<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2021 13:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2021 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนจี้รัฐทบทวนข้อกำหนดจำกัดเสรีภาพปชช.-สื่อมวลชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ค. 2564 ตามที่ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ได้มีแถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 แสดงความกังวลต่อการที่รัฐบาลออกข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 27) เรื่อง มาตรการเพื่อมิให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิดที่ระบุว่า &amp;ldquo;การเสนอข่าวหรือการทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั่วราชอาณาจักร&amp;rdquo; พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการออกข้อกำหนดข้างต้น หรือจัดทำแนวปฏิบัติจากข้อกำหนด และแถลงถึงเจตนารมณ์ในการบังคับใช้ให้เกิดความชัดเจน เพื่อมิให้มีการนำข้อกำหนดดังกล่าว ไปเป็นเครื่องมือในการปิดกั้นการทำหน้าที่เสนอข่าวสารของสื่อมวลชนและการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตของประชาชน จนกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 สัปดาห์ นอกจากรัฐบาลจะเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนแล้ว ในทางกลับกัน ปรากฏว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความใน Facebook กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้มาตรการในข้อกำหนดดังกล่าวอย่างจริงจังต่อสื่อมวลชน คนดังหรือเพจต่างๆ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั้ง 6 องค์กร ดังมีรายชื่อท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้ ได้ประชุมหารือกันและมีความเห็นร่วมกันดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การยืนยันที่จะบังคับใช้ข้อกำหนดดังกล่าวของนายกรัฐมนตรี ประกอบกับความพยายามของรัฐบาลที่ข่มขู่และดำเนินคดีกับประชาชนที่ใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญวิพากษ์วิจารณ์การบริหารประเทศในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ย่อมเป็นการแสดงเจตนาที่ชัดเจนที่ต้องการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การอ้างว่า รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการนี้ ในการจัดการกับปัญหาสิ่งที่รัฐบาลเรียกว่า &amp;ldquo;ข่าวปลอม&amp;rdquo; หรือ Fake News นั้น เป็นการกล่าวอ้างที่ปราศจากความรับผิดชอบต่อความล้มเหลวของรัฐบาลในการสื่อสารกับประชาชน อันเป็นผลมาจากการบริหารราชการที่ผิดพลาดของนายกรัฐมนตรีเองทั้งสิ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ถึงแม้จะมีสื่อมวลชนบางส่วนได้เคยนำเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง แต่ก็มิใช่เป็นการจงใจสร้างข่าวปลอมตามที่รัฐบาลหรือปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ของฝั่งรัฐบาลตีตรา เนื่องจากการเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อนเหล่านั้นไม่ได้มีเจตนาสร้างข่าวเท็จเพื่อหวังผลให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเกิดความเสียหาย หากแต่เป็นความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในรายละเอียดของการนำเสนอเชิงวารสารศาสตร์ ซึ่งสื่อที่นำเสนอก็ได้รับผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือต่อตนเองเช่นกัน อีกทั้งการแสดงความรับผิดชอบและแก้ไขให้ถูกต้องก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอเชิญชวนให้สื่อมวลชน และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทุกแขนงร่วมกันแสดงออกในทุกรูปแบบเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการตามข้อกำหนดดังกล่าว โดยพร้อมเพรียงกัน พร้อมทั้งช่วยกันระมัดระวังการเสนอข่าวให้เป็นไปตามหลักจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างเคร่งครัด เพื่อมิให้รัฐบาลใช้เป็นข้ออ้างในการจำกัดเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน อันจะกระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั้ง 6 องค์กรขอยืนยันในหลักการ &amp;ldquo;เสรีภาพสื่อเสรีภาพประชาชน&amp;rdquo; กล่าวคือ การคุกคามเสรีภาพของสื่อมวลชน ย่อมเป็นการคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น จากนี้เป็นต้นไป องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนจะมีกิจกรรมที่แสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของรัฐบาลในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง จนกว่ารัฐบาลจะเข้าใจและตระหนักได้ว่า การพยายามจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชนย่อมนำไปสู่ความล่มสลายของรัฐบาลในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ&amp;nbsp;
สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย&amp;nbsp;
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย&amp;nbsp;
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย&amp;nbsp;
สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์&amp;nbsp;
สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย
&amp;nbsp;28 &amp;nbsp;กรกฎาคม 2564
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111400</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขอยกเลิกคำสั่งคุมสื่อ, จำกัดเสรีภาพ, องค์กรสื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210728/image_big_6100f3a3c3de8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96750</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2021 11:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2021 10:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไอติม&#039;โทษรัฐธรรมนูญ60เขียนมาจำกัดเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มี.ค. 2564 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม ทวีตข้อความลงบนทวิตเตอร์ส่วนตัว @paritw92 โดยโพสต์เนื้อหาในรัฐธรรมนูญ หมวดที่ 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมแคปชั่นว่า &amp;quot;รัฐสลายการชุมนุมแบบขัดหลักสากล+ขาดความสำนึกรับผิดชอบ อาจเพราะคิดว่า รธน เป็นเกราะกำบังพฤติกรรมเขา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รธน ควรคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ปชช แต่ รธน60 ไปเขียนเพิ่มว่า รัฐจำกัดสิทธิเสรีภาพได้หากอันตรายต่อ &amp;ldquo;ค.มั่นคงของรัฐ / ค.สงบเรียบร้อย&amp;rdquo; ซึ่งเป็นข้ออ้างที่รัฐใช้ประจำอย่างผิดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;



&lt;p dir=&quot;ltr&quot; lang=&quot;th&quot;&gt;รัฐสลายการชุมนุมแบบขัดหลักสากล+ขาดความสำนึกรับผิดชอบ อาจเพราะคิดว่า รธน เป็นเกราะกำบังพฤติกรรมเขา

รธน ควรคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ปชช แต่ รธน60 ไปเขียนเพิ่มว่า รัฐจำกัดสิทธิเสรีภาพได้หากอันตรายต่อ &amp;ldquo;ค.มั่นคงของรัฐ / ค.สงบเรียบร้อย&amp;rdquo; ซึ่งเป็นข้ออ้างที่รัฐใช้ประจำอย่างผิดๆ#ม็อบ20มีนา pic.twitter.com/IUni3eevFr&lt;/p&gt;
&amp;mdash; Parit Wacharasindhu (Itim) (@paritw92) March 21, 2021


&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&amp;nbsp;

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96750</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำกัดเสรีภาพ, พริษฐ์ วัชรสินธุ, รัฐธรรมนูญ60, ไอติม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210321/image_big_6056be4076137.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58530</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2020 08:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2020 08:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปิยบุตร&#039; จวกรัฐฉวยวิกฤตไวรัส &#039;โควิด&#039; งัดกฎหมายจำกัดเสรีภาพนศ.ชุมนุม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มี.ค.63 - นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความเห็นทางกฎหมายต่อการใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 สั่งห้ามการชุมนุมโดยอ้างว่าเพื่อป้องกันการระบาดของ Covid-19 โดยมีเนื้อหาระบุว่า ผมเคยประกอบอาชีพอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิชาหนึ่งที่ผมรับผิดชอบบรรยายต่อเนื่องทุกปี คือ วิชากฎหมายปกครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระบบกฎหมายปกครอง มีหลักการพื้นฐานที่สำคัญ คือ &amp;ldquo;หลักความชอบด้วยกฎหมาย&amp;rdquo; ซึ่งเรียกร้องว่า 1.ไม่มีกฎหมาย ไม่มีอำนาจ - องค์กรเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจออกกฎ คำสั่ง ที่กระทบสิทธิของบุคคล จะต้องมีกฎหมายให้อำนาจเสียก่อน 2.การใช้อำนาจต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย - เมื่อมีกฎหมายให้อำนาจแล้ว องค์กรเจ้าหน้าที่ต้องใช้อำนาจนั้นโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำสั่งหรือกฎที่อออกมาแล้วไม่ชอบด้วยกฎหมายมาจากหลายเหตุ เหตุหนึ่งที่สำคัญ คือ การใช้อำนาจโดยบิดผัน หรือที่ในกฎหมายปกครองฝรั่งเศส ซึ่งประเทศไทยรับมาใช้ เรียกว่า &amp;ldquo;D&amp;eacute;tournement de pouvoir&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวคือ มีกฎหมายให้อำนาจองค์กรเจ้าหน้าที่ในการจำกัดเสรีภาพหลากหลายฉบับ แต่ละฉบับก็จะมีวัตถุประสงค์กำกับ เมื่อใช้กฎหมายเหล่านั้น ก็ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังมีหลักเรื่อง &amp;ldquo;ความพอสมควรแก่เหตุ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ความได้สัดส่วน&amp;rdquo; ที่เรียกร้องว่า การออกมาตรการหรือคำสั่งที่กระทบกับเสรีภาพ ต้องทำเท่าที่จำเป็น ไม่เกินกว่าเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากมีการออกคำสั่งห้ามการชุมนุมโดยอ้างเรื่องป้องกันโรคระบาด แต่ลึกๆแล้ว มีเจตนาต้องการห้ามมิให้ชุมนุมต้านรัฐบาล เช่นนี้ ย่อมเป็นการใช้ดุลพินิจตัดสินใจออกคำสั่งที่บิดผัน อ้างเรื่องโรคระบาด ทั้งๆที่ลึกๆแล้วไม่ต้องการให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ต่อต้านรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การห้ามการชุมนุมโดยอ้างเรื่องป้องกันโรคระบาด ก็ต้องพิจารณาเรื่องความพอสมควรแก่เหตุด้วย ดังนี้ 1. เมื่อสั่งห้ามการชุมนุมแล้วสามารถป้องกันการระบาดได้จริง 2. ไม่มีวิธีการอื่นใดที่ดีกว่านี้อีกแล้วที่จะป้องกันโรคระบาดได้ นอกจากห้ามการชุมนุม 3. การห้ามการชุมนุม ได้ประโยชน์มากกว่าสิ่งที่เสียไป ดังนั้นหากมีมาตรการอื่นที่ป้องกันได้ และกระทบเสรีภาพน้อยกว่า ไม่ต้องถึงขั้นห้ามชุมนุม ก็ต้องใช้มาตรการอื่นก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์โรคระบาดขณะนี้น่าเป็นห่วงมาก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันอย่างรอบด้าน ให้ข้อมูลที่ครบถ้วนโปร่งใสตรงไปตรงมาต่อประชาชน และควรต้องทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอุปกรณ์และสิ่งของจำเป็นในการป้องกันโรคระบาดได้ มิใช่พุ่งเป้ามาที่การห้ามการรวมตัวของคนหมู่มากในที่ชุมนุมของนิสิตนักศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้ต้องกระทำด้วยความจริงใจมิใช่มีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้น มิเช่นนั้นประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งข้อสงสัยได้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว การห้ามชุมนุมเป็นการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์วิกฤตโรคระบาดเพื่อจำกัดเสรีภาพการแสดงออกของนักเรียนนิสิตนักศึกษาเยาวชนหรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58530</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำกัดเสรีภาพ, ปิยบุตร แสงกนกกุล, พรบ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551, ห้ามชุมนุม, แฟลชม็อบ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190827/image_big_5d6511d0b3940.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47193</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2019 22:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2019 22:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงคโปร์เริ่มใช้กฎหมายข่าวปลอม โทษหนักจำคุก 10 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กฎหมายต่อต้าน &amp;quot;ข่าวปลอม&amp;quot; ของสิงคโปร์เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันพุธ ระบุโทษหนักผู้เผยแพร่อาจติดคุกนาน 10 ปี ส่วนบริษัทเทคโนโลยีมีโทษปรับ 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ฝ่ายค้านหวั่นเป็นเครื่องมือกดขี่เสรีภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ นักท่องเที่ยวพักผ่อนด้านหน้ารูปปั้นเมอร์ไลออน ที่รีสอร์ตเวิลด์เซ็นโตซา ในสิงคโปร์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพุธที่ 2 ตุลาคม กล่าวว่า กฎหมายใหม่ฉบับนี้ให้อำนาจรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบออกคำสั่งเว็บไซต์สังคมออนไลน์ลงคำเตือนประกอบกับโพสต์ที่เจ้าหน้าที่ทางการเห็นว่าเป็นข้อมูลเท็จ และกรณีที่รุนแรงที่สุด เจ้าหน้าที่สามารถสั่งให้ลบโพสต์ได้ แต่รัฐบาลยังให้เวลาบริษัทเทคโนโลยี เช่น เฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์ และกูเกิล ซึ่งมีสำนักงานประจำเอเชียอยู่ในสิงคโปร์ ในการปรับตัว โดยยกเว้นบทบัญญัติบางข้อให้ชั่วคราวภายหลังกฎหมายนี้ผลบังคับใช้เมื่อวันพุธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามกฎหมายนี้ หากการกระทำใดที่เจ้าหน้าที่เห็นว่าประสงค์ร้ายและทำลายผลประโยชน์ของสิงคโปร์ บริษัทที่เป็นเจ้าของช่องทางเผยแพร่นี้อาจถูกปรับสูงสุด 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 22.13 ล้านบาท) ส่วนบุคคลที่กระทำผิดอาจถูกลงโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่กฎหมายนี้ผ่านสภาเมื่อเดือนพฤษภาคม กลุ่มสิทธิ, บริษัทเทคโนโลยีและองค์กรสื่อ ต่างวิตกว่า กฎหมายนี้จะถูกใช้เพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่รัฐบาลสิงคโปร์ยืนกรานว่ากฎหมายข่าวปลอมมีความจำเป็นต่อการหยุดการแพร่กระจายข้อมูลผิดๆ ที่สร้างความแตกแยกในสังคมและบั่นทอนความน่าเชื่อถือของสถาบันต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิจารณ์ยังวิตกด้วยว่า การตัดสินว่าเนื้อหาใดเป็น &amp;quot;ข่าวปลอม&amp;quot; นั้นอยู่ในมือของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเดียว แต่รัฐบาลอ้างว่าประชาชนสามารถต่อสู้ในชั้นศาลได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47193</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายข่าวปลอม, จำกัดเสรีภาพ, สิงคโปร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191002/image_big_5d94bd8b9ebcf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
