<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116367</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2021 15:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2021 15:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สยามสแควร์&#039;สมรภูมิใหม่ของซีพีเอ็น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายคนคงได้ติดตามข่าวที่สํานักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศเชิญชวนให้ผู้สนใจยื่นข้อเสนอโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณ Block A เขตพาณิชย์สยามสแควร์ ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว และเมื่อ 9 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ทางสํานักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ประกาศคัดเลือกให้ &amp;ldquo;บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)&amp;rdquo; หรือ CPN เป็นผู้เช่าลงทุนพัฒนาพื้นที่บริเวณ Block A เขตพาณิชย์สยามสแควร์ เป็นระยะเวลา 30 ปี ถือเป็นการเริ่มต้นตำนานบทใหม่ของสยามสแควร์&amp;nbsp; และอีกสมรภูมิใหม่ของทาง เซ็นทรัลเลย เพราะ สยามสแควร์ เป็นแหล่งช้อปปิ้ง แหล่งไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นไทยมาหลายสิบปีแล้ว แต่เจ้าถิ่นแถวนั้นนอกจากกลุ่ม Local Business ร้านเล็กร้านน้อยต่างๆแล้ว ก็ยังมีกลุ่ม เดอะมอลล์กรุ๊ปที่เป็นเจ้าถิ่นมาหลายปี&amp;nbsp; ด้วย Siam Paragon ที่ต่างชาติรู้จักเป็นอย่างดี และยังมี Siam Discovery อีก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งแน่นอนว่าการมาของ CPN น่าจะทำให้เสน่ห์ของ สยามสแควร์ กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เพราะที่ดิน Block A ที่พูดถึง คือพื้นที่สยามสแควร์ ตั้งแต่บริเวณสกายวอล์คโค้งทางลงสถานีบีทีเอสสถานีสยามสแควร์ บรรจบฝั่งตรงข้าม ห้างเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ และอยู่ใกล้กับโครงการสยามสเคปจุฬาฯ หรือตั้งอยู่ทำเลแยกปทุมวันตัดถนนพญาไท-พระราม1 ตรงข้ามสยามดิสคัฟเวอรี่ โดยไฮไลท์สำคัญที่สุดคืออาคารโรงภาพยนตร์ &amp;ldquo;สกาลา&amp;rdquo; แบบ 1,000 ที่นั่ง ที่เปิดให้บริการเคียงคู่สยามสแควร์มาตั้งแต่ปี 2512 หรือครึ่งศตวรรษมาแล้ว และสกาล่านับเป็นโรงภาพยนตร์ที่ล้ำมากในขณะนั้น เพราะก่อสร้างตกแต่งสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกที่สวยงามโดดเด่น ผสมผสานระหว่างรูปแบบตะวันตกและตะวันออก ภาพจำที่ทุกคนน่าจะจำได้ดีคือโคมไฟระย้า 5 ชั้นขนาดยักษ์ที่สั่งตรงจากอิตาลีและเครื่องประดับอาคารที่ทางโรงภาพยนตร์สั่งทำขึ้นมาพิเศษ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ&amp;ldquo;สกาล่า&amp;rdquo; จึงเป็น &amp;ldquo;โรงหนังที่ใครๆก็มากัน เป็นโรงหนังประวัติศาตร์ และโรงหนังแห่งความทรงจำ&amp;rdquo; ที่เชื่อว่า&amp;nbsp; น่าจะเป็นไฮไลท์สำคัญที่สุดในการพัฒนาพื้นที่ บล็อค A ที่มีเนื้อที่ทั้งหมด 7 ไร่ 31 ตารางวา นอกจากสกาล่าแล้วยังมีอาคารพาณิชย์สูง 3 ชั้นจำนวน 79 คูหา ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจเป็นร้านคลินิก ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง ธนาคาร และโรงเรียนกวดวิชาเก่าอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องบอกว่าชื่อชั้นของ CPN ที่เป็นผู้นำด้านค้าปลีกมากว่า 40 ปี&amp;nbsp; จึงน่าจับตามองว่า CPN จะออกแบบพื้นที่นี้ให้น่าสนใจ และดึงดูดร้านค้าต่างๆให้มาลงทุนเช่าในราคาที่น่าแพงเอาเรื่องอยู่ได้อย่างไร&amp;nbsp; ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามก็มีห้างใหญ่ระดับโลกคอยดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มาช้อปปิ้งเช่นกัน&amp;nbsp; ดังนั้นแนวทางการออกแบบของ CPN จึงเน้นให้พื้นที่นี้เป็น Shopping Street เท่ๆ เก๋ๆ เพื่อดึงดูดกลุ่มวัยรุ่น&amp;nbsp; นักศึกษา และคนทำงานมากกว่าจะไปหรูหราแบบ Siam Paragon &amp;nbsp;แน่นอนว่าเดิมพันครั้งนี้ของ CPN สูงมากๆ ด้วยค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายให้สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เฉียดๆ 6,000 ล้านบาท แลกกับระยะเวลาในการเช่าพัฒนาพื้นที่ 30 ปี&amp;nbsp; การพัฒนาจึงจะไม่ใช่การทุบอาคารเก่าทิ้งแล้วสร้างใหม่ แต่น่าจะเป็นการปรับปรุง รีโนเวต และสร้างใหม่บางส่วนให้เป็นแนว คอมมูนิตี้มอลล์ เพื่อเติมเต็มโซนนี้ให้เป็น Shopping Street แบบเต็มรูปแบบมากกว่าโดยเฉพาะอาคารตำนานอย่าง &amp;ldquo;สกาล่า&amp;rdquo; น่าจะถูกคงไว้ และปรับปรุงบางส่วนเพื่อเป็น Landmark สำคัญของจุดนี้ เพื่อเปิดดำเนินการได้ในต้นปี 2566 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าการมาของ CPN น่าจะ WIN-WIN กันทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการเจ้าถิ่นเดิม หรือแม้แต่ CPN เอง ต่างก็จะได้ความสดใหม่ ความหลากหลาย และจุดขายใหม่ๆ มาเติมเสน่ห์ให้กับสยามสแควร์&amp;nbsp; แหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมของคนทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่รุ่นพ่อ ถึงรุ่นหลาน ให้กลับมาเป็น Talk of the Town อีกครั้งบนความท้าทายของโลกใหม่แบบ New Normal ที่คนทั่วไป มีแนวโน้มจะชอบ Shopping Online มากขึ้น&amp;nbsp; ซื้อของนอกบ้านน้อยลง โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนหลังที่โลกรู้จัก COVID-19 แต่ความเป็นคนเมืองที่ยังต้องมีปฏิสัมพันธ์บนความสนุกสนานและการแสดงออกถึงไลฟ์สไตล์ยังน่าจะผลักดันให้การเดิมพันครั้งใหม่ของ CPN น่าสนใจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จับชีพจรอสังหา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย โอภาส ถิรปัญญาเลิศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116367</URL_LINK>
                <HASHTAG>จับชีพจรอสังหาฯ, โอภาส ถิรปัญญาเลิศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210911/image_big_613c637d40620.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112512</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2021 16:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2021 16:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สึนามิอสังหา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อก่อนเวลาเราเห็นป้ายโฆษณาขายโครงการติดว่า &amp;ldquo;EIA APPROVED&amp;rdquo; ลูกค้าจะมั่นใจไป 80% แล้วว่าโครงการนี้ไม่น่ามีปัญหา แต่ ณ วันนี้ ลูกค้าอาจจะตอบคุณว่า &amp;ldquo;EIA ผ่านแล้วไง ขนาดสร้างเสร็จแล้วคนเข้าอยู่เต็มตึก ยังโดนถอนใบอนุญาตได้เลย!&amp;rdquo; ผมว่านี่คือ สึนามิลูกใหม่ที่ใหญ่และน่ากลัวที่สุดของวงการอสังฯหาบ้านเรานะครับ สัปดาห์ที่ผ่านมาไม่มีข่าวอสังหาฯไหนที่ใหญ่ไปกว่า ข่าวเรื่อง คำพิพากษาศาลปกครองกลาง &amp;ldquo;ให้เพิกถอนใบรับหนังสือแจ้งความประสงค์ก่อสร้างโครงการ Ashton Asoke&amp;rdquo; ที่น่าจะมีรายละเอียดในหลายๆสื่อออกมามากมายแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่อยากจะมองภาพต่อไปตอนนี้ คือ &amp;ldquo;จะเกิดอะไรขึ้นในวงการคอนโดและตลาดอสังหาริมทรัพย์บ้านเราจากเหตุการณ์นี้บ้าง&amp;rdquo; เพราะมันกระทบในวงกว้างมากๆ ต่อทั้ง &amp;ldquo;ระบบราชการไทย&amp;rdquo; &amp;ldquo;ระบบสถาบันการเงิน&amp;rdquo; &amp;ldquo;ทัศนคติและการเรียนรู้ของผู้ซื้อ&amp;rdquo; ที่สำคัญที่สุดคือ &amp;ldquo;ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติต่อตลาดอสังหาฯบ้านเรา&amp;rdquo; เพราะขนาดว่าโครงการนี้สร้างเสร็จมาหลายปีแล้ว มีการโอนให้ลูกห้องแล้ว มีคนเข้าอยู่จำนวนมากทั้งไทยและต่างชาติแล้ว เจ้าของโครงการคือ อนันดา ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย ซึ่งการทำงานทุกอย่างต้องมีบอร์ดบริหาร บอร์ดประเมินความเสี่ยงอะไรต่างๆมากมามายและยังเป็นโครงการร่วมทุนกับทางญี่ปุ่น ซึ่งธรรมเนียมปฏิบัติของนักธุรกิจญี่ปุ่น คือละเอียดรอบคอบเรื่องกฎหมายมากๆอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่โครงการที่มีมูลค่าเกือบๆ 6,500 ล้านบาทนี้ กำลังกลายเป็นโครงการที่ทำผิดระเบียบราชการหลังจากสร้างเสร็จและลูกบ้านเข้าอยู่มาแล้วหลายปี ซึ่งหากเกิดผลไม่คาดฝันทางคดี ค่าเสียหายต่อเนื่องต่างๆจะมีมูลค่ามหาศาลแบบที่ไม่กล้าประเมินตัวเลขจริงๆมากกว่านี้อีกมาก ถึงแม้ว่าคดียังไม่สิ้นสุด ยังตัดสินอะไรไม่ได้และน่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าคดีจะจบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ตอนนี้ผมว่า น่าสนใจเพราะมันจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องมากมาย กับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะลูกบ้าน กับทาง &amp;ldquo;อนันดา&amp;rdquo; ที่กระทบโดยตรง แต่มันใหญ่กว่านั้นตรงที่ มันจะกลายเป็นบรรทัดฐานและส่งผลกระทบไปถึงวงการอสังหาริมทรัพย์บ้านเราทั้งหมด เช่น ลูกบ้าน จะยังจ่ายผ่อนแบงก์ต่อไปไหม ในเมื่อไม่รู้ว่าถ้าผ่อนไปเรื่อยๆ แล้วตอนจบไม่ได้ห้อง จะทำอย่างไร , แล้วธนาคารล่ะ จะทำอย่างไรต่อ ถ้าลูกบ้านหยุดผ่อน ? ซึ่งอันนี้กระทบไปถึง สมาคมธนาคารต้องรีบคุยเรื่องเคสนี้กัน เพราะลูกบ้านมีผ่อนกับหลายธนาคารแน่นอน และมันจะเป็นตัวอย่างไปกรณีอื่นๆต่อด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าไม่ผ่อนต่อ ธนาคารก็คงฟ้อง พอฟ้องก็จะมีคำถามทางจริยธรรมว่าธนาคารผิดหรือลูกบ้านผิด แล้วต่อไปนี้ค่าส่วนกลางของตึก ลูกบ้านจะใจถึงกล้าจ่ายต่อกันอยู่หรือเปล่า ? คนที่ซื้อห้องไว้กำลังจะขายต่อ ตอนนี้เหมือนติดดอยคอยความหวัง เพราะขายไม่ได้ไปอีกหลายปี จะทำอย่างไร ยิ่งถ้ากำลังผ่อนธนาคารเพื่อรอขายต่อ นี่เป็นปัญหาใหญ่มาก ขณะที่ลูกค้าโควต้าชาวต่างชาติที่ซื้อไว้ ผมว่าเสียความมั่นใจ ต่อระบบราชการและกฏหมายไทยไปหมดแล้วจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอนันดาเองก็น่าจะได้รับผลกระทบเรื่องความเชื่อมั่นและเครดิตพอสมควร แม้ว่าสุดท้ายกลับมาแก้ปัญหาได้ แต่ก็ต้องเสียงรังวัด เสียงชื่อเสียงไปนาน ผู้ถือหุ้นทั้งรายใหญ่รายย่อย ต้องกังวลกับราคาหุ้นครั้ง รวมถึงโครงการอื่นๆของอนันดาจะได้รับผลกระทบไปด้วยแบบเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจริงๆแล้ว ยังมีโครงการอื่นของอนันดาที่ดี ไม่มีปัญหา เป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนและผู้ซื้อ ก็มีอยู่มาก แต่ต้องยอมรับว่าโดนไปด้วยแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผลกระทบครั้งใหญ่ที่ผมจั่วหัวไว้ว่าจะเป็น &amp;ldquo;สึนามิ&amp;rdquo; ของวงการอสังหาริมทรัพย์ เพราะว่าหลังจากช่วง 4 ปีที่ผ่านมา อสังหาฯบ้านเราเหนื่อยมาก ตั้งแต่ เจอ LTV , ค่าเงินบาทแข็ง กำลังซื้อจีนหาย , เศรษฐกิจโลกซบเซา จนมาโควิดและการปิดเมือง เคสนี้จะยิ่งทำให้ความมั่นใจของ ผู้ซื้อในตลาดหดหายไปอีก แต่คราวนี้จะไม่ใช่แค่แบรนด์นี้เท่านั้น แต่มันจะลามไปถึงเจ้าอื่น ๆ ด้วย เพราะขนาดสร้างเสร็จ จ่ายแล้ว โอนแล้ว มีโฉนดแล้ว เข้าอยู่แล้ว ยังมีปัญหาได้ คนจะยิ่งกลัวมากขึ้น ทำให้การตัดสินใจซื้อของผู้ซื้อจะยิ่งช้าลง ตอนนี้จะยิ่งกลัว หาข้อมูลเปรียบเทียบมากขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เซลส์หรือฝ่ายขายโครงการไปเตรียมศึกษาข้อกฎหมาย และพกใบอนุญาตก่อสร้างเอกสาร EIA และ เอกสารยืนยันจากหน่วยงานต่างๆ ติดตัวไว้ได้เลย ต่อไปลูกค่าจะไม่ถามแต่สเปคประตู แต่จะถามไปถึงเขตที่ดิน ความยาวถนน และรายละเอียดทางกฎหมายอีกเยอะเลย ส่วนการขอ EIA ที่เป็นขั้นตอนปราบเซียนอยู่แล้ว ขนาดเมื่อก่อนยังอนุมัติช้า สั่งแก้ไขจนบางรายท้อจนเลิกไปก่อนขายก็มี ต่อไปจะหนักหนายากกว่าเดิมอีก เพราะ &amp;ldquo;แขยง&amp;rdquo; การจะผ่านเรื่องให้ การเซ็นอนุมัติเอกสารราชการต่างๆ จะล่าช้าขึ้นอีกหรือไม่ ในเมื่อผู้รับผิดชอบน่าจะกังวลกันมากขึ้นว่าเกิดคำพิพากษามีผลย้อนหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากถ้าเกิดเหตุการณ์การสืบคดีในชั้นศาล มีการลากโครงการต่างๆมาเป็นข้อเปรียบเทียบว่า มีลักษณะคล้ายๆกันกับที่ศาลปกครองใช้เป็นเกณฑ์การพิจารณาตัดสิน ทำไม่โครงการนั้นผิด โครงการนี้ไม่ผิด อันนี้จะสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นกันทั้งบางอีกรอบหนึ่ง ไม่อยากนึกเลยจริงๆ แล้วตอนจบถ้าบทสรุปว่าข้าราชการเป็นฝ่ายผิดจริงๆ ถามว่าความเสียหายทั้งหมดน่าจะเฉียดๆหมื่นล้าน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบแทนราชการ ซึ่งเงินทุกบาทมาจากภาษีประชาชนตาดำๆ คนทำกินอย่างพวกเราทั้งนั้น ตอนนี้ทางอนันดากำลังรีบตั้งทีมกฎหมายเพื่อขออุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดภายใน 30 วันอยู่ คงต้องรอจับตาแรงกระเพื่อมในครั้งนี้ว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไรกับกรณีที่น่าจะถือว่าเป็น &amp;ldquo;กรณีแห่งชาติ&amp;rdquo; ของวงการอสังหาฯในรอบหลายสิบปีที่ทุกคนต้องจับตามอง!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย โอภาส ถิรปัญญาเลิศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112512</URL_LINK>
                <HASHTAG>จับชีพจรอสังหาฯ, ตลาดอสังหาริมทรัพย์, โอภาส ถิรปัญญาเลิศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210807/image_big_610e4fab36d76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105634</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2021 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2021 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คริปโตกับอสังหาฯจะเกิดจริงมั๊ย ? </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีหลายสื่อให้ความสนใจสอบถามถึงความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง การใช้เหรียญสกุลเงินดิจิทัล หรือ Crypto currency กับวงการอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างมาก ว่าจะมีความเป็นไปได้และจะได้รับความนิยมมากน้อยขนาดไหน &amp;nbsp; การจะนำ Crypto currency รวมไปถึง Token Digital มาประยุกต์ใช้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ที่พูดถึงกันมีหลายมุมมากๆ ทั้ง ใช้ Crypto currency เป็นสื่อกลางในการชำระค่าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เช่น จ่ายค่าซื้อบ้าน ซื้อคอนโด หรือ บางธุรกิจมีการบริการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ ทั้ง บ้านและ คอนโดโดยจ่ายค่าเช่าเป็น Crypto currency ล่าสุดกำลังมีการจะนำอสังหาริมทรัพย์มาแปลงสภาพเป็น Token Digital กลายเป็นการออก Token Digital ที่มี Asset จริงๆมาเป็นเหมือนหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อการลงทุนด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถ้าตอบข้อแรกถึงความเป็นไปได้ ต้องตอบว่า &amp;ldquo;มีความเป็นไปได้แน่นอน&amp;rdquo; เพราะถ้าดูแนวโน้มของความสนใจคนรุ่นใหม่ๆ แล้วจะเห็นว่ามีความสนใจลงทุนใน Digital Asset กันอย่างกว้างขวาง รวมไปถึงความชอบในการลงทุนที่มี Leverage สูง เช่น Option, Forex ,Tfex &amp;nbsp;ต่างๆจะค่อนข้างต่างจากนักลงทุนยุค Baby Boomer รวมไปถึง Gen X หรือ Gen Y ยุคต้นๆ ที่ยังเชื่อในการลงทุนสินทรัพย์ที่จับต้องได้ ผันผวนน้อยกว่า มีอัตราทดไม่สูง และความเสี่ยงต่ำกว่า เช่น ที่ดิน หุ้น ทองคำ พันธบัตร หุ้นกู้ เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่ถ้าให้ตอบข้อ 2 ว่าจะได้รับความนิยมมากน้อยขนาดไหน &amp;nbsp;ข้อนี้ความคิดเห็นส่วนตัวของผมต้องตอบว่า ในระยะเวลาช่วงสั้นๆ เช่นภายใน 1 ปีนับจากนี้ การใช้ Crypto currency ยังไม่น่าจะได้รับความนิยม หรือเกิดธุรกรรมจริงๆ กันแพร่หลายมากนัก เนื่องจากสาเหตุหลายประการ โดยเฉพาะเหตุผลด้านเทคนิคข้อกฎหมาย ภาษี และกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่น่าจะยังไม่สามารถเอื้อให้เกิดความคล่องตัวในการทำธุรกรรมแบบนี้ได้ง่ายๆ และกว้างขวาง &amp;nbsp;อีกเหตุผลหนึ่งคือเรื่องของความผันผวนในมูลค่าของตัว Crypto currency เอง หลายๆคนคงยังจำได้ว่า แค่ไม่ถึง 1 ปีที่ผ่านมา มูลค่าของเหรียญที่เป็นที่นิยมอย่าง บิทคอยน์ มูลค่าขึ้นสูงสุดไปถึง 2 ล้านบาทต่อเหรียญ &amp;nbsp;แล้วก็ลดฮวบลงมาเหลือประมาณ 1 ล้านเศษๆ ได้ในเวลาไม่นาน จากปัจจัยเพียงแค่การทวีตของนักลงทุนชื่อดังระดับโลกคนหนึ่ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากปัจจัยเรื่องความผันผวนของมูลค่านี้ ผมว่าน่าจะเป็นอีกข้อที่ทำให้คนที่ถือเหรียญ Crypto currency สกุลต่างๆไว้ ก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าควรจะเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ ให้เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้จริงอย่างเช่น อสังหาริมทรัพย์ ณ จังหวะเวลาใด เพราะบางครั้งการตัดสินใจเปลี่ยนการถือเหรียญเป็นอสังหาริมทรัพย์ อาจจะกลายเป็นได้เปรียบผู้ขายอสังหาฯมหาศาลหรือเสียเปรียบมหาศาลได้ในเวลาเพียงข้ามคืน &amp;nbsp;แม้ว่าการที่หลายๆผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จะเตรียมการไว้แล้วในการรับแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลที่ซื้อขายเหล่านี้ส่วนหนึ่งไปเป็นเงินจริงในเวลาอันสั้นก็ตาม &amp;nbsp;แต่การที่ต้องมาวางแผนการบริหารความเสี่ยงจากมูลค่าขึ้นเร็ว-ลงเร็ว ของ Crypto currency แบบนี้ ก็ไม่น่าจะทำได้ง่ายนัก &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้น ในช่วงสั้นยังไม่น่าจะเกิดธุรกรรมที่มีการซื้อขายโดยใช้ Crypto currency จำนวนมากๆอย่างแพร่หลาย &amp;nbsp;เพียงแต่เป็นแนวคิด ของการต่อยอดในอนาคตระยะยาวว่า น่าจะเกิดธุรกรรมแบบนี้เป็นเรื่องปกติของการซื้อขายแน่นอน &amp;nbsp;เพราะเอาจริงๆคงต้องรอให้ทั้งหลักเกณฑ์และผู้ควบคุมหลักเกณฑ์รวมไปถึงผู้ที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ เช่น กลต. กรมสรรพากร กรมที่ดิน และผู้ที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจตรงกันและมองการแก้ปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นจากธุรกรรมเหล่านี้ได้ตรงกันเสียก่อน &amp;nbsp;ขนาดช่วงหลายปีก่อนที่มีบางบริษัทจัดโปรโมชั่นให้เอาหุ้นที่ถือไว้ในตลาดหลักทรัพย์มาแลกกับคอนโดได้ แคมเปญแบบนี้ก็ยังไม่ได้เกิดเลย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถ้าพูดถึงในอีกมุมหนึ่งของการที่หลายผู้ประกอบการจะมีการออก Token Digital โดยมีการนำ อสังหาริมทรัพย์จริงๆมาผูกกันไว้ หรือที่เรียกว่า Asset-backed Token ดีลแบบนี้ กลับน่าจะเกิดขึ้นได้ก่อน และน่าสนใจในการที่จะเป็นกิมมิคเสริมสภาพคล่องให้ตลาดและสร้างอิมแพ็คกับตลาดได้ง่ายกว่าการที่จะซื้อขายกันด้วยเหรียญ &amp;nbsp;เพราะมันจะคล้ายการซื้อกองทุนรวม หรือกอง REIT ที่คนส่วนใหญ่พอจะนึกภาพออก และเป็นการลงทุนที่ง่าย มีตลาดรองเปลี่ยนมือได้ ทำให้มองเห็นว่าจะมีนักลงทุนสามารถเข้ามาเล่นในตลาดนี้ได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ยกตัวอย่าง มีบริษัทตัวกลางบริษัทหนึ่งเอาอาคารสำนักงานมาตีมูลค่าออกเป็นเหรียญให้คนซื้อเหรียญลงทุน &amp;nbsp;แล้วเมื่ออาคารสำนักงานมีรายได้จากค่าเช่าแล้ว ก็นำเอาค่าเช่า มาหารแบ่งกับกับจำนวนคนที่ถือเหรียญไว้ เสมือนได้เงินปันผล และเมื่อใครไม่อยากถือเหรียญต่อ เพราะนานเกินหรือต้องการสภาพคล่อง ก็สามารถนำเหรียญไปขายในตลาดที่เปิดไว้รองรับได้ &amp;nbsp;เป็นการสร้างสภาพคล่องให้ผู้ถือเหรียญ &amp;nbsp;และเหรียญยังสามารถนำไปต่อยอดในการบริการอื่นๆได้อีก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเหรียญต่อไป &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นับจากนี้ก็คงต้องคอยจับตาดูบริษัทต่างๆที่ประกาศไปแล้วว่ามีการพัฒนาความร่วมมือในการนำ Crypto currency มาใช้ได้ ทั้ง อนันดา แสนสิริ ออริจิ้น 1.6 ดีเวลลอปเมนท์ และอีกหลายรายที่กำลังซุ่มศึกษาเรื่องนี้อยู่จะมีความคืบหน้าขนาดไหนในเรื่องนี้ออกมาเพิ่มเติมบ้าง แต่คิดว่ายังไม่ต้องรีบร้อนหาทางเอาเหรียญไปแลกอสังหาช่วงนี้เพราะ ยังเหลืออีกหลายด่านที่ต้องพิสูจน์ต่อไปว่าจะฮอทฮิตหรือไม่ &amp;nbsp;แต่ที่แน่ๆ &amp;nbsp;ยังไม่ใช่ในปีสองปีนี้แน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
คอลัมน์ จับชีพจรอสังหาฯ เดือน มิถุนายน 2564 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย โอภาส ถิรปัญญาเลิศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105634</URL_LINK>
                <HASHTAG>คริปโต, คริปโตกับอสังหาฯจะเกิดจริงมั๊ย, จับชีพจรอสังหาฯ, อสังหา, โอภาส ถิรปัญญาเลิศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210608/image_big_60bed9c097129.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
