<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113836</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 11:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอชลน่าน&#039; หนุนมหาวิทยาลัยของรัฐปลดแอกจากระบบราชการ นำเข้าวัคซีนช่วยประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ส.ค.64 - นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า กรณีที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เตรียมจัดหาวัคซีน ยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเรื่องที่ดี ที่มหาวิทยาลัย สามารถนำเข้า จำหน่าย หรือขออนุญาตและออกใบอนุญาตการขึ้นทะเบียนยา วัคซีน เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ได้เอง เช่นเดียวกับ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่นำเข้าวัคซีนซิโนฟาร์มได้ ถือเป็นเรื่องที่ดี มหาวิทยาลัยรัฐ ต้องปลดแอกจากศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สามารถที่จะปลดพันธการจากองค์การเภสัชกรรม ที่บริหารจัดซื้อจัดจ้างวัคซีน ยา เวชภัณฑ์ ตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบแอนติเจน หรือ ATK&amp;nbsp;ที่ล่าช้าไม่ทันการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยภายใต้การกำกับของรัฐ ออกจากระบบราชการมาแล้วแสดงความกล้าหาญช่วยประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนให้พ้นภัยจากวิกฤตโควิด เช่นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้หน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติใว้ในกฎหมายของมหาวิทยาลัย&amp;nbsp;เห็นด้วยที่ มหาวิทยาลัยที่จัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการแพทย์การสาธารณสุข ดำเนินการเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สามารถนำเข้าวัคซีน ยา เวชภัณฑ์ได้อย่างเสรี มีคุณภาพ ทันต่อเหตุการณ์ เพื่อมาช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชน ให้รอดพ้นจากหายนะ ภายใต้การบริหารของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผอ. ศบค.และรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113836</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดหาวัคซีน, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว, พรรคเพื่อไทย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_6118cca1c9532.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110667</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 09:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 09:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองโฆษก พท. จวกรัฐบาลโยนผอ.สถาบันวัคซีนฯเป็นแพะรับบาปจัดหาวัคซีนล่าช้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค.64 - นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ออกมาขอโทษประชาชนที่จัดหาวัคซีนล่าช้าว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือหลักฐานของความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการแก้ไขวิกฤตการระบาดของโควิด19 ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นตัวตั้ง และให้บทผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนเป็นแพะรับบาปออกรับหน้าแทน หวังปัดความรับผิดชอบออกจากรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ และลดแรงต้านของสังคมเท่านั้น วันนี้พลเอกประยุทธ์, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, ที่ปรึกษา และบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต้องหยุดลอยตัวเหนือปัญหา ต้องออกมารับผิดชอบกับชีวิตและความสูญเสียของพี่น้องประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชนินทร์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ของส.ส. ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.และ ส.ก. พรรคเพื่อไทยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ได้พบเห็นความยากลำบากอย่างแสนสาหัสของพี่น้องประชาชน พรรคเพื่อไทยใช้ความพยายามในการทุ่มเทสรรพกำลังในการลงพื้นที่ช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ จนมีว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ติดเชื้อโควิดจากการลงพื้นที่ ในขณะที่คนในรัฐบาลยังสุขสบาย ไม่แยแสความทุกข์ของประชาชน จึงอยากขอให้คนของรัฐบาลที่อ้างว่าตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ลงพื้นที่สัมผัสกับความจริงบ้าง ให้เห็นกับตาว่าประชาชนอยู่กันอย่างไร ทุกข์กันแค่ไหน และต้องเสียชีวิตเพราะใคร จะได้เห็นโลกแห่งความจริงว่าสิ่งที่ประชาชนสะท้อนความเห็นไม่ใช่การใส่ร้ายกลั่นแกล้ง แต่คือความจริงทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การบริหารของพลเอกประยุทธ์ บังคับให้คนเจ๊ง บีบให้คนตาย ไม่เหลือทางให้รอด วันนี้ท่านควรถอยออกไป ไม่ใช่ดันทุรังบอกจะสู้จนกว่าจะชนะ ท่านสู้อยู่กับอะไร เหตุใดประชาชนถึงอดอยากล้มตายจากการต่อสู้ของท่านได้มากมายขนาดนี้ &amp;quot; นายชนินทร์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110667</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดหาวัคซีน, ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ, พรรคเพื่อไทย, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210502/image_big_608e0479284fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ได้แน่วัคซีน150ล.โดส  ดีลครบจบกลางปีหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โฆษกรัฐบาลเผย ไทยจัดหาและดีลวัคซีนจบแล้ว 105.5 ล้านโดส มั่นใจได้ครบ 150 ล้านโดสตามเป้าหมายแน่นอน ภายในไม่เกินกลางปีหน้า เผยวัคซีนหลักมี AstraZeneca, Sinovac, Pfizer และ Johnson&amp;amp;Johnson &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2564 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า แนวทางในการจัดหาวัคซีนของประเทศไทยนั้นยังเป็นไปตามกรอบแผนการจัดหาวัคซีนโควิด-19 จำนวน 150 ล้านโดส ภายในกลางปี 2565 เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงวัคซีนอย่างทั่วถึง โดยมติ ครม.ที่ผ่านมา ได้เร่งรัดให้มีการจัดหาวัคซีน ทั้งวัคซีนหลักและวัคซีนทางเลือก โดยเน้นการจัดหาวัคซีนที่มีการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายด้วย เพื่อรองรับสถานการณ์การกลายพันธุ์ของเชื้อโควิดที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้งทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายอนุชากล่าวว่า จากข้อมูลล่าสุดขณะนี้ประเทศไทยมีการจัดหาและดำเนินการเจรจาวัคซีนหลักไปแล้วมากกว่า 105.5 ล้านโดส และมีแผนการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพื่อให้สามารถจัดหาวัคซีนที่เป็นวัคซีนหลักให้แก่ประชาชนให้ครบ 150 ล้านโดส ภายในไม่เกินกลางปี 2565 ซึ่งวัคซีนหลักนั้นจะเป็นวัคซีนที่รัฐบาลจัดหาและประชาชนสามารถเข้าถึงได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งวัคซีนหลักในปัจจุบัน ประกอบไปด้วย AstraZeneca, Sinovac, Pfizer และ Johnson&amp;amp;Johnson &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนวัคซีนทางเลือกนั้นเอกชนเป็นผู้จัดหา โดยองค์การเภสัชกรรมเป็นตัวกลางในการทำสัญญากับผู้ผลิต เนื่องจาก ณ ขณะนี้ ผู้ผลิตมีเจตจำนงชัดเจนว่าในภาวะที่มีการระบาดในปัจจุบัน ผู้ผลิตจะดำเนินการส่งมอบวัคซีนโควิด-19 ผ่านหน่วยงานรัฐบาลในแต่ละประเทศเท่านั้น เนื่องจากวัคซีนที่ใช้อยู่เป็นการใช้ในภาวะฉุกเฉิน โดยได้มีการเจรจากับผู้ผลิตเพื่อเตรียมนำวัคซีนเข้ามาอย่างน้อย 10 ล้านโดส ซึ่งวัคซีนทางเลือกในปัจจุบัน ประกอบด้วย Sinopharm และ Moderna ซึ่งเป็นวัคซีนทางเลือกที่ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายให้ทางเอกชน ทั้งนี้ วัคซีน Sinopharm เป็นวัคซีนทางเลือกที่ได้เริ่มฉีดให้กับประชาชนแล้ว ซึ่งราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ฉีดให้แก่ประชาชนไปแล้วกว่า 2 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การจัดหาวัคซีนหลักโดยรัฐบาลนั้น รัฐบาลจะเป็นผู้ดำเนินการเพื่อให้บริการฉีดวัคซีนแก่ประชาชนโดยประชาชนไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนวัคซีนทางเลือกนั้นเป็นการเปิดช่องทางเลือกให้แก่ประชาชนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและความสมัครใจของตนเอง โดยมีค่าใช้จ่ายตามที่เอกชนกำหนด ตามนโยบายของรัฐบาลในการจัดหาวัคซีนให้มากที่สุดและฉีดให้ประชาชนให้เร็วที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โฆษกรัฐบาลเผยว่า ยอดสะสมการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.-9 ก.ค.2564 รวมทั้งสิ้น 12,403,255 โดส แบ่งเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 จำนวน 9,156,006 ราย และผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 จำนวน 3,247,248 ราย นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มียอดสะสมเกือบ 4 ล้านโดสแล้ว แบ่งเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 จำนวน 2,196,456 ราย และผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม จำนวน 895,830 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากกรณีเมื่อวันที่ 9 ก.ค. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล เดินทางไปยื่นหนังสือที่สถาบันวัคซีนแห่งชาติเพื่อทวงถามสัญญาการจัดซื้อวัคซีน ตามที่เคยยื่นคำขอข้อมูลข่าวสารของราชการเกี่ยวกับสัญญา ข้อตกลง และเงื่อนไขผูกพันที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อวัคซีน AstraZeneca ที่รัฐบาลไทยทำไว้กับทุกองค์กร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด แถลงการณ์สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ระบุว่า ตามที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้ส่งหนังสือขอข้อมูลข่าวสารของทางราชการ เกี่ยวกับสัญญาข้อตกลง และเงื่อนไขผูกพันระหว่างรัฐบาลกับบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด และบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด เกี่ยวกับการจัดหา จัดซื้อ และดำเนินการเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ถึงสถาบันวัคซีนแห่งชาติ หนังสือลงวันที่ 16 มีนาคม 2564 มานั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้ดำเนินการและจัดส่งเอกสารที่มี ตามที่ได้ดำเนินการจริง ซึ่งรวมถึงเอกสารสัญญาที่ได้รับอนุญาตจากคู่สัญญาในการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวแล้วตามร้องขอ และได้ชี้แจงประเด็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการดำเนินการที่สถาบันวัคซีนแห่งชาติมีส่วนเกี่ยวข้อง ให้กับ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แล้ว ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ สำหรับสัญญา ข้อตกลงจัดซื้อวัคซีนจาก บริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค จำกัด ขอเรียนให้ทราบว่า สถาบันวัคซีนแห่งชาติไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการ และไม่ใช่คู่สัญญา จึงไม่มีสัญญาดังกล่าว นอกจากนี้สถาบันวัคซีนแห่งชาติไม่ได้เป็นคู่สัญญาในการจัดทำข้อตกลงจัดซื้อวัคซีนจาก บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงไม่มีสัญญาตามอ้างถึงดังกล่าวด้วยเช่นกัน. &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109294</URL_LINK>
                <HASHTAG>105.5 ล้านโดส, COVID-19, จัดหาวัคซีน, ฉีดวัคซีน, วัคซีนโควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210626/image_big_60d730281a790.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108535</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2021 08:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2021 08:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค. เปิดไทม์ไลน์นำเข้าวัคซีนไฟเซอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;4 กรกฏาคม 2564 ที่เฟซบุ๊กเพจ ศูนย์ข้อมูลโควิด-19 รายงานความคืบหน้าการจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ ดังนี้
ก่อนเดือน เม.ย. 64 : ติดต่อไฟเซอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 เม.ย. 64 : ประชุม ศบค.ครั้งที่ 5/2564 มีมติ จัดหาวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20 เม.ย. 64 : ลงนาม Confidental Disclosure Agreement&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3 พ.ค. 64 : คร.ส่งร่าง Binding Term Sheet ให้ อสส.พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 พ.ค. 64 : คร.ส่งร่าง Bingding Term Sheet ที่เจรจาเพิ่มเติมกับ ไฟเซอร์ ให้ อสส.พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28 พ.ค. 64 : อสส.แจ้งผลการพิจารณา Bingding Term Sheet การตกลงจองซื้อวัคซีนไฟเซอร์ จัดซื้อตามนโยบายรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10 มิ.ย. 64 : ลงนาม Bingding Term Sheet&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 มิ.ย. 64 : ขอขึ้นทะเบียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 มิ.ย. 64 : อย.ขึ้นทะเบียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 มิ.ย. 64 : ไฟเซอร์ ส่งเอกสารสัญญา Manufacturing and Supply Agreement&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28 มิ.ย. 64 : ส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 ก.ค. 64 : อัยการสูงสุดส่งกลับ คร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6 ก.ค. 64 : เข้า ครม.เห็นชอบก่อนลงนาม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108535</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดหาวัคซีน, วัคซีนไฟเซอร์, ไทม์ไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210704/image_big_60e1105440516.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2021 10:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2021 10:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทย ข้องใจ ปลัดมท. จัดหาวัคซีนเอื้อเอกชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย.2564 &amp;nbsp;นายไชยา พรหมา ประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ส.ส.หนองบัวลำภู และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ท้วงหนังสือคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่มีถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศเพื่อจัดหาวัคซีนให้กับพนักงานของบริษัทเอกชนรายหนึ่งทั่วประเทศเกือบ 7 หมื่นคนที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ว่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนทั้งที่ประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนังสือดังกล่าว มีความเห็นว่า บริษัทเอกชนรายนั้นมีขีดความสามารถในการจัดหาวัคซีนทางเลือกให้กับพนักงานของตนเองได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมาเบียดบังวัคซีนในส่วนที่จัดไว้เพื่อบริการประชาชนเลย &amp;nbsp;ถ้าหากกระทรวงมหาดไทยมีความปรารถนาดีจะสนับสนุนงบประมาณในการจัดหาวัคซีนเพิ่มก็น่าจะจัดหาวัคซีนสำหรับกำนันผู้ใหญ่บ้าน อาสาสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่เป็นด่านหน้าในพื้นที่ เพราะขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่มหาดไทยมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดและกรุงเทพมหานครให้การสนับสนุนวัคซีนให้กับเอกชนรายใหญ่นั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องและจะถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายเดียว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106944</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคเพื่อไทย, จัดหาวัคซีน, ส.ส.หนองบัวลำภู, ไชยา พรหมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60ceb8a4da901.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105861</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตีกรอบปลดล็อกอปท.ซื้อวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; เรียก &amp;ldquo;วิษณุ&amp;rdquo; หารือประเด็นให้เอกชน-อปท.จัดหาวัคซีนหลังออกประกาศในราชกิจจาฯ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ณัฐพล&amp;rdquo; ย้ำไม่ใช่เดินดุ่มๆ ไปซื้อเองได้ ต้องซื้อผ่านหน่วยงานรัฐที่กำหนดไว้ หวังให้ อปท.แค่ทำหน้าที่สนับสนุน เพราะกลัวซ้ำซ้อนแผน ศบค. &amp;ldquo;หมอหนู&amp;rdquo; เล็งเพิ่มโควตาวัคซีนให้ กทม. ชี้หากคนกรุงมีภูมิเท่ากับแก้ทั้งประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ ยังคงมีความต่อเนื่องในกรณีประกาศศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ
ไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เรื่องแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 138 ตอนพิเศษ 123 ง ที่สาระสำคัญคือการให้สถานพยาบาลเอกชน, เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถจัดหาวัคซีนเองได้
โดยมีรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เรียกนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เข้าพบประมาณ 1 ชั่วโมง โดยคาดว่าเป็นการหารือถึงข้อกฎหมายและรายละเอียดการปลดล็อกให้ อปท.สามารถจัดซื้อวัคซีนฉีดให้ประชาชนในพื้นที่เองได้ โดยต้องผ่านความเห็นชอบจาก ศบค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข กล่าวเรื่องนี้ว่า การฉีดวัคซีนหากมีหน่วยงานใดเข้ามาให้การสนับสนุนช่วยเหลือและเป็นประโยชน์กับประชาชน สธ.ก็ยินดีและขออนุโมทนาสาธุ พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ซึ่งในส่วนของ สธ.นั้น อปท.ยังไม่มีใครประสานมา ถ้าติดต่อมาก็ต้องพิจารณา แต่เรื่องนี้ต้องชี้แจงว่า สธ.จัดซื้อนั้นมีการใช้เงินภาษีของประชาชน ดังนั้นวัคซีนที่ได้มาต้องเป็นวัคซีนที่ฉีดให้ประชาชนฟรี ซึ่งขณะนี้ก็ครอบคลุมกลุ่มประชากร ดังนั้นถ้า อปท.จะจัดซื้อและฉีดก็ต้องดูแผนของ ศบค. ต้องไม่ซ้ำซ้อนกัน การจัดซื้อต้องเป็นไปตามกฎหมาย เป็นไปตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง&amp;nbsp; เป็นไปตามพระราชบัญญัติยา
&amp;ldquo;ย้ำว่าสิ่งที่ทำจะต้องเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง แต่หากผลประโยชน์เกิดกับคนใดคนหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่ยอม&amp;rdquo; นายอนุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก ศบค.แถลงว่า&amp;nbsp; พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศปก.ศบค.) ได้ชี้แจงเกี่ยวกับประกาศ ศบค.เรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุม โดยสาระสำคัญคือการให้กรมควบคุมโรค, องค์การเภสัชกรรม, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ,&amp;nbsp; สภากาชาดไทย และราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หรือหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่และอำนาจในการให้บริการทางการแพทย์หรือสาธารณสุขแก่ประชาชนร่วมมือกันจัดหาวัคซีน ส่วนที่เปิดให้ อปท.รวมถึงสถานพยาบาลภาคเอกชนจัดหาวัคซีนนั้น ก็ต้องดำเนินการจัดหากับหน่วยงานข้างต้น ไม่ได้หมายความว่า อปท.จะนำเข้าวัคซีนได้เอง และต้องทำตามกฎหมายโดยสอดคล้องกับงบประมาณ ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดคอยกำกับดูแล
พล.อ.ณัฐพลให้สัมภาษณ์เรื่องนี้อีกครั้งว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินทำข้อเสนอแนะมาที่ ศบค. โดยอยากให้ ศบค.กำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับวัคซีน จึงเรียนให้ พล.อ.ประยุทธ์รับทราบ และได้ออกเป็นประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้ในทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า การสั่งซื้อต้องซื้อจากหน่วยงานรัฐที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ไม่สามารถซื้อโดยตรงกับบริษัทผู้ผลิตใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ในระยะนี้ขอให้เป็นแบบนี้ไปก่อน เนื่องจากวัคซีนมีปริมาณจำกัด ซึ่งแต่ละประเทศผู้ผลิตกำหนดเงื่อนไขจำหน่ายให้คือ จำหน่ายให้หนึ่งประเทศหนึ่งสัญญา สมมุติว่าถ้าทั้งรัฐและเอกชนต้องการซื้อต้องแบ่งปริมาณกัน ก็จะมีข้อจำกัดมากขึ้น โดยเนื้อหาประกาศมี 3 ส่วนสำคัญ คือ 1.กำหนดหน่วยงานที่สามารถนำเข้ามา 2.ให้เอกชนและ รพ.เอกชนสามารถสั่งซื้อจากหน่วยงานที่กล่าวข้างต้น ไม่สามารถซื้อโดยตรงจากบริษัทได้ และ 3.ให้ อปท.ดูกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง แผนงานงบประมาณ แผนกระจายวัคซีนของ ศบค. เนื่องจาก&amp;nbsp; อปท.ต้องใช้เงินแผ่นดิน จึงต้องใช้งบให้คุ้มค่ามากที่สุดและสอดคล้องกับแผนวัคซีนที่กำหนดแนวทางไว้
&amp;ldquo;หากเป็นไปได้อยากให้ อปท.ทำหน้าที่แค่สนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการจัดประชาชนเข้ามาฉีดวัคซีนตามที่ ศบค.หรือกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการอยู่แล้ว&amp;rdquo; พล.อ.ณัฐพลระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า อปท.ควรให้ ศบค.พิจารณาว่าจะจัดซื้อได้จำนวนเท่าไหร่ โดยดูจากรายได้เงินอุดหนุนของรัฐด้วยหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่าคงไม่ถึงขนาดนั้น แต่ย้ำว่าต้องดูกฎหมาย ดูแผนงานที่ ศบค.แจกจ่ายให้ ซึ่งเราพิจารณาอย่างเหมาะสมแล้ว และไม่ได้หมายความว่า&amp;nbsp; อปท.ทุกแห่งจะซื้อได้ ต้องดูหลักเกณฑ์แนวทางนี้และพิจารณามาตามลำดับ ตั้งแต่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการเป็นประธาน จากนั้นนำเข้า ศบค.พิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ว่าประกาศออกไปแล้ว อปท.สามารถซื้อได้เองทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามอีกว่า จำนวนที่จะให้เอกชนหรือหน่วยงานซื้อได้กำหนดช่วงเวลาของการจัดซื้อในช่วงเวลาใด พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่าไม่ได้กำหนด เพราะยิ่งได้ฉีดมากขึ้นเร็วขึ้นยิ่งดี&amp;nbsp; แต่เราจะดูปริมาณที่มา ขณะนี้รัฐบาลเตรียมวัคซีนให้ประชาชน 100 ล้านโดส สำหรับ 50 ล้านคน คนไทยมีประมาณ 67 ล้านคน ต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยประมาณ 2.6 ล้านคน รวมประมาณ 70 ล้านคน การที่เตรียมไว้สำหรับ 50 ล้านคนเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ แต่ถ้าสามารถฉีดให้ได้มากกว่านี้ก็ดี
อนุทินเล็งเพิ่มวัคซีนให้ กทม.
นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย&amp;nbsp; (มท.) ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับการสั่งการและประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า&amp;nbsp; ได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้ดำเนินการตามแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19&amp;nbsp; ตามประกาศ ศบค.อย่างเคร่งครัด ส่วนการจัดหาวัคซีนของ อปท.นั้น หากจะจัดหาวัคซีนมาให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่ ให้จัดหาจากกรมควบคุมโรค, องค์การเภสัชกรรม, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, สภากาชาดไทย และราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หรือหน่วยงานของรัฐ และต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง และหลักเกณฑ์หรือแผนการใช้จ่ายงบประมาณของ อปท.รวมทั้งสอดคล้องกับ ศบค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายอนุทินพร้อมคณะลงตรวจเยี่ยมศูนย์ฉีดวัคซีนเดอะมอลล์ บางแค โดยนายอนุทินกล่าวภายหลัง ว่า การฉีดวัคซีนนอกสถานพยาบาลถือเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้บริการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง ซึ่งการฉีดเป็นไปตามนโยบายของ ศบค. โดยส่วนของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เห็นได้ชัดว่า สธ.จัดส่งมาตามคำร้องขอของกรุงเทพฯ ก่อนกระจายไปยังจุดฉีดทั้งในและนอกสถานพยาบาล แต่จากการมาตรวจเยี่ยมที่เดอะมอลล์ บางแค มีความพร้อมรองรับคนได้วันละ 3,000&amp;nbsp; คน แต่ได้รับการจัดสรรวัคซีนเพียงวันละ 500 โดส ดังนั้นสิ่งที่อยู่ในหัวคือจัดสรรวัคซีนเพิ่ม ดังนั้นต้องหารือกับ สธ.และ ศบค.เพื่อทำการเพิ่มประสิทธิภาพในการฉีดให้ได้มากที่สุด ครอบคลุมประชากรมากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จริงๆ กรุงเทพฯ ได้รับการจัดสรรวัคซีนจำนวนมาก&amp;nbsp; 2 ล้านโดส เพราะระบาดมาก ส่วนในต่างจังหวัดสถานการณ์เบาลงแล้ว มีเพียง 3-4 จังหวัดที่ยังมีคลัสเตอร์อยู่ แต่ก็ควบคุมได้ ดังนั้นวันนี้ปัญหาใหญ่คือกรุงเทพฯ ถ้าแก้ปัญหาในกรุงเทพฯ ได้เท่ากับแก้ปัญหาของประเทศไทยได้ เพราะเป็นศูนย์กลางที่ผู้คนทั่วประเทศมาทำมาหากิน&amp;nbsp; ดังนั้นเราจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับกรุงเทพฯ&amp;quot; นายอนุทินกล่าว
เมื่อถามถึงการจัดสรรวัคซีนไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่ยังมีไม่เพียงพอ เช่น อ.สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีรายงานว่าได้วัคซีนเพียง 1 ขวด จะพิจารณาจัดสรรเพิ่มเติมหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า การจัดสรรวัคซีนจะคำนวณจากจำนวนวัคซีนหารด้วยจำนวนจังหวัด และหารด้วยจำนวนประชากรในจังหวัด แล้วมาเทียบกับปัจจัยเสี่ยงในพื้นที่ ก็จะออกมาเป็นตัวเลขของวัคซีนในแต่ละจังหวัด&amp;nbsp; ซึ่งไม่มีจังหวัดไหนที่ได้เท่ากันแน่นอน แต่เป็นการจัดสรรอย่างเป็นธรรม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีข่าวหญิงอายุ 46 ปีเสียชีวิตจากฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้านั้น นายอนุทินกล่าวว่า ต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต สธ.มีการเฝ้าระวังติดตามเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ภายหลังได้รับวัคซีนโควิด- 19 (AEFI) โดยมีการสอบสวนโรค ชันสูตร รวบรวมข้อมูล นำสู่เข้าที่ประชุมคณะกรรมการ AEFI เพื่อพิจารณาว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่ หากทราบผลการพิจารณาจะชี้แจงสร้างความเข้าใจกับครอบครัวและสังคมต่อไป และได้สั่งการให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เร่งเยียวยาเบื้องต้นให้เร็วที่สุดแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ทันทีเมื่อทราบข่าวการเสียชีวิตก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่จากสำนักงาน สปสช. เขต 13 ลงไปในพื้นที่เพื่อติดตามประสานงานในเรื่องการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว
พิสูจน์แล้วดับ 12 ไม่เกี่ยววัคซีน &amp;nbsp;
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค&amp;nbsp; (คร.) กล่าวถึงกรณีพบคนหนุ่มสาวมีอาการไข้หลังได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าว่า เป็นเรื่องปกติของการรับวัคซีน&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนป้องกันโรคอื่นหรือโควิดก็จะมีปฏิกิริยาคล้ายคลึงกัน ส่วนใหญ่เป็นอาการชั่วคราว ไม่นานก็หาย&amp;nbsp; สามารถรับประทานยาแก้ปวด ลดไข้ เพื่อบรรเทาอาการได้&amp;nbsp; แต่หากอาการไม่ดีขึ้นก็สามารถมาพบแพทย์
นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กล่าวว่า&amp;nbsp; ตั้งแต่เริ่มฉีดวัคซีนวันที่ 28 ก.พ. มีจำนวนวัคซีนที่จัดสรรซิโนแวค 4,982,313 โดส แอสตร้าเซนเนก้า 1,774,180 โดส รวมทั้งสิ้นการจัดสรรวัคซีนสองชนิด 6,756,493 โดส ซึ่งถ้าแยกจำนวนการฉีดวัคซีนในวันที่ 7-8 มิ.ย.จะเห็นว่าสามารถฉีดได้เกินวันละ 400,000 โดส ทั้งนี้ยอดรวมของการฉีดมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.คือ 5,107,069 โดส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เฉวตสรรยังกล่าวถึงกรณีผู้เสียชีวิตหลังรับวัคซีนว่า มีรายงานมาแล้ว 28 ราย แต่หลังจากตรวจชันสูตรแล้วพบว่ามี 12 รายสาเหตุการเสียชีวิตไม่เกี่ยวกับวัคซีน ส่วนอีก 16 รายนั้นอยู่ระหว่างตรวจสอบ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยของวัคซีน และจะติดตามเรื่องเหล่านี้มานำเสนอให้ทราบเป็นระยะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยแถลงว่า เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีการฉีดวัคซีนทั้งสิ้น 472,128 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 428,549&amp;nbsp; ราย เข็มสอง 43,669 ราย ทำให้ยอดรวมสะสมการฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. มีทั้งสิ้น 5,107,069 โดส
สำหรับการฉีดวัคซีนในพื้นที่ต่างๆ ในวันที่ 3 นั้น พบว่ายังคงคึกคักอยู่ต่อเรื่อง โดยที่ จ.ปทุมธานียังมีผู้ลงทะเบียนเดินทางมาใช้บริการต่อเนื่อง โดยนางสาวเรวิญานันท์ ทาเกิด หรือเบญ นักแสดงนางร้ายหน้าสวย&amp;nbsp; เจ้าของบทบาทลาวทองในละครเรื่องวันทอง ก็ได้เดินทางมาฉีดวัคซีนพร้อมเชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมฉีดด้วย
ส่วนที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งตั้งเป้าการฉีดไว้ 70% คือ 1,285,000 คน ขณะนี้ได้ฉีดวัคซีนไปแล้ว 7.12% หรือ 91,504 ราย โดยแยกเป็นการฉีดเข็มที่ 1 จำนวน 63,576 ราย และเข็มที่ 2 จำนวน 27,828 ราย และจากการตรวจสอบภาวะไม่พึงประสงค์ที่ฉีดมา 2 วันนั้น พบว่ามีเพียง 2.2% เท่านั้นมีอาการความดันโลหิตสูง ปวดบวม ปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้&amp;nbsp; และเหนื่อยอ่อนเพลีย ส่วน จ.ภูเก็ตก็ตั้งเป้าเช่นกันว่าจะฉีดให้ประชากรบนเกาะให้เสร็จสิ้นภายใน 30 มิ.ย.เพื่อให้เกาะปลอดโรค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105861</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, จัดหาวัคซีน, ฉีดวัคซีน, ซื้อผ่านหน่วยงานรัฐ, ซื้อวัคซีน, วัคซีนโควิด, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อปท., โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210609/image_big_60c0d11e250bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99244</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2021 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2021 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บินไทยลุยตั้ง &#039;ศูนย์ TG ร่วมใจ ป้องกันภัยโควิด&#039;เร่งจัดหาวัคซีนให้พนักงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12เม.ย.64 รายงานข่าวจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ที่มีการแพร่กระจายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลในขณะนี้ บริษัท การบินไทยฯ มีความห่วงใยความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของพนักงานและผู้ใช้บริการ จึงได้จัดตั้ง &amp;ldquo;ศูนย์ TG ร่วมใจ ป้องกันภัยโควิด&amp;rdquo; มีภารกิจหลักในการติดตามและเฝ้าระวัง โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังสุขอนามัยของพนักงานให้เป็นไปอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น อาทิ สวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง และล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ รวมทั้งมาตรการทำความสะอาด โดยพ่นสเปรย์ฆ่าเชื้อภายในสถานประกอบการของการบินไทย เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศของกระทรวงสาธารณสุขในการป้องกันโรคระบาดดังกล่าว โดยคำนึงถึงการให้บริการและความปลอดภัยสูงสุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บริษัทฯในฐานะสมาชิกคณะกรรมการดำเนินงานธุรกิจการบิน ประเทศไทย (Airline Operators Committee Thailand หรือ AOC) ได้ประสานกับคณะกรรมการ AOC ผ่านไปยังกระทรวงสาธารณสุข เพื่อดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของ บริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค จำกัด ให้แก่พนักงานภายใต้สังกัดฝ่ายบริการลูกค้าภาคพื้น ฝ่ายบริการอุปกรณ์ภาคพื้น ฝ่ายครัวการบิน ฝ่ายการพาณิชย์สินค้าและไปรษณียภัณฑ์ และฝ่ายช่าง ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งจัดเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 รวมทั้งสิ้นประมาณ 4,500 คน ซึ่งต้องทำการฉีด 2 ครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจะเริ่มทยอยฉีดเข็มแรกระหว่างวันที่ 19-25 เมษายน 2564 และจะนัดฉีดเข็มที่ 2 หลังจากฉีดเข็มแรกเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ การบินไทยยังได้จัดทีมพนักงานจิตอาสาเพื่อไปประจำตามจุดคัดกรองของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขในการดำเนินการฉีดวัคซีนป้องโรคโควิด-19 ให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นระยะเวลา 2 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เน้นย้ำให้ผู้ปฏิบัติงานปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะให้ผู้ปฏิบัติงานดูแลตนเองและสถานประกอบการ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการและสังคมโดยรวม และผ่านพ้นช่วงวิกฤตการณ์นี้ไปได้ด้วยดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99244</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดหาวัคซีน, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), ศูนย์ TG ร่วมใจ ป้องกันภัยโควิด, โรคไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210412/image_big_6073b95f0fa17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
