<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119717</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 12:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 12:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทหารพม่าปล้นเรือชาวบ้านสาละวิน เหตุอดอยาก-ถูกตัดเส้นทางลำเลียงเสบียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ต.ค.64 - ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านริมแม่น้ำสาละวิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ว่าเรือบรรทุกสินค้าลำหนึ่งที่บรรทุกเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อไปส่งยังบ้านแม่นึท่า ฝั่งรัฐกะเหรี่ยง ถูกทหารพม่าซึ่งประจำฐานจ๊อก หยะ ปล้นก่อนถึงบ้านแม่นึท่า โดยทหารพม่าจำนวน 12 นายได้ใช้ปืนยิงข่มขู่ขณะที่เรือแล่นเลียบฝั่งรัฐกะเหรี่ยง เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นโค้งน้ำซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำลดลง และริมน้ำฝั่งไทยเต็มไปด้วยโขดหิน ทำให้เรือต้องแล่นเลียบฝั่งรัฐกะเหรี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านสาละวินเล่าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 12 ตุลาคม 2564 โดยทหารพม่าได้ยิงปืนขู่หลายนัดเพื่อให้เรือขนสินค้าลำดังกล่าวจอดเทียบชายฝั่ง จากนั้นทหารพม่าได้ช่วยกันขนข้าวของทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจำนวน 6 กล่อง ไก่ 20 ตัว ปลากระป๋อง รวมทั้งหอมแดงและมันอาลูอีกจำนวนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ทหารพม่ากำลังลำบากเนื่องจากถูกปิดกั้นเส้นทางลำเลียงเสบียงโดยทหาร KNU (Karen National Union กองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง) เพื่อกดดันให้ฐานทหารพม่าย้ายออกจากพื้นที่ริมแม่น้ำสาละวิน จริงๆ แล้วทหารพม่าต้องการข้าวสาร แต่เรือลำนี้ไม่ได้บรรทุกข้าวสารไป&amp;rdquo; ชาวบ้าน กล่าว และว่าหลังจากขนถ่ายสินค้าขึ้นไปยังฐานปฎิบัติการแล้ว ทหารพม่าได้ทำการสอบสวนคนขับเรือและปล่อยตัวรวมทั้งเรือในเวลาต่อมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวแจ้งว่า ฐานทหารพม่าจ๊อก หยะ ตั้งอยู่บนดอยสูงและต้องใช้เวลานับชั่วโมงกว่าจะเดินเท้าลงมาถึงริมแม่น้ำสาละวิน แต่เนื่องจากความขาดแคลนเสบียงอย่างหนัก ทำให้ทหารพม่าบางส่วนลงมาดักซุ่มอยู่ริมแม่น้ำ และได้ยิงปืนข่มขู่เรือบรรทุกสินค้าที่ผ่านเส้นทางเพื่อขอเสบียง โดยที่ผ่านมาคนขับเรือพยายามเลี่ยงแล่นเรือออกห่างจากฝั่ง แต่เนื่องจากขณะนี้ปริมาณน้ำในแม่น้ำสาละวินเริ่มลดลงตามฤดูกาลทำให้จำเป็นต้องใช้ร่องน้ำที่อยู่ติดกับฝั่งรัฐกะเหรี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมีนาคม 2564 ได้ปรากฏข่าวดังเมื่อมีข้าวสาร 700 กระสอบ พร้อมเสบียงอื่นๆ มากองไว้ที่ท่าเรือบ้านแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเตรียมจัดส่งให้ฐานทหารพม่าริมแม่น้ำสาละวิน โดยสื่อมวลชนหลายสำนักได้รายงานตรงกันว่าเสบียงดังกล่าวทหารพม่าได้จัดส่งเข้ามาทางด่านอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยได้ประสานผ่านทหารไทย เนื่องจากเส้นทางลำเลียงด้านอื่นในฝั่งรัฐกะเหรี่ยงถูกสกัดกั้นจากทหาร KNU หมดทุกทางจึงต้องลำเลียงผ่านประเทศไทยข้ามแม่น้ำสาละวิน ทั้งนี้ภายหลังถูกปิดกั้นเส้นทางลำเลียงเสบียงและถูกทหาร KNU บุกยึดฐานทหารพม่าริมแม่น้ำสาละวินอย่างน้อย 2 แห่ง ทำให้กองทัพพม่าใช้เครื่องบินบุกโจมตีบ้านเดปูโหน่ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของ KNU กองพล 5 จนทำให้ชาวบ้านหลายหมื่นคนต้องหนีออกจากหมู่บ้าน และหลายพันคนอพยพหนีตายข้ามมาอาศัยอยู่ริมแม่น้ำสาละวินฝั่งไทย โดยต่อมาถูกผลักดันกลับฝั่งรัฐกะเหรี่ยง กลุ่มสันติภาพกะเหรี่ยง KPSN รายงานว่าจวบจนปัจจุบันยังมีชาวบ้านในรัฐกะเหรี่ยงพลัดถิ่นหลบซ่อนอยู่ตามป่าจำนวน 70,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119717</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดแม่ฮ่องสอน, ทหารพม่า, รัฐกะเหรี่ยง, สาละวิน, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211014/image_big_6167c30b28960.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116364</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2021 14:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2021 14:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มองยุทธศาสตร์จีน ผ่านโครงการผันน้ำยวม-เขื่อนสาละวิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่น้ำยวม เป็นแม่น้ำท้องถิ่นในจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีต้นกำเนิดที่ อ.ขุนยวม ไหลบรรจบกับแม่น้ำเงาที่หมู่บ้านสบเงา อ.สบเมย ก่อนไหลลงแม่น้ำเมย และลงสู่สาละวินที่หมู่บ้านสบเมย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใกล้ๆ บริเวณที่แม่น้ำเงาไหลรวมกับแม่น้ำยวมซึ่งชาวบ้านเรียกว่าแม่น้ำสองสี ถูกวางแผนให้เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล หรือที่เรียกสั้นๆว่า &amp;ldquo;โครงการผันน้ำยวม&amp;rdquo; มูลค่า 7 หมื่นล้านบาท ด้วยการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำเพื่อสูบน้ำผ่านอุโมงค์ขนาดใหญ่เจาะทะลุผืนป่ากว่า 60 กิโลเมตรเพื่อส่งน้ำไปยังเขื่อนภูมิพลที่บ้านแม่งูด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการผันแม่น้ำยวมกลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อรายงานผลการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม EIA ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.)และเตรียมนำเสนอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการนี้ได้รับความสนใจยิ่งขึ้น เมื่อนายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่าได้รับการประสานกับรัฐวิสาหกิจของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมชลประทานได้ออกแบบคร่าวๆ ไว้เดิมใช้งบประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ใช้เวลา 7 ปี แต่ทางวิสาหกิจจีนตอบมาว่าเขาใช้งบเพียง 4 หมื่นล้านบาท ใช้เวลาเพียง 4 ปี เรื่องนี้ผมได้กราบเรียนท่านนายกฯ และท่านประวิตร(พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ) ที่นั่งอยู่ด้วยกัน ท่านบอกว่าเอาเลย ถ้าเขาทำให้เราก่อน เราไม่ต้องเสียอะไร เราไม่ต้องลงทุนเอง หากต้องลงทุนเองตอนนี้ รัฐบาลไม่พร้อม หากทางจีนจะทำ ท่านบอกเดินหน้าเต็มที่เลย ผมไฟเขียวให้เลย&amp;rdquo; นายวีระกรสะท้อนภาพให้เห็นถึงท่าทีของผู้มีอำนาจสูงสุดในฝ่ายบริหารของประเทศไทยและเพิ่มความจริงจังให้โครงการมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือนายวีระกรกล่าวว่า &amp;ldquo;จีนกำลังจะลงทุนเมืองอุตสาหกรรมในพม่า บริเวณแถวนั้น ตรงข้ามแม่ฮ่องสอน หากลากเส้นจากสบเมยไปยังกรุงเนปิดอว์ จะเห็นว่าแค่ 80 กิโลเมตร จุดที่เขาทำเมืองอุตสาหกรรมก็ใกล้ตรงนี้ ตอนนี้เขาประสานงานกับรัฐบาลพม่าแล้ว โดยจะทำเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวินเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าไปใช้ในเมืองอุตสาหกรรมและส่วนหนึ่งขายให้รัฐบาลไทย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเฟส 2 ของโครงการ ได้วางแผนสูบแม่น้ำสาละวินมาสู่แม่น้ำยวมเพื่อผันน้ำไปใช้ในลุ่มน้ำภาคกลางด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจากนายวีระกรทำให้เห็นภาพชัดว่าโครงการผันแม่น้ำยวมครั้งนี้ ไม่ใช่โครงการภายในท้องถิ่นหรือภายในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยกระดับเป็นโครงการระหว่างประเทศเพราะแม่น้ำสาละวินเป็นสายน้ำนานาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการผันน้ำยวมประกอบด้วย 1.เขื่อนกั้นแม่น้ำยวมในจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีความสูง 69.50 เมตร เพื่อยกระดับน้ำให้สูงขึ้นโดยมีอาคารระบายน้ำล้นและถนนเข้าหัวงาน อ่างเก็บน้ำมีความยาว 10 กิโลเมตร 2.สถานีสูบน้ำซึ่งตั้งอยู่บริเวณบ้านสบเงา อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน อยู่ห่างจากตัวเขื่อน 22 กิโลเมตร ติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 6 เครื่องผันน้ำลงอุโมงค์ 3.ถังพักน้ำและอุโมงค์ซึ่งมีความยาว 64 กิโลเมตร เริ่มต้นจากบ้านสบเงาเจาะทะลุป่าเขาแล้วไปออกที่ลำห้วยแม่งูดริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลใน อ.ฮอด จ.ตาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;EIA ซึ่งกรมชลประทานว่าจ้างมหาวิทยาลัยนเรศวรให้ทำการศึกษาและผ่านความเห็นชอบของ คชก.ไปแล้วนั้น ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากภาคประชาชนและนักวิชาการ เพราะเห็นว่าขาดการมีส่วนร่วมที่แท้จริงจากชุมชน ที่สำคัญคือมีข้อมูลคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงในพื้นที่ในหลายจุด นอกจากนี้ยังมีการแอบอ้างนำเอารูปภาพของบุคคลที่คัดค้านซึ่งนั่งกินอาหารอยู่ในร้านลาบไปใส่ไว้เพื่อเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือให้เห็นว่าได้มีการปรึกษาหารือทุกฝ่าย โดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอมและบางคนปรากฏชื่ออยู่ในรายงานโดยที่เจ้าตัวยืนยันว่าไม่เคยหารือกับนักวิชาการที่ทำ EIA เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความน่าเชื่อถือของ EIA ฉบับนี้จึงถูกตั้งข้อสงสัยมากมาย&amp;nbsp;ขณะเดียวกันการที่รัฐวิสาหกิจของจีนให้ความสนใจเป็นอย่างมากและอาสาเข้ามาดำเนินการลงทุนและก่อสร้างให้ในราคาที่ต่ำกว่าที่กรมชลประทานเคยศึกษาไว้ถึง 3 หมื่นล้าน และเชื่อมโยงกับการสร้างเขื่อนในแม่น้ำสาละวิน 2 แห่งที่จีนได้หารือกับผู้นำรัฐบาลทหารพม่าไว้แล้ว ทำให้เห็นภาพยุทธศาสตร์การก้าวย่างของจีนในภูมิภาคแห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายปีที่ผ่านมานักธุรกิจจีนได้เข้ามาลงทุนสร้างเมืองใหม่บริเวณชายแดนไทย-พม่าชื่อว่า &amp;ldquo;เมืองฉ่วยโก๊กโก่&amp;rdquo; ใน จ.เมียวดี ตรงข้ามกับ อ.แม่สอด จ.ตาก ชายแดนไทย โดยอนาคตเตรียมอพยพชาวจีนจำนวนมากเข้ามาปักหลักในบริเวณนี้ ขณะเดียวกันตามคำบอกเล่าของนายวีระกรยังระบุว่า จีนยังได้ลงทุนในการสร้างเขตอุตสาหกรรมระหว่างชายแดนไทยและกรุงเนปิดอว์ด้วย ทำให้มีความต้องการใช้พลังงานโดยเฉพาะไฟฟ้าสูง จึงได้มีแผนสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวิน 2 แห่ง ซึ่งรัฐบาลทหารพม่าอนุญาตแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่น้ำสาละวินมีความยาว 2,800 กิโลเมตร มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัย ไหลพม่าและชายแดนไทยซึ่งตลอดระยะทางได้หล่อเลี้ยงชุมชนชาติพันธุ์มากมาย อาทิ กะเหรี่ยง ไทใหญ่ มอญ คะเรนนี จนได้ชื่อว่าแม่น้ำชาติพันธุ์และถือว่าเป็นแม่น้ำที่ยังคงความเป็นธรรมชาติไว้ได้ดีแห่งหนึ่งของโลกเพราะนอกสายน้ำยังไหลเป็นอิสระ เนื่องจากไม่มีเขื่อนกั้นแล้ว สองฟากแม่น้ำยังเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง ขณะที่หลายพื้นที่ตกอยู่ในสถานการณ์การสู้รบระหว่างกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์และกองทัพพม่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมากองทัพพม่าใช้ความพยายามเป็นอย่างมากที่จะเข้ามาควบคุมพื้นที่ริมแม่น้ำสาละวินให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เหมาะสมในการสร้างเขื่อน ทั้งในรัฐคะเรนนีและรัฐกะเหรี่ยง แต่ได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ เพราะทราบดีถึงวัตถุประสงค์แอบแฝงของรัฐบาลทหารพม่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับตั้งแต่ต้นปี 2564 เป็นต้นมา กองทัพพม่าได้ทุ่มเทสรรพกำลังโจมตีทหาร KNU กองพล 5 ซึ่งควบคุมพื้นที่ริมแม่น้ำสาละวินบริเวณชายแดนไทยและรัฐกะเหรี่ยงอย่างหนักหน่วง ทำให้ประชาชนกว่า 7 หมื่นคนต้องอพยพหนีตายออกจากหมู่บ้าน และบางส่วนข้ามมาหลบภัยอยู่ริมแม่น้ำสาละวินฝั่งประเทศไทยเป็นการชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังฤดูฝนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเชื่อว่าการสู้รบระหว่างกองทัพพม่าและกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์จะรุนแรงอีกครั้ง นอกจากปัจจัยสถานการณ์การเมืองร้อนระอุภายในพม่า และความต้องการอิสรภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆแล้ว เรื่องผลประโยชน์เรื่องของ &amp;ldquo;เขื่อนสาละวิน&amp;rdquo;เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่เร่งเร้าให้กองทัพพม่าปราบปรามกลุ่มกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อยึดพื้นที่และอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นโครงการผันน้ำยวมของทางการไทย และการอาสาเข้ามาดำเนินการก่อสร้างในราคาต่ำของรัฐวิสาหกิจจีน จึงเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ ไปถึงเขื่อนกั้นแม่สาละวิน และผลประโยชน์อันมหาศาลทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐบาลจีน พม่าและไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของลุ่มน้ำสาละวินต้องเผชิญชะตากรรมอันเลวร้ายของสงครามและความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาสกร จำลองราช สำนักข่าวชายขอบ
--------------
หมายเหตุ - ในวันนี้(11 กย.64) เวลา 15.00-17.00 น. มีเวทีเสวนาออนไลน์&amp;quot;โปรเจคยักษ์ - ผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล ประเทศได้หรือเสีย&amp;quot; ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยนายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ และรองประธานคณะกรรมาธิการ กมธ. วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ สภาผู้แทนราษฎร , ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ,นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทานผู้แทนกรมชลประทาน ดำเนินรายการโดย นายฐิติพันธ์ พัฒนมงคล ประธานชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม รับชมออนไลน์ผ่านทางเพจ 1. The reporters https://www.facebook.com/TheReportersTH 2. ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม https://www.facebook.com/thaisej 3. IMN เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง https://www.facebook.com/imnvoices 4. Greennews https://www.facebook.com/greennewsagency&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116364</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดแม่ฮ่องสอน, ผันน้ำยวม, เขื่อนภูมิพล, แม่น้ำยวม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210911/image_big_613c5ae2768d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 16:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หลายฝ่ายประสานเสียงค้านโครงการ &#039;ผันน้ำยวม&#039; ลงเขื่อนภูมิพล ชี้แก้ไม่ถูกจุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายฝ่ายประสานเสียงค้านโครงการผันน้ำยวมลงเขื่อนภูมิพล นักวิชาการชี้แก้ขาดแคลนน้ำไม่ถูกจุด แต่ละปีปล่อยน้ำรั่วไหลจากระบบมหาศาล ติง&amp;ldquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo;ประธานบอร์ดสิ่งแวดล้อม-กนช.คนเดียวกัน ขาดการถ่วงดุล ส.ส.-ชาวบ้านโวยกระบวนการรับฟังเทียม ไม่ฟังข้อโต้แย้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค.64 ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมชลประทานผลักดันโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล ด้วยการผันน้ำจากลุ่มน้ำสาละวิน แม่น้ำยวม อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ผ่านอุโมงค์ลอดผืนป่ากว่า 60 กิโลเมตร และผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) เรียบร้อยแล้ว ว่ารู้สึกแปลกใจที่โครงการนี้ผ่าน คชก.ได้อย่างรวดเร็วทั้งๆ ที่มีประเด็นที่ คชก. ควรตรวจสอบเพราะสิ่งที่หน่วยงานเสนอมายังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สิตางศุ์กล่าวว่า จริงๆแล้วตนไม่ได้มองแค่โครงการผันน้ำจากแม่น้ำยวมเพียงโครงการเดียว แต่ยังมีโครงการผันน้ำขนาดใหญ่อีกหลายโครงการ เช่นในภาคอีสานมีโครงการผันน้ำโขง ในภาคตะวันออกมีโครงการการผันน้ำข้ามลุ่มซึ่งอยู่ในชุดเดียวกันคือการพัฒนาแหล่งน้ำด้วยการหาน้ำต้นทุนเพิ่ม เนื่องจากในการบริหารจัดการน้ำนั้นมี 2 ด้าน คือ อุปสงค์และอุปทาน โดยที่ทางการไทยทำไม่หยุดยั้ง คืออุปทานอย่างเดียว ต่อให้จัดหาหรือทำอย่างไรก็ไม่เพียงพอ แม้ต้องไปหาทรัพยากรน้ำมาจากประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนแนวคิดโดยการจัดการน้ำของตัวเองมากกว่า ซึ่งกรณีผันน้ำจากแม่น้ำยวม โครงการเฟสแรก มีปริมาณน้ำราว 2,000 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และในเฟส 2 อีก 2,000 ล้าน ลบ.ม. โดยอ้างว่าช่วยพื้นที่ชลประทาน 1.6 ล้านไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เขาบอกพื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนล่างและภาคกลาง มีน้ำไม่พอ จึงต้องหาน้ำมาแก้ปัญหาเพื่อให้พอสำหรับพื้นที่เดิม แต่พอเพิ่มน้ำอีก 2,000 ล้าน ก็จะขยายพื้นที่ใหม่อีก เมื่อถึงเวลาน้ำไม่พอก็หาน้ำมาเติมอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่มีวันที่น้ำจะพอ และไม่รู้จักจบจักสิ้น ที่สำคัญคือไม่มีแนวทางเรื่องของความสมดุลจากการพัฒนากับทรัพยากร ถ้าเราต้องการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำการเกษตร ควรเพิ่มศักยภาพการใช้น้ำเกษตร ควรเป็นเกษตรแบบเทคโนโลยีได้แล้ว ไม่ใช่เกษตรแบบเมื่อร้อยปีก่อน ตอนนี้ประสิทธิภาพของการใช้น้ำในภาคเกษตรมีแค่ 50% เราปล่อยให้สูญเสียน้ำไป 50% ทำไมเราถึงไม่เพิ่มประสิทธิภาพของระบบชลประทาน ถ้าเราไม่ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง น้ำก็หายไปอยู่ตลอดเวลา&amp;rdquo; นักวิชาการผู้นี้ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สิตางศุ์ กล่าวว่า นอกจากน้ำเพื่อการเกษตรแล้ว ในกรณีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เราก็ทำน้ำหายไป 30% ในระบบท่อที่จ่ายน้ำไปให้ประชาชน เฉพาะแค่ 3 จังหวัดคือ กทม. นนทบุรีและ สมุทรปราการ ปัจจุบัน การประปานครหลวงผลิตน้ำวันละ 5.5 ล้าน ลบ.ม. แต่ทำน้ำหายไปในระบบท่อจ่ายน้ำวันละ 1.2 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งสามารถนำไปทำนาได้วันละ 1,200 ไร่ หรือ 30 วันสูญเสียน้ำทำนาไป 36 ล้าน ลบ.ม.หรือ ปีละกว่า 400 ล้าน ลบ.ม.หรือเท่ากับปริมาณน้ำครึ่งหนึ่งของเขื่อนป่าสักฯ แล้วยังมีการประปาภูมิภาคอีก ซึ่งมีพื้นที่เยอะกว่าการประปานครหลวง น้ำที่หายไปวันละ 30% จากระบบส่งน้ำ เช่น ท่อรั่ว ท่อแตก แทนที่จะเอาเงินลงทุนหาน้ำมาเติม สู้เราเอามาลงทุนกับระบบเพื่อไม่ให้น้ำหายไปไม่ดีกว่าหรือ ถ้าเราลดเปอร์เซ็นสูญเสียน้ำลงสัก 5% หรือวันละ 2.7 แสน ลบ.ม. เดือนละ 8 ล้าน ลบ.ม. เราจะทำนาได้เพิ่มอีก 8 พันกว่าไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราไม่ตื่นเต้นกับการได้น้ำคืนมา แต่กลับไปตื่นเต้นกับโครงการที่ให้จีนเข้ามาช่วยลงทุนหาน้ำต้นทุนมากกว่า ในฐานะนักวิชาการด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำมองว่า แทนที่จะหาทางเอาน้ำมาเติมแบบไม่รู้จักจบ อยากเสนอให้ช่วยกันพัฒนาประสิทธิภาพของระบบส่งน้ำของเราเอง ทั้งระบบชลประทาน ระบบจ่ายน้ำประปา เราบอกว่าอยากส่งออกข้าวเป็นที่ 1 ของโลก เราอยากพัฒนาอุตสาหกรรรม เราอยากได้ทุกอย่างเยอะหมด แต่ไม่รู้จักความสมดุลของการพัฒนา ไม่ได้ดูว่าเรามีทรัพยากรเท่าไร วิธีคิดของผู้บริหารต้องเปลี่ยน การลงทุนผันน้ำเพื่อมาทำนา ชาวนาประเทศไทยยังต้องทำงานด้วยวิถีเดิมๆ ไม่มีชาวนารวยทั้งที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ เพราะไม่มีการพัฒนาเลย ควรใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยชาวนาให้ทำน้อยแต่ได้มาก ไม่ใช่คาดหวังว่าพอน้ำเพิ่มแล้วชาวนาจะปลูกข้าวได้ 3-4 ครั้งต่อปี จะมาอ้างว่าเกษตรกรไม่ปรับตัวไม่ได้ &amp;rdquo; ดร.สิตางศุ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการด้านน้ำรายนี้กล่าวว่า โครงการผันน้ำจากแม่น้ำยวม เราจะมองแค่ปริมาณน้ำแบบเอาตัวเลขมาบวกหรือลบไม่ได้ โครงการที่ต้องสร้างอุโมงค์ผ่านพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ โดยผ่านป่าอุทยานฯ 1 แห่ง ป่าสงวนแห่งชาติ 6 แห่ง นี้ ส่งผลต่อความสมดุลในแง่ทรัพยากรธรรมชาตติด้วย การได้น้ำมา 1 หน่วยไม่ใช่แค่การแลกกับป่าแค่ 1 หน่วย แต่ป่า 1 หน่วยนั้นยังมีความหมายไปถึงสัตว์ป่า สัตว์น้ำ ความสมดุลของทรัพยากรดิน น้ำ และชีวิตอื่นๆ ที่พึ่งพาอาศัยกันตามห่วงโซ่อาหารและวัฎจักรของนิเวศด้วย และการผันน้ำข้ามลุ่มทำให้เกิดการโยกย้ายถิ่นฐานของเอเลี่ยนสปีชีส์ ซึ่งอาจทำให้ปลาบางสายพันธุ์สูญพันธุ์ และทำให้ปลาท้องถิ่นบางชนิดหายไป แต่ไม่มีการประเมินเรื่องโอกาสของการสูญพันธุ์ในรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพราะมันประเมินไม่ได้ ทรัพยากรธรรมชาติบางอย่างที่เราจะสูญเสียไปนี้เป็นการสูญเสียตลอดกาลที่เอาคืนมาไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลังจากที่รายงานนี้ผ่าน คชก. แล้ว และจะถูกส่งไปถึงคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เราพบว่าตัวประธานคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนๆ เดียวกับประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) แล้วโครงการนี้จะไม่ผ่านได้อย่างไร จริงๆ แล้วสองตำแหน่งนี้ต้องถ่วงดุลย์ซึ่งกันและกัน มันคือ การพัฒนาและการอนุรักษ์ แต่สิ่งที่ปรากฎตอนนี้ คือ มันไม่มีการถ่วงดุลอะไรอีกแล้ว รองฯ ประวิตร ก็ต้องพิจารณาตามเอกสารที่นำเสนอขึ้นมาตามลำดับ โดยกรมชลประทาน และ คชก. จะมีใครบอกท่านไหมว่ามีอะไรที่ไม่เหมาะสมและคุ้มค่าหรือไม่ จะมีใครบอกท่านว่าไปพัฒนาด้านดีมานด์ ดีกว่ามั้ย เราไม่อยากได้ยินคำพูดว่าสูญเสียพื้นที่ป่าแค่นิดเดียว เพราะทรัพยากรมีประโยชน์ทั้งหมด เราก็ควรใช้และสร้างอย่างสมดุล ทุกวันนี้พื้นที่กักเก็บน้ำดูเหมือนไม่พอ ปริมาณน้ำแต่ละปี 8 แสนล้าน ลบ.ม. และไหลลงทะเลมากกว่า 2 แสน ล้าน ลบ.ม. หลายครั้งเรามีปัญหาน้ำท่วมเพราะฝนตกนอกอ่าง เราจึงควรพิจารณาเก็บกักด้วยรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่เขื่อนขนาดใหญ่ เราพูดถึงการเก็บกักไว้ในไร่นา แต่เรากลับส่งเสริมแค่ชื่อ ให้เป็นแค่สัญลักษณ์ของคำว่าเกษตรทฤษฎีใหม่ แล้วกลับไปสนับสนุนการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณมหาศาลอย่างจริงจัง มันคือความย้อนแย้งของภาครัฐ ของผู้บริหารระดับสูง ที่ควรจะปรับเปลี่ยน mindset หรือ หลักคิดได้แล้ว&amp;rdquo; ดร.สิตางศุ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมานพ คีรีภูวดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และเป็นคนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;กล่าวว่า ตนมีความกังวลหลายประเด็นต่อโครงการสร้างเขื่อนและผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล เนื่องจากโครงการมีพื้นที่ดำเนินการทั้งหมดอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ ทั้งเขตป่าสงวน และอุทยานแห่งชาติ ย่อมส่งผลกระทบต่อป่าต้นน้ำอย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งกระบวนการทำอีไอเอที่มีมหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นผู้ดำเนินการนั้น จากการลงไปเก็บข้อมูลในพื้นที่พบว่า ชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วมที่แท้จริงในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น อีกทั้งหน่วยงานรัฐยังรีบเร่งผลักดันกระบวนการต่างๆ ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ทั้งที่กระบวนการรับฟังความเห็นและการทำอีไอเอยังมีคำถามถึงผลกระทบด้านต่างๆ จากชาวบ้าน นอกจากนี้มีการตั้งข้อสังเกตถึงกลุ่มทุนด้านพลังงานและก่อสร้างจะเข้ามาลงทุนแทนรัฐบาลนั้น อาจเป็นการเข้ามาแสวงหาประโยชน์ร่วมกับกลุ่มทุนไทยหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องตอบคำถามของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทำไมต้องเร่งดัน EIA ให้ผ่านในช่วงโควิด เพราะรู้อยู่แล้วว่าหากการทำ EIA หรือการรับฟังเสียงประชาชนต้องให้ความกระจ่างต่อประชาชนให้ชัดเจน แต่จากเสียงจากในพื้นที่นั้น ชาวบ้านแทบไม่มีส่วนร่วมที่แท้จริง เป็นการสอบถามด้วยแบบฟอร์มเท่านั้น การเร่งผลักดันจากรัฐบาลและ ส.ส.บางกลุ่มเช่นนี้ย่อมจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งกับชาวบ้าน และขอฝากไปที่ฝ่ายวิชาการที่รับจ้างทำเวทีว่า เรื่องความถูกต้องหรือจรรยาบรรณทางวิชาการก็เป็นเรื่องสำคัญ&amp;rdquo; นายมานพ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมานพ กล่าวอีกว่า นอกจากผลกระทบกับป่าต้นน้ำแล้ว พื้นที่ที่อุโมงค์ผ่านป่ากว่า 60 กิโลเมตร จะกระทบต่อวิถีชุมชนของชาวบ้านกะเหรี่ยงจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ปากอุโมงค์ที่บ้านสบเงา อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ที่มีการสร้างเขื่อนและปลายอุโมงค์ที่บ้านแม่งูด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เป็นชุมชนที่เคยถูกอพยพเมื่อครั้งสร้างเขื่อนภูมิพลตั้งแต่ปี 2507 จนปัจจุบันยังไม่ได้รับค่าชดเชย แล้ววันนี้กำลังจะต้องถูกอพยพโยกย้ายอีกครั้ง นอกจากนี้ระหว่างเส้นทางอุโมงค์ผ่านจะมีการนำดินที่ขุดขึ้นมาไปกองทิ้งไว้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สิ่งสำคัญคือยุทธศาสตร์ของประเทศการพัฒนาแหล่งน้ำ ผมเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องจำเป็น แต่ประเทศไทย กรมชลประทานหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีองค์ความรู้แค่การสร้างเขื่อนหรือ หมายถึงถ้าน้ำหมดก็ต้องวิ่งหาน้ำจากแหล่งอื่นไปเรื่อยๆ แล้วกรณีนี้ลุ่มน้ำยวมที่ไหลลงแม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวิน เป็นลุ่มน้ำนานาชาติ ระหว่างไทยกับพม่า คำถามสำคัญคือการผันน้ำจะส่งผลอย่างไรต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นอีกประเด็นที่ท้าทาย&amp;rdquo; นายมานพ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.มึดา นาวานาถ ชาวบ้านท่าเรือ ต.สบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน 1 ในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำยวม กล่าวว่า เคยเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น 2 ครั้ง คือ ที่ เวทีบ้านแม่เงา และเวที อ.สบเมย แต่เห็นว่ากระบวนการถูกจัดขึ้นอย่างมีเป้าหมายแอบแฝง เนื่องจากในเวทีแรกที่บ้านแม่เงา มีชาวบ้านเข้าร่วม 30-40 คน เกือบทั้งหมดไม่มีใครสื่อสารภาษาไทยได้ แต่กระบวนการจัดขึ้นโดยใช้ภาษาไทยภาคกลางและไม่มีล่ามภาษาถิ่น และนำเสนอเนื้อหาแบบภาษาราชการ แม้แต่ตนเองที่ฟัง อ่าน เขียนภาษาไทยได้ ยังแทบไม่เข้าใจเนื้อหาที่นำเสนอ อีกทั้งมีการให้ชาวบ้านทำแบบประเมินการจัดงานและเก็บสำเนาบัตรประชาชน โดยให้ชาวบ้านเซ็นชื่อโดยไม่เข้าใจข้อความในเอกสาร ซึ่งอาจเป็นการลงชื่อว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับโครงการแล้วนำไปประกอบรายงานการประชุม ซึ่งการจัดเวทีแบบนี้ไม่ใช่กระบวนการที่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขนาดเราเป็นคนฟังอ่านเขียนไทยได้ ยังฟังเนื้อหาบนเวทีเข้าใจยากเพราะเป็นภาษาทางราชการล้วนๆ ชาวบ้านย่อมจิตนาการไม่ออกว่าหน้าตาเขื่อนจะเใหญ่ขนาดไหน น้ำท่วมสูงระดับอย่างไร อุโมงค์ผันน้ำจะใหญ่ขนาดไหน ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการจัดเวทีแบบนี้จึงยกมือลุกขึ้นแสดงความเห็น แล้วถามชาวบ้านเป็นภาษาไทยว่ามีใครฟังภาษาไทยรู้เรื่องให้ยกมือ ทุกคนเงียบ แต่เมื่อถามเป็นภาษาปากเกอญอว่าใครฟังภาษาไทยไม่เข้าใจบ้าง เกือบทุกคนยกมือ เห็นชัดว่าแม้แต่คำถามง่ายๆ ชาวบ้านก็ไม่เข้าใจภาษาไทย เวทีที่จัดขึ้นจึงไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ความเห็นที่แท้จริง อาจจัดแค่ต้องการถ่ายรูปชาวบ้านยกมือเอาไปประกอบรายงาน&amp;rdquo; น.ส.มึดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.มึดา กล่าวต่อว่า ในเวทีที่สบเมย มีการนำกำลังตำรวจ ทหาร กว่า 300 นาย เฝ้ารักษาการรอบสถานที่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น และมีการส่งเจ้าหน้าที่ประกบตนเองตลอดเวลาเพื่อไม่ให้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นในเวที ขณะที่ชาวบ้านแม้จะมีจัดล่ามให้แต่ไม่สามารถแปลให้ชาวบ้านได้ เพราะเป็นล่ามกะเหรี่ยงสะกอแต่ชาวบ้านเป็นกะเหรี่ยงโปว์ โดยการดูแลชาวบ้านในครั้งนี้ผิดจากปกติเพราะมีเจ้าหน้าที่คอยเอาใจชาวบ้านด้วยการบริการอาหารเครื่องดื่มตลอดอย่างใกล้ชิด เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างผิดวิสัย ตนมองว่าเวทีรับฟังครั้งนัั้นถูกจัดขึ้นเพื่อการทำให้ครบกระบวนการตามกฏหมายเท่านั้น แต่ไม่ได้คำนึงถึงประสิทธิภาพของการรับฟังความเห็นที่แท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในการสรุปผลความก้าวหน้าของรายงาน ไม่มีการข้อมูลของดิฉันและชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาแสดงความเห็นคัดค้านในเวทีก่อนแต่อย่างใด ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงไม่มีข้อมูลที่ชาวบ้านเห็นแย้ง ข้อมูลหายไปไหน ทำไมไม่ได้รับการบันทึกการประชุม ล่าสุดมีข่าวไปทั่วประเทศว่าปลายปีจะดำเนินการได้ทันที แต่ต้องการถามกลับว่าชาวบ้านในพื้นที่รู้ความคืบหน้านี้หรือไม่ พอมีข่าวชาวบ้านก็มาถามว่าจะทำกันอย่างไร ต้องไปหานายกรัฐมนตรีหรือไม่ ชาวบ้านโกรธเพราะที่ผ่านมาส่งจดหมายคัดค้าน คำร้องเรียน ทุกงานทุกเวทีชาวบ้านพูดตลอดว่าไม่เห็นด้วย ช่วยกันจัดงานวันหยุดเขื่อนโลก เราส่งแถลงการณ์คัดค้าน พยายามสื่อสารตลอดเวลา แต่ทำไมรัฐบาลไม่เคยได้ยินเสียงของชาวบ้านเลย&amp;rdquo; น.ส.มึดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114385</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดแม่ฮ่องสอน, ผันน้ำยวม, อีไอเอ, เขื่อนภูมิพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_6124b82e9c7fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105816</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 16:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 16:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองประธาน KNPP ชี้เหตุกองทัพพม่าโจมตีเดือดคะเรนนี ชาวบ้านนับแสนหนีตาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย.64 - นายคู อู เหร่ เหร่ (Khu Oo Reh) &amp;nbsp;รองประธานพรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (Karenni National Progressive Party: KNPP)ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ถึงสถานการณ์การสู้รบระหว่างกองทัพพม่าและKNPP ว่าขณะนี้สถานการณ์ในรัฐคะเรนนี (หรือรัฐคะยา) ตรงข้าม จ.แม่ฮ่องสอน รุนแรงมากเนื่องการโจมตีโดยกองทัพเผด็จการทหารพม่า นับตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม เป็นต้นมา โดยเวลานี้ประมาณการณ์ว่ามีประชาชนในรัฐคะเรนนีต้องพลัดถิ่นสูงถึง 100,000 คน และกระจัดกระจายเป็น กลุ่มเล็กกลุ่มน้อย แอบซ่อนตามพื้นที่ต่างๆ โดยเวลานี้เสบียงอาหารเหลือน้อย และมีความเสี่ยงมากที่จะกลับบ้านเพื่อมาเอาอาหาร หากเคลื่อนที่ก็จะถูกทหารพม่ายิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มีประชาชนที่สัญจรตามถนนถูกทหารพม่ายิงตายแล้วหลายราย โดยเฉพาะที่เดมอโส่ และพื้นที่ติดพรมแดนรัฐฉาน กองทัพพม่าส่งอากาศยานมาโจมตี ยิงปืนใหญ่ เข้าสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ประชาชนตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากมาก ขาดน้ำดื่มสะอาด เกิดท้องร่วง ประชาชนที่ซ่อนตัวตามที่ต่างๆ ไม่มีสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือ โดยเฉพาะด้านสุขภาพ กลุ่มบรรเทาทุกข์ท้องถิ่นก็พยายามช่วยกันมากที่สุด แต่ก็เสี่ยงมาก เดินทางยาก ถนนสายต่างๆ ถูกทหารพม่าปิด และทหารพม่าได้วางกับระเบิดบนถนน โดยเฉพาะเส้นทาง ระหว่างเมืองโมบีและเมืองเดมอโส่ ชาวบ้านกลับบ้านไม่ได้ มีการยิงปืนใหญ่ตลอด&amp;rdquo; รองประธานพรรคกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมกองทัพพม่าจึงเจาะจงโจมตีรัฐคะเรนนีในช่วงนี้ รองประธานพรรคตอบว่าน่าจะเป็นเพราะเมืองเดมอโส่ มีกลุ่มกองทัพประชาชน ออกมาประท้วง ชาวบ้านออกมาสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐของกองทัพพม่า เปิดพื้นที่มาสู้ในเมือง แต่ก็ถูกโจมตีกลับโดยกองทัพพม่าอย่างรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ประชาชนรัฐคะเรนนีต่างทนมานานหลายทศวรรษแล้ว ทั้งในเมือง ในป่า พวกเราถูกทหารพม่ากระทำย่ำยี เข่นฆ่าโดยไม่มีเหตุผล เวลานี้สิ่งที่ห่วงที่สุด คือ ระยะยาวจะเกิดปัญหาที่จะเดือดร้อนมาก โดยเฉพาะเด็กๆ คือเรื่องสุขภาพ ซึ่งสถานการณ์จะแย่ลงเรื่อยๆ&amp;quot;&amp;nbsp;นายคู อู เหร่ เหร่ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าเป็นเพราะพรรค KNPP &amp;nbsp;ไม่ลงนามสัญญาหยุดยิง NCA หรือไม่ รองประธานพรรคครชะเรนนีตอบว่า สำหรับกลุ่มต่างๆ เรามองและผมเข้าใจว่า เหตุผลที่โจมตีรัฐคะเรนนี เป็นเพราะเขายึดอำนาจมาด้วยรัฐประหาร ไม่ใช่แค่ในรัฐคะเรนนี แต่เขายึดอำนาจทั้งประเทศพม่า ไม่มีใครเห็นด้วย ไม่มีใครยอมได้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ไม่เอารัฐประหาร และเราก็สนับสนุนความคิดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงเรื่องการฝึกอาวุธให้กองกำลังประชาชน นายคู อู เหร่ เหร่ กล่าวว่า ขณะนี้มีเยาวชนไม่น้อยกว่า 3,000-4,000 คน อยู่ในพื้นที่ต่างๆ แต่ไม่สามารถเจาะจงว่าพื้นที่ไหน เพราะจะกลายเป็นเป้าของการโจมตีโดยกองทัพพม่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อในช่วงเช้าวันเดียวกัน สหประชาชาติในพม่า (United Nations in Myanmar) ได้ออกแถลงการณ์ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงและมนุษยธรรมที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วในรัฐกะยา หรือรัฐคะเรนนี และพื้นที่อื่นๆ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของพม่า (รวมทั้งรัฐกะเหรี่ยง)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถลงการณ์ระบุว่าความรุนแรงในรัฐคะเรนนี รวมถึงการโจมตีตามอำเภอใจของกองทัพพม่าในพื้นที่พลเรือน นำไปสู่การพลัดถิ่นภายในประเทศของประชาชนทั้งชายหญิงและเด็กกว่า 100,000 คน ประชาชนที่พลัดถิ่นต่างซ่อนตัวในป่า วิกฤตครั้งนี้อาจผลักดันให้ผู้คนข้ามพรมแดนเพื่อความปลอดภัย ดังที่ได้เห็นในส่วนอื่นๆ ของประเทศพม่าแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สหประชาชาติย้ำคำเรียกร้องก่อนหน้านี้ให้ทุกฝ่ายดำเนินมาตรการและข้อควรระวังที่จำเป็นอย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน โดยเฉพาะอย่างการคุ้มครอง หน่วยแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ และยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของความแตกต่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้คนที่หลบหนีและผู้ที่ยังคงอยู่ที่เคหสถานที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบอย่างต่อเนื่อง มีความจำเป็นเร่งด่วนในด้านอาหาร น้ำ ที่พักพิง เชื้อเพลิง และการเข้าถึงการรักษาพยาบาล สหประชาชาติและพันธมิตรมีเสบียงเพื่อมนุษยธรรม ซึ่งรวมถึงอาหาร ที่พักพิง และสิ่งของบรรเทาทุกข์พื้นฐานอื่นๆ ที่พร้อมจะนำไปใช้เพื่อเสริมการตอบสนองในท้องถิ่น ซึ่งได้รับในทันที แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบุคคลเหล่านั้นในพื้นที่ห่างไกล อย่างไรก็ตาม ความไม่มั่นคงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การจำกัดการเดินทางโดยกองทัพพม่า ทำให้การส่งมอบเสบียงเหล่านี้เป็นไปอย่างล่าช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์การสหประชาชาติเรียกร้องให้กองทัพพม่าอนุญาตให้เคลื่อนย้ายเสบียงและบุคลากรด้านมนุษยธรรมได้อย่างปลอดภัย และอำนวยความสะดวกในการให้ความช่วยเหลือด้านบรรเทาทุกข์โดยตรงจากสหประชาชาติสู่รัฐคะเรนนีและพื้นที่อื่นๆ ในพม่า ที่ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนด้านมนุษยธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง รัฐคะเรนนี หรือ รัฐคะยา (Kayah state) ตั้งอยู่ภาคตะวันออกของพม่า มีชายแดนตรงข้ามจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทางเหนือติดรัฐฉาน ทางใต้ติดรัฐกะเหรี่ยง (แม่น้ำสาละวิน) โดยรัฐคะเรนนีมีขนาดพื้นที่ไม่ใหญ่นักหากเทียบกับรัฐอื่นๆ ของพม่า แต่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้ แม่น้ำ และแร่ธาตุ มีประชากรเพียงราว 300,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวคะเรนนี หรือ กะเหรี่ยงแดง นอกจากนั้นเป็นชาวกะเหรี่ยง กะยัน (ปะด่อง)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในรัฐคะเรนนีมี 7 เมือง เช่น เดมอโส่ พรูโซ ผาซอง โดยมีเมืองลอยก่อ เป็นเมืองหลวง รัฐคะเรนนีมีเขื่อนโมบี โรงไฟฟ้าที่ใกล้เมืองเดมอโส่ เป็นโรงไฟฟ้าแห่งแรกๆ ของพม่า และกลายเป็นพื้นที่ความไม่สงบในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105816</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดแม่ฮ่องสอน, ชายแดนไทย-เมียนมา, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210609/image_big_60c08f2ddf7a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97802</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2021 19:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2021 19:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวบ้านผู้ลี้ภัยโดนลูกหลงบาดเจ็บนอนรอกลางป่าขอรักษาในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มี.ค.64 - มีรายงานข่าวว่า ชาวบ้านจากรัฐกะเหรี่ยง จำนวน 76 คน ได้อพยพมายังฝั่งไทย ก่อนถึงบ้านท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน โดยมี 16 ครอบครัว เป็นชาย 46 คน ผู้หญิง 30 คน ซึ่งเป็นเด็ก 15 คน โดยทั้งหมดข้ามแม่น้ำสาละวิน มาถึงเวลาประมาณ 15.00 น.ของวันที่ 29 มีนาคม และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติสาละวิน และผู้ใหญ่บ้าน เข้าไปตรวจสอบ โดยให้พักอยู่บริเวณจุดพักริมน้ำสาละวิน และมี อสม.เข้าไปคัดกรองโควิด-19 และจัดโซนที่พักอาศัยที่ปลอดภัยให้ไว้ชั่วคราว ก่อนมีนโยบายว่าดำเนินการอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เช้านี้สื่อมวลชนหลายสำนัก ทั้งสื่อไทยและต่างประเทศ ได้ลงพื้นที่เพื่อเข้าหาข้อเท็จจริงในจุดที่ชาวบ้านอพยพเข้ามาซึ่งต้องเดินทางโดยรถยนต์ผ่านบ้านแม่สามแลบ แต่ทหารพราน ทพ.36 ที่จุดตรวจบ้านแม่สามแลบ ไม่ให้สื่อมวลชนหรือบุคคลภายนอกเข้าไปในพื้นที่ โดยให้เหตุผลว่ายังมีสถานการณ์ความมั่นคงและสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังมีการปิดสถานที่ท่องเที่ยว จึงไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไปได้ รวมทั้งมีคำสั่งจากผู้บริหารระดับสูงยังไม่ให้เข้าไปในพื้นที่ ทำให้บรรดาสื่อมวลชนต้องนั่งรอกันอยู่ที่บ้านแม่สามแลบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวแจ้งว่า สำหรับสถานการณ์ผู้อพยพจากค่ายอิตูท่า ที่อพยพมายังฝั่งไทย ที่ห้วยแม่สะเกิบ และสบแงะ ตั้งแต่วันที่ 27-28 มีนาคม จำนวนกว่า 3,000 คน และได้มีการผลักดันกลับไปฝั่งศูนย์พักพิงอิตูท่า รัฐกะเหรี่ยง ตั้งแต่เย็นวันที่ 29 มีนาคมนั้น ในช่วงเช้าวันนี้ยังคงมีการผลักดันชาวบ้านกลับอย่างต่อเนื่อง โดยผู้อพยพได้ถ่ายภาพยืนยันการถูกบังคับส่งกลับไว้ โดยกลุ่มผู้อพยพที่จุดสบแงะ จำนวนกว่า 300 คน ได้กลับไปยังศูนย์พักพิงอูแวโกลเมื่อเช้านี้ ส่วนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอิตูท่าได้ทยอยกลับไปเช่นกัน ในขณะที่เมื่อคืนกลุ่มที่กลับไปแล้ว ไม่กล้านอนในบ้าน เพราะยังหวาดกลัวเสียงระเบิดจากการโจมตีทางอากาศ จึงไปหลบอยู่ในป่ารอบๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวแจ้งว่า นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บจากการถูกโจมตีของทหารพม่า ที่หมู่บ้านเดปุนุ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกองพล 5 KNU จำนวน 6 คน ตั้งแต่คืนวันที่ 27 มีนาคม ได้เดินทางมาถึงที่บ้านแม่นือท่า ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน แล้ว กำลังขออนุญาตทหารไทย ล่องเรือในแม่น้ำสาละวิน เพื่อนำตัวมารักษาที่โรงพยาบาลในฝั่งไทย โดยล่าสุด มีผู้ลี้ภัยที่ถูกกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บเพิ่มอีก 1 คน รวมเป็น 7 คน กำลังประสานขอความช่วยเหลือในการนำมารักษาที่ฝั่งไทย ซึ่งมีสถานพยาบาลใกล้ที่สุด คือที่ โรงพยาบาลส่งเสริมส่วนตำบลแม่สามแลบ และมีท่าเรือนำส่ง และได้มีการประสานงานเพื่อขอความช่วยเหลือทางสาธารณสุขมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97802</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดแม่ฮ่องสอน, อุทยานแห่งชาติสาละวิน, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_6062f1363702b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
