<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96560</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 10:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไออาร์พีซี ผนึก อินโนบิกตั้ง บริษัท&#039;อินโนโพลีเมด&#039;รุกตลาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มีนาคม 2564 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (ไออาร์พีซี) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ผ่านมา ได้มีมติอนุมัติจัดตั้ง &amp;ldquo;บริษัท อินโนโพลีเมด จำกัด&amp;rdquo; ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ไออาร์พีซี และ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด (บริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้นทั้งหมด) เพื่อผลิตผ้าไม่ถักไม่ทอ (Non-woven Fabric) ที่ขึ้นรูปด้วยวิธี Melt Blown ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับผ้าชั้นกรองหน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 ชุดกาวน์ และแผ่นกรองอากาศ เป็นต้น นับเป็นก้าวสำคัญในการเข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทดแทนการนำเข้าวัตถุดิบ เพิ่มเสถียรภาพและความสามารถในการแข่งขันการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ไทยให้ทัดเทียมกับสากล คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริษัท อินโนโพลีเมด จำกัด&amp;rdquo; จัดตั้งขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 260 ล้านบาท โดย ไออาร์พีซี ถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 60 และอินโนบิก (เอเซีย) ถือหุ้นร้อยละ 40 เพื่อดำเนินธุรกิจอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาทิ แผ่นกรองหน้ากากอนามัยที่ขึ้นรูปด้วยวิธี Melt Blown&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลายบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด หรือ อินโนบิก (เอเซีย) กล่าวว่า &amp;ldquo;การจัดตั้ง บริษัท อินโนโพลีเมด จำกัด เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการรุกเดินหน้าการลงทุนธุรกิจ Life Science ของกลุ่ม ปตท. โดยผสานความรู้ด้านวัสดุศาสตร์กับความรู้ด้านการแพทย์และสุขภาพของทั้งสองบริษัทมารวมกัน ขับเคลื่อนธุรกิจการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 กลุ่มธุรกิจใหม่ในด้าน Life Science ของ ปตท. ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของการลงทุนครั้งนี้ คือ การสร้าง Product Champion ที่สามารถต่อยอดเป็นวัสดุและชิ้นส่วนประกอบที่สำคัญในอุปกรณ์ทางการแพทย์และสุขภาพอื่น ๆ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และส่งเสริมนโยบายการพัฒนา New S-Curve ทางด้าน Medical Technology ของประเทศไทย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ ไออาร์พีซี กล่าวว่า &amp;ldquo;ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการขยายธุรกิจโดยต่อยอดนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์กับประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจสุขภาพ สุขอนามัยและการแพทย์ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ที่ ไออาร์พีซี ให้ความสำคัญ และเล็งเห็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษไปสู่ Smart Material ที่ตอบสนองผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการขยายผลความร่วมมือทางธุรกิจที่มีอยู่ อาทิ บริษัท วชิรแล็บเพื่อสังคม จำกัด ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการกลางที่ให้บริการทดสอบคุณภาพอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าไม่ถักไม่ทอ (Non-woven Fabric) ที่ขึ้นรูปด้วยวิธี Melt Blown มีลักษณะเส้นใยขนาดเล็ก และละเอียดในระดับนาโนเมตรถึงไมโครเมตร มีคุณสมบัติในการกรองที่มีประสิทธิภาพสูง ผลิตจากเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีนชนิดพิเศษ (PP melt blown grade) ที่บริษัท ไออาร์พีซี วิจัยและพัฒนาเป็นผู้ผลิตแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไออาร์พีซี และ อินโนบิก (เอเซีย) เชื่อว่าการร่วมทุนจัดตั้งบริษัท อินโนโพลีเมด จำกัด ในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงและแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุขให้กับประเทศตามนโยบาย Thailand 4.0 สู่การเป็น Medical Hub รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในที่สุดสำหรับโรงงานผลิตผ้าไม่ถักไม่ทอ (Non-woven Fabric) ที่ขึ้นรูปด้วยวิธี Melt Blown นี้จะตั้งอยู่ที่ เขตประกอบการอุตสาหกรรม ไออาร์พีซี จังหวัดระยอง คาดว่าจะเริ่มผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96560</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดตั้งบริษัทใหม่, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด, ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์, อินโนโพลีเมด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210319/image_big_605418c125a64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15742</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 08:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 08:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสเอ็มอีแห่ตั้งบริษัทใหม่ในพื้นที่อีอีซีเพียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;เผยธุรกิจ SMEs แห่จดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ในพื้นที่อีอีซีเพิ่มขึ้น รองรับการขับเคลื่อนการลงทุนของรัฐบาล ระบุช่วง 7 เดือนมีจำนวน 4,238 ราย เพิ่มขึ้น 7.45%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ติดตามการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลในพื้นที่ระเบียบเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ใน 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง ในช่วง 7 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-ก.ค.) พบว่า มีการจดทะเบียนตั้งใหม่รวม 4,238 ราย เพิ่มขึ้น 7.45% โดยธุรกิจที่ตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 747 ราย เพิ่ม 17.63% ทุนจดทะเบียน 2,672.05 ล้านบาท เพิ่ม 24.40% ก่อสร้างอาคารทั่วไป 361 ราย เพิ่ม 8.52% ทุนจดทะเบียน 504.60 ล้านบาท เพิ่ม 4.61% ภัตตาคารและร้านอาหาร 169 ราย เพิ่ม 3.99% ทุนจดทะเบียน 256.81 ล้านบาท เพิ่ม 3.26%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จะเห็นได้ว่ามีการตั้งบริษัทใหม่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างเพิ่มขึ้นมาก ส่วนใหญ่เป็น SMEs และเป็นการตั้งขึ้นเพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวของเมือง จากการที่มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในอีอีซีเพิ่มขึ้น และมีประชากรแรงงานเข้ามามากขึ้น ทำให้มีความต้องการด้านที่อยู่อาศัย และยังมีการลงทุนในด้านร้านอาหาร ที่ขยายตัวตามจำนวนประชากร รวมถึงการลงทุนในธุรกิจภาคบริการเพิ่มมากขึ้น เช่น โลจิสติกส์ การให้บริการด้านที่อยู่อาศัย เป็นต้น&amp;rdquo;นางกุลณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางกุลณีกล่าวว่า กรมฯ ยังได้ร่วมมือกับสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) เพื่อกำหนดแนวทางในการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้มีความเข้มแข็ง โดยจะเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มเริ่มต้นธุรกิจใหม่ (Startup) ให้มีการนำนวัตกรรมมาใช้ในการต่อยอดและยกระดับสู่ธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจและตอบสนองความต้องการของลูกค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยธุรกิจเป้าหมายที่กรมฯ จะเข้าไปพัฒนา เช่น ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการขยายตัวของการขนส่งในพื้นที่อีอีซี และการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่จะมีการใช้บริการขนส่งสินค้าเพิ่มมากขึ้น ธุรกิจให้บริการด้านที่พักและการดูแลที่อยู่อาศัย เพื่อรองรับการขยายตัวการเข้ามาอยู่ในพื้นที่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงแรงงานที่จะเข้ามาทำงานในพื้นที่อีอีซี และธุรกิจร้านอาหาร ที่กำลังมีการขยายตัวตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน พื้นที่ 3 จังหวัดในอีอีซี มีนิติบุคคลคงอยู่ 64,921 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 1.8 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น จ.ชลบุรี 47,601 ราย คิดเป็นสัดส่วน 73.32% ของนิติบุคคลทั้งหมด จ.ระยอง 12,240 ราย สัดส่วน 18.86% และจ.ฉะเชิงเทรา 5,080 ราย สัดส่วน 7.82% โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจบริการสัดส่วน 61.14% รองลงมา คือ การขายส่งขายปลีก สัดส่วน 23.48% และการผลิต สัดส่วน 15.38%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีการลงทุนของต่างชาติในนิติบุคคลไทย 38.51% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด หรือคิดเป็น 6.95 แสนล้านบาท โดยญี่ปุ่นมีสัดส่วนมากที่สุด มูลค่า 3.67 แสนล้านบาท หรือมีสัดส่วน 52.77% รองลงมา คือ จีน 4.3 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 6.22% สิงคโปร์ 2.9 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 4.17%อเมริกัน 2.6 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 3.85% เกาหลีใต้ 1.9 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 2.78% และอื่นๆ 2.1 แสนล้านบาท สัดส่วน 30.21% โดยลงทุนในจ.ระยองสูงสุด 3.8 แสนล้านบาท รองลงมา คือ จ.ชลบุรี 2.43 แสนล้านบาท และจ.ฉะเชิงเทรา 7.1 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15742</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลณี อิศดิศัย, จัดตั้งบริษัทใหม่, จัดบริษัทใหม่ในอีอีซี, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, อีอีซี, เอสเอ็มอีตั้งใหม่ในอีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac339f0e2584.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11462</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2018 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2018 10:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริษัทตั้งใหม่เพิ่มขึ้น ลุ้นทั้งปีทะลุ 8 หมื่นราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยธุรกิจตั้งใหม่เดือนพ.ค.มีจำนวน 5,865 ราย เพิ่มขึ้น 1% ส่วนยอดเลิก 1,014 ราย ลด 6% คาดทั้งปีจดทะเบียนเพิ่มทะลุ 8 หมื่นราย โต 7.38% เหตุส่งออกโต ท่องเที่ยวบูม การบริโภค การลงทุนขยายตัว และรัฐหนุนเอสเอ็มอีเต็มสูบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนธุรกิจประจำเดือนพ.ค.2561 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศ จำนวน 5,865 ราย เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับเดือนพ.ค.2560 มูลค่าทุนจดทะเบียน 2.1 หมื่นล้านบาท ลดลง 33% ส่งผลให้การจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศช่วง 5 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-พ.ค.) มีจำนวน 3.10 หมื่นราย เพิ่มขึ้น 5%

โดยประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 538 ราย คิดเป็นสัดส่วน 9% ของประเภทธุรกิจที่จัดตั้งใหม่ รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 345 ราย สัดส่วน 6% และอันดับ 3 คือ ธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร จำนวน 163 ราย สัดส่วน 3%

สำหรับธุรกิจจัดตั้งใหม่แบ่งตามช่วงทุนทั่วประเทศมากสุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท มีจำนวน 5,758 ราย สัดส่วน 98.18% รองลงมา คือ ช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท มีจำนวน 87 ราย สัดส่วน 1.48% และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท จำนวน 20 ราย สัดส่วน 0.34%&amp;nbsp; โดยมีธุรกิจที่ทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท จำนวน 5&amp;nbsp; ราย ได้แก่ ธุรกิจตัวกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ ธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจผลิตและจำหน่ายวัตถุดิบ อาหารสัตว์และเคมีภัณฑ์ ธุรกิจโฮลดิ้ง และธุรกิจการค้า จัดหา นำเข้า ส่งออก ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ

ส่วนธุรกิจเลิกประกอบกิจการเดือนพ.ค.2561 มีจำนวน 1,014 ราย ลดลง 6% โดยมีทุนจดทะเบียนเลิกกิจการมูลค่า 4,432 ล้านบาท ลดลง 58% ส่งผลให้ธุรกิจเลิกกิจการช่วง 5 เดือน มีจำนวน 4,897 ราย ลดลง 0.72% ส่วนประเภทธุรกิจเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 101 ราย สัดส่วน 10% รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 62 ราย สัดส่วน 6% และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร จำนวน 41 ราย สัดส่วน 4%

ขณะที่ธุรกิจเลิกประกอบกิจการแบ่งตามช่วงทุน โดยช่วงทุนที่มีจำนวนรายธุรกิจเลิกประกอบกิจการทั่วประเทศมากสุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท จำนวน 947 ราย คิดเป็น 93.39% รองลงมา คือ ช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท จำนวน 63 ราย คิดเป็น 6.21% และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท มีจำนวน 4 ราย คิดเป็น 0.40%

นางกุลณีกล่าวว่า กรมฯ คาดว่าในปี 2561 จะมีนิติบุคคลจัดตั้งใหม่เข้ามาจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 8 หมื่นราย เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ 7.45 หมื่นราย หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 7.38% เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างชัดเจนจากภาคการส่งออก และภาคการท่องเที่ยว ในขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีโอกาสเติบโตจากผลของมาตรการและโครงการต่างๆ ของภาครัฐ เช่น มาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการไทยนิยมยั่งยืน รวมทั้งการเร่งกระบวนการก่อสร้างโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และพ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

นอกจากนี้ ภาครัฐยังให้ความสำคัญในการส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยการส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยให้ก้าวสู่ยุค 4.0 ผ่านมาตรการด้านการเงิน และพัฒนาให้สามารถดำเนินธุรกิจผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ช เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11462</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กุลณี อิศดิศัย, จัดตั้งบริษัทใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac339f0e2584.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9553</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2018 08:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2018 08:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์มั่นใจไทยติด TOP20 ของโลกในเรื่องของการเริ่มต้นทำธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงพาณิชย์มีความมั่นใจว่า &amp;nbsp;ไทยจะติด 1 ใน 20 ของการวัดผลเรื่องการวัดผลการเริ่มต้นทำธุรกิจของไทย หลังสามารถลดขั้นตอนการจัดตั้งบริษัทเหลือภายใน 2 วัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ทางกรมฯได้เข้าชี้แจงถึงขั้นตอนการขออนุญาตในการเริ่มต้นธุรกิจของประเทศไทย ต่อธนาคารโลกเพื่อให้ผลของการจัดอันดับความยากง่ายในการเริ่มต้นของธุรกิจในประเทศไทยดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในปีนี้ธนาคารโลกจะมีการทบทวนในช่วงเดือนตุลาคม โดยประเทศไทยมั่นใจว่าอันดับในการเริ่มต้นธุรกิจของไทย จะติด 1 ใน 20 ของประเทศที่มีการประเมินอย่างแน่นอน จากปัจจุบันอยู่ในลำดับที่ 36 เนื่องจากขั้นตอนในการเริ่มต้นธุรกิจของไทยลดลงเหลือเพียง 3 ขั้นตอน ในเวลา 2 วัน จากเดิมมี 5 ขั้นตอน ใช้เวลา 4.5 วัน รวมทั้งระบบการจดทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Registration พร้อมสมบูรณ์ ซึ่งภาครัฐ ใช้มาตรการลดอัตราภาษี จูงใจให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เพราะสถิติผู้ใช้บริการ มีผลต่อการพิจารณาความยาก-ง่ายต่อการทำธุรกิจด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9553</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ความยากง่ายในการทำธุรกิจ, จัดตั้งบริษัทใหม่, รัฐบาลดิจิทัล, เริ่มต้นธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac339f0e2584.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
