<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>25834</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ปาบึกพัดลงอันดามัน &#039;7จังหวัด&#039;ฝนถล่มต่อ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุฯ เผย &amp;quot;ปาบึก&amp;quot; ลงอันดามันแล้ว แต่ฝนยังตกหนักใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ส่วนเขตเศรษฐกิจนครศรีฯ ทุ่งสง น้ำป่าทะลักท่วมเมืองอย่างรวดเร็ว เร่งระบายน้ำ 24 ชั่วโมง ปภ.เผยประชาชนสังเวยปาบึกไป 3 ศพ ชาวบ้านอพยพกลับ ทำความสะอาดบ้านแล้ว ปลัดกระทรวงสาธารณสุขแจงสถานบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบ 27 แห่ง ขณะที่ชายฝั่งภาคตะวันออกถูกลูกหลงถ้วนหน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ได้ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาฉบับที่ 25 ลงวันที่ 5 มกราคม 2562 เรื่อง &amp;ldquo;พายุ &amp;ldquo;ปาบึก&amp;rdquo; (PABUK)&amp;rdquo; โดยระบุว่า เมื่อเวลา 15.00 น. ของวันที่ 5 ม.ค. 62 พายุดีเปรสชัน &amp;ldquo;ปาบึก&amp;rdquo; (PABUK) บริเวณทะเลอันดามัน มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 55 กิโลเมตร จากชายฝั่งทางทิศตะวันตกของอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา หรือที่ละติจูด 9.2 องศาเหนือ ลองจิจูด 97.8 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พายุนี้ได้มีการเคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือค่อนทางตะวันตกเล็กน้อย ความเร็วประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลักษณะเช่นนี้ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา และภูเก็ต ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในที่ลุ่มต่ำได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชขึ้นไป และทะเลอันดามันตอนบนตั้งแต่จังหวัดพังงาขึ้นไป ยังคงมีกำลังแรง โดยทะเลมีคลื่นสูง 3-5 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ตอนบนและภาคตะวันออกระวังอันตรายจากลมแรงและคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือควรงดการเดินเรือต่อไปอีก 1 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; และขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวพยากรณ์อากาศ และประกาศเตือนภัยได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา https://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า อิทธิพลของพายุ &amp;quot;ปาบึก&amp;quot; กระทบจังหวัดภาคใต้ 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัตตานี สุราษฎร์ธานี สงขลา ชุมพร ยะลา พัทลุง และนราธิวาส โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้เสียชีวิต 2 คน ส่วนจังหวัดปัตตานี มีผู้เสียชีวิต 1 คน นอกจากนั้น ยังเกิดปัญหากระแสไฟฟ้าดับ เสาไฟฟ้าล้มหลายต้น น้ำทะเลไหลหลาก ผลกระทบจนถึงภาคกลาง ภาคตะวันออกและกรุงเทพมหานคร บางส่วน หลังจากนี้จะเบาบางลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับใน จ.นครศรีธรรมราช อำเภอที่ยังมีน้ำท่วมขัง คือ อ.ปากพนัง อ.ร่อนพิบูล อ.ทุ่งสง อ.ช้างคลาน จ.สุราษฎรธานี อ.กาญจนดิษฐ์ และ อ.ดอนสัก ส่วนที่ จ.สงขลาที่ อ.ระโนด และ อ.สทิงพระ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนการให้ความช่วยเหลือการฟื้นฟู จะมีการตรวจสอบกันอีกครั้ง ก่อนที่จะจ่ายเงินชดเชยและซ่อมแซม
น้ำป่าท่วมนครศรีฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุรจิตต์ อินทรชิต รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการและบัญชาการสถานการณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ศอบ.กษ.) พายุโซนร้อนปาบึก เปิดเผยว่า นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้เปิดศูนย์อำนวยการและบัญชาการสถานการณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ศอบ.กษ.) พายุโซนร้อนปาบึกขึ้น เพื่อติดตามสถานการณ์ รวบรวมข้อมูล และความต้องการช่วยเหลือ ประสานความร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสรุปรายงาน สถานการณ์ภาพรวมเป็นรายวัน จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ณ ห้องปฏิบัติการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยทุกหน่วยงานจะเร่งสำรวจความเสียหายด้านการเกษตรและเข้าให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ อาทิ ด้านชลประทาน ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือ ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถขุด ด้านปศุสัตว์ กำหนดจุดอพยพสัตว์ สำรองเสบียงสัตว์ ด้านพืช ด้านประมง กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมประมงได้สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่เตรียมความพร้อมและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนปาบึกด้วยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า สถานการณ์ของสภาพดินฟ้าอากาศถือว่าดีขึ้นมากแล้ว แม้มีเมฆอยู่บ้าง ซึ่งผู้อพยพที่ประเมินแล้วว่าพื้นที่ปลอดภัยก็ให้ทยอยเดินทางกลับบ้านแล้ว ยกเว้นพื้นที่ชายฝั่งทะเลได้ให้นายอำเภอไปสำรวจดูว่ายังคงมีคลื่นยกตัวสูงหรือไม่ ถ้ายังไม่ปลอดภัย ก็ขอให้อยู่ที่ศูนย์อพยพไปก่อน ซึ่งทางจังหวัดพร้อมที่จะดูแล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตด้วย ซึ่งมีผู้จมน้ำและเป็นลม และประสบอุบัติเหตุในระหว่างที่มีพายุ แต่สิ่งที่ต้องรับมือในขณะนี้หลังพายุผ่านไปคือ พื้นที่ท้ายน้ำที่เป็นลุ่มต่ำเพราะฝนตกในพื้นที่เชิงเขาค่อนข้างมาก น้ำกำลังไหลลงมาท่วม เช่น พื้นที่อำเภอทุ่งสง และเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ซึ่งกำลังมีการเร่งสูบน้ำเพื่อระบายออกอย่างเต็มที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของพี่น้องประชาชนที่กลับจากศูนย์อพยพไปอยู่ที่บ้านแล้ว ก็ขอให้ช่วยกันดูแลทำความสะอาดเก็บกวาดบ้านเรือนของตัวเอง ชุมชน โดยมีส่วนราชการ ส่วนท้องถิ่น จิตอาสาพร้อมที่จะช่วยเหลือดูแล จากนี้ไปหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปสำรวจความเสียหาย ทั้งบ้านเรือน เรือกสวนไร่นา ปศุสัตว์ ประมงและทรัพย์สินต่าง ๆ
ระบายน้ำออกทะเล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับระดับน้ำในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ซึ่งรับมวลน้ำจากคลองท่าดี ที่ไหลลงมาจากอำเภอลานสกานั้น ขณะนี้ยังคงเข้าท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งกรมชลประทานและเทศบาลนครนครศรีธรรมราช กำลังเร่งใช้เครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อระบายน้ำออกสู่ทะเลอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้เร่งตัดต้นไม้ที่ล้มทับบ้านเรือนของประชาชนและขวางถนน โดยเฉพาะที่ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ต้นตะเคียนขนาดใหญ่ ถูกแรงลมพายุพัดล้มจำนวนกว่า 10 ต้น แต่ยังโชคดีที่ต้นไม้ไม่ล้มทับอนุสาวรีย์เจ้าพระยานคร (น้อย) แต่ไปล้มทับบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามได้รับความเสียหายบางส่วน ในส่วนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ระดมทีมช่างเทคนิคจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดใกล้เคียง เช่น ยะลา กระบี่ เป็นต้น มาช่วยเร่งปักเสาไฟฟ้าที่หักโค่น เพื่อให้สามารถจ่ายไฟเข้าสู่ระบบได้โดยเร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีน้ำป่าจากเทือกเขาหลวงนครศรีธรรมราช ซึ่งเกิดจากฝนตกหนักตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ ทำให้มีมวลน้ำป่าจำนวนมากได้ไหลบ่าลงคลองท่าดี อ.ลานสกา และไหลบ่าท่วมในหลายพื้นที่ของ อ.ลานสกา และน้ำป่าได้ไหลท่วมถนนสายนครศรีธรรมราช-ลานสกา บริเวณสะพานวังก้อง ทำให้ถนนขาดรถไม่สามารถผ่านสัญจรได้ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นน้ำป่าได้ไหลท่วมหลายพื้นที่ใน อ.พระพรหม อ.เมืองนครศรีธรรมราช ใน ต.ไชยมนตรี ต.กำแพงเซา อ.มะม่วงสองต้น ต.โพธิ์เสด็จ และน้ำป่าได้ไหลเข้าท่วมถนนทุกซอกซอยต่างๆ ในเขตเทศบาลนครศรีธรรมราช โดยชุมชนบ่อทรัพย์ ชุมชนหน้าสถานีรถไฟ ชุมชนประตูขาว ชุมชนท่าโพธิ์ ชุมชนมุมป้อม ชุมชนบ่ออ่าง และยังท่วมถนนเลียบทางรถไฟ ถนนเทวบุรีในระดับสูงประมาณ 30-50 ซม. ทำให้รถสัญจรไปมาไม่ได้บนถนนสายดังกล่าว คาดว่าภายใน 1-2 วันหากฝนไม่ตกลงมาซ้ำระดับน้ำในเขตเทศบาล ก็จะลดลงสู่ภาวะปกติแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พายุโซนร้อนปาบึกส่งผลกระทบมาถึงจังหวัดเพชรบุรีแล้ว โดยเกิดคลื่นสูง 3-4 เมตร ตลอดแนวชายฝั่งตั้งแต่พื้นที่อำเภอชะอำ หาดเจ้าสำราญ อ.เมือง &amp;nbsp;และอำเภอบ้านแหลม ประกอบกับน้ำทะเลหนุนสูงสุดทำให้มีคลื่นสูงมากกว่าปกติ โดยน้ำทะเลได้ซัดแนวชายฝั่ง ซัดเข้าร้านอาหารที่อยู่ริมชายหาด ได้รับความเสียหายจำนวนหลายแห่ง และน้ำได้ท่วมเข้าบ้านเรือนประชาชนในขณะที่กำลังนอนหลับ โดยประชาชนเก็บสิ่งของไม่ทันได้รับความเสียหายจำนวนมาก
ภาคตะวันออกก็โดน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับชายฝั่งภาคตะวันออกได้รับผลกระทบเช่นกัน นายวิวัฒน์ มหาผลศิริกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี และนายอวิรุทธ์ วรกิตติ์ไพศาล หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดจันทบุรี ได้ลงพื้นที่ไปใน 3 อำเภอ คือ อำเภอแหลมสิงห์ อำเภอท่าใหม่ และอำเภอนายายอาม หลังถูกพายุปาปึกพัดถล่มในรอบ 30 ปี ทำให้บ้านเรือนของชาวบ้าน รีสอร์ต และเรือประมงได้รับเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยล่าสุดพบว่ามีบ้านเรือนของชาวบ้านถูกพายุพัดและน้ำทะเลซัดเข้าท่วมบ้านกว่า 30 หลังคาเรือน เรือประมงถูกคลื่นซัดจมทะเลไปกว่า 10 ลำ และรีสอร์ตที่อยู่ติดชายทะเลถูกพายุพัดเสียหายไป 5 หลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางจำปา เนินทราย ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า แฟนได้ลุกขึ้นมาตอนตี 3 พบว่าคลื่นลมแรงได้ซัดเรือประมงของตนเองที่จอดหลบคลื่นอยู่จมทะเล รวมทั้งมีเรือประมงของเพื่อนบ้านก็ถูกคลื่นซัดจมทะเลไปเช่นกัน โดยพบว่าในช่วงเช้ามีคลื่นลมแรงมากขึ้น ซึ่งตอนนี้มีชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบบ้านเรือนพังเสียหายเป็นวงกว้าง เพราะไม่รู้ว่าพายุลูกนี้จะซัดมาด้านจังหวัดจันทบุรี ทำให้ไม่ได้เตรียมตัวจึงเกิดผลกระทบอย่างที่เห็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนชายฝั่งทะเล จ.ตราด ตั้งบ้านปากคลองบางกระดาน อ.แหลมงอบ จ.ตราด ถึงบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด มีระดับน้ำสูงขึ้น และมีคลื่นแรง มีความสูง 2 เมตร และซัดเข้าชายฝั่งทำให้บ้านเรือนที่ปลูกอยู่ริมทะเลมีน้ำท่วมบ้าน สะพาน ชายฝั่งได้รับผลกระทบชายหาดรุนแรงและนักท่องเที่ยวไม่สามารถลงเล่นน้ำได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนท่าเรือเฟอร์รีทั้งสองแห่งมีคลื่นรุนแรง เรือเฟอร์รีเดินทางไปเกาะช้างด้วยความยากลำบาก อย่างไรก็ตาม เรือเฟอร์รียังสามารถเดินทางไปเกาะช้างได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (EOC) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ร่วมกับทีมแพทย์และสาธารณสุข 16 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากพายุปาบึกว่า จากการรับรายงานข้อมูลในพื้นที่พบว่า สถานบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 4 จังหวัด รวม 27 แห่ง คือ นครศรีธรรมราช 12 แห่ง, สงขลา 10 แห่ง, นราธิวาส 4 แห่ง และปัตตานี 1 แห่ง ส่วนใหญ่มาจากลมพัดแรงทำให้กระเบื้องหลังคาเสียหาย รวมถึงปัญหาไฟฟ้าดับ มีน้ำท่วมเข้าโรงพยาบาลบางแห่ง อาคารที่พักเจ้าหน้าที่ได้รับความเสียหาย แต่สถานพยาบาลยังสามารถให้บริการได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งโรงพยาบาลแต่ละแห่งได้ใช้เงินบำรุงของโรงพยาบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาไปก่อน ทางส่วนกลางจะสำรวจความเสียหายทั้งหมดและจัดสรรงบประมาณลงไปช่วยเหลือต่อไป
มีผู้เสียชีวิต 3 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุขุมกล่าวว่า สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว 3 ราย อยู่ที่ จ.นครศรีธรรมราช 2 ราย รายแรกเกิดจากการขับรถชนต้นไม้ อีกรายเสียชีวิตจมน้ำขณะเอาเรือเข้าฝั่ง และ จ.ปัตตานี 1 ราย เกิดอุบัติเหตุเรือล่ม ซึ่งยังทำให้เกิดผู้สูญหายอีก 1 รายด้วย ส่วนศูนย์อพยพในจังหวัดต่างๆ ขณะนี้ทยอยปิดศูนย์ ส่งประชาชนและผู้ป่วยกลับบ้านแล้ว นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ติดอยู่ตามเกาะต่างๆ รวมกว่า 200 คน ก็ได้มีการประสานเรือรบหลวงสงขลาในการไปรับตัวขึ้นฝั่ง แม้พายุโซนร้อนปาบึกได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและเคลื่อนตัวออกไปแล้ว แต่หลายพื้นที่ยังคงได้รับผลกระทบจากปลายหางพายุอยู่ ซึ่งกระทรวงได้เฝ้าระวังน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลากทั้ง 16 จังหวัด เนื่องจากยังมีปัญหาฝนตกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี และระนอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังจากนี้จะเข้าสู่ระยะฟื้นฟู ได้ให้สำรวจความเพียงพอของยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ สำรวจความเสียหายของสถานพยาบาล บ้านพักของบุคลากรสาธารณสุข และเตรียมแผนป้องกันน้ำท่วมและแผนการจัดบริการ ไม่ให้กระทบการดูแลรักษาประชาชน โดยจัดทีมแพทย์ดูแลสุขภาพประชาชน ซึ่งจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนของทีมแพทย์ในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ได้มีการเตรียมพร้อมอีก 3 ทีม คือ ทีมป้องกันควบคุมโรคที่มากับน้ำท่วม, ทีมดูแลเรื่องอนามัยสิ่งแวดล้อม และทีมดูแลสภาพจิตใจของผู้ประสบอุทกภัย&amp;rdquo; นพ.สุขุมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองอธิการบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat โดยระบุถึงผลกระทบหลายด้านจากพายุปาบึกว่า เริ่มเข้าสู่ช่วงสำรวจความเสียหายและฟื้นฟู ขอเริ่มต้นจากสัตว์ทะเลหายาก คลื่นส่งผลต่อสัตว์น้ำ โดยเฉพาะลูกสัตว์น้ำ เช่น ลูกโลมาอิรวดีที่ตาย และถูกพัดขึ้นมาเกยฝั่งแถวขนอม รังเต่ามะเฟืองที่เขาหลักไม่น่ามีปัญหา แต่รังที่สองที่ท่าไทร คลื่นกัดเซาะชายฝั่งเข้าไปมาก จนอยู่ห่างรังไข่เต่าไม่กี่เมตร ตอนนี้เจ้าหน้าที่กรมทะเลและอุทยานท้ายเหมืองกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด หากเกิดเหตุฉุกเฉินคงสามารถช่วยเหลือได้ทัน สำหรับสัตว์น้ำอื่น โดยเฉพาะสัตว์น้ำหน้าดิน อาจได้รับผลกระทบจากคลื่นบ้าง แต่ที่น่าห่วงกว่านั้น น้ำจืดจำนวนมากไหลลงทะเล ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำเบียดความเค็มแถวปากแม่น้ำและชายฝั่งจะลดลงอย่างเร็ว น้ำอาจแบ่งเป็น 2 ชั้น อาจทำให้สัตว์น้ำตายเหมือนที่เคยเกิดตามชายฝั่งเพชรบุรี-ชะอำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คราวนี้มาถึงระบบนิเวศทางทะเลบ้างระบบนิเวศที่ได้รับผลมากสุดคือแนวปะการังน้ำตื้นที่ฟื้นตัวช้า พายุปาบึกเคลื่อนที่เป็นวงกว้างทั้งอ่าวไทยและอันดามัน ผลกระทบต่อแนวปะการังคือ คลื่น ตะกอน และน้ำจืดไหลลงทะเล คลื่นส่งผลทำให้ปะการังน้ำตื้นแตกหัก
กระทบแนวปะการัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คลื่นจะส่งผลต่อแนวปะการังน้ำตื้นแถวสมุยและพะงันมากหน่อย เพราะทั้ง 2 เกาะรายล้อมด้วยแนวปะการังรวมถึงหมู่เกาะว่าวที่อยู่ทางตอนเหนือเกาะกระ (นคร) พื้นที่คุ้มครองทางทะเลแห่งใหม่ก็น่าจะได้รับผล เนื่องจากเป็นแนวพายุเข้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลอันดับสองคือตะกอน ซึ่งน่าจะเป็นผลกระทบแรงสุด และต่อเนื่องหลายวันตะกอนบางส่วนเกิดจากคลื่นพัดขึ้นมาจากพื้นท้องทะเล ทำให้น้ำขุ่น แสงส่องผ่านไม่ได้หลายวันตะกอนยังตกทับบนปะการัง ทำให้ปะการังอ่อนแอหรืออาจตายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลอันดับสาม น้ำจืดจำนวนมากส่งผลกับความเค็มน้ำทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ปะการังอาจฟอกขาวฉับพลันในบางพื้นที่ เพราะฉะนั้น ควรต้องสำรวจแนวปะการังในหลายพื้นที่ในภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยเกือบทั้งหมด ปัญหาอีกประการคือขยะทะเลจำนวนมาก มักเกิดหลังน้ำท่วมใหญ่ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง คงต้องเตรียมการเก็บขยะตามชายหาดขยะในทะเลอ่าวไทย รวมถึงการดำน้ำเก็บขยะที่ตกค้างและสร้างความเสียหายให้แนวปะการังน้ำตื้น สมุย พะงัน ชุมพร ประจวบ ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายวชิรพงศ์ สกุลรัตน์ ที่ปรึกษากรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่ามีชาวบ้านพบซากโลมาหัวบาตรหลังเรียบที่บริเวณ หาดหน้าด่าน หมู่ที่ 5 ต.ขนอม อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากอุทยานแห่งชาติหาดขนอม หมู่เกาะทะเลใต้ พบเป็นโลมาขนาดโตเต็มวัย ไม่ทราบเพศเนื่องมาจากอวัยวะเพศเริ่มเน่ามองไม่ชัด ความยาวประมาณ 1.2เมตร สภาพผิวหนังลอกน่าจะเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 3 วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสาเหตุการตาย น่าจะเกิดจากโลมาตัวดังกล่าวเจอมรสุมพายุปาบึกพัดผ่านในพื้นที่ทำให้คลื่นลมแรงในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ซึ่งโลมาตัวดังกล่าวอาจจะ มีความอ่อนแอจึงถูกคลื่นแรงซัดจนทำให้ตายลอยมาติดหาดขนอม เจ้าหน้าที่ได้เก็บซากของโลมาตัวดังกล่าวไว้ที่ในวัดกลาง ม. 9 ต.ขนอม อ.ขนอม เพื่อรอเจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่างศูนย์วิจัยและพัฒนาชายฝั่ง จังหวัดสงขลานำซากไปผ่าชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริงต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25834</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำปา เนินทราย, ชยพล ธิติศักดิ์, ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, นพ.สุขุม กาญจนพิมาย, นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา, ภูเวียง ประคำมินทร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190105/image_big_5c30adb08019a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
