<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94382</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จาก ‘แม่แจ่ม’ สู่ ‘แม่วากโมเดล’ : เปลี่ยนข้าวโพดเป็นไผ่และกาแฟ เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นพื้นที่สีเขียว  ลดปัญหาฝุ่นควัน  สร้างเศรษฐกิจชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อำเภอแม่แจ่ม&amp;nbsp; จังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบแห่งหนึ่งที่ชาวบ้านได้ลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและปากท้องของพวกเขา&amp;nbsp; โดยการลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดซึ่งเป็นพืชเชิงเดี่ยว&amp;nbsp; และส่งเสริมการปลูกไผ่&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; ผลไม้&amp;nbsp; ผักอินทรีย์&amp;nbsp; ส่งเสริมการแปรรูป&amp;nbsp; จัดหาตลาดรองรับ&amp;nbsp; เป็นการบริหารจัดการตั้งแต่ &amp;lsquo;ต้นน้ำ-ปลายน้ำ&amp;rsquo;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จัดตั้งโรงงานแปรรูปไม้ไผ่&amp;nbsp; เปิดร้าน &amp;lsquo;แจ่มจริง&amp;rsquo; เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่&amp;nbsp; สินค้าชุมชน และกาแฟคั่วแบรนด์ &amp;lsquo;แม่แจ่ม(Maechaem&amp;nbsp; Arabica&amp;nbsp; Coffee)&amp;nbsp; แม้จะเริ่มต้นได้ไม่นาน&amp;nbsp; แต่ก็เป็นย่างก้าวที่น่าจับตา&amp;nbsp; เป็นต้นแบบที่น่าศึกษายิ่งนัก !!&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;อำเภอแม่แจ่ม&amp;nbsp; ตั้งอยู่บนเทือกเขาถนนธงชัย (ด้านหลังดอยอินทนนท์) อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 123 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1,700,000 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แจ่ม มีลำน้ำแม่แจ่มที่ไหลมาจากดอยอินทนนท์เป็นแม่น้ำสายหลัก สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดอยสูง&amp;nbsp; ประชากรมีทั้งคนเมือง&amp;nbsp; ปกาเกอะยอ&amp;nbsp; ม้ง&amp;nbsp; ลัวะ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ประมาณ 59,000 คน  ส่วนใหญ่ปลูกข้าวโพดเป็นพืชหลัก&amp;nbsp; เพราะเป็นพืชทนแล้ง&amp;nbsp; เหมาะกับสภาพพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำ&amp;nbsp; ปลูกตามไหล่เขาและบนดอยได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;แต่การปลูกข้าวโพดทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ติดตามมา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำ&amp;nbsp; การใช้สารเคมี&amp;nbsp; และการพังทลายของหน้าดิน&amp;nbsp; ทำให้สารเคมีไหลลงสู่แหล่งน้ำ&amp;nbsp; แหล่งน้ำตื้นเขิน&amp;nbsp; การเผาเศษซากข้าวโพด&amp;nbsp; ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นควันติดตามมา&amp;nbsp; นอกจาก นี้ยังทำให้เกษตรกรมีหนี้สิน&amp;nbsp; เพราะต้นทุนในการซื้อเมล็ดพันธุ์&amp;nbsp; ซื้อปุ๋ย&amp;nbsp; สารเคมีกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชสูงขึ้น&amp;nbsp; แต่ราคารับซื้อข้าวโพดตกต่ำ&amp;nbsp; เกษตรกรไม่มีอำนาจต่อรอง&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;ใช้ &amp;lsquo;แม่แจ่มโมเดล&amp;rsquo; สร้างเมืองป่าไม้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;จากปัญหาต่างๆ ดังกล่าว ชาวแม่แจ่ม ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน องค์กรปกครองท้องถิ่น อำเภอแม่แจ่ม&amp;nbsp; องค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยราชการ สถาบันการศึกษา ฯลฯ จึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการต้นแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปี 2552 โดยในช่วงแรกเน้นไปที่การจัดระเบียบควบคุมที่ดินทำกิน เช่น&amp;nbsp; การจัดทำข้อมูลการครอบครองที่ดินรายแปลงของเกษตรกร&amp;nbsp; สร้างกฎระเบียบในการดูแลรักษาป่าของแต่ละหมู่บ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ห้ามตัดไม้&amp;nbsp; ห้ามบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำ&amp;nbsp; ห้ามซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดินให้นายทุน&amp;nbsp; เพื่อยับยั้งการบุกรุกพื้นที่ป่า รวมทั้งลดปัญหาฝุ่นควันจากการเผาเศษซากพืชไร่ ฯลฯ เรียกโครงการนี้ว่า &amp;lsquo;แม่แจ่มโมเดล&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;ต่อมาในปี 2559 จึงได้ยกระดับจากการจัดการปัญหาการบุกรุกป่าและฝุ่นควันไปสู่การแก้ไขปัญหาทั้งระบบ รวมทั้งการผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย&amp;nbsp; เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เรียกโครงการนี้ว่า &amp;lsquo;แม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rsquo; &amp;rsquo; (Maechaem Model&amp;nbsp; Plus) &amp;nbsp;โดยความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เช่น ผู้นำชุมชน ท้องถิ่น อำเภอ เจ้าหน้าที่ป่าไม้&amp;nbsp; ภาคประชาสังคม&amp;nbsp; ภาคธุรกิจ&amp;nbsp; นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และหน่วยงานรัฐในระดับนโยบาย&amp;nbsp; เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ด้วยการยับยั้งการบุกรุกป่า หยุดปัญหาไฟป่า ฝุ่นควัน การปลูกพืชเชิงเดี่ยว ลดการใช้สารเคมี ฯลฯ ส่งเสริมการปลูกไผ่ กาแฟ ฯลฯ เป็นพืชเศรษฐกิจ พลิกฟื้นดอยหัวโล้นให้เป็นสีเขียว สร้างเมืองแม่แจ่มให้เป็น &amp;lsquo;เมืองป่าไม้&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;และในโอกาสที่พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; เดินทางมาติดตามผลการดำเนินโครงการของรัฐบาลที่จังหวัดเชียงใหม่ในวันที่ 27 เมษายน 2559&amp;nbsp; พลเอกประยุทธ์ได้มอบโล่รางวัลการแก้ไขปัญหาหมอกควันให้แก่อำเภอแม่แจ่ม&amp;nbsp; เพราะเป็นอำเภอที่ลดจำนวนการเกิดจุดความร้อน (Hotspot) ได้มากที่สุดในช่วง 60 วันห้ามเผา (กุมภาพันธ์-เมษายน 2559)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;หนทางก้าวออกจากเขาวงกต&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;สมเกียรติ มีธรรม ผู้ประสานงานโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส อธิบายเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา&amp;nbsp; อัตรา ขยายตัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ของพื้นที่ทำกินในป่าต้นน้ำแม่แจ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงปี พ.ศ.2552-2559 พื้นที่ในเขตป่าสงวนฯ แม่แจ่มกลายเป็นไร่ข้าวโพดเพื่อส่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์อย่างรวดเร็ว จาก 86,104 ไร่ในปี 2552 ในปี 2554 เพิ่มเป็น 105,465 ไร่ และปี 2559 เพิ่มเป็น 123,229 ไร่ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ผลกระทบจากการขยายตัวของไร่ข้าวโพดบนพื้นที่สูง คือ เกิดปัญหาภัยแล้งจากการบุกรุกพื้นที่ป่า พอถึงช่วงฤดูฝนเกิดปัญหาหน้าดินถูกชะล้าง ดินทรายไหลลงไปในแหล่งน้ำ ทำให้แม่น้ำลำห้วยตื้นเขิน เกิดปัญหาน้ำแล้งตามมาตามผลกระทบจากการใช้สารเคมี การเผาซากข้าวโพดที่มีปริมาณประมาณปีละ 95,000 ตัน ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นควัน ปัญหาระบบทางเดินหายใจ เฉพาะในอำเภอแม่แจ่มมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสูดดมฝุ่นควันประมาณปีละ 5,000 ราย &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;แต่ที่สำคัญคือปัญหาหนี้สินจากการทำไร่ข้าวโพด เนื่องจากในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีนโยบายไม่ให้บริษัทเอกชนรับซื้อข้าวโพดที่ปลูกในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ทำให้ชาวแม่แจ่มส่วนใหญ่ที่ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ดังกล่าว ประมาณ 115,000 ไร่ ไม่มีตลาดรองรับ หรือต้องขายในราคาต่ำกว่าทุน ทำให้มีหนี้สินสะสม โดยในปี 2560 เกษตรกรในอำเภอแม่แจ่มเป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมกันประมาณ 1,400 ล้านบาท และหนี้กองทุนหมู่บ้านอีกประมาณ 300 ล้านบาท (ไม่รวมหนี้อื่นๆ และหนี้นอกระบบ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ดังนั้นการก้าวให้พ้นจากวงจรปัญหาหนี้สิน จะต้องสร้างระบบการเกษตรที่จะมาทดแทนการปลูกข้าวโพด เช่น ไม้ไผ่ กาแฟ ผัก ไม้ผล เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ การแก้ปัญหาระบบนิเวศน์ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ จึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการต่างๆ มาสนับสนุน เช่น การพักชำระหนี้เกษตรกร การเชื่อมโยงระบบการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำ คือการผลิต กลางน้ำ คือการแปรรูป และปลายน้ำ คือการตลาด เพื่อให้เกษตรกรอำเภอแม่แจ่มหลุดพ้นออกจากเขาวงกตสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ตลอดไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; สมเกียรติกล่าวถึงแนวทางแก้ปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;ต้นน้ำ : ส่งเสริมปลูกไผ่เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นพื้นที่สีเขียว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมเกียรติ  บอกถึงรูปธรรมในการขับเคลื่อนงานตามโครงการแม่แจ่มฯ ต่อไปว่า&amp;nbsp; ในเดือนพฤษภาคม&amp;nbsp; 2561 ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชาวบ้าน&amp;nbsp; ชุมชน&amp;nbsp; อำเภอ&amp;nbsp; มูลนิธิฮักเมืองแจ๋ม&amp;nbsp; มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ&amp;nbsp; จังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; บริษัทประชารัฐรักสามัคคี&amp;nbsp; กรมป่าไม้&amp;nbsp; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; และภาคเอกชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บริษัทซีพี&amp;nbsp; บริษัทไทยเบฟจำกัด ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;เพื่อ &amp;lsquo;พลิกฟื้นผืนป่า&amp;nbsp; สร้างเศรษฐกิจชุมชน&amp;rsquo; โดยมีการลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่างตัวแทนชาวบ้านกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการปลูกไผ่เพื่อเป็นการนำร่องร่วมกันที่บริเวณบ้านห้วยยางส้าน ต.ท่าผา อ.แม่แจ่ม และพัฒนาเป็นโครงการ &amp;lsquo;แสนกล้าดี&amp;rsquo; เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไผ่เพิ่มขึ้นทุกปี&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้เรามีเกษตรกรทั้ง 7 ตำบลในอำเภอแม่แจ่มเข้าร่วมปลูกไผ่ประมาณ&amp;nbsp; 1,100 ราย มีพื้นที่ปลูกประมาณ 2,000 ไร่&amp;nbsp; จากเป้าหมายทั้งหมด 20,000 ไร่&amp;nbsp; ส่วนไผ่ที่ส่งเสริมให้ปลูกเป็นไผ่พันธุ์ &amp;lsquo;ซางหม่น&amp;rsquo; และ &amp;lsquo;ฟ้าหม่น&amp;rsquo; ซึ่งเป็นไผ่ตระกูลเดียวกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีลักษณะเด่น คือ โตเร็ว ลำตรง เนื้อไม้หนา เหมาะนำไปแปรรูปเป็นตะเกียบ เฟอร์นิเจอร์ภายในและภายนอก หน่อกินได้ ฯลฯ ใช้เวลาปลูก&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3 ปีก็นำมาใช้ประโยชน์ได้&amp;nbsp; จะทำให้ชาวบ้านมีรายได้ประมาณไร่ละ 10,000 บาทต่อปี&amp;nbsp; ดีกว่าปลูกข้าวโพด&amp;rdquo;&amp;nbsp; สมเกียรติพูดถึงการส่งเสริมชาวบ้านตั้งแต่ต้นน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;นอกจากนี้การปลูกไผ่บนพื้นที่สูงหรือบนดอยจะช่วยป้องกันดินถล่มและช่วยอุ้มน้ำ เพราะไผ่มีรากฝอยแผ่กว้างและหนาแน่น ช่วยยึดหน้าดิน สร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผืนป่า ใบไผ่ที่ร่วงจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์บำรุงดิน ช่วยสร้างจุลินทรีย์ในดิน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ต้องใช้สารเคมี ไม่ต้องเผาไร่เหมือนปลูกข้าวโพด เมื่อไผ่ที่ปลูกไปแล้วเริ่มโต ต้นไผ่ก็จะแตกหน่อแทงยอดขึ้นมาอีก หน่อไผ่นำมากินหรือขายได้&amp;nbsp; เมื่อตัดไผ่รุ่นแรกไปแล้วก็จะมีไผ่ที่เติบโตตามมาหมุนเวียนให้ตัดได้ตลอดทั้งปี โดยจะปลูกไผ่ 70 ต้น / 1 ไร่ และปลูกในลักษณะผสมผสานหรือแทรกไปในแปลงข้าวโพด เมื่อได้ผลตอบแทนดี&amp;nbsp; เกษตรกรจะลดหรือเลิกปลูกข้าวโพดเพื่อปลูกไผ่หรือพืชอื่นๆ แทน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;กลางน้ำ&amp;nbsp; : สร้างโรงงานแปรรูปไม้ไผ่&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ว่าขณะนี้ (ต้นปี 2564) ต้นไผ่ที่โครงการแม่แจ่มโมเดลพลัสส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกตั้งแต่ช่วงกลางปี 2561 ยังโตไม่เต็มที่&amp;nbsp; เพราะไผ่ที่จะนำมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์หรือแปรรูปเป็นเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ จะต้องมีอายุอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป&amp;nbsp; แต่ขณะเดียวกันโครงการแม่แจ่มฯ ได้จัดสร้างโรงงานแปรรูปไม้ไผ่ขึ้นมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2562 &amp;nbsp;มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 1 ไร่&amp;nbsp; ดำเนินการในลักษณะวิสาหกิจชุมชนโดยใช้ไม้ไผ่จากหัวไร่ปลายนาที่ชาวบ้านปลูกเอาไว้ก่อนหน้านั้นนำมาป้อนเข้าโรงงาน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ส่วนงบประมาณมาจากการระดมทุนของชาวบ้านและองค์กรต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งการสมทบเงินจากบริษัทเอกชน&amp;nbsp; รวมทั้งหมดประมาณ 2 ล้านบาท&amp;nbsp; เพื่อก่อสร้างโรงงาน&amp;nbsp; ซื้อเครื่องจักรแปรรูปไม้&amp;nbsp; ตัดไม้ ฉลุลายไม้ ฯลฯ&amp;nbsp; และสร้างบ่อแช่ไม้ไผ่ด้วยน้ำยากันมอดแมลงกินเนื้อไม้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โรงงานแปรรูปไม้ไผ่แห่งนี้มีชาวบ้านมาทำงานประจำ 5 คน&amp;nbsp; ช่วยกันแปรรูปไม้ไผ่เพื่อผลิตเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โต๊ะ&amp;nbsp; เก้าอี้&amp;nbsp; ซุ้มนั่งพักผ่อนกลางแจ้ง&amp;nbsp; เก้าอี้ชิงช้า&amp;nbsp; ฉากกั้นห้อง&amp;nbsp; แผ่นบังแดด (facade) &amp;nbsp;แผ่นไม้ไผ่อัด&amp;nbsp; หลังคา&amp;nbsp; นาฬิกา&amp;nbsp; จาน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; หรือผลิตตามคำสั่งซื้อ (หากมีคำสั่งซื้อมากโรงงานจะกระจายงานไปให้ชาวบ้านทำ)&amp;nbsp; โดยโรงงานจะรับซื้อไม้ไผ่จากชาวบ้าน&amp;nbsp; ราคาตามขนาด&amp;nbsp; มีตั้งแต่ลำละ 60-70 บาท&amp;nbsp; จนถึงไผ่ยักษ์&amp;nbsp; ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8-10 นิ้ว&amp;nbsp; ราคารับซื้อลำละ 200 บาทขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนด้านการตลาดหรือห่วงโซ่ &amp;lsquo;ปลายน้ำ&amp;rsquo; นั้น&amp;nbsp; ก่อนจะเกิดสถานการณ์โควิด-19 ในช่วงต้นปี 2563 &amp;nbsp;โครงการแม่แจ่มโมเดลพลัสได้จัดหาตลาดรองรับการแปรรูปไม้ไผ่&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งว่าจ้างให้โรงงานผลิตหลังคาไม้ไผ่&amp;nbsp; ราคาไพ (แผ่น) ละ 45/60บาท (ไม่แช่น้ำยา/แช่น้ำยากันมอด) &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;หลังจากนั้นทางบริษัทจะนำหลังคาไม้ไผ่ไปอบน้ำยากันปลวกและผสมผงโลหะบางชนิดเพื่อให้หลังคาไม้ไผ่มีความทนทาน&amp;nbsp; ทนแดด&amp;nbsp; ทนฝน&amp;nbsp; ทนปลวก&amp;nbsp; มีอายุใช้งานประมาณ 15 ปี&amp;nbsp; ที่สำคัญคือมีความสวยงาม&amp;nbsp; แปลกตา&amp;nbsp; เป็นที่ต้องการของธุรกิจท่องเที่ยว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; รีสอร์ท&amp;nbsp; โรงแรม ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีคำสั่งซื้อจากทางบริษัทครั้งละไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท&amp;nbsp; แต่เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 จึงทำให้มีการชะลอคำสั่งซื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; โรงงานยังมีแผนงานที่จะผลิต &amp;lsquo;ถ่านกัมมัมต์&amp;rsquo;&amp;nbsp; (activated charcoal หรือ activated carbon) โดยนำเศษไม้ไผ่มาผสมกับสารเคมีบางชนิด&amp;nbsp; แล้วเผาด้วยความร้อนสูงจนได้เป็นถ่านกัมมันต์ออกมา&amp;nbsp; มีความแข็งแกร่ง คงตัว ไม่เป็นสนิม ใช้สร้างแผ่นเซลล์เชื้อเพลิง เม็ดเชื้อเพลิง ถ่านไฟฉาย ใช้ผสมเพิ่มความแข็งแกร่งในปูนซีเมนต์ พลาสติก ยางรถยนต์ ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยา และอาหาร ตลาดโลกมีความต้องการปีละ 10 ล้านตัน ราคาตันละ 30,000-40,000 บาท คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายถึงปีละ 400,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ปลายน้ำ :&amp;nbsp; &amp;lsquo;แจ่มจริง&amp;rsquo; ตลาดรองรับผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่-กาแฟและสินค้าชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;lsquo;แจ่มจริง&amp;rsquo; มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่&amp;nbsp; ตั้งอยู่กลางอำเภอแม่แจ่ม&amp;nbsp; เปิดดำเนินการในเดือนเมษายน 2562 เป็นเสมือนหน้าร้านของแม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;nbsp; เพราะที่นี่จะเป็นศูนย์จัดแสดงและจำหน่ายสินค้าจากไม้ไผ่&amp;nbsp; สินค้าจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมกับโครงการแม่แจ่มฯ&amp;nbsp; ที่เปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดมาปลูกไผ่&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; และพืชผลอื่นๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเปิดเป็นร้านกาแฟที่สร้างด้วยไม้ไผ่&amp;nbsp; สไตล์โล่งโปร่ง&amp;nbsp; น่านั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ที่สำคัญคือ&amp;nbsp; ร้านกาแฟ &amp;lsquo;แจ่มจริง&amp;rsquo;&amp;nbsp; ใช้เมล็ดกาแฟพันธุ์อาราบิก้าที่ชาวแม่แจ่มปลูก&amp;nbsp; ผ่านการคัดคุณภาพ&amp;nbsp; ก่อนเข้าสู่โรงคั่วกาแฟที่ได้มาตรฐาน&amp;nbsp; แล้วนำมาบรรจุถุงจำหน่ายในแบรนด์ &amp;lsquo;Maechaem&amp;nbsp; Arabica&amp;nbsp; Coffee&amp;rsquo; &amp;nbsp;และจำหน่ายในรูปแบบของกาแฟสดทั้งร้อน-เย็น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; คาปูชิโน่&amp;nbsp; อเมริกาโน่&amp;nbsp; ลาเต้&amp;nbsp; มอคค่า&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;สมเกียรติ มีธรรม ผู้ประสานงานโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส  บอกว่า&amp;nbsp; อำเภอแม่แจ่มมีพื้นที่ปลูกกาแฟทั้งหมดประมาณ 3,200 ไร่&amp;nbsp; จะได้ผลกาแฟสุกหรือกาแฟเชอร์รี่ประมาณปีละ 200 ตัน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะขายในลักษณะกาแฟเชอร์รี่หรือตากแห้งเป็นกาแฟกะลา&amp;nbsp; แต่ได้ราคาไม่ดีนัก&amp;nbsp; โครงการแม่แจ่มฯ&amp;nbsp; จึงมาสนับสนุนให้ความรู้กระบวนการผลิตกาแฟกะลาแบบ Dry Process (ล้าง&amp;nbsp; หมัก&amp;nbsp; ตากแห้ง) ราคารับซื้อขั้นต่ำกิโลกรัมละ 110 บาท&amp;nbsp; ก่อนนำไปสี&amp;nbsp; คัดเกรด และส่งโรงงานคั่วกาแฟ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ขณะเดียวกันโครงการแม่แจ่มฯ&amp;nbsp; ตั้งเป้าจะสนับสนุนให้ชาวบ้านที่ปลูกข้าวโพดเปลี่ยนมาปลูกกาแฟอย่างน้อย 300 ไร่&amp;nbsp; ขณะนี้มีสมาชิกเริ่มต้นจำนวน 30 ราย ปลูกกาแฟแล้วประมาณ 56 ไร่&amp;nbsp; เป็นกาแฟออร์แกนิค 100 เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp; มีจุดเด่นที่กาแฟเหล่านี้เป็นสายพันธุ์ย่อยของอาราบิก้า&amp;nbsp; ประกอบกับกระบวนการผลิตแบบ Dry Process และนำมาคั่วกลาง&amp;nbsp; จะได้เมล็ดกาแฟที่มีรสชาติกลมกล่อม&amp;nbsp; มีความหอม&amp;nbsp; แล้วนำมาจำหน่ายที่ร้านกาแฟแจ่มจริง&amp;nbsp; รวมทั้งขายทางออนไลน์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;โครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;nbsp; เราเริ่มตั้งแต่การส่งเสริมการผลิตที่ต้นน้ำ&amp;nbsp; แล้วนำผลผลิตที่ได้&amp;nbsp; คือไม้ไผ่และกาแฟมาแปรรูป&amp;nbsp; เป็นการจัดการกลางน้ำ&amp;nbsp; นอกจากนี้เรายังมีร้านแจ่มจริงเป็นศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์&amp;nbsp; รวมทั้งกำลังขยายตลาดไปยังช่องทางต่างๆ&amp;nbsp; เป็นการจัดการที่ปลายน้ำ&amp;nbsp; แต่โชคไม่ดีที่เรามาเจอโควิดเสียก่อน&amp;nbsp; โดยเฉพาะโรงงานไม้ไผ่ที่มีบริษัทมาสั่งจ้างให้ผลิตหลังคาไม้ไผ่เพื่อนำไปมุงรีสอร์ทมูลค่าเดือนละหลายแสนบาท&amp;nbsp; แต่เกิดผลกระทบด้านการท่องเที่ยว&amp;nbsp; โรงงานของเราจึงพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; สมเกียรติกล่าวถึงอุปสรรคที่ไม่คาดคิดมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;หนุนท่องเที่ยวสร้างเศรษฐกิจชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ขณะที่ ณัฐจรัส&amp;nbsp; ปัณฑวงศ์&amp;nbsp; ประธานชมรมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอำเภอแม่แจ่ม&amp;nbsp; ในฐานะที่เป็นภาคีเครือข่ายแม่แจ่มโมเดลพลัส และช่วยขยายตลาดการท่องเที่ยวไปสู่ชุมชน &amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp; ชมรมมีบทบาทในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์&amp;nbsp; การท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งช่วยแนะนำสินค้าต่างๆ ของชุมชนด้วย&amp;nbsp; โดยมี facebook&amp;nbsp; : maechaemtravel&amp;nbsp; เป็นสื่อประชาสัมพันธ์&amp;nbsp; ก่อนช่วงโควิดจะมีนักท่องเที่ยวจากยุโรปและนักท่องเที่ยวไทยที่นิยมการท่องเที่ยวแบบ Slow Life มาท่องเที่ยวที่แม่แจ่มปีละหลายหมื่นคน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;แม่แจ่มเป็นเมืองที่สวยงาม&amp;nbsp; เงียบสงบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี&amp;nbsp; หน้าฝนต้องมาดูนาขั้นบรรทัดที่บ้านป่าบงเปียง&amp;nbsp; เนื้อที่กว่า 2,000 ไร่&amp;nbsp; มาล่องแพที่แม่น้ำแจ่ม&amp;nbsp; หน้าหนาวมากางเต๊นท์&amp;nbsp; ดูทะเลหมอก&amp;nbsp; จิบกาแฟแม่แจ่ม&amp;nbsp; กินอาหารพื้นเมือง&amp;nbsp; ผักอินทรีย์&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ถ้าหมดช่วงโควิด&amp;nbsp; ผมเชื่อว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาที่แม่แจ่มอีก&amp;nbsp; ชาวบ้านก็จะมีรายได้จากการท่องเที่ยว&amp;nbsp; แต่ต้องช่วยกันทำให้เขาหัวโล้นกลับมาเป็นพื้นที่สีเขียวก่อน&amp;nbsp; ตอนนี้เริ่มต้นไปแล้ว&amp;nbsp; ต่อไปผมว่าจะดีขึ้นแน่ๆ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานชมรมกล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;lsquo;แม่วากโมเดล&amp;rsquo;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ถ้ามีน้ำ&amp;nbsp; เราจะปลูกอะไรก็ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;บ้านแม่วาก&amp;nbsp; ต.แม่นาจร&amp;nbsp; อยู่ห่างจากตัวอำเภอแม่แจ่มไปทางทิศเหนือประมาณ 35 กิโลเมตร&amp;nbsp; มีชาวบ้าน&amp;nbsp; 68 ครอบครัว&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ชาวบ้านแม่วากต่างก็ปลูกข้าวโพดเป็นอาชีพหลัก&amp;nbsp; เพราะสภาพพื้นที่เป็นพื้นที่สูง&amp;nbsp; ขาดแหล่งน้ำ&amp;nbsp; จึงต้องปลูกข้าวโพด&amp;nbsp; เพราะเป็นพืชทนแล้ง&amp;nbsp; อาศัยน้ำฝนอย่างเดียว&amp;nbsp; ไม่ต้องดูแลมาก&amp;nbsp; แต่ก็ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ติดตาม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากเผาเศษซากข้าวโพด &amp;nbsp;หน้าดินถูกชะล้างพังทลาย&amp;nbsp; สารเคมีไหลลงสู่แหล่งน้ำด้านล่าง&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;จากปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp; สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จึงได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กรมพัฒนาที่ดิน&amp;nbsp; กรมทรัพยากรน้ำ&amp;nbsp; อบต.แม่นาจร&amp;nbsp; มูลนิธิฮักเมืองแจ๋ม&amp;nbsp; ภาคเอกชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ซีพี&amp;nbsp; เอสซีจี&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จัดทำโครงการการบูรณาการจัดการดิน น้ำ&amp;nbsp; ป่า&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;แม่วากโมเดล&amp;rsquo; &amp;nbsp;โดยมีพื้นที่นำร่องที่บ้านแม่วาก&amp;nbsp; หมู่ที่ 6 ต.แม่นาจร&amp;nbsp; อ.แม่แจ่ม&amp;nbsp; เริ่มสำรวจข้อมูลตั้งแต่ปี 2557 &amp;nbsp;&amp;nbsp;จากการศึกษาวิเคราะห์ปัญหา&amp;nbsp; พบว่า &amp;ldquo;หากไม่มีแหล่งน้ำก็จะเปลี่ยนอาชีพปลูกข้าวโพดไม่ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ดังนั้นโครงการจึงวางแผนจัดหาแหล่งน้ำ&amp;nbsp; โดยต่อท่อส่งน้ำ PVC รองรับน้ำจากห้วยแม่วากที่ไหลมาจากดอยอินทนนท์ระยะทางประมาณ 8.5 กิโลเมตร&amp;nbsp; แล้วขุดบ่อน้ำบนพื้นที่สูง&amp;nbsp; (ใช้ผ้าพลาสติกรองก้นบ่อ) คือ&amp;nbsp; &amp;lsquo;บ่อแม่&amp;rsquo; ขนาด 20 X 30 เมตร&amp;nbsp; ลึก 3 เมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำนวน 1 บ่อ&amp;nbsp; และ ขุด &amp;lsquo;บ่อลูก&amp;rsquo; ขนาด 10 X 10&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมตร&amp;nbsp; ลึก 2.5 เมตร&amp;nbsp; จำนวน 6 บ่อ&amp;nbsp; เพื่อรับน้ำจากห้วยแม่วาก&amp;nbsp; จากนั้นเกษตรกรจะขุด &amp;lsquo;บ่อหลาน&amp;rsquo; หรือก่อถังซีเมนต์เก็บน้ำเพื่อวางท่อน้ำเข้าสู่แปลงเกษตรของตน&amp;nbsp; เริ่มส่งน้ำเข้าสู่แปลงเกษตรในปี 2562&amp;nbsp; มีเกษตรกรบ้านแม่วากได้รับประโยชน์ 68 ครอบครัว&amp;nbsp; พื้นที่ทำเกษตรประมาณ 1,700 ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;บุญสี&amp;nbsp; กาไว ผู้ใหญ่บ้านแม่วาก&amp;nbsp; บอกว่า &amp;nbsp;เมื่อมีน้ำเราจะปลูกอะไรก็ได้&amp;nbsp; โดยโครงการสนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกพืชในลักษณะผสมผสานหรือวนเกษตร&amp;nbsp; เพื่อให้มีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; พืชระยะสั้น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; แตงกวาญี่ปุ่น&amp;nbsp; มะเขือม่วง&amp;nbsp; ผักต่างๆ ใช้เวลาประมาณ 2 เดือนก็เก็บขายได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; พืชระยะกลาง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เสาวรส (เริ่มเก็บผลเมื่อปลูกได้ 7-9 เดือน)&amp;nbsp; ไผ่&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; ใช้เวลาประมาณ 2 ปีขึ้นไป&amp;nbsp; พืชระยะยาว&amp;nbsp; หรือพืชยืนต้น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไม้สัก&amp;nbsp; และไม้ผล&amp;nbsp; ทุเรียน&amp;nbsp; มะม่วง&amp;nbsp; มะขามยักษ์&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;เมื่อปีที่แล้วผมจึงเปลี่ยนจากปลูกข้าวโพดในที่ดิน 16 ไร่&amp;nbsp; มาปลูกแตงกวาญี่ปุ่น&amp;nbsp; มะเขือม่วง&amp;nbsp; ฟักทอง เสาวรส&amp;nbsp; อะโวคาโด&amp;nbsp; มะม่วง&amp;nbsp; และไม้ไผ่&amp;nbsp; โดยใช้น้ำจากบ่อที่ขุดเอาไว้แล้ววางท่อส่งน้ำเข้าแปลง&amp;nbsp; ทำให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี&amp;nbsp; เมื่อก่อนปลูกข้าวโพดขายได้ราคากิโลฯ ละ 5-6 บาท&amp;nbsp; ไร่หนึ่งได้ไม่เกิน 6,000 บาท (ยังไม่หักต้นทุน) แต่เมื่อเปลี่ยนมาปลูกพืชหลายอย่างผมเชื่อว่าจะทำให้มีรายได้มากกว่าเดิม&amp;nbsp; อย่างน้อยๆ ไร่หนึ่งน่าจะได้ประมาณ 10,000 บาท&amp;nbsp; ถ้ามีรายได้ดีกว่าชาวบ้านก็จะเลิกปลูกข้าวโพดแน่ๆ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้านแม่วากตั้งความหวัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ชาวบ้านแม่วากยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ให้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์บ้านแม่วากขึ้นมาในปี 2563 &amp;nbsp;โดยชาวบ้านร่วมกันจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อปลูกผักอินทรีย์ในแปลงสาธิต&amp;nbsp; 1.3 ไร่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผักสลัด&amp;nbsp; คะน้า&amp;nbsp; ผักกาดหอม&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;ใช้ระยะเวลาปลูกและเก็บส่งตลาดรุ่นหนึ่งไม่เกิน 2 เดือน &amp;nbsp;หมุนเวียนปลูกได้ตลอดทั้งปี&amp;nbsp; มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร&amp;nbsp; เพิ่มรายได้&amp;nbsp; ลดการปลูกพืชเคมี&amp;nbsp; แล้วหันมาปลูกผักอินทรีย์&amp;nbsp; โดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน คือ&amp;nbsp; ตลาดโครงการหลวงดอยอินทนนท์&amp;nbsp; และห้างสรรพสินค้าในเมืองเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;สมเกียรติ&amp;nbsp; มีธรรม&amp;nbsp; ผู้ประสานงานโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส กล่าวว่า&amp;nbsp; ตนอยากให้หน่วยงานของรัฐนำแม่วากโมเดลไปขยายผล&amp;nbsp; เป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาดิน&amp;nbsp; น้ำ&amp;nbsp; ป่า&amp;nbsp; เปลี่ยนจากพืชเชิงเดี่ยวที่ทำลายหน้าดิน&amp;nbsp; ทำให้ภูเขาหัวโล้น&amp;nbsp; และสร้างปัญหาหนี้สิน&amp;nbsp; มาเป็นพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; โดยสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็ก&amp;nbsp; เพื่อให้เกษตรกรเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดเป็นไม้ยืนต้นและพืชเกษตรอื่นๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;เดโช&amp;nbsp; ไชยทัพ&amp;nbsp; คณะทำงานแม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;nbsp; กล่าวทิ้งท้ายว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;การเริ่มต้นของแม่แจ่มโมเดลฯ&amp;nbsp; คือการทำให้เห็นว่า&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาความยากจนและปัญหาสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; จะต้องทำให้ครบวงจร&amp;nbsp; ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ&amp;nbsp; โดยมีโรงงานแปรรูปและมีตลาดรองรับ&amp;nbsp; ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินบนพื้นที่สูง&amp;nbsp; จากพืชเชิงเดี่ยว&amp;nbsp; ที่มีปัญหาเรื่องการชะล้างหน้าดิน&amp;nbsp; มีปัญหาหมอกควันและไฟป่า&amp;nbsp; มาเป็นวนเกษตรจะเป็นเรื่องที่ดีมาก&amp;nbsp; เพราะสามารถตอบสนองเรื่องรายได้ให้แก่ชาวบ้าน&amp;nbsp; เพราะการปลูกข้าวโพดอย่างมากก็จะมีรายได้ไร่ละ 3,000 &amp;nbsp;&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; แต่ถ้าทำวนเกษตรหรือปลูกพืชหลายอย่างจะทำให้มีรายได้ตอบแทนประมาณไร่ละ 10,000 บาท&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;(เรื่องและภาพโดยสำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชน&amp;nbsp; สื่อสาร&amp;nbsp; จัดการความรู้&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน))&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ***************&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94382</URL_LINK>
                <HASHTAG>จาก ‘แม่แจ่ม’ สู่ ‘แม่วากโมเดล’, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, แม่วากโมเดล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210226/image_big_6038e78e3a25e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
