<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110169</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2021 11:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2021 11:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯกำชับหน่วยฉีดวัคซีนเข้มงวดมาตรการเว้นระยะห่างประชาชนผู้รับบริการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18 &amp;nbsp;ก.ค. 2564 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า &amp;nbsp;จากกรณีที่มีรายงานภาพข่าวที่มีประชาชนจำนวนมากไปรอฉีดวัคซีน ณ จุดบริการฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาลบางแห่งและไม่มีการเว้นระยะห่าง และมีการชี้แจงของผู้ดูแลพื้นที่ในเวลาต่อมาว่าเกิดจากประชาชนมา ณ จุดบริการก่อนเวลานัดหมายนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้มีข้อห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงกำชับให้หน่วยให้บริการแต่ละหน่วยเพิ่มความระมัดระวังเรื่องของการจัดคิวและให้ข้อมูลเวลารับวัคซีนแก่ประชาชนที่ชัดเจน รวมถึงมีมาตรการจัดการในเรื่องการเว้นระยะห่างทางสังคมที่เข้มงวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ข้อมูลการฉีดวัคซีนแก่ประชาชนไทยทั่วประเทศ ณ วันที่ 17 ก.ค. 2564 &amp;nbsp;รวมอยู่ที่ 14.13 ล้านโดส ซึ่งจากข้อมูลที่รวบรวมโดยกระทรวงการอุดมศึกษาและวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(อว.) พบว่าเป็นปริมาณการฉีดวัคซีนที่สูงเป็นอันดับ2 ของประเทศในภูมิภาคอาเซียน รองจากอินโดนีเซียที่มีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 57.48 ล้านโดส ขณะที่ฟิลิปปินส์ฉีดวัคซีนแล้ว 14.07 ล้านโดส มาเลเซีย 13.62 ล้านโดส กัมพูชา 9.67 ล้านโดส เป็นลำดับที่ 3-5 ในอาเซียน ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีย้ำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการเร่งจัดหาวัคซีนโควิด-19 ที่เพียงพอ ทั้งในส่วนที่รัฐบาลจัดหากเพื่อฉีดให้ประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายและวัคซีนทางเลือก โดยให้จัดหาให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 100 ล้านโดสในปี 2564 &amp;nbsp;รวมถึงเป้าหมายปี 2565 ตามมติของคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติที่ได้เห็นชอบให้ปรับกรอบการจัดหาวัคซีนโควิด-19 เป็น 120 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากการจัดหาจากผู้ผลิตต่างประเทศแล้ว วัคซีนโควิด-19ที่พัฒนาในประเทศจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงวัคซีนอย่างครอบคลุม โดยสถานบันวัคซีนแห่งชาติได้รายงานข้อมูลล่าสุดว่า การการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ในไทยมีความคืบหน้าไปมาก บางชนิดเข้าสู่เฟสการทดลองในคนแล้ว โดยคาดว่าวัคซีนที่พัฒนาในประเทศจะสามารถนำมาใช้ในประเทศได้ในปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวัคซีนที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในประเทศไทยขณะนี้มี 3 ชนิด คือ 1.วัคซีนชนิดชนิด mRNA &amp;nbsp;CU-Cov19 &amp;nbsp;พัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &amp;nbsp;กับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย อยู่ระหว่างขั้นตอนการทดสอบในคน 2.วัคซีนชนิดเชื้อตาย HXP-GPOVac ที่พัฒนาโดย องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลและสถาบัน PATH สหรัฐอเมริกา อยู่ระหว่างการทดสอบในคน และ 3.วัคซีน Baiya SARS-CoV-2 Vax1 เป็นวัคซีนที่พัฒนาจากใบพืชตระกูลยาสูบ พัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างบริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพไทยกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านขั้นตอนการทดลองในสัตว์ทดลองแล้วเตรียมการเข้าสู่การทดลองในคน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110169</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดระเบียบ, ฉีดวัคซีน, ต่อคิว, เว้นระยะห่าง, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210610/image_big_60c1e041f0d9c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94903</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2021 16:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2021 16:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อธิรัฐ&#039;สั่งจัดระเบียนเจ็ตสกีในแม่น้ำเจ้าพระยา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 มี.ค. 2564 นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขานนทบุรี จ.นนทบุรี เพื่อตรวจการดำเนินการจัดระเบียบเจ็ตสกีในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี หลังจากที่มีรายงานเหตุตามที่ปรากฏในสื่อสารมวลชนว่ามีการนำเจ็ตสกีมาใช้งานในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยขับขี่ด้วยความเร็ว ผาดโผน อันตราย รวมถึงกีดขวางการสัญจรทางน้ำและการเดินเรือ, ขับขี่มีเสียงดัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอธิรัฐ กล่าวว่าจากการรายงานข้อเท็จจริงของ นายปรีชา เพชรเลิศ นายช่างกลเรือชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขานนทบุรี ระบุว่า ปัจจุบันในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขานนทบุรีมีเจ็ตสกีจำนวน 162 ลำ โดยพบว่ามีการนำเจ็ตสกีออกมาใช้งานในแม่น้ำเจ้าพระยาพื้นที่จังหวัดนนทบุรีเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันหยุดและวันหยุดต่อเนื่อง ขับขี่โดยมีเสียงดัง สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อยู่อาศัยริมแม่น้ำเจ้าพระยา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ได้สั่งการให้กรมเจ้าท่าเข้มงวดกวดขัน และบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง รวมถึงตรวจสอบใบอนุญาตฯ และทะเบียนเรือ และเร่งจัดระเบียบการใช้เจ็ตสกีในพื้นที่รับผิดชอบให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมกันนี้ ให้จัดเจ้าหน้าที่นำเรือออกตรวจอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงวันหยุดอีกด้วย โดยจะเร่งรัดความคืบหน้าการปรับปรุงท่าเรือท่าน้ำนนท์ให้เป็น Smart Pier ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว&amp;quot;นายอธิรัฐ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่จะนำเจ็ตสกีออกมาใช้งานในแม่น้ำเจ้าพระยานั้น มีหลักเกณฑ์ดังนี้ 1. เรือต้องมีการจดทะเบียนถูกต้อง 2. ผู้ทำการในเรือหรือผู้ควบคุมเรือ (คนขับ) ต้องถือประกาศนียบัตร (ใบอนุญาตขับขี่เรือ) ตามที่กฎหมายกำหนด 3. หากผู้ขับขี่ไม่มีประกาศนียบัตร จะมีโทษตามกฎหมาย จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท 4. ใช้เรือไม่มีใบอนุญาต (ทะเบียนเรือ) มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94903</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดระเบียบ, อธิรัฐ รัตนเศรษฐ, เจ็ตสกี, แม่น้ำเจ้าพระยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f5bbf0ce23.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65022</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2020 13:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2020 13:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วัชระ&#039;สุดทนแม่ค้าคลองเตยไหว้ผอ.เขตอย่ารื้อแผงลอย ร้อง&#039;บิ๊กตู่&#039;เลิกนโยบายไล่คนจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค. 63 - นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนางปรานี ลีฮวด อายุ 62 ปี ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่ตลาดลาว เขตคลองเตย กทม. นั่งยกมือไหว้ นายสุชัย อมรดารารัตน์ ผู้อำนวยการเขตคลองเตย กลางถนน เพื่อขอร้องไม่ให้ตัดหลังคาไล่รื้อหาบเร่แผงลอย ว่า ท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชนเนื่องจากโรคโควิด-19 ระบาด แต่กรุงเทพมหานครก็ยังเดินหน้าขับไล่หาบเร่แผงลอยทั่วกทม. ตามนโยบายของ คสช. แทนที่ทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะต้องช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มสาขาอาชีพในขณะที่โรคโควิด-19 ระบาด แต่กลับยังเดินหน้าขับไล่พ่อค้าแม่ค้า ซึ่งเป็นผู้เสียภาษี ได้ทำการค้าขายในพื้นที่ตามที่ กทม.ผ่อนผันอย่างถูกกฎหมาย และไม่ได้กีดขวางทางเท้าหรือการจราจร ดังนั้น รัฐจึงต้องหยุดนโยบายเหล่านี้ได้แล้ว ขออย่าเอาใจเจ้าสัวนายทุนใหญ่จนเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พลตำรวจเอกอัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการ กทม. เคยบอกกับผมว่านโยบายนี้เริ่มมาจาก คสช. เมื่อคสช.หมดสภาพไปก็ควรเลิกได้แล้ว เพื่อให้คนจนอยู่ได้ ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยถือเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตของคนจน เป็นแหล่งกระจายสินค้าทางการเกษตรตามวิถีไทย และเป็นอัตลักษณ์อันมีเสน่ห์ของกรุงเทพฯ ที่ทั่วโลกรู้จักกันดี&amp;quot; นายวัชระ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในวันที่ 5 พ.ค.นี้ จะไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล เวลา 13.00 น. เพื่อให้นายกรัฐมนตรีรู้ว่าภายใต้นโยบายของ คสช. กวาดล้างหาบเร่แผงลอยนั้น ได้สร้างความร่ำรวยให้เจ้าสัว แต่คนจนบ้านแตกสาแหรกขาด ฆ่าตัวตายไปไม่ใช่น้อย เหตุการณ์ที่คลองเตยต้องระวังซ้ำรอยกับน.ส.ปรายฝน อ่ำสาริกา ที่ฆ่าตัวตายไปก่อนหน้านี้ด้วย และต้องถามพล.อ.ประยุทธ์ว่า ในภาวะบ้านเมืองเดือดร้อนแสนสาหัสจากโรคโควิด-19 รัฐบาลจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาท ไม่ทั่วถึง คนหาเช้ากินค่ำต้องมานั่งกราบเจ้าหน้าที่ของรัฐกลางถนน เพื่อขอที่ค้าขายเลี้ยงตัวเองอยู่รอด คนไทยต้องมานั่งกราบคนไทยกลางถนน นายกรัฐมนตรีไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือ ไม่ทบทวนนโยบายไล่คนจนของท่านบ้างหรือ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65022</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดระเบียบ, ตลาดคลองเตย, วัชระ เพชรทอง, แม่ค้า, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200504/image_big_5eafb86c0e9be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10417</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 19:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 19:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯเปิดลงทะเบียนมอเตอร์ไซค์รับจ้างรอบที่3 ตั้งแต่ 1 ก.ค. – 31 ส.ค.61 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขนส่งฯ ร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 11 กองบัญชาการตำรวจนครบาล และกทม.เตรียมเปิดรับลงทะเบียนสำหรับผู้ที่มีความประสงค์ประกอบอาชีพขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ ครั้งที่ 3 เพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพอย่างถูกกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;31พ.ค.61-นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.)เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก ร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 11 กองบัญชาการตำรวจนครบาล และกรุงเทพมหานคร ดำเนินนโยบายจัดระเบียบรถจักรยานยนต์สาธารณะตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 &amp;nbsp;เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยโดยกำหนดให้รถจักรยานยนต์ต้องจดทะเบียนเป็นป้ายเหลือง &amp;nbsp;ห้ามนำรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (ป้ายดำ) มารับจ้างขนส่งผู้โดยสาร &amp;nbsp;พร้อมจัดระเบียบสถานที่จอดรอผู้โดยสาร (วิน) และกำหนดรูปแบบเสื้อวินที่ระบุชื่อวิน บัตรประจำตัว และหมายเลขประจำตัวถูกต้องตรงกัน &amp;nbsp;โดยมีจำนวนรถจักรยานยนต์สาธารณะในกรุงเทพมหานครที่เข้าสู่ระบบแล้วทั้งสิ้น &amp;nbsp;98,826 &amp;nbsp;คัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการจัดระเบียบรถจักรยานยนต์สาธารณะ ครั้งที่ 3 ในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ที่ประสงค์จะประกอบอาชีพขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสามารถเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมายภายใต้การควบคุม กำกับ ดูแลความปลอดภัยและคุณภาพบริการจากภาครัฐ &amp;nbsp;ดังนั้นคณะทำงานจัดระเบียบรถจักรยานยนต์สาธารณะทั้ง 4 ฝ่าย ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก ทหาร ตำรวจ และกทม. จึงได้กำหนดให้มีการเปิดรับลงทะเบียนผู้ขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ ครั้งที่ 3 &amp;nbsp;พร้อมเปิดให้ยื่นเอกสารหลักฐานได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. &amp;ndash; 31 ส.ค.61 ณ สำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่วินตั้งอยู่ ประกอบด้วย สำเนาใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะที่ยังไม่สิ้นอายุ สำเนาใบคู่มือจดทะเบียนรถที่มีชื่อผู้ขับรถเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองหรือหลักฐานการได้มาของรถที่มีชื่อผู้ขับรถเป็นผู้ซื้อหรือเช่าซื้อ รถจักรยานยนต์ต้องมีเครื่องยนต์ขนาดความจุในกระบอกสูบรวมกันไม่เกิน 125 ลูกบาศก์เซนติเมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แต่ละเขตจะเริ่มดำเนินการตรวจสอบสิทธิและออกหนังสือรับรองการใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะให้แล้วเสร็จภายใน 31 ต.ค.61 &amp;nbsp;โดยจะพิจารณาและตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเคร่งครัด คำนึงถึงความเหมาะสมรอบด้าน โดยเฉพาะการจัดตั้งวินใหม่ต้องไม่ทับซ้อนเส้นทางของวินเดิม และประชาชนยังมีความต้องการใช้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะโดยที่วินเดิมไม่สามารถให้บริการได้เพียงพอ &amp;nbsp;ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบด้านเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบและประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง มีความสะดวก คล่องตัว เข้าถึงการเรียกใช้บริการมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้ที่ลงทะเบียนไว้ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามขั้นตอนภายใน 120 วัน และเมื่อได้รับหนังสือรับรองการใช้รถฉบับใหม่แล้ว ให้เร่งนำรถไปจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะ ณ สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครที่รับผิดชอบพื้นที่ที่วินตั้งอยู่ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ &amp;nbsp;ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 กล่าวว่า ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยได้มอบหมายให้มณฑลทหารบกที่ 11 เป็นหน่วยรับผิดชอบหลักในการดำเนินการจัดระเบียบรถจักรยานยนต์สาธารณะด้วยการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างคณะทำงานจัดระเบียบทั้ง 4 ฝ่าย ซึ่งได้มีการดำเนินการไปแล้ว 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ในปี 57 และ ครั้งที่ 2 ในปี 59 &amp;nbsp;ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร จึงได้มีการประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางในการเปิดรับลงทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะ ครั้งที่ 3 &amp;nbsp;ซึ่งจะเริ่มดำเนินการชี้แจงและทำความเข้าใจกับคณะกรรมการทั้ง 4 ฝ่าย รวมถึงการประชาสัมพันธ์การเปิดรับลงทะเบียนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ พร้อมรณรงค์ผู้ขับขี่เข้าร่วมให้บริการผ่านแอพพลิเคชั่นเพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 เป็นต้นไป โดยมุ่งหวังให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคมและประชาชนได้รับสิทธิการคุ้มครองตามกฎหมาย และร่วมสนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาลให้เดินหน้าต่อไป อย่างมั่นคง &amp;nbsp;มั่งคั่ง และยั่งยืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10417</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางบก, ขนส่ง, จัดระเบียบ, มณฑลทหารบกที่ 11, รถจักรยานยนต์สาธารณะ, เสื้อวิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180408/image_big_5ac9b073306b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
