<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85538</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมึกบลูริงปิ้งขาย ชี้มีพิษร้ายกินตาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งโพสต์เตือนอันตรายหมึกบลูริง หลังมีผู้แจ้งเห็นเสียบไม้ย่างขายในปทุมธานี ระบุมีพิษกินถึงตาย และทนความร้อนได้ถึง 200 องศา รุนแรงกว่าพิษงูเห่า 20 เท่า ปัจจุบันยังไม่มียาแก้พิษโดยเฉพาะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ เฟซบุ๊กกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง แจ้งว่า สถาบันวิจัย ทช.ได้รับแจ้งจากคุณจันทรา พุ่มแจ่ม พบหมึกบลูริงเสียบไม้ปิ้งขายในตลาดนัดตอนเย็นในพื้นที่ จ.ปทุมธานี โดยมีข้อความเตือนว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากทะเลมาปทุมธานี หมึกบลูริงพิษร้ายระวังด้วย... แม้ว่าหมึกย่างจะอร่อยมากก็จริง ยิ่งเจอน้ำจิ้มรสเด็ดยิ่งแจ่ม แต่ให้สังเกตเพิ่มกันหน่อย ทั้งพ่อค้าแม่ค้าคัดแยกให้ดีก่อนเอามาปรุงอาหารขาย ลูกค้าก็เช่นกัน ก่อนบริโภคสังเกตลายสักนิด ถ้าพบหมึกมีลายเป็นวงๆ สีน้ำเงินทั่วตัวจนไปถึงเส้นหมวด ให้หลีกเลี่ยงด่วน อันตรายมาก เพราะพิษของหมึกชนิดนี้ แม้ปรุงสุกก็ไม่สลาย ยังมีอันตราย พิษนี้ทนความร้อนได้สูงถึง ๒๐๐ องศาเซลเซียส ดังนั้น แม้ย่างสุกก็ไม่สามารถทำลายพิษได้ ปัจจุบันยังไม่มียาแก้พิษใดๆ ต่อต้านได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากข้อมูลของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่า หมึกบลูริง หรือหมึกสายวงน้ำเงิน (Blue-ringed octopus) เป็นหมึกยักษ์จำพวกหนึ่ง แต่มีขนาดเล็กมาก ตัวเต็มวัยมีขนาดลำตัวเพียง 4-5 เซนติเมตร มี 8 หนวด แต่ละหนวดยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร หลังจากเพศเมียวางไข่จะใช้เวลาฟักตัวประมาณ 2 สัปดาห์ และใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนเจริญเป็นตัวเต็มวัย โดยมีอายุขัยประมาณ 1 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หมึกบลูริงมีจุดเด่นต่างจากหมึกทั่วไปตรงที่มีลวดลายเป็นวงแหวนสีน้ำเงิน กระจายตามลำตัวและหนวด ซึ่งจะตัดกับสีของลำตัวที่ออกเป็นสีเหลืองน้ำตาลอย่างชัดเจน วงแหวนสีน้ำเงินเหล่านี้สามารถเรืองแสงได้เมื่อถูกคุกคาม เนื่องจากหมึกชนิดนี้มีสีสวยงาม และมีขนาดไม่ใหญ่มาก จึงเป็นที่นิยมของผู้ที่ชื่นชอบเลี้ยงปลาสวยงามและสัตว์แปลกๆ ปัจจุบันทั่วโลกพบหมึกบลูริงทั้งหมดประมาณ 4 ชนิด ในประเทศไทยมีรายงานการพบหมึกสายวงน้ำเงิน สกุล Hapalochlaena maculosa ในบริเวณน่านน้ำไทยทั้งทางฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลว่า หมึกบลูริงมีพิษร้ายแรงกว่างูเห่า 20 เท่า ผู้ถูกกัดอาจจะตายภายในเวลารวดเร็ว สารพิษของหมึกชนิดนี้คือ เตโตรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) เป็นพิษที่มีผลต่อระบบประสาท โดยปริมาณพิษที่มนุษย์รับประทานแล้วเสียชีวิตคือประมาณ 1 มิลลิกรัม รุนแรงกว่าไซยาไนด์ถึง 1,200 เท่า อีกทั้งพิษยังทนความร้อนได้สูงถึง 200 องศาเซลเซียส ดังนั้นจึงไม่สามารถทำลายพิษได้ด้วยการใช้ความร้อนปกติในการปรุงอาหาร และปัจจุบันยังไม่มียาแก้พิษใดๆ ต่อต้านได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาการของเหยื่อเมื่อโดนพิษหมึกบลูริง เริ่มจากการชาบริเวณริมฝีปาก ลิ้น ต่อมาจะชาบริเวณใบหน้า แขน ขา และเป็นตะคริวในที่สุด อาจมีอาการน้ำลายไหล คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียร่วมกับปวดท้องและรุนแรงขึ้น เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ในผู้ป่วยที่ได้รับพิษปริมาณมาก พิษจะเข้าไปทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้หายใจไม่ออก เนื่องจากกล้ามเนื้อกะบังลมและหน้าอกไม่ทำงาน ผู้ป่วยจะเสียชีวิตภายใน 4-6 ชั่วโมง แต่บางรายมีรายงานพบว่าเสียชีวิตอย่างรวดเร็วเพียง 20 นาทีเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ให้ปฐมพยาบาลทันทีหลังถูกกัด โดยใช้การกดรัดและตรึงอวัยวะส่วนนั้นไม่ให้เคลื่อนไหว เพื่อทำให้พิษไม่แพร่กระจายเข้าระบบไหลเวียนโลหิต ก่อนรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85538</URL_LINK>
                <HASHTAG>จันทรา พุ่มแจ่ม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หมึกบลูริง, โสภณ ทองดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201130/image_big_5fc4e6a75d35d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
