<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>20903</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2018 09:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2018 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธุรกิจตั้งใหม่ในอีอีซีพุ่งทะยาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยบริษัทตั้งใหม่ในพื้นที่&amp;nbsp;EEC&amp;nbsp;ช่วง 9 เดือนปี 61 ยังคงร้อนแรง มีจำนวน 5,472 ราย เพิ่มขึ้น 7.18%&amp;nbsp;โดยอสังหาริมทรัพย์นำโด่ง ตามด้วยก่อสร้าง ภัตตาคารและร้านอาหาร หลัง&amp;nbsp;SMEs&amp;nbsp;และผู้ประกอบการ&amp;nbsp;Startup&amp;nbsp;เข้าไปลงทุนรองรับการขยายตัวของเมืองและประชากรที่เพิ่มขึ้น เตรียมเข้าไปช่วยพัฒนาผู้ประกอบการพัฒนาธุรกิจเพื่อตองสนองความต้องการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า สถิติการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ประกอบด้วย จ.ฉะเชิงเทรา จ.ชลบุรี และจ.ระยอง ช่วง&amp;nbsp;9 เดือนของปี 2561&amp;nbsp;(ม.ค.-ก.ย.) มีจำนวน 5,472 ราย เพิ่มขึ้น 6.96%&amp;nbsp;มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ 1.46 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.18%&amp;nbsp;โดยประเภทธุรกิจที่มีการจดทะเบียนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ 950 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 3,359.35 ล้านบาท ก่อสร้างอาคารทั่วไป 457 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 643.55 ล้านบาท และภัตตาคาร/ร้านอาหาร 214 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 459.31 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมฯ คาดว่ายอดการจดทะเบียนจัดตั้งในพื้นที่&amp;nbsp;EEC&amp;nbsp;ปี 2561 จะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10%&amp;nbsp;เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งเป็นผลดีจากนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมลงทุนใน&amp;nbsp;EEC&amp;nbsp;อย่างต่อเนื่อง โดยให้ให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน ส่งผลให้มีผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้ามาจัดตั้งธุรกิจ เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง จากการที่มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนใน&amp;nbsp;EEC&amp;nbsp;เพิ่มขึ้น และมีประชากรแรงงานเข้ามามากขึ้น ทำให้มีความต้องการด้านที่อยู่อาศัย และยังมีการลงทุนในด้านร้านอาหาร ที่ขยายตัวตามจำนวนประชากร รวมถึงการลงทุนในธุรกิจภาคบริการเพิ่มมากขึ้น เช่น โลจิสติกส์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมฯ จะร่วมมือกับสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) กำหนดแนวทางในการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้มีความเข้มแข็ง โดยจะเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการ&amp;nbsp;SMEs&amp;nbsp;และกลุ่ม&amp;nbsp;Startup&amp;nbsp;ให้มีการนำนวัตกรรมมาใช้ในการต่อยอดและยกระดับสู่ธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจและตอบสนองความต้องการของลูกค้า&amp;nbsp;รวมถึงการเข้าไปพัฒนาธุรกิจเป้าหมาย เช่น ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการขยายตัวของการขนส่งในพื้นที่&amp;nbsp;EEC&amp;nbsp;และการขยายตัวของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ที่จะมีการใช้บริการขนส่งสินค้าเพิ่มมากขึ้น ธุรกิจให้บริการด้านที่พักและการดูแลที่อยู่อาศัย เพื่อรองรับการขยายตัวการเข้ามาอยู่ในพื้นที่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และธุรกิจร้านอาหาร ที่กำลังมีการขยายตัวตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น&amp;rdquo;นายวุฒิไกรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมีธุรกิจคงอยู่ในพื้นที่&amp;nbsp;EEC&amp;nbsp;ณ วันที่ 30 ก.ย.2561 รวมทั้งหมด 6.58 หมื่นราย เพิ่มขึ้น 5.32%&amp;nbsp;เทียบกับธุรกิจคงอยู่ในพื้นที่&amp;nbsp;EEC&amp;nbsp;ณ วันที่ 30 ก.ย.2560 มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 1.81 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.48%&amp;nbsp;แบ่งเป็นธุรกิจคงอยู่ในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา 5,150 ราย คิดเป็นสัดส่วน 7.82%&amp;nbsp;มูลค่าทุนจดทะเบียน 1.72 แสนล้านบาท จ.ชลบุรี 4.82 หมื่นราย คิดเป็นสัดส่วน 73.30%&amp;nbsp;มูลค่าทุนจดทะเบียน 1.06 ล้านล้านบาท และจ.ระยอง 1.24 หมื่นราย คิดเป็นสัดส่วน 18.88%&amp;nbsp;มูลค่าทุนจดทะเบียน 5.75 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านขนาดธุรกิจในพื้นที่&amp;nbsp;EEC&amp;nbsp;ปัจจุบัน พบว่า เป็นธุรกิจขนาดเล็ก 6.29 หมื่นราย หรือคิดเป็นสัดส่วน 95.52%&amp;nbsp;รองลงมาขนาดกลาง 1,703 ราย คิดเป็นสัดส่วน 2.58%&amp;nbsp;และขนาดใหญ่ 1,252 ราย คิดเป็นสัดส่วน 1.90%&amp;nbsp;ซึ่งเป็นธุรกิจภาคบริการ 4.02 หมื่นราย สัดส่วน 61.09%&amp;nbsp;ขายส่ง/ปลีก 1.55 หมื่นราย สัดส่วน 23.62%&amp;nbsp;และการผลิต 1 หมื่นราย สัดส่วน 15.29%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการลงทุนของต่างชาติในพื้นที่&amp;nbsp;EEC&amp;nbsp;ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งในไทย (ต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49.99%) มีมูลค่า 6.98 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 38.48%&amp;nbsp;ของมูลค่าทุนทั้งหมด โดยมีญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนสูงสุด 3.60 แสนล้านบาท สัดส่วน 51.59%&amp;nbsp;รองลงมา คือ จีน 4.37 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 6.27%&amp;nbsp;สิงคโปร์ 3.61 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 5.18%&amp;nbsp;สหรัฐ 2.68 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 3.85%&amp;nbsp;และเกาหลีใต้ 1.97 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 2.83%&amp;nbsp;ขณะที่จังหวัดที่ต่างชาติลงทุนสูงสุด ได้แก่ ระยอง 3.8 แสนล้านบาท ชลบุรี 2.46 แสนล้านบาท และฉะเชิงเทรา 7.12 หมื่นล้านบาท&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20903</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, จัดบริษัทใหม่ในอีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181019/image_big_5bc9fe41d7b8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15742</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 08:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 08:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสเอ็มอีแห่ตั้งบริษัทใหม่ในพื้นที่อีอีซีเพียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;เผยธุรกิจ SMEs แห่จดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ในพื้นที่อีอีซีเพิ่มขึ้น รองรับการขับเคลื่อนการลงทุนของรัฐบาล ระบุช่วง 7 เดือนมีจำนวน 4,238 ราย เพิ่มขึ้น 7.45%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ติดตามการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลในพื้นที่ระเบียบเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ใน 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง ในช่วง 7 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-ก.ค.) พบว่า มีการจดทะเบียนตั้งใหม่รวม 4,238 ราย เพิ่มขึ้น 7.45% โดยธุรกิจที่ตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 747 ราย เพิ่ม 17.63% ทุนจดทะเบียน 2,672.05 ล้านบาท เพิ่ม 24.40% ก่อสร้างอาคารทั่วไป 361 ราย เพิ่ม 8.52% ทุนจดทะเบียน 504.60 ล้านบาท เพิ่ม 4.61% ภัตตาคารและร้านอาหาร 169 ราย เพิ่ม 3.99% ทุนจดทะเบียน 256.81 ล้านบาท เพิ่ม 3.26%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จะเห็นได้ว่ามีการตั้งบริษัทใหม่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างเพิ่มขึ้นมาก ส่วนใหญ่เป็น SMEs และเป็นการตั้งขึ้นเพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวของเมือง จากการที่มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในอีอีซีเพิ่มขึ้น และมีประชากรแรงงานเข้ามามากขึ้น ทำให้มีความต้องการด้านที่อยู่อาศัย และยังมีการลงทุนในด้านร้านอาหาร ที่ขยายตัวตามจำนวนประชากร รวมถึงการลงทุนในธุรกิจภาคบริการเพิ่มมากขึ้น เช่น โลจิสติกส์ การให้บริการด้านที่อยู่อาศัย เป็นต้น&amp;rdquo;นางกุลณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางกุลณีกล่าวว่า กรมฯ ยังได้ร่วมมือกับสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) เพื่อกำหนดแนวทางในการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้มีความเข้มแข็ง โดยจะเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มเริ่มต้นธุรกิจใหม่ (Startup) ให้มีการนำนวัตกรรมมาใช้ในการต่อยอดและยกระดับสู่ธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจและตอบสนองความต้องการของลูกค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยธุรกิจเป้าหมายที่กรมฯ จะเข้าไปพัฒนา เช่น ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการขยายตัวของการขนส่งในพื้นที่อีอีซี และการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่จะมีการใช้บริการขนส่งสินค้าเพิ่มมากขึ้น ธุรกิจให้บริการด้านที่พักและการดูแลที่อยู่อาศัย เพื่อรองรับการขยายตัวการเข้ามาอยู่ในพื้นที่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงแรงงานที่จะเข้ามาทำงานในพื้นที่อีอีซี และธุรกิจร้านอาหาร ที่กำลังมีการขยายตัวตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน พื้นที่ 3 จังหวัดในอีอีซี มีนิติบุคคลคงอยู่ 64,921 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 1.8 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น จ.ชลบุรี 47,601 ราย คิดเป็นสัดส่วน 73.32% ของนิติบุคคลทั้งหมด จ.ระยอง 12,240 ราย สัดส่วน 18.86% และจ.ฉะเชิงเทรา 5,080 ราย สัดส่วน 7.82% โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจบริการสัดส่วน 61.14% รองลงมา คือ การขายส่งขายปลีก สัดส่วน 23.48% และการผลิต สัดส่วน 15.38%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีการลงทุนของต่างชาติในนิติบุคคลไทย 38.51% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด หรือคิดเป็น 6.95 แสนล้านบาท โดยญี่ปุ่นมีสัดส่วนมากที่สุด มูลค่า 3.67 แสนล้านบาท หรือมีสัดส่วน 52.77% รองลงมา คือ จีน 4.3 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 6.22% สิงคโปร์ 2.9 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 4.17%อเมริกัน 2.6 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 3.85% เกาหลีใต้ 1.9 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 2.78% และอื่นๆ 2.1 แสนล้านบาท สัดส่วน 30.21% โดยลงทุนในจ.ระยองสูงสุด 3.8 แสนล้านบาท รองลงมา คือ จ.ชลบุรี 2.43 แสนล้านบาท และจ.ฉะเชิงเทรา 7.1 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15742</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลณี อิศดิศัย, จัดตั้งบริษัทใหม่, จัดบริษัทใหม่ในอีอีซี, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, อีอีซี, เอสเอ็มอีตั้งใหม่ในอีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac339f0e2584.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
