<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120194</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 14:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 14:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิจัยค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลก &#039;กระเจียวอรุณ-ช่อม่วงพิทักษ์&#039; พืชถิ่นเดียวจากภาคเหนือของไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19​ ต.ค.64 -&amp;nbsp;ทีมนักพฤกษศาสตร์จากองค์การสวนพฤกษศาสตร์​&amp;nbsp;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และทีมนักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดย ดร.จรัญ มากน้อย ดร.ศรายุทธ รักอาชา และดร.วรนาถ ธรรมรงค์ นักพฤกษศาสตร์จากองค์การสวนพฤกษศาสตร์ ร่วมกับ รศ.ดร.สุรพล แสนสุข นักวิจัยจากสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และรศ. ดร.ปิยะพร แสนสุข นักวิจัยจากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ค้นพบพืชสกุลขมิ้น (Curcuma L.) วงศ์ขิง (Zingiberaceae) ชนิดใหม่ของโลก จากภาคเหนือของประเทศไทย จัดเป็นพืชถิ่นเดียวและยังเป็นพืชหายากของประเทศไทยและของโลก โดยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารพฤกษศาสตร์ระดับนานาชาติ Biodiversitas ปีที่ 22 ฉบับที่ 9 หน้าที่ 3910&amp;ndash;3921 จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ 1.กระเจียวอรุณ ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma aruna Maknoi &amp;amp; Saensouk คำระบุชนิด &amp;ldquo;aruna&amp;rdquo; หมายถึงสีของดอกที่มีสีเหลืองอร่ามคล้ายกับสีในช่วงรุ่งอรุณในตอนเช้าและยังมีความหมายว่า &amp;ldquo;รุ่งอรุณแห่งความสุข&amp;rdquo; ที่เป็นความหมายของจังหวัดสุโขทัย ซึ่งเป็นสถานที่ที่พบพืชชนิดนี้ การกระจายพันธุ์เฉพาะที่ป่าบริเวณเขาหินปูนในจังหวัดสุโขทัย ลักษณะเด่นคือ ดอกออกก่อนใบ เกือบทุกส่วนของพืชมีผิวเกลี้ยง ช่อดอกออกเป็นกระจุกติดกับพื้นดิน มีใบประดับ 6&amp;ndash;12 อัน ใบประดับสีเขียวและดอกสีเหลือง ออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ช่อม่วงพิทักษ์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma pitukii Maknoi, Saensouk, Rakarcha &amp;amp; Thammar. คำระบุชนิด &amp;ldquo;pitukii&amp;rdquo; ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติให้แก่ นายพิทักษ์ ปัญญาจันทร์ อดีตเจ้าหน้าที่องค์การสวนพฤกษศาสตร์ ที่ทำงานสนับสนุนด้านพฤกษศาสตร์มากกว่า 25 ปี และเป็นผู้พบพืชชนิดนี้ระหว่างสำรวจความหลากหลายของพรรณไม้ในภาคเหนือของประเทศไทย การกระจายพันธุ์เฉพาะที่ป่าผลัดใบในจังหวัดลำปางและลำพูน ลักษณะเด่นคือ ดอกเกิดระหว่างซอกใบ ใบประดับมีสีม่วงอ่อนจนถึงม่วงเข้มในระยะติดดอก กลีบดอกมีสีม่วงอ่อนถึงม่วงเข้ม กลีบปากสีขาวและมีแถบสีเหลืองบริเวณกลางกลีบ ออกดอกในช่วงเดือนสิงหาคม มีการใช้ประโยชน์จากท้องถิ่น โดยนำเหง้ามารักษาอาการโรคกระเพาะและบรรเทาอาการท้องอืด รวมถึงเหง้าอ่อนและดอกนำมารับประทานเป็นผัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีมนักพฤกษศาสตร์จากองค์การสวนพฤกษศาสตร์ฯระบุว่า​&amp;nbsp;พืชทั้ง 2 ชนิด ปัจจุบันจัดเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย มีการนำมาใช้ประโยชน์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร ยาสมุนไพรและไม้ประดับ ปัจจุบันมีจำนวนประชากรน้อย เนื่องจากมีถิ่นอาศัยที่มีความจำเพาะ จึงอาจมีความเปราะบางหรือสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ควรมีการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ ซึ่งในอนาคตทีมนักวิจัยยังมีแผนที่จะศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชกรรม สารสกัดทางยาและดำเนินการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนำกลับคืนถิ่นสู่ป่าธรรมชาติต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การค้นพบครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยนั้นมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และยังมีพืชพรรณชนิดใหม่ๆ ที่รอการค้นพบอีกเป็นจำนวนมาก ขณะที่ผืนป่าธรรมชาติกำลังถูกทำลายลงไป พืชพรรณหลายชนิดอาจสูญพันธุ์ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีภารกิจในการศึกษาวิจัยด้านพืชและความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างความรู้ให้เป็นฐานการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน การศึกษาวิจัยด้านอนุกรมวิธานพืช โดยนักพฤกษศาสตร์ขององค์การสวนพฤกษศาสตร์ ร่วมกับนักวิชาการนักวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ ทำให้มีการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การอนุรักษ์ขยายพันธุ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120194</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, ดอกกระเจียว, องค์การสวนพฤกษศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e6c71cf8c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119656</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 17:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 17:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการ มช.ลงพื้นที่ผันน้ำยวม แนะรัฐทบทวนอีไอเอ-ชะลอโครงการ เยาวชนสำรวจระบบนิเวศร่วมปกป้องธรรมชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.64 - ดร.ชยันต์&amp;nbsp;วรรธนะภูติ หัวหน้าศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Regional Center for Social Science and Sustainable Development : RCSD) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลแนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการผันน้ำยวม ว่าได้เดินทางพร้อมคณะไปที่บ้านแม่งูด อำเภอฮอด จ.เชียงใหม่ ซึ่งจะเป็นปากอุโมงค์ผันน้ำมาลงอ่างเขื่อนภูมพล โดยสิ่งที่พบคือชาวบ้านบอกว่าถูกหลอกโดยมีคนที่อ้างว่าเป็นสื่อมวลชนมาถ่ายทำความคิดเห็นของชาวบ้าน และชาวบ้านต่างบอกว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้เนื่องจากไม่มีส่วนร่วมใดๆ แต่เมื่อนำไปเสนอข่าวกลับบอกว่าชาวบ้านเห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ชยันต์กล่าวว่า ที่ผ่านมามีหน่วยงานรัฐเข้ามาสอบถามชาวบ้านแต่ชาวบ้านไม่เข้าใจเพราะไม่มีใครได้รับข้อมูลหรือเห็นรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA นอกจากชาวบ้านแม่งูดที่ไม่รู้ข้อมูลแล้ว ยังมีชาวบ้านรอบๆพื้นที่อีกหลายหมู่บ้านก็ยังไม่รู้เรื่องเลย แต่ชาวบ้านมีความเด็ดเดี่ยวที่จะร่วมกันคัดค้านโครงการผันน้ำครั้งนี้ &amp;nbsp;สาเหตุที่พวกเขาไม่เห็นด้วยนอกจากการไม่มีส่วนร่วมแล้ว โครงการนี้ยังซ้ำเติมพวกเขาอีกครั้งเพราะชาวบ้านเคยถูกอพยพจากการสร้างเขื่อนภูมิพลเมื่อ 2507 มาแล้ว จนกลายเป็นนิคมฯในพื้นที่ป่าสงวน ทุกวันนี้พวกเขาได้ลงหลักปักฐานจนมีรายได้จากสวนลำใยซึ่งได้ผลผลิตดีและยังเลี้ยงวัวโดยปล่อยให้หากินในป่า นอกจากนี้ยังมีรายได้จากของป่า ซึ่งหากถูกขุดเจาะอุโมงค์และกลายเป็นกองดินถมป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;น้ำในอ่างเก็บน้ำที่จะเพิ่มขึ้น ชาวบ้านเชื่อว่าต้องท่วมบ้านและสวนของพวกเขาที่อยู่ขอบอ่าง เหมือนครั้งหนึ่งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่นับสิบวันทำให้ต้นลำใยเสียหายและช่วงเวลาก่อสร้างโครงการที่มีการสร้างถนนและขุดเจาะอุโมงค์ย่อมทำให้เกิดมลภาวะ ที่แน่ๆคือความเป็นอยู่ที่สบายอย่างเพียงพอ ก็จะเปลี่ยนไปอีกครั้ง เขาจึงได้ยื่นหนังสือไปถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อคัดค้านโครงการนี้แล้ว แต่ไม่ได้รับคำตอบใดๆ&amp;rdquo;ดร.ชยันต์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าศูนย์ RCSD กล่าวว่า คณะได้ลงพื้นที่หมู่บ้านแม่เงา อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นโครงการโดยจะมีการกั้นลำน้ำยวมเพื่อสร้างเขื่อนและอ่าง นอกจากนี้ยังมีสถานีสูบน้ำและอุโมงค์ โดยสถานการณ์ของชาวบ้านไม่มีต่างประจากชาวบ้านแม่งูด โดยชาวบ้านมีความตื่นตัวมากทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นกลาง เยาวชนและกลุ่มผู้หญิง ซึ่งพวกเขาชี้ให้เห็นการทำงานของมหาลัยวิทยาลัยที่เข้ามาเก็บข้อมูล EIA ที่ส่งนักศึกษาเข้ามาแต่ข้อมูลไม่ครบถ้วน ทั้งๆที่เป็นเรื่องใหญ่ของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างเขื่อนและสถานีสูบน้ำ รวมทั้งการขุดเจาะอุโมงค์ที่ต้องมีกองดินขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อมีการสร้างเขื่อนและอ่างปริมาณน้ำจะเอ่อท้นขึ้นมาเป็นปัญหาที่สำคัญของชาวบ้าน เขาเชื่อว่าปลาขนาดใหญ่หรือปลาเล็กที่เคยอพยพมาจากแม่น้ำสาละวิน ก็จะเข้ามาไม่ได้อีก รวมถึงหอยน้ำและสัตว์น้ำอย่างอื่น รวมถึงพืชผักริมน้ำที่ชาวบ้านพึ่งพาก็จะหายไป ชาวบ้านที่นี่ไม่ได้ไร่หมุนเวียนหรือการเลี้ยงวัว พวกเขามีวิถีชีวิตโดยคนเหล่านี้เคยเป็นแรงงานในเหมืองแร่ริมน้ำยวม หลายคนไม่สามารถอ่านหนังสือไทยได้ เพราะฉะนั้นการที่ทีมจัดทำ EIA เข้ามาเขาจึงไม่เข้าใจข้อมูลที่มีแต่ภาษาไทย และใน EIA เขียนว่ามี 4 ครอบครัวที่จะได้รับผลกระทบจากการขุดเจาะอุโมงค์ แต่จริงๆแล้วมีมากกว่านั้น&amp;rdquo;ดร.ชยันต์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ชยันต์กล่าวว่า เคยมีบทเรียนกรณีปากมูน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งคณะกรรมการเขื่อนโลกเสนอให้ทำการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยให้ตั้งกรรมการขึ้นมาจากทั้งสองซึ่งเป็นที่ยอมรับ โดยศึกษาทั้งด้านปลา เศรษกิจและสังคม แล้วมานำเสนอให้ทั้งสองฝ่ายยอมรับ แต่สุดท้ายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ไม่ยอมรับรายงานฉบับนี้จึงเกิดการเดินขบวนประท้วงรัฐบาลครั้งใหญ่ และชาวบ้านได้ร่วมกันทำ EIA ของตัวเอง กลายเป็นงานวิจัยไทบ้านนำเสนอต่อเวทีสาธารณะ จนทำให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถโต้เถียงข้อมูลของชาวบ้านได้ ตอนนั้นรัฐบาลไม่ยอมทำตามมติ แต่ชาวบ้านก็ได้เสนอข้อเท็จจริงเป็นรูปธรรมซึ่งเป็นบทเรียนน่าสนใจ รัฐบาลควรให้ชาวบ้านเลือก ตอนหลังเขาจึงยอมเปิดประตูเขื่อนเพื่อให้ปลาเข้ามาตามฤดูกาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่สำคัญมันเป็นประเด็นที่สังคมได้รับรู้มากขึ้น การทำโครงการขนาดใหญ่ถ้าขาดการมีส่วนร่วมที่น่าเชื่อถือ รัฐบาลควรให้ความสำคัญเรื่องนี้ อย่างเรื่องรายได้ของชาวบ้านแม่งูดที่ต้องสูญเสียไปนั้นมีเท่าไร หรือชาวบ้านน้ำเงาที่แม่น้ำเงาและยวมไหลไปรวมกับสาละวินเป็นระบบนิเวศที่สำคัญมากของทั้ง 3 แม่น้ำ เมื่อมีการสร้างเขื่อนแล้วจะเป็นย่างไร พื้นที่บริเวณนี้ชาวบ้านเขารู้ละเอียด เราจะเข้าไปช่วยชาวบ้านในการเก็บข้อมูล ทำงานวิจัยร่วมกัน ต้นเดือนพฤศจิกายนเราเข้าไปบ้านแม่งูดอีกครั้งเพื่อวางแผน ดังนั้นรัฐบาลควรชะลอโครงการนี้เพื่อศึกษาผลกระทบให้รอบด้านก่อน&amp;ldquo;ดร.ชยันต์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเครือข่ายเยาวชนและผู้นำชาวบ้าน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 20 คน ได้ร่วมกันลงพื้นที่เพื่อสำรวจระบบนิเวศแม่น้ำยวม-เงา ที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยได้ลงเรือที่จุดบรรจบแม่น้ำเงา ล่องตามแม่น้ำยวมราว 10 กิโลเมตร ผ่านหมู่บ้านท่าเรือที่จะจมใต้อ่างเก็บน้ำ ไปถึงแก่งผาแดง ใกล้กับจุดสร้างเขื่อนแม่น้ำยวม ก่อนที่แม่น้ำยวมจะไหลลงสู่แม่น้ำเมย บนพรมแดนไทยพม่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติภาพ เลิศพิเชียรพิบูลย์ &amp;nbsp;ตัวแทนเยาวชนบ้านแม่เงา กล่าวว่าคนรุ่นใหม่ได้รู้ว่าพื้นที่แห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ละลำห้วยมีความสำคัญ เช่นห้วยกุ้ง ที่มีกุ้งอาศัยอยู่ในถ้ำในลำห้วยซึ่งไหลลงแม่น้ำยวม &amp;nbsp;และเยาวชนได้หารือว่าจะสืบสานการปกป้องธรรมชาติร่วมกันได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราเรียนรู้ว่าชาวบ้านลุ่มน้ำยวม-เงา ได้ร่วมกันปกป้องแม่น้ำยวม-เงา มาตลอด 30 ปี ตั้งแต่เด็กๆ เราก็รู้ว่าพ่อแม่ลุกขึ้นปกป้องธรรมชาติ วันนี้ได้ล่องเรือร่วมกันกับคนรุ่นก่อน ได้เรียนรู้ประสบการณ์การต่อสู้ตั้งแต่มีโครงการเขื่อนแม่ลามาหลวง เยาวชนจะต้องร่วมกันสู้ต่อไป และจากนี้จะวางแผนเพื่อศึกษาระบบนิเวศเพื่อให้ได้ทราบทั้งสองฝั่งแม่น้ำ ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นป่าต้นน้ำ คือ ป่าสงวนแห่งชาติแม่ยวมฝั่งขวา และป่าสงวนแห่งชาติท่าสองยาง&amp;rdquo; นายสันติภาพ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119656</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, ผันน้ำยวม, สิ่งแวดล้อม, อีไอเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211013/image_big_6166b3b75b3f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118257</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิยดาซัดทอดแฟนหนุ่มตัวการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พิยดา&amp;rdquo; ให้การซัดทอดครอบครัวแฟนหนุ่มเป็นตัวการใหญ่แก๊งหลอกขายโทรศัพท์มือถือออนไลน์ ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ถูกแอบอ้างชื่อนำไปใช้ตุ๋นเหยื่อและโยนความผิดให้ ยกมือไหว้ขอโทษครอบครัว &amp;ldquo;น้องก้อง&amp;rdquo; ตร.นำตัวฝากขังที่ศาลค้านประกันตัวหวั่นจะหลบหนี​
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2564 ที่สถานีตำรวจภูธรนาหวาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พนักงานสอบสวนควบคุมตัว นางสาวพิยดา ทองคำพันธ์ อายุ 19 ปี ผู้ต้องหาคดีหลอกขายโทรศัพท์มือถือที่กำลังเป็นที่สนใจเวลานี้​ เพื่อ​ทำการสอบปากคำเพิ่มเติมในการทำสำนวนดำเนินคดีข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยทุจริต และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมทั้งความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ก่อนจะนำตัวนางสาวพิยดาออกจากสถานีตำรวจนาหวาย ไปควบคุมตัวต่อไว้ที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ ขณะที่พนักงานสอบสวนไปศาลจังหวัดเชียงใหม่เพื่อยื่นคำร้องขอฝากขังนางสาวพิยดา โดยที่ทนายความของนางสาวพิยดาตามไปที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเตรียมยื่นเรื่องขอประกันตัวด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นางสาวพิยดาเปิดเผยว่า รู้สึกเสียใจที่ตกเป็นเครื่องมือถูกหลอกใช้จากครอบครัวของแฟนหนุ่มในการก่อเหตุกระทำความผิดหลอกขายโทรศัพท์มือถือจนมีผู้เสียหายจำนวนมาก ซึ่งยืนยันว่า​ตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นใดๆ เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นเลย แต่ถูกแอบอ้างนำชื่อไปใช้ในการก่อเหตุและโยนความผิดมาให้รับคนเดียว &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีของ &amp;ldquo;น้องก้อง&amp;rdquo; นักเรียนชายชั้น ม.2 อายุ 14 ปี ที่เสียชีวิตนั้น ตัวเองไม่ได้มีส่วนรู้เห็นและไม่ได้เป็นคนหลอกขายโทรศัพท์ให้ตามที่มีการพาดพิงถึง อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นคดีและมีชื่อตัวเองตกเป็นผู้ต้องหาแล้วก็รู้สึกเสียใจและขอโทษครอบครัวของผู้เสียหายด้วย​ จากนี้ก็ขอต่อสู้ทางคดีตามขั้นตอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายวิเชียร อินเรน ทนายความส่วนตัวของนางสาวพิยดา เปิดเผยว่า เบื้องต้นเวลานี้ลูกความให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และจากนี้กำลังเร่งตรวจสอบรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับรายรับ-รายจ่ายเพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานยืนยันในการต่อสู้คดี ส่วนประเด็นที่นางสาวพิยดาอ้างว่าครอบครัวของแฟนหนุ่มเป็นผู้บงการทั้งหมด โดยที่ตัวนางสาวพิยดาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นด้วยนั้น ตัวเองยังไม่ทราบข้อเท็จจริง ในกรณีเงินจำนวน 700,000 บาท ที่พ่อและแม่เลี้ยงเตรียมมาเพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ประกันตัว แต่ถูกตำรวจอายัดไปตรวจสอบนั้น กำลังเร่งทำเรื่องขอคืนจากตำรวจ และกำลังรอว่าจะได้รับอนุญาตหรือไม่ ทั้งนี้ ไม่ขอออกความเห็นว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่ สำหรับการขอประกันตัวนางสาวพิยดานั้น จะต้องไปยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะพยายามทำให้ทันภายในวันนี้ ส่วนจะได้รับอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่นั้น เป็นดุลยพินิจของศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.อ.สกุลรัชช์ คงทอง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนาหวาย อำเภอเชียงดาว เปิดเผยว่า วันนี้พนักงานสอบสวนจะยื่นคำร้องขอฝากขังนางสาวพิยดาต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในชั้นสอบสวน ทางพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ส่วนขั้นตอนการยื่นประกันตัวในชั้นศาลนั้น เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาที่สามารถทำได้ แต่ก็เป็นดุลพินิจ​ของศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานแจ้งว่า ทางครอบครัวของนางสาวพิยดา พร้อมทนายความ เตรียมยื่นเรื่องขอประกันตัวที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ตามขั้นตอน หากศาลให้ประกันตัวก็มีหมายจับจากพื้นที่อื่นเตรียมอายัดตัวไปดำเนินคดีต่อไปแล้ว แต่หากศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทางเจ้าหน้าที่จะทำการส่งตัวนางสาวพิยดาไปควบคุมอยู่ที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ระหว่างดำเนินคดี เนื่องจากอายุยังไม่ครบ 20 ปี และหากได้รับการปล่อยตัวก็ยังมีหมายจับจากพื้นที่อื่นๆ หลายคดี เตรียมอายัดตัวไปดำเนินคดีต่อเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118257</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, พิยดา, สถานีตำรวจภูธรนาหวาย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อำเภอเชียงดาว, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_615458af27b8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118150</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 19:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 19:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ทำหนังสือถึงนายกฯ ค้านโครงการผันน้ำยวม จี้เพิกถอนอีไอเอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทั้งตำบลนาคอเรือ ทำหนังสือถึงนายกฯ ค้านโครงการผันน้ำยวม ระบุกังวลใจ 5 ข้อ เครือข่ายภาคประชาชน-สิ่งแวดล้อมแม่ฮ่องสอนแนะยกเลิก EIA ฉบับร้านลาบ วิจารณ์แซดประชาชนเข้าถึงข้อมูลยากหลัง สผ.แจ้งต้องจ่ายค่าถ่ายเอกสาร-รับรองสำเนานับหมื่นบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย.64 - นายวันไชย ศรีนวน ผู้ใหญ่บ้าน บ้านแม่งูด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ขณะนี้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทั้งหมดของตำบลนาคอเรือ 9 คนและผู้ใหญ่บ้านตำบลฮอด 1 คน ได้ร่วมกันลงนามส่งหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อแสดงความกังวลใจและต่อผลกระทบจากโครงการเพิ่มน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในจดหมายถึงนายกฯ ระบุว่า ตามที่กรมชลประทานมีโครงการเพิ่มปริมาณน้ำภูมิพล แนวผันน้ำยวม และรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการฯ &amp;nbsp;ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว และเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไปนั้น พวกตนในฐานะกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ รู้สึกมีความกังวลต่อผลกระทบของโครงการ ดังนี้ 1. กระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ประชาชนในพื้นที่ยังไม่ได้รับข้อมูลอย่างชัดเจนและความเห็นต่างๆ ของประชาชนไม่ได้รับการพิจารณาในรายงาน EIA&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับรู้ถึงผลดีหรือผลเสียของโครงการอย่างแท้จริง เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยมาให้ข้อมูลแก่ประชาชนในพื้นที่ แม้จะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่ก็จำกัดเฉพาะคนบางกลุ่ม แต่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกลับถูกกีดกันอยู่วงนอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื้อหาในจดหมายระบุต่อว่า 3. ชาวบ้านจำนวนมากของ อ.ฮอด ผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวด จากการถูกเวนคืนที่ดินเมื่อครั้งก่อสร้างเขื่อนภูมิพลมาแล้ว จวบจนปัจจุบันแม้เวลาผ่านไปแล้วกว่า 50 ปี การชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบก็ยังไม่แล้วเสร็จ ดังนั้นหากมีการดำเนินโครงการผันน้ำยวมมาอีก จะทำให้พื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนต้องได้รับผลกระทบอีก เท่ากับเป็นการซ้ำเติมชาวบ้านเป็นครั้งที่สอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ชาวบ้านจำนวนมากในพื้นที่ต่างได้พึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ การที่มีโครงการขนาดใหญ่ เจาะอุโมงค์ทะลุภูเขาและผืนป่า จะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพป่าที่ชาวบ้านใช้ทำมาหากิน เลี้ยงสัตว์และการเกษตร ซึ่งขณะนี้ประชาชนก็ได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อยู่แล้ว ยังมีผืนป่าเป็นฐานทรัพยากรในการเลี้ยงชีพ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง มีวิถีวัฒนธรรมที่ผูกพันกับธรรมชาติ และยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการห้ามผันน้ำข้ามลุ่ม ซึ่งเป็นข้อห้ามเด็ดขาด ที่บรรพบุรุษสั่งสอนกันมา เพราะอาจทำให้เกิดอาเพศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ด้วยเหตุผลความกังวลเหล่านี้พวกเราจึงขอเสนอให้มีการชะลอโครงการออกไปเพื่อให้มีการศึกษา อย่างรอบคอบ และฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง&amp;rdquo; หนังสือระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 27-28 กันยายน ที่บ้านเคียงดอย รีสอร์ท องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) และเครือข่ายภาคประชาชนได้ร่วมกันจัดได้มีการจัดเวทีสมัชชา &amp;ldquo;สานพลังพลเมือง สร้างแม่ฮ่องสอนสู่เมืองพิเศษทางธรรมชาติและวัฒนธรรม&amp;rdquo; ภายหลังเสร็จสิ้น เครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำจังหวัดแม่ฮ่องสอน สมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน เครือข่ายเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน สภาพลเมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง คัดค้านโครงการผันน้ำยวมลงเขื่อนภูมิพล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถลงการณ์ระบุว่า ตามที่กรมชลประทานได้เร่งผลักดันโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้แก่เขื่อนภูมิพล หรือโครงการผันน้ำยวมลงเขื่อนภูมิพล ซึ่งเป็นโครงการชุดที่ประกอบด้วยเขื่อนกั้นแม่น้ำยวม อาคารสูบน้ำ อุโมงค์ผันน้ำ และสายส่งไฟฟ้า มูลค่า 71,000 ล้านบาท โดยมีโฆษณาชวนเชื่อให้กับชาวนาภาคกลางว่า จะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาน้ำแล้งของชาวนาภาคกลางกว่า 1.6 ล้านไร่นั้น เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน รายงาน EIA ของโครงการนี้ ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว และเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีนั้น เครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขอแถลงคัดค้านการเดินหน้าผลักดันโครงการนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถลงการณ์ระบุเหตุผลของการคัดค้านโครงการว่า 1. การจัดทำ EIAขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบ รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ยังไม่ได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยมาให้ข้อมูลแก่ประชาชนในพื้นที่ แม้จะเคยมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่ก็จำกัดเฉพาะคนบางกลุ่ม และจัดในตัวเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไป ทำให้ชาวบ้านไม่มีโอกาสเข้าร่วม 2.โครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ธรรมชาติ ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงโครงการ พึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติสำหรับดำรงชีพ การที่มีโครงการขนาดใหญ่ ที่จะมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติที่ชาวบ้านใช้ทำมาหากิน จะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตปกติของประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. พื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาขาดแคลนน้ำ แต่มีปัญหาการบริหารจัดการน้ำ กล่าวคือ ปริมาณน้ำท่าในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีมากถึง 26,288.42 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ในขณะที่ประมาณความต้องการใช้น้ำของทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยามีเพียง 11,377.34 ล้าน ลบ.ม. หรือเพียงร้อยละ 43.28 ของปริมาณน้ำท่าที่มีอยู่ในพื้นที่เท่านั้น แต่มีปัญหาว่าระบบการจัดเก็บน้ำ สามารถจัดเก็บได้เพียง 8,761.5 ล้าน ลบ.ม.หรือเพียงร้อยละ 33.33 ทำให้ยังขาดแคลนน้ำอีกประมาณ 2,800 ล้านลบ.ม. ดังนั้น โจทย์คือจะบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ที่มีปริมาณมหาศาลให้เพียงพอต่อความต้องการทั้งปีได้อย่างไร ไม่ใช่จะหาน้ำที่อื่นมาเติมได้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.โครงการนี้ อาจจะนำไปสู่การแย่งชิงน้ำจากคนชายขอบไปให้แก่นายทุน ทำให้คนต้นน้ำถูกจำกัดสิทธิในการใช้น้ำ และชาวนาภาคกลางไม่มีสิทธิได้ใช้น้ำที่ผันได้จากโครงการนี้ ตามที่อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ระยะเวลา 10 ปี (ปี 2564-2574) โดยโครงการผันน้ำยวมลงเขื่อนภูมิพล ก็เป็นหนึ่งในในการพัฒนาโครงข่ายน้ำที่จะนำไปช่วยพื้นที่อีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในแถลงการณ์ได้ระบุข้อเรียกร้องประกอบด้วย 1. เพิกถอน EIA ฉบับที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม และยุติการผลักดันโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้แก่เขื่อนภูมิพล 2. ดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำในพื้นที่ภาคกลาง โดยการออกแบบการแก้ไขปัญหาน้ำทั้งระบบซึ่งต้องเริ่มต้นจากการมีความรู้ความเข้าใจต่อระบบนิเวศน์ และจะต้องมองให้เห็นความเชื่อมโยงของปัญหาแต่ละอย่าง เพื่อวางแผนจัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำปริมาณมหาศาลที่มีอยู่ในพื้นที่ก่อน เพื่อจัดเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีและวิศวกรรม ลงทุนสร้างระบบจัดเก็บและควบคุมน้ำที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และไม่สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศน์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันเดียวกันได้มีการจัดเสวนาออนไลน์เรื่อง &amp;ldquo;การเข้า (ไม่) ถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ สิทธิทางสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนต้องจ่ายเงินซื้อ&amp;rdquo; ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่เครือข่ายชาวบ้านในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและเครือข่ายภาคอีสานทำหนังสือขอ EIA จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แต่ได้รับแจ้งว่าต้องจ่ายค่าถ่ายเอกสารและรับรองสำเนานับหมื่นบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสะท้าน ชีวะวิชัยพงศ์ เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน กล่าวว่าโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพลเป็นโครงการขนาดใหญ่ และชุมชนได้ติดตามการดำเนินโครงการตั้งแต่ต้น โดยพื้นที่ลุ่มน้ำยวม เป็นป่าต้นน้ำ ชาวบ้านในชุมชนมีความพยายามที่จะอนุรักษ์พื้นที่ไว้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ป่ารอยต่อเชื่อมพื้นที่ 3 จังหวัด โดยผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากโครงการผันน้ำยวม เนื่องจากการก่อสร้างปากอุโมงค์และสถานีสูบน้ำเป็นบริเวณที่ชุมชนอยู่อาศัย ที่ผ่านมาชาวบ้านไม่ได้รับทราบข้อมูลมาก่อนเลย มาทราบตอนที่มีการจัดทำรายงาน EIA ชาวบ้านไม่ได้เข้าใจการทำ EIA เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาติพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศิริศักดิ์ สะดวก เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขง-อีสาน กล่าวว่ามีข้อสังเกตถึงโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่และใช้งบประมาณสูงมาก ไม่ต่างจากโครงการผันน้ำยวม โดยโครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล เดิมเคยมีอยู่แล้ว และเกิดผลกระทบกับระบบนิเวศและสังคม เมื่อเกิดผลกระทบชาวบ้านก็ต้องออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่อาจจะได้รับผลกระทบไม่เคยได้รับข้อมูลมาก่อน หน่วยงานรัฐเองไม่ได้เปิดเผยข้อมูลที่เป็นความจริง เช่น การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ก่อนที่จะมีการจัดเวทีก็มีเอกสารให้เฉพาะกลุ่มที่มีความเห็นสนับสนุนโครงการฯ และไม่ได้มีรายละเอียดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศเท่าที่ควร พวกเราจึงได้ปรึกษาหารือกัน นำมาสู่การขอสำเนา EIA จาก สผ.ซึ่งได้รับแจ้งค่าใช้จ่ายในการขอข้อมูล มีคำถามว่า สิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนมีความยากขนาดนี้ ทั้งที่ประชาชนจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการ กลายเป็นว่าประชาชนจะต้องมาเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงข้อมูล นับหมื่นบาท&amp;rdquo;นายศิริศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความจากศุนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า กรณีการขอ EIA ผันน้ำยวม คำว่าถมดำ เป็นคำของหน่วยงาน ไม่ใช่ภาษาของเรา &amp;nbsp;และรายงานที่ได้มานั้นส่วนใหญ่นั้นคาดดำจำนวนมาก กรณีการคาดดำชื่อและใบหน้าของคนในภาพ ปกติการเข้าถึงรายละเอียดของ EIA เป็นภาษาเชิงเทคนิค ซึ่งยากอยู่แล้ว และหากมีการเข้าถึงช้าจะทำให้ระยะเวลาในการตรวจสอบของประชาชนยิ่งน้อยลงไปอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชาวบ้านแม่ฮ่องสอนได้ทำหนังสือถึงกรมชลประทาน เพื่อขอ EIA แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับการตอบกลับ ทั้งๆที่เป็นหน้าที่ของเจ้าของโครงการจะต้องเผยแพร่ กรณีค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจากการถ่ายเอกสาร ซึ่งไม่ใช่เรื่องการค้า แต่คิดภาษีจากประชาชนได้อย่างไร ปัญหาการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร คือ ภาษา เทคโนโลยี ระยะทาง และค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงข้อมูลของรัฐ เมื่อมีการวินิจฉัยแล้วว่า เป็นข้อมูลของรัฐ ไม่ควรคิดค่าใช้จ่าย&amp;rdquo; นางสาว ส. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118150</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, ผันน้ำยวม, อีไอเอ, เขื่อนภูมิพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210928/image_big_6153105986ca3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118114</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 16:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 16:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พิยดา&#039; สาววัย 19 โผล่มอบตัวตร.เชียงใหม่ ปัดหลอกขายมือถือเด็ก 14 เครียดเสียชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย.64 - จากกรณีที่ตำรวจเร่งหาตัว น.ส.พิยดา ทองคำพันธ์ อายุ 19 ปี ผู้ต้องหาหมายจับที่ 638/64 ลงวันที่ 24 ก.ย.2564 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงประชาชน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยเป็นตัวการใหญ่ของขบวนการหลอกขายโทรศัพท์มือถือ​ไอโฟนผ่านอินสตราแกรม ทำให้เหยื่อ&amp;quot;น้องก้อง&amp;quot; ที่ถูกหลอกขายมือถือ เครียดหนักจนเส้นเลือดในสมองแตกและเสียชีวิตในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังมีเด็กที่ตกเป็นเหยื่อโดนหลอกอีกจำนวนมาก รวมมูลค่าความเสียหายหลายสิบล้าน โดยตำรวจประสานเจ้าหน้าที่​เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบอายัดและยึดทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้จากการกระทำผิดดังกล่าว ซึ่งจากการสืบสวนในขณะนี้เจ้าหน้าที่ติดตามเส้นทางหลบหนีของผู้ต้องหาได้แล้ว ส่วนทางด้านคดีได้เร่งจับกุมที่ตัวการใหญ่ทันทีเพื่อขยายผลสู่สมาชิกลูกข่ายต่อไปและเป้าหมายสำคัญ​คือ​ น.ส.พิยดา​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวันที่ 28 ก.ย.64 รายงานข่าวแจ้งว่า น.ส.พิยดา พร้อมทนายได้ติดต่อและเดินทางเข้ามอบตัวกับตำรวจที่​กองบังคับการตำรวจภูธร​จ.เชียงใหม่​ โดยมี พล.ต.ต.พิเชษฐ​ จิระนันตสิน​ ผบก.ภ.เชียงใหม่​ ให้เจ้าหน้าที่แจ้งขั้นตอนตามกฎหมาย ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสอบปากคำ พร้อมประสานตำรวจไซเบอร์มาสอบสวนดำเนินคดีเพิ่มเติมท่ามกลางความสนใจจากสื่อจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มีรายงานว่า​ จากการสอบปากคำในเบื้องต้นของ​ น.ส.พิยดา ได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมยืนยันว่า​ ไม่ได้เป็นคนกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น ทั้งนี้ไม่ได้เคยคุยและไม่เคยหลอกเด็กชายวัย 14 ปีที่เครียดจนเสียชีวิต รวมทั้งไม่เคยรู้จักกับผู้ต้องหาที่เป็นหญิง 2 คนที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ และไม่ได้จ้างให้เปิดบัญชีตามที่ถูกพาดพิงด้วย แต่ยอมรับว่า​ ตัวเองเป็นแม่ค้าออนไลน์จริง และเคยขายโทรศัพท์มือสองมาก่อน แต่หยุดขายไปแล้วตั้งแต่ปีก่อน โดยทรัพย์สินทุกอย่างได้มาจากการขายออนไลน์ทั้งสิ้น​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานได้เดินทางมาพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหาจากนั้นทาง​ พล.ต.ท.ประจวบ​ วงศ์​สุข​ ผบช.ภ.5​ ให้เจ้าหน้าที่คุมตัวผู้ต้องหาไปสอบสวนเพิ่มเติมก่อนมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.นาหวาย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดี ตามหมายจับที่ 638/2664 ลงวันที่ 24 กันยายน 2564 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยทุจริตและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และคัดค้านการขอยื่นประกันตัวด้วย เนื่องจากว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดมาหลายท้องที่และมีหมายจับหลายคดี​ ขณะที่ทนายความของผู้ต้องหา กล่าวว่า​ ได้เตรียมหลักทรัพย์ประกันตัวผู้ต้องหาเอาไว้แล้ว แต่ต้องดูอีกครั้งว่าทางพนักงานสอบสวนจะมีคำสั่งอย่างไร&amp;nbsp; ส่วนการต่อสู้คดีนี้นั้นต้องขอดูรูปคดีก่อนซึ่งตอนนี้ก็เตรียมหลักฐานต่างๆ​ ไว้สู้คดีตามกระบวนการยุติ​ธรรม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118114</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฉ้อโกง, จังหวัดเชียงใหม่, พรบ.คอมพิวเตอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210928/image_big_6152dadf99fc1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117542</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 16:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนุ่มนักปั่นควบจักรยานลงดอยย่านท่องเที่ยวดัง​แม่ริม​ เสียหลักตกเหวดับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.64 -&amp;nbsp;ว่าที่ร้อยตรี ณัฐพงศ์ ฐิตวิกรานต์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า​&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันฯ (ชุดเผชิญเหตุ) สำนักงานปภ.เชียงใหม่​ ลงพื้นที่ภายหลังได้รับแจ้งว่า​ มีนักปั่นจักรยานได้ปั่นรถและเสียหลักรถแหกโค้งพุ่งชนรั้วกั้นริมถนนด้านหน้าทางเข้าโป่งแยงจังเกิ้ลคลอสเตอร์ แอนด์ ซิปไลน์ &amp;amp; จังเกิ้ล เดอ คาเฟ่ หมู่ที่ 2 ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะตกลงไปในเหวลึกกว่า 30 เมตร เสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยและเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง จึงนำร่างของผู้เสียชีวิตขึ้นมาได้ เนื่องจากเป็นเหวลึก ทราบชื่อคือ นายกฤตสุพรรณ์ ขันไชย อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 73/1 หมู่ที่ 2 ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังการสอบสวนเบื้องต้นขอเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ได้นำร่างของผู้ตายส่งไปยังแผนกนิติเวชโรงพยาบาลนครพิงค์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้แพทย์ชันสูตรหาสาเหตุของการเสียชีวิตอีกครั้ง ก่อนจะมอบศพให้ญาตินำกลับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117542</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, ปภ.เชียงใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210922/image_big_614af94436030.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117036</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2021 18:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 18:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ผาเมือง&#039; แถลงโชว์ผลงานยึดยาบ้ากว่า 25 ล้านเม็ด พบโรงงานผลิตในฝั่งเพื่อนบ้าน 12 แห่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17​ ก.ย.64 - พล.ต.นฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง เปิดเผยระหว่างแถลงผลปฏิบัติ​งานรอบปีที่​ กกล.ผาเมือง​ จ.เชียงใหม่​ ว่า จากภารกิจในการป้องกันสกัดกั้นการลักลอบค้ายาเสพติดตามแนวชายแดนของกองกำลังผาเมือง ที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่ติดกับชายแดนไทย &amp;ndash; เมียนมาร์​ และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กองกำลังผาเมืองได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด การลาดตระเวนพิสูจน์ทราบ&amp;nbsp; รวมทั้งการปิดล้อมตรวจค้น ตลอดจนการซุ่มโจมตีในพื้นที่ โดยในห้วงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 ถึงปัจจุบัน ตรวจพบการกระทำผิด จำนวน 435 ครั้ง สามารถจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 533 คน กลุ่มขบวนการเสียชีวิต 5 คน ตรวจยึดยาบ้าได้กว่า 25 ล้านเม็ด เฮโรอีน 67 กิโลกรัม และไอซ์ 669 กิโลกรัม ซึ่งชายแดนจังหวัดเชียงใหม่สามารถตรวจยึดยาบ้าและเฮโรอีนได้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ชายแดนจังหวัดเชียงรายตรวจยึดยาไอซ์ได้มากที่สุด ในส่วนของการสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 ถึงปัจจุบัน ตรวจพบการกระทำผิด 175 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหา 624 คน ผู้นำพา 56 คน นอกจากนี้ ยังได้นำกลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย - เมียนมา (TBC ฝ่ายไทย) ในการอำนวยความสะดวกผลักดันบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมาร์​ กลับออกนอกราชอาณาจักร 2,559 คน และยังสามารถจับกุมคนไทยที่ลักลอบ เข้า - ออก ประเทศโดยผิดกฎหมายได้จำนวน 120 คน ขณะที่ปัจจุบันมีคดีของผู้นำพาฯ จำนวน 32 คดี คดีถึงที่สุด 18 คดี อยู่ระหว่างดำเนินการ 14 คดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมืองเผยว่า จากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ส่งผลให้การปราบปรามยาเสพติดภายในประเทศเมียนมาลดลงและถูกจำกัด แต่กลุ่มขบวนการค้ายาเสพติด ยังคงมีความพยายามในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามายังประเทศไทยตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่สำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ในจังหวัดเชียงใหม่ คือ อำเภอเชียงดาว ฝาง และแม่อายในจังหวัดเชียงราย อำเภอแม่ฟ้าหลวง แม่สาย และเวียงแก่น เพราะมีแนวชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นแนวยาว และมีช่องทางธรรมชาติที่สามารถลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาได้ ปัจจุบันโรงงานผลิตยาบ้าในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน มีผู้ผลิตอยู่ประมาณ 12 โรงงานที่อาจมีการเคลื่อนย้ายไปตามจุดต่างๆ เพื่อหลบเลี่ยงการจับกุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เชื่อว่ามีการผลิตยาเสพติดเพิ่มมากขึ้นเพราะกระบวนการผลิตทำได้ง่ายกว่าเดิม และความต้องการในประเทศไม่ได้ลดน้อยลง แต่จากการเข้มงวดกวดขันของเจ้าหน้าที่ทำให้การลักลอบนำเข้ามาในประเทศไทยทำได้ยากขึ้น จำนวนยาบ้าที่จับกุมได้จึงน้อยลง ซึ่งตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ทางกองกำลังผาเมืองได้มีการเสริมกำลังพลเข้าปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่มีคลัสเตอร์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ติดมาจาดสถานบันเทิงวันจีวัน ในประเทศเมียนมา มีการนำกำลังกองหนุนจากจากแนวหลัง เช่นจากจังหวัดน่าน เข้ามาช่วยตามแนวชายแดนอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประมาณ 500-600 คน เพิ่มเติมจากกำลังพลที่ตรึงกำลังอยู่ตามแนวชายแดนเดินประมาณ 4,000-5,000 คน โดยในปีงบประมาณต่อไป ทางกองทัพบกได้เพิ่มกำลังพล 1 กองร้อย จำนวน 150 คน เข้ามาเสริมแนวชายแดนอำเภอแม่สาย ให้ดูแลเรื่องการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยเฉพาะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากความร่วมมือกันของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้การสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด การสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังผาเมือง สามารถลดการนำเข้ายาเสพติดตลอดจนการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ที่จะเข้าสู่พื้นที่ตอนในได้สำเร็จ ตามเจตนารมณ์ของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 3 เพื่อให้ปัญหายาเสพติดและการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายนั้นลดลงและหมดไปจากภาคเหนือ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117036</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองกำลังผาเมือง, จังหวัดเชียงใหม่, จับยาเสพติด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210917/image_big_614476c1d3326.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
