<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81421</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2020 10:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2020 10:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมสั่งรถไฟฯเพิ่มศักยภาพหารายได้จากที่ดินสางหนี้แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ต.ค. 2563 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2563 ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมความคืบหน้าการจัดตั้งบริษัทลูก เพื่อบริหารทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ครั้งที่ 2 หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ รฟท.จัดตั้งบริษัทลูกดังกล่าว โดยใช้ชื่อว่า บริษัท รถไฟพัฒนาสินทรัพย์ จำกัด สำหรับการประชุมครั้งนี้ เพื่อวางแผนแนวทางบริหารจัดการ และการดำเนินการ เช่น โครงสร้างองค์กร ข้อบังคับ อำนาจหน้าที่ในการดำเนินงาน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้เสนอแนะให้ รฟท.ไปศึกษาดูงานรูปแบบการบริหารของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. เพื่อทราบถึงรูปแนวทางบริหารที่มีความคล่องตัว โดยเฉพาะเรื่องบริหารจัดการที่ดินของ รฟท. ที่มีประมาณ 30,000-40,000 ไร่ ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลหลายแสนล้านบาท แต่ปัจจุบันมีรายได้จากที่ดินดังกล่าวประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่ถึง 1% ของมูลค่าตลาดที่ควรจะได้ แต่ รฟท.มีสภาพการขาดทุนมูลค่ากว่า 1.6 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า จึงได้มอบหมายให้คณะทำงาน โดยนายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการ รฟท. ไปทบทวนแผนบริหารจัดการของบริษัทลูกฯ ให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินการ โดยนำประสบการณ์การทำงานของธนาคารกรุงไทยเข้ามาประยุกต์ ทั้งนี้ เพื่อมีประสิทธิภาพรวดเร็ว และสามารถบริหารให้มีผลตอบแทนที่คุ้มค่าตามมูลค่าที่ควรจะได้ เพื่อทำให้ รฟท. มีรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพื้นที่ที่บริษัทลูกของ รฟท. จะนำมาบริหารจัดการและพัฒนาที่ดินนั้น มีหลายแปลง อาทิ ย่านสถานีแม่น้ำ บางซื่อ มักกะสัน ย่านรัชดา และย่าน RCA ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพ ทั้งนี้ หากสามารถดำเนินการได้แบบมืออาชีพเช่นเดียวกับเอกชน ตนเชื่อว่าจะสร้างรายได้ให้ รฟท. และสามารถนำมาใช้แก้ปัญหาขาดสภาพคล่อง และขาดทุนที่ผ่านมาได้ โดยได้กำหนดกรอบเวลาให้ รฟท. กลับมานำเสนอแผนอีกครั้งภายในสัปดาห์หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จะต้องไปพิจารณาว่าแผนนี้จะต้องนำเสนอ ครม. อีกหรือไม่ หากไม่ต้องนำเสนอเข้า ครม. แล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการไปจดข้อบังคับกับกระทรวงพาณิชย์ให้แล้วเสร็จ จากนั้นจะเปิดสรรหาให้เอกชนเข้ามาพัฒนาพื้นที่ ก่อนส่งมอบพื้นที่เพื่อนำไปพัฒนาต่อไป โดยในขณะนี้ รฟท. มีความพร้อม ทั้งในเรื่องสำรวจที่ดิน รวมถึงแก้ปัญหาอุปสรรคไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ในส่วนของแผนการส่งมอบพื้นที่ที่เดิมจะส่งมอบภายใน 1 ปีนั้น จึงได้ให้นโยบายเร่งรัดในเรื่องการส่งมอบพื้นที่คู่ขนานกับการจัดตั้งบริษัทฯ เพื่อให้เร็วกว่าแผนเดิมที่กำหนดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อแผนแล้วเสร็จ และมีการดำเนินการ ได้ตั้งเป้าไว้ว่า จะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 4% หรือประมาณหลักหมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นมูลค่าผลตอบแทนที่เป็นมาตรฐาน แต่เชื่อว่า จะมีรายได้เพิ่มมากกว่าที่ตั้งเป้าไว้ ทั้งนี้ ในส่วนของรูปแบบการบริหารนั้น ให้ดูแนวทาง ทั้งของภาครัฐ เช่น การบริหารทรัพย์สินของกรมธนารักษ์ การบริหารของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และภาคเอกชนด้วย เพราะถ้าไปยึดติดกับโครงสร้างที่เป็นรัฐวิสาหกิจ อาจจะไม่ได้ผู้ที่มีศักยภาพมาพัฒนาพื้นที่ให้อย่างมีประสิทธิภาพได้ จึงต้องดำเนินการเป็นบริษัทที่มีความคล่องตัวจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รฟท. ต้องดำเนินการหลายเรื่อง เช่น กาบริหารรางที่มีอยู่ให้เอกชนเข้ามาลงทุน โดยการปรับรูปแบบเรื่องรถไฟ ซึ่งในตอนนี้มีผู้สนใจมานำเสนอในการพัฒนารถไฟจากระบบดีเซล มาเป็นระบบไฟฟ้า (EV) แทน โดยใช้แบตเตอรี่ในการขับเคลื่อน และหากนำแบตเตอรี่มาใส่ 1 โบกี้ จะสามารถเดินรถได้ระยะทาง 400 กิโลเมตร (กม.) ซึ่งเมื่อถึงจุดหมาย จะมีการเปลี่ยนตู้ เพื่อให้ตู้นั้นชาร์จประจุไฟฟ้าต่อไป ทั้งนี้ จะทำให้ช่วยลดต้นทุนในการเดินรถขนส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้าให้มีราคาถูกลงได้ และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81421</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดตั้ง, พัฒนาที่ดิน, รถไฟพัฒนาสินทรัพย์, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efabd019a7b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38078</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2019 19:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2019 19:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พปชร.ขอให้ใจเย็น ตั้งรัฐบาลจบแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่&amp;nbsp;9&amp;nbsp;มิ.ย.&amp;nbsp;นายศิริพงษ์ รัสมี ส.ส.กทม.&amp;nbsp;พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแย่งชิงกระทรวงระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล จนจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ว่า ไม่มีอะไร ขอให้ใจเย็น การจัดตั้งรัฐบาลจะสามารถจบได้เร็วๆ นี้ เพราะทุกคนต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติก่อน ส่วนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลนั้น ส่วนตัวมองว่าจริงๆ นายกฯควรมีส่วนในการกำหนดด้วย เพราะท่านเป็นหัวเรือใหญ่ หากแต่ละกระทรวงเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา อย่าลืมว่านายกฯต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพียงแต่ไม่ใช่นายกฯคนเดียว ทุกองค์ประกอบต้องช่วยกัน การจัดตั้งรัฐบาลต้องเอาประโยชน์ประชาชนเป็นตัวตั้ง เอาคนที่เหมาะสมกับงาน ซึ่งพรรค พปชร.จะไม่มีมาบอกว่ากระทรวงไหนเล็ก กระทรวงไหนใหญ่ เพราะทุกกระทรวงสำคัญหมด

นายศิริพงษ์ กล่าวว่า ส่วนที่มีการมองว่ารัฐบาลเสียงปริ่มน้ำจะอายุสั้นนั้น ตนยืนยันว่าไม่ปริ่ม เสียงปริ่มน้ำต้องห่างกันคนหรือสองคน แต่การเลือกประธานสภาฯและนายกฯที่ผ่านมา มีคะแนนห่างกันหลายเสียง ดังนั้น ถ้าทุกคนมาประชุม รับผิดชอบร่วมกัน การทำงานสามารถไปได้ ขณะที่การทำงานกับพรรคร่วมรัฐบาลนั้น ทุกอย่างราบรื่นดี รู้จักกันทุกพรรค พูดคุยกันได้ ไม่มีปัญหาอะไร อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อมั่น ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ จะนำพาประเทศไปได้ อย่างน้อยก็สบายใจ เพราะท่านเป็นลูกผู้ชายพอ เป็นชายชาติทหาร เขาผิดพลาดอะไรจะยอมรับ และจะไม่หนีไปต่างประเทศอย่างที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38078</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พปชร., จัดตั้ง, บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181023/image_big_5bcf31657016f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3844</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2018 11:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2018 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชช.ไม่หนุนตั้งพรรคชู”บิ๊กตู่”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.พ.2561 - สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,185 คนในกระแสการตั้งพรรคการเมืองใหม่ในช่วงนี้ โดยเมื่อถามถึงการรับรู้เกี่ยวกับการจัดตั้ง &amp;ldquo;พรรคการเมืองใหม่&amp;rdquo; พบว่า 53.87% ไม่รู้ เพราะไม่ได้ติดตามข่าว ไม่สนใจ เบื่อข่าวการเมือง ไม่มีเวลา ทำงานทุกวัน ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ฯลฯ 46.13% รู้ เพราะอยากรู้ความคืบหน้า ติดตามข่าวเป็นประจำ ทราบจากสื่อต่างๆ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
เมื่อถามว่าประชาชนคิดอย่างไร กับการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ คือ พรรรพลังพลเมือง โดยนายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ 43.39% เป็นสิทธิตามกฎหมาย เป็นตัวเลือกใหม่&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;36.24% ไม่ค่อยรู้จัก ไม่รู้นโยบาย และ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;28.23% อาจเป็นนอมินี จัดตั้งโดยคนกลุ่มเดิม ๆ ส่วนพรรคมวลมหาประชาชน โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณนั้น 45.59% มองว่าเป็นทางเลือกให้กับประชาชน &amp;nbsp;มีประสบการณ์ 38.28% อาจกระทบกับฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์ และ9.89% เป็นที่รู้จัก เป็นพรรคที่น่าจับตามอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โพลยังถามถึงกรณีเห็นด้วยหรือไม่ ถ้ามีการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
พบว่า 58.95% ไม่เห็นด้วย เพราะ พรรคการเมืองควรเป็นอิสระ เป็นกลาง มีนโยบายชัดเจน เน้นทำเพื่อประชาชน พัฒนาบ้านเมือง ไม่ควรสนับสนุนใครคนใดคนหนึ่ง เป็นการสืบทอดอำนาจ ฯลฯ และ 35.37% เห็นด้วย เพราะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพรรค เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ ทำให้มีพรรคใหม่ ๆ มีตัวเลือกมากขึ้น ฯลฯ
และ 5.68% เฉยๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเมื่อถามถึงการการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือก ส.ส. ของประชาชนหรือไม่ พบว่า 57.26% ไม่มีผล เพราะมีบุคคลและพรรคการเมืองที่ชื่นชอบอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับนโยบายของพรรคและตัวผู้สมัครมากกว่า ฯลฯ และ 42.74% มองว่ามีผล เพราะเป็นทางเลือกใหม่ อยากลองเลือกพรรคใหม่ ๆ ดูบ้าง เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายเมื่อถามว่าการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่มีผลต่อการเมืองไทยอย่างไร &amp;nbsp;48.88% มองว่าเพิ่มสีสันทางการเมือง บรรยากาศคึกคัก 41.38% มีพรรคการเมืองเพิ่มขึ้น หลากหลาย ประชาชนมีตัวเลือกมากขึ้น และ35.23% เกิดการแข่งขันมากขึ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3844</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดตั้ง, พรรคการเมืองใหม่, พล.อ.ประยุทธ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สวนดุสิตโพล, สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์, สุเทพ, สุเทพ เทือกสุบรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180225/image_big_5a9235d547ce5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
