เดี๋ยวนี้เหลือเรือหาปลาเหลืออยู่ไม่ถึง 20 ลำ จากที่คนทั้งชุมชนเคยหาปลา 80% ตอนนี้เหลือไม่ถึง 30% เชื่อว่าสาเหตุหนึ่งเกิดจากเขื่อนและฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง เพราะจู่ๆน้ำก็ขึ้น ทำให้คนที่ปลูกผักไม่ปลูกได้เพราะน้ำท่วม ชาวบ้านต้องหันมาทำงานรับจ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;15 ปีที่ผ่านมาปลาในแม่น้ำหายไปเยอะมาก เดี๋ยวนี้พวกเราออกหาปลาแทบไม่ได้เลย เหลือปลาที่จับได้ไม่ถึง 10 ชนิด เมื่อก่อนตื่นเช้ามาเราก็หาปลา เพราะง่ายที่สุด &amp;rdquo;นายอวยชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเมือง ศรีสม ประธานป่าชุ่มน้ำบ้านม่วงชุม อ.เชียงของ &amp;nbsp;กล่าวว่าประมาณ 5 ปีที่ผ่านมารู้สึกแม่น้ำอิงไม่เหมือนเก่า เวลาหน้าแล้งแม่น้ำขาดช่วงโดยมีเนินทรายอยู่ทั่วไปเชื่อว่าเกิดจากภัยแล้งและการสร้างเขื่อนทั้งเขื่อนที่เป็นกระสอบและประตูน้ำกักน้ำไว้ทำให้ไม่มีน้ำไหลลงแม่น้ำอิง และแม่น้ำโขงไม่เหมือนก่อนเพราะในอดีตแม่น้ำโขงหนุนทำให้น้ำไหลเข้าแม่น้ำอิง แต่ตอนหลังน้ำโขงไม่หนุนแม่น้ำอิงมาตั้งแต่ปี 2551 ทำให้ไม่มีปลาจากแม่น้ำโขงเข้าสู่แม่น้ำอิงโดยเฉพาะปีนี้แทบไม่เหลือเลย ทั้งๆที่เมื่อก่อนจับปลาได้ปลาเป็นกระสอบ ขณะที่ต้นไม้ในพื้นที่ชุ่มน้ำป่าม่วงชุมก็มีหนอนมาเจาะ ทำให้ต้นไม้ยืนต้นตายเพราะน้ำไม่ไหลเข้าป่ามาร่วม 10 ปี หนองน้ำก็ไม่มีน้ำและแห้งลงทุกที ปีที่ผ่านมาถึงขนาดไม่ได้เกี่ยวข้าวเพราะความแห้งแล้งทำให้ต้นข้าวตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราทำเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา พอน้ำแห้งปลาก็ไม่มีที่อยู่และหายไปเยอะมาก พอหาปลาไม่ได้ วังอนุรักษ์ยังเป็นพื้นที่แห่งเดียวที่ให้ปลาอยู่ได้ ถ้าไม่มีการอนุรักษ์เอาไว้ในแม่น้ำอิงก็จะไม่เหลือปลาเลย&amp;rdquo;นายเมือง กล่าว
&amp;nbsp;
นายไกรทอง เหง้าน้อย ผู้ประสานงานโครงการฯ กล่าวว่า สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในรอบกว่า10 ปีที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบกับชุมชนในลุ่มน้ำอิง และน้ำโขง จังหวัดเชียงรายในหลายด้าน ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะด้านระบบนิเวศแม่น้ำอิง ที่มีพื้นที่ป่าชุ่มน้ำกว่า26 ผืนป่า ต่างประสบกับปัญหาภัยแล้งต่อเนื่องมาหลายปี น้ำอิงไม่หนุนเข้าท่วมป่า ที่โดยปกติน้ำอิงจะต้องท่วมป่าในฤดูน้ำหลากในทุกๆปี ขังอยู่นานกว่า3เดือน ในรอบ5-6ปีมานี้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยน ภัยแล้งยาวนานน้ำอิงแห้งขอด น้ำไม่เข้าป่า ระบบนิเวศป่าเปลี่ยนไป พืชอาหารลดลง ต้นไม้ยืนต้นตายนับร้อยต้น และเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ เกิดจากแมลง หนอนเข้าเจาะต้นไม้ &amp;nbsp; ชุมชนที่เคยทำอาชีพหาปลาเป็นหลักต้องเปลี่ยนอาชีพ อพยพไปรับจ้างต่างถิ่น เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลต่อระบบนิเวศป่า &amp;nbsp;แม่น้ำ ความหลากหลายด้าน พืช สัตว์ ที่ลดปริมาณลง สิ่งที่ชุมชนเคยพึ่งพา หายไป ส่งผลต่อวิถีชีวิตคนที่เปลี่ยนไป ซึ่งถ้ามองจากนี้อีก10 ปี ข้างหน้าถือว่ามีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่ชุมชนจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ มีความจำเป็นที่จะต้องรู้เท่าทันและตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ป่าชุ่มน้ำบ้านป่าข่า อ.ขุนตาล จ.เชียงราย โดยเป็นช่วงที่น้ำหลากไหลท่วมป่าซึ่งเป็นระบบนิเวศของป่าชุ่มน้ำริมแม่น้ำอิงทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์และชาวบ้านต่างได้หาปลาที่เข้ามากินอาหาร และต้นไม้ส่วนใหญ่คือต้นส้มแสงขนาดใหญ่ที่เป็นพืชอยู่กับน้ำท่วมขังได้เป็นอย่างดีและลูกส้มแสงเป็นอาหารที่สำคัญของปลา ป่าส้มแห่งนี้ผืนใหญ่ที่สุดในภาคเหนือและกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางนิเวศซึ่งมีเยาวชนมาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสอน เทพสมบัติ ผู้ใหญ่บ้านป่าข่า กล่าวว่าป่าชุ่มน้ำผืนนี้มีพื้นที่ 70 ไร่โดยเป็นป่าโบราณที่อยู่มาตั้งแต่ตั้งชุมชนโดยปกติในฤดูฝนน้ำจะท่วม 3-4 เดือน ทำให้ปลาจากแม่น้ำโขงและแม่น้ำอิงเข้ามาหากินและวางไข่ เมื่อถึงเดือนตุลาคมน้ำจะเริ่มลดลงและปลาจะว่ายกลับไปอยู่ตามแม่น้ำและท้องร่อง อย่างไรก็ตามในช่วงหลังปลาจากแม่น้ำอิงและแม่น้ำโขงได้หายไป แต่ชาวบ้านก็ได้ร่วมกันอนุรักษ์พันธุ์ปลามาแล้ว 5 ปีโดยมีหนองน้ำขนาดใหญ่ 3 แห่งในเนื้อที่ราว 100 ไร่ เมื่อถึงฤดูน้ำหลากปลาในหนองน้ำอนุรักษ์จำนวนหนึ่งได้ออกไปยังป่าส้มแสงช่วยแพร่พันธุ์ ทำให้มีปลาอยู่ในธรรมชาติตลอดทั้งปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ป่าคือป่า บ้านคือบ้าน ปลาฟักไข่ก็ต้องให้เขาออกไป ผมอยากให้พื้นที่ลุ่มน้ำอิงมีป่าชุ่มน้ำเยอะๆ การอนุรักษ์ป่าและอนุรักษ์น้ำเอาไว้จะทำให้ลูกหลานได้มีอยู่มีกิน&amp;rdquo;นายสอน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.สหัทยา วิเศษ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา กล่าวว่า ให้สัมภาษณ์ว่า ลุ่มน้ำอิงมีระบบนิเวศแตกต่างจากที่อื่นในภาคเหนือโดยตอนบนเป็นที่ราบลุ่มภูเขาแต่ตอนล่างเป็นป่าชุ่มน้ำซึ่งนอกจากเป็นพื้นที่รับน้ำแล้วยังเป็นแหล่งทำมาหากินของชาวบ้านดังนั้นป่าชุ่มน้ำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งต่อระบบนิเวศและชุมชนโดยในฤดูฝนหรือฤดูน้ำหลากน้ำจากแม่น้ำโขงได้เอ่อสูงทำให้น้ำไหลเข้าสู่ป่าชุ่มน้ำและเกิดความอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามพื้นที่ป่าชุ่มน้ำกำลังถูกคุกคามทั้งจากโครงการของรัฐและตัวชาวบ้านเองที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่ชุมชนก็ได้รวมกลุ่มกันเป็นเครือข่ายสภาประชาชนลุ่มน้ำอิงเพื่อช่วยกันดูแลและฟื้นฟูป่าชุ่มน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ผศ.ดร.สหัสทยา กล่าวว่าได้ทำวิจัยเรื่องการพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่นในการอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำอิง พบว่าการมีข้อบัญญัติของท้องถิ่นจะช่วยเป็นเครื่องมือให้ชาวบ้านได้ร่วมกันดูแลป่าโดยสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมทั้งเรื่องการจัดการทรัพยากรและป่า โดยข้อบัญญัตินี้ไม่ได้ยึดหลักกฎหมายอย่างเดียวแต่ต้องยึดจารีตและกติกาของชุมชนที่มีอยู่ด้วย เช่น เรื่องการจัดปลา บางที่ชุมชนมีกติกาห้ามและถูกปรับ แต่มีบุคคลภายนอกเข้ามาจับบางทีก็บังคับใช้ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่นก็สามารถดำเนินการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้อบัญญัติท้องถิ่นจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการมีส่วนร่วมเพื่อสร้างจิตสำนึกและฟื้นฟธรรมชาติ แต่ตอนนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่เข้าใจเพราะมุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐาน แต่หลายพื้นที่ก็เริ่มเข้าใจ เพราะหากท้องถิ่นเข้าไปคลุกคลีกับปัญหาของชาวบ้านอย่างแท้จริงเขาก็ต้องลงไปหาชาวบ้านเพื่อจัดทำแผนและความรวมมือกับหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง&amp;rdquo;ผศ.ดร.สหัสทยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106685</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงราย, ระบบนิเวศ, ลุ่มน้ำอิง, แม่น้ำอิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60caee38dece5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
