<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>88274</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/12/2020 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/12/2020 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;ยอมปรับเกณฑ์กู้ซอฟท์โลนช่วยเอสเอ็มอีประคองธุรกิจ! </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ธ.ค. 2563 นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้ปรับปรุงเกณฑ์ซึ่งอยู่ในวิสัยที่ดำเนินการได้ในชั้นนี้เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) หรือซอฟท์โลน ให้มีความยืดหยุ่นเหมาะสมกับสถานการณ์ หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยบางกลุ่มยังมีรายได้ไม่เพียงพอเพื่อประคับประคองธุรกิจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การปรับปรุงการให้ความช่วยเหลือดังกล่าว ประกอบด้วย 1.ปรับนิยามคำว่ากลุ่มธุรกิจ ที่เป็นหนึ่งในเกณฑ์การพิจารณาให้สินเชื่อโดยแยกพิจารณาความสัมพันธ์ของบุคคลธรรมดาออกจากนิติบุคคล พร้อมทั้งนับความสัมพันธ์ให้เหลือเพียงลำดับเดียว ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อซอฟต์โลนได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยประเภทการขอสินเชื่อ บุคคลธรรมดา นิยามกลุ่มธุรกิจเกณฑ์เดิม พิจารณาจากบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดจนเปรียบเสมือนเป็นการให้สินเชื่อแก่บุคคลเดียวกัน นิยาม&amp;ldquo;กลุ่มธุรกิจ&amp;rdquo; เกณฑ์ปรับใหม่ มีผล 1 ม.ค. 2564 พิจารณาเฉพาะ สามี-ภรรยาตามกฎหมาย นิติบุคคล นิยามเดิม พิจารณาบริษัทร่วมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด &amp;nbsp;นิยามใหม่ พิจารณาเฉพาะบริษัทแม่ที่ถือหุ้นอยู่ในบริษัทลูกเกิน 50% เพียงลำดับเดียว บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล นิยามเดิม พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้น ที่เป็นบุคคลธรรมดาร่วมกับนิติบุคคลนิยามใหม่ ไม่นับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดาร่วมกับนิติบุคคล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เปลี่ยนวิธีปฏิบัติเรื่องจำนวนครั้งในการขอสินเชื่อ โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอียื่นขอกู้ซอฟต์โลนได้ไม่เกิน 2 ครั้ง จากเดิมที่กำหนดให้ยื่นขอกู้ได้เพียงครั้งเดียว ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังมีวงเงินกู้ซอฟต์โลนเหลืออยู่ สามารถกลับมายื่นขอสินเชื่อได้อีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เกณฑ์ดังกล่าวได้ผ่อนปรนเพิ่มเติมหลังจากที่ได้ขยายให้รองรับบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาด MAI และขยายเวลาขอสินเชื่ออีก 6 เดือนไปในช่วงก่อนหน้า ซึ่งผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีสามารถยื่นขอสินเชื่อซอฟต์โลนจากสถาบันการเงินได้แล้ว โดยสถาบันการเงินต้องยื่นขอสินเชื่อซอฟต์โลนให้ ธปท. อนุมัติก่อนวันที่ 18 เม.ย. 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88274</URL_LINK>
                <HASHTAG>จาตุรงค์ จันทรังษ์, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ปรับปรุงเกณฑ์ซอฟ์ทโลน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201229/image_big_5fea9cf358779.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82194</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2020 16:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2020 15:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.กำชับแบงก์ช่วยลูกหนี้จับมือบสย. มาช่วยค้ำประกันซอฟต์โลนเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 ต.ค. 63 นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า หลังจากที่ ธปท. ได้ปรับมาตรการเป็นการให้ความช่วยเหลือเชิงรุกและตรงจุดที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกหนี้แต่ละรายไปแล้วนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. ได้กำชับสถาบันการเงินให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เต็มที่ โดยปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกมากขึ้นสำหรับลูกหนี้ที่ยังไม่สามารถกลับมาจ่ายชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยการปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้แต่ละราย รวมถึงใช้มาตรการอื่นตามความเหมาะสม เช่น การลดอัตราดอกเบี้ย การพักชำระค่างวด รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้รายย่อย และการปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ธุรกิจที่มีเจ้าหนี้หลายราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าสถาบันการเงินได้เริ่มดำเนินการช่วยลูกหนี้แล้ว สะท้อนจากตัวเลขการจัดชั้นหนี้เสื่อมคุณภาพและ NPL ที่ผ่านมายังไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย NPL ของธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 3 อยู่ที่ 3.14% เทียบกับไตรมาส 2 ที่ 3.09% &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ขอให้สถาบันการเงินเร่งให้ความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นอีก ขณะเดียวกันลูกหนี้ SMEs ที่ยังมีรายได้ไม่เพียงพอจ่ายหนี้ หรือคาดว่าอาจติดขัดเพราะรายได้ยังไม่ฟื้นตัว ขอให้รีบติดต่อขอรับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินเชื่อซอฟต์โลนที่ยังมีวงเงินเหลืออยู่อีกจำนวนมาก ขณะนี้ บสย. ได้เข้ามาช่วยค้ำประกันในปีที่ 3-10 ในวงเงิน 57,000 ล้านบาท ทำให้ลูกหนี้ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อซอฟต์โลนได้ง่ายขึ้น โดยลูกหนี้ที่เคยขอซอฟต์โลนไปแล้วแต่สถาบันการเงินไม่มีความมั่นใจที่จะปล่อยกู้ก็สามารถกลับมาติดต่อขอสินเชื่อใหม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลูกหนี้ที่มีปัญหาการติดต่อสถาบันการเงิน หรือยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันกับสถาบันการเงินสามารถแจ้งความต้องการที่จะปรับโครงสร้างหนี้ไปยังสถาบันการเงินผ่าน &amp;quot;ทางด่วนแก้หนี้&amp;quot; เว็บไซต์ https://www.1213.or.th/App/DebtCase ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82194</URL_LINK>
                <HASHTAG>จาตุรงค์ จันทรังษ์, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ธปท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201029/image_big_5f9a829d6690b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78398</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2020 18:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2020 18:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.ไม่ฟัน4แบงก์ไทยเอี่ยวโอนเงินน่าสงสัยชี้เป็นเพียงข้อกล่าวหาต้องรอตรวจสอบก่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย. 2563 นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงเกี่ยวกับกรณีมีข่าวสถาบันการเงินของไทย 4 แห่ง มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมการโอนเงินที่น่าสงสัย โดยใช้ข้อมูลจากรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยที่รั่วไหลจากหน่วยงานเครือข่ายปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินแห่งสหรัฐอเมริกา (US Financial Crimes Enforcement Network หรือ FinCEN) ว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่สถาบันการเงินภายใต้กฎหมายของสหรัฐอเมริกามีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัยต่อ FinCEN เป็นปกติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอยู่แล้ว และไม่ได้หมายความว่าธุรกรรมที่ถูกรายงานจะเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายเสมอไป แต่เนื่องจากข้อกล่าวหาที่เป็นข่าวอยู่นั้น ไม่ได้มาจาก FinCEN หรือหน่วยงานทางการใด ๆ เรื่องนี้จึงขอให้รอการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธปท. ได้กำกับดูแลและตรวจสอบสถาบันการเงินให้มีกระบวนการป้องกันความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย รวมถึงการสนับสนุนทางการเงินแก่การแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (AML/CPTF) ตั้งแต่ขั้นตอนการทำความรู้จักตัวตนลูกค้า (KYC/CDD) การตรวจสอบและการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กำหนดอย่างเคร่งครัด โดย ธปท. และ ปปง. ประสานงานกันเพื่อกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสถาบันการเงินพบธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยตามหลักเกณฑ์ที่ ปปง. กำหนด ก็มีหน้าที่ต้องรายงานต่อ ปปง. ซึ่งเรียกว่ารายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย (Suspicious Transaction Report: STR) ซึ่ง ปปง. จะนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์และตรวจสอบ เพื่อดูว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่ ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกธุรกรรมที่ถูกรายงานใน STR จะเป็นธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายเสมอไป จึงต้องตรวจสอบก่อนที่จะสรุปได้ว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78398</URL_LINK>
                <HASHTAG>จาตุรงค์ จันทรังษ์, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ธุรกรรมการโอนเงินที่น่าสงสัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200909/image_big_5f58a5de3fecf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76943</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2020 17:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2020 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  &#039;ธปท.&#039;ปลื้มปลดล็อกช่วยลูกหนี้12.5ล้านบัญชี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ย. 2563 นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 31 ก.ค. 2563 มีลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินทั้งสิ้น 7.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 12.5 ล้านบัญชี โดยลักษณะการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ลูกหนี้รายย่อยและลูกหนี้ธุรกิจนั้น ครอบคลุมทั้งการเลื่อนพักชำระหนี้ การลดภาระผ่อนชำระต่อเดือนด้วยการขยายระยะเวลาชำระหนี้ตามสัญญา การลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยการปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ตามสัญญาใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธปท. ได้ขอให้สถาบันการเงิน ประเมินสถานการณ์ของลูกหนี้รายย่อยและลูกหนี้ธุรกิจที่ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินในรูปแบบต่าง ๆ คาดว่า จะมีลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือในสัดส่วนสูงที่ไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือต่อไปเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาที่ได้รับความช่วยเหลือ โดยลูกหนี้ในส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างเร่งดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ หรือผ่อนปรนการชำระหนี้ต่อไปหลังจากมาตรการช่วยเหลือที่เคยได้รับสิ้นสุดลง เพื่อรอให้สถานการณ์โควิด 19 คลี่คลายลง และเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในระยะต่อไป ธปท. ยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลและแก้ไขปัญหาของลูกหนี้ตามความสามารถของแต่ละราย โดย ธปท. มีโครงการร่วมกับสมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ และสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ในชื่อ โครงการ DR BIZ การเงินร่วมใจ ธุรกิจไทยมั่นคง (โครงการดีอาร์บิส) เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ธุรกิจที่มีเจ้าหนี้สถาบันการเงินหลายรายให้มีกลไกจัดการหนี้กับสถาบันการเงินทุกแห่งได้อย่างเบ็ดเสร็จ&amp;rdquo; นายจาตุรงค์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สำหรับลูกหนี้รายย่อย ธปท. ร่วมกับสถาบันการเงินเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้รายย่อยด้วยวิธีการรวมหนี้ (debt consolidation) โดยนำสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่นที่อยู่ภายใต้ผู้ให้บริการทางการเงินเดียวกันมาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยวิธีการรวมหนี้กับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพื่อใช้ประโยชน์จากหลักประกัน เพื่อให้ลูกหนี้สามารถผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยต่อไปได้ตามความสามารถของแต่ละราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76943</URL_LINK>
                <HASHTAG>จาตุรงค์ จันทรังษ์, ช่วยลูกหนี้, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200909/image_big_5f58a5de3fecf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29007</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2019 09:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2019 09:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. เร่งแก้หนี้บัตรเครดิต-สินเชื่อส่วนบุคคล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.พ. 2562 นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผยว่า โครงการคลินิกแก้หนี้ ระยะที่ 2 จะขยายขอบเขตการให้บริการ โดยให้รวมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลของผู้ประกอบการนอนแบงก์ด้วย จากโครงการระยะที่ 1 ครอบคลุมเฉพาะหนี้ของธนาคารพาณิชย์เท่านั้น โดยการขยายขอบเขตดังกล่าวจะทำให้โครงการนี้มีความสามารถในการช่วยเหลือประชาชนได้กว้างขวางและเบ็ดเสร็จมากขึ้น เพราะหนี้ส่วนนี้มีสัดส่วนลูกหนี้กว่า 70% ของทั้งหมด โดยจากข้อมูลลูกหนี้ที่ติดต่อกับโครงการที่ผ่านมา พบว่า เป็นลูกหนี้ที่มีเจ้าหนี้นอนแบงก์รวมอยู่ด้วยจำนวนสูงพอสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะนี้ผู้ประกอบการนอนแบงก์อย่างน้อย 8 ราย เห็นถึงความสำคัญของโครงการที่จะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินให้ประชาชน และแสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ 1. บริษัท เจเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด 2. บริษัท ซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด 3. บริษัท เทสโก้ คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด 4. บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด 5. บริษัท พรอมิส (ประเทศไทย) จำกัด 6. บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด 7. บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) 8. บริษัท อีซี่ บาย จำกัด (มหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คาดว่าลูกหนี้ของนอนแบงก์จะสามารถเข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้ได้ภายในไตรมาสที่ 2/2562 เนื่องจากต้องรอให้การแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายขอบเขตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สามารถรับจ้างบริหารหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ของนอนแบงก์ มีผลบังคับใช้ ซึ่งปัจจุบันผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เพื่อให้การดำเนินการของโครงการมีประสิทธิภาพและสามารถช่วยเหลือลูกหนี้ที่สุจริตและมีความตั้งใจให้แก้ไขปัญหาได้มากขึ้น จึงปรับปรุงหลักเกณฑ์เพิ่มเติมใน 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1. คุณสมบัติการเข้าโครงการที่เดิมต้องเป็นหนี้เสียก่อนวันที่1 เม.ย. 2561 ปรับเป็นต้องเป็นหนี้เสียก่อนวันที่ 1 ม.ค. 2562 และ 2. ปรับปรุงเกณฑ์การพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้และวิธีการชำระหนี้ ให้ยืดหยุ่น ง่ายและสอดคล้องกับสถานะลูกหนี้แต่ละรายได้มากขึ้นโดยเกณฑ์ใหม่จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จุดเด่นของโครงการคลินิกแก้หนี้ นอกจากที่เป็นวัน สต็อป เซอร์วิสในการแก้ปัญหาหนี้ที่มีเจ้าหนี้หลายรายแล้ว อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การให้โอกาสลูกหนี้ผ่อนชำระได้สูงสุดถึง 10 ปีซึ่งจะทำให้ภาระที่ต้องจ่ายต่อเดือนไม่มากจนเกินที่จะรับได้ และจากการสอบถามลูกหนี้ที่ติดต่อได้เบื้องต้น พบว่ามีลูกหนี้อย่างน้อย 300-400 ราย ซึ่งเดิมปรับโครงสร้างหนี้ไม่สำเร็จหรือไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ จะสามารถแก้ไขหนี้ได้สำเร็จเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ใหม่ หรือ เพิ่มขึ้นประมาณ 30% จากปัจจุบัน&amp;rdquo; นายจาตุรงค์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิยต มาศะวิสุทธิ์กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) และนายสุรพลโอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จ ากัด (NCB) เปิดเผยว่า ทั้ง 2 หน่วยงานจะลงนามร่วมกัน โดย NCB จะยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจสอบรายงานข้อมูลเครดิต (รายงานเครดิตบูโร) สำหรับลูกหนี้ที่มาติดต่อและลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้ผ่านช่องทางที่สำนักงานของ SAM เพื่อลดภาระของลูกหนี้ที่สมัครเข้าโครงการ (ปกติมีค่าใช้จ่าย 100 บาท) รวมทั้งจะร่วมกันปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบและส่งข้อมูล ซึ่งจะทำให้การปรับโครงสร้างหนี้เริ่มได้เร็วขึ้นและใช้เวลาโดยรวมสั้นลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการคลินิกแก้หนี้ได้ให้คำปรึกษา แนวทางแก้ไขหนี้แก่ลูกหนี้แล้ว 33,900ราย และมีลูกหนี้ที่สามารถปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จและลงนามสัญญาแล้ว 1,087 ราย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29007</URL_LINK>
                <HASHTAG>จาตุรงค์ จันทรังษ์, ธนาคารแห่งประเทศไทย, แก้หนี้นอนแบงก์, โครงการคลินิกแก้หนี้ ระยะที่ 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180919/image_big_5ba260a716f0c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21689</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/11/2018 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/11/2018 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะแล้วเกณฑ์คุมกู้บ้าน เริ่มใช้ 1 เม.ย. 2562</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ธปท. เคาะเกณฑ์คุมกู้บ้าน สั่งเริ่มใช้ 1 เม.ย. 2562 เน้นคุมผ่อนบ้านสัญญาที่ 2 ขึ้นไป ตีกรอบราคาบ้าน 10 ล้านบาท วางเงินดาวน์ 10-30% ส่วนบ้านหลังแรกยังดาวน์ 0% ตามเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย โดย ธปท.ได้สรุปความเห็นและนำมาปรับปรุงมาหลักเกณฑ์ในหลายด้าน สำหรับการกำหนดเงินดาวน์ขั้นต่ำหรืออัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) สำหรับสัญญากู้ที่อยู่อาศัยหลังแรก ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท วางดาวน์ขั้นต่ำ 0-10% ไม่บังคับ ซึ่งธนาคารจะต้องไปพิจารณาความเสี่ยงในการปล่อยกู้ แต่จะต้องไม่ปล่อยเกิน 100% ของมูลค่าหลักประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 ที่ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท และผ่อนชำระหลังแรกไปแล้วตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปจะต้องวางเงินดาวน์ 10% แต่ถ้ายังผ่อนสัญญาแรกไม่ถึง 3 ปี หรือซื้อที่อยู่อาศัยที่มีราคามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องวางดาวน์ 20% สำหรับที่อยู่อาศัยหลังที่ 3 ขึ้นไป จะต้องวางดาวน์ 30% ในทุกระดับราคา โดยให้มีผลบังคับใช้ไปยังสถาบันการเงินทุกแห่ง ใช้กำกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2562 เป็นต้นไป โดยยกเว้นกรณีที่มีการทำสัญญาจะซื้อจะขายหรือผ่อนดาวน์ก่อนวันที่ 15 ต.ค.2561 ไม่ต้องเข้าเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับผู้ที่วางแผนซื้อและวางดาวน์ก่อนอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ หลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยดังกล่าว กำหนดให้มีการนับรวมสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อที่อยู่อาศัย (สินเชื่อ TOP-UP) ทุกประเภทที่อ้างอิงหลักประกันเดียวกันในวงเงินที่ขอกู้ โดยให้ยกเว้น 1.สินเชื่อที่ใช้ชำระเบี้ยประกันชีวิตผู้กู้และประกันวินาศภัย ซึ่งช่วยปกป้องความเสี่ยงของทั้งผู้กู้และสถาบันการเงิน และ 2.สินเชื่อที่ให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการรายย่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี หลักเกณฑ์ดังกล่าวจะกระทบกับผู้ที่ต้องการกู้แค่ 10% เนื่องจากกว่า 90% เป็นการกู้ไม่เกิน 10 ล้านบาท และไม่กระทบกับผู้ที่มีรายได้น้อยต้องการกู้บ้านหลังแรก ซึ่งมาตรการจะส่งผลดี เช่น 1.ดูแลประชาชนให้กู้ซื้อที่อยู่อาศัยได้ในราคาที่เหมาะสม 2.สร้างมาตรฐานการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน และ 3.เป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ แต่ไม่ได้หมายความว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังประสบปัญหาฟองสบู่ โดยธปท.จะติดตามการปรับตัวหลังมาตรการมีผลบังคับใช้อย่างใกล้ชิด โดยเน้นการตรวจสอบให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21689</URL_LINK>
                <HASHTAG>จาตุรงค์ จันทรังษ์, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180919/image_big_5ba260a716f0c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19063</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2018 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2018 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. รับจีนแตะเบรกเข้าไทยฉุดท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. รับนักท่องเที่ยวจีนแตะเบรกเที่ยวไทยช่วงไฮซีซั่น หลังเหตุการณ์สะพรึงเรือร่มที่ภูเก็ต-การใช้ความรุนแรงที่สนามบิน ลุ้นปีนี้จีดีพีเติบโตที่ 4.4% อานิสงส์การใช้จ่าย-ลงทุนภาคเอกชน ส่งออกฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวและต่อเนื่อง โดยในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวที่ 4.4% และปี 2562 ขยายตัว 4.2% โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการใช้จ่ายภาคเอกชนทั้งการบริโภคและการลงทุนที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น ขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มการขยายตัวได้ดีตามการขยายตัวเศรษฐกิจโลก โดยมูลค่าการส่งออกในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัว 9% ส่วนปี 2562 ขยายตัว 4.3% ต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิม 5% &amp;nbsp;ซึ่งเป็นผลกระทบจากมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ และจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การส่งออกบริการในปี 2562 มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจาการชะลอการท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากปี 2561 อย่างไรก็ดีคาดว่านักท่องเที่ยวในปี 2561 ใกล้เคียงกับเดิมที่คาดไว้ที่ 38.3 ล้านคน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวในไตรมาส 2/2561 ที่สูงจะช่วยชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 ทั้งจากเหตุการณ์เรือล่มที่ จ.ภูเก็ต รวมทั้งเหตุการณ์ใช้ความรุนแรงกับท่องเที่ยวจีนที่สนามบิน ทำให้คาดว่าช่วงที่เหลือ 4 เดือนของปี (ต.ค.-ธ.ค.) ที่เป็นช่วงไฮซีซั่น นักท่องเที่ยวจีนจะยังไม่กลับมาขยายตัวเป็นบวก จากที่เดือน ก.ค.ขยายตัว -0.9% และส.ค.ที่ -11.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ธปท.ยังมองว่านักท่องเที่ยวจีนไม่ได้ยกเลิก แต่เลื่อนการเที่ยวออกไปซึ่งจะไปส่งผลในปี 2562 โดยคาดว่านักท่องเที่ยวจะถึง 40 ล้านคน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากปัจจัยบวกทั้งความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้น การเปิดเส้นทางบินในกลุ่มประเทศอาเซียนมาไทยเพิ่มขึ้นและความสามารถในการบริหารจัดการของสายการบินที่ส่งผลให้รองรับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น&amp;rdquo; นายจาตุรงค์ กล่าว
นายจาตุรงค์ กล่าวอีกว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่าควรติดตามพัฒนาการอย่างต่อเนื่องที่อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจไทย ในด้านเศรษฐกิจโลก จะต้องติดตามปัญหาสงครามการค้าที่อาจรุนแรงขึ้น ซึ่งมีผลต่อธุรกิจและแรงงานไทยจากการย้ายตลาดของประเทศที่ได้รับผลกระทบมายังไทย ส่วนปัจจัยด้านเศรษฐกิจในประเทศ ต้องติดตามความเข้มแข็งด้านอุปสงค์ และการเบิกจ่ายภาครัฐที่อาจล่าช้ากว่าที่ประเมินไว้ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านเงินเฟ้อจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในด้านตลาดเงินต้องติดตามภาวะตลาดเงินในตลาดโลกที่มีแนวโน้มตึงตัวขึ้นตามทิศทางการขึ้นดอกเบี้ย และความกังวลต่อสงครามการค้า ส่วนด้านเสถียรภาพระบบการเงินไทย ต้องติดตามการแข่งขันการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน โดยยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น ซึ่งพบว่าธนาคารบางแห่งมีการปล่อยสินเชื่อต่อมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เกิน 100% ขณะที่แนวโน้มสินเชื่อด้อยคุณภาพที่อยู่อาศัยก็มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19063</URL_LINK>
                <HASHTAG>จาตุรงค์ จันทรังษ์, จีดีพี, ธนาคารแห่งประเทศไทย, นักท่องเที่ยวจีนลดลง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180919/image_big_5ba260a716f0c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
