<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97908</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2021 17:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2021 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังสตรีที่สตูล : สร้างอาชีพจากภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน เย็บกระเป๋าส่งขายเศรษฐีดูไบสร้างรายได้เดือนละ 2 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สตูล /&amp;nbsp; กลุ่มสตรีในอำเภอควนโดน จ.สตูล&amp;nbsp; รวมกลุ่มกันสร้างอาชีพจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน&amp;nbsp; โดย &amp;lsquo;วิสาหกิจชุมชนกลุ่มนวดแผนไทยและผลิตภัณฑ์บ้านทุ่งพัฒนา&amp;rsquo; นำสมุนไพรในท้องถิ่นมาทำลูกประคบ&amp;nbsp; ยาหม่อง&amp;nbsp; ขี้ผึ้ง&amp;nbsp; น้ำมันไพล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; และนวดแผนไทย&amp;nbsp; นวดฝ่าเท้า สร้างรายได้ให้สมาชิก&amp;nbsp; ขณะที่กลุ่ม &amp;lsquo;ดาหลาปาเต๊ะ&amp;rsquo; รับออร์เดอร์ผลิตกระเป๋าผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ-ผ้าปาเต๊ะส่งไปขายที่สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์เดือนละ 1,500 ชุด&amp;nbsp; ทำรายได้กว่า&amp;nbsp; 2 ล้านบาทต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตำบลควนสตอ&amp;nbsp; อ.ควนโดน&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;nbsp; อยู่ห่างจากตัวจังหวัดมาทางทิศเหนือประมาณ 23&amp;nbsp; กิโลเมตร&amp;nbsp; มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 31 ตารางกิโลเมตร&amp;nbsp; มี 10 หมู่บ้าน&amp;nbsp; ประชากรประมาณ&amp;nbsp; 8,300 คน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม&amp;nbsp; ประกอบอาชีพเกษตรกร&amp;nbsp; ปลูกข้าวเอาไว้กินในครอบครัว&amp;nbsp; พืชเศรษฐกิจคือยางพารา&amp;nbsp; ทำสวนผลไม้&amp;nbsp; ปลูกพืชผักสวนครัว&amp;nbsp; และเลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; วัว&amp;nbsp; แพะ แกะ&amp;nbsp; ไก่&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ใบหนาด-ไมยราบ&amp;rsquo; ภูมิปัญญาจากบ้านทุ่งพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มารีหยา&amp;nbsp; อุสนุน &amp;nbsp;ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลควนสตอ&amp;nbsp; อ.ควนโดน&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;nbsp; ในฐานะผู้นำกลุ่ม &amp;lsquo;วิสาหกิจชุมชนกลุ่มนวดแผนไทยและผลิตภัณฑ์บ้านทุ่งพัฒนา&amp;rsquo; หมู่ที่ 10 เล่าว่า&amp;nbsp; กลุ่มอาชีพนวดแผนไทยเริ่มก่อตั้งในปี 2549 &amp;nbsp;เพราะเห็นว่าเมื่อเสร็จจากงานประจำวันในครอบครัวแล้วแม่บ้านจะมีเวลาว่าง&amp;nbsp; ตนจึงชักชวนแม่บ้านประมาณ 7-8&amp;nbsp; คนไปอบรมการนวดแผนไทยจากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอควนโดน&amp;nbsp; รวมทั้งอบรมเรื่องการใช้สมุนไพรพื้นบ้านมาทำลูกประคบแก้ปวดเมื่อยร่างกาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำยาหม่อง&amp;nbsp; ขี้ผึ้งไพล&amp;nbsp; น้ำมันไพร&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เมื่อผ่านการฝึกอบรมแล้ว&amp;nbsp; เราจึงเริ่มทำเป็นอาชีพ&amp;nbsp; โดยเปิดนวดแผนไทย&amp;nbsp; นวดฝ่าเท้า&amp;nbsp; ให้แก่ชาวบ้านในหมู่บ้านก่อน&amp;nbsp; หลังจากนั้นเราจึงเริ่มนำสมุนไพรมาทำเป็นลูกประคบ&amp;nbsp; และทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ&amp;nbsp; โดยใช้วิธีการลงหุ้นจากสมาชิกคนละ 100 บาท&amp;nbsp; เพื่อเอามาซื้อสมุนไพรและอุปกรณ์ต่างๆ&amp;nbsp; ตอนหลังเมื่อมีงานออกร้านในจังหวัดหรือในอำเภอ&amp;nbsp; เราก็จะไปออกบูธเปิดนวดแผนไทย&amp;nbsp; นวดฝ่าเท้า&amp;nbsp; รวมทั้งเอาผลิตภัณฑ์ของกลุ่มไปขายด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; มารีหยาบอกความเป็นมาของกลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;สมุนไพรต่างๆ ที่นำมาทำลูกประคบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับสมุนไพรที่ใช้นั้น&amp;nbsp; มารีหยาบอกว่า&amp;nbsp; จะซื้อสมุนไพรที่สมาชิกปลูกหรือคนเฒ่าคนแก่ที่ไม่มีรายได้ใช้พื้นที่ว่างรอบๆ บ้านปลูกสมุนไพรแล้วเอามาขายให้กลุ่ม&amp;nbsp; เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ไม่ใช้สารเคมี&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไพล&amp;nbsp; รับซื้อหัวสดกิโลกรัมละ 50 บาท&amp;nbsp; มีสรรพคุณ&amp;nbsp; บรรเทาปวดกล้ามเนื้อ&amp;nbsp; เส้นเอ็น&amp;nbsp; ช่วยขับโลหิตและกระจายเลือดเสีย&amp;nbsp; ขมิ้นชัน&amp;nbsp; รับซื้อกิโลฯ ละ 25&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; มีสรรพคุณมากมาย&amp;nbsp; หากนำมาใช้ทำลูกประคบจะช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ&amp;nbsp; ลดการบวมช้ำ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่วนสินค้าเด่นของกลุ่ม&amp;nbsp; คือลูกประคบไพล&amp;nbsp; และยาหม่องไพล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ลูกประคบไพล&amp;nbsp;มีส่วนประกอบเป็นสมุนไพรสดหั่นหยาบ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; 1.หัวไพล&amp;nbsp; 500 กรัม&amp;nbsp; 2.ขมิ้นชัน&amp;nbsp; 100 กรัม&amp;nbsp;3.ตะไคร้ 200 กรัม&amp;nbsp; 4.ใบมะขาม 100 กรัม&amp;nbsp; 5.ส้มป่อย 50 กรัม&amp;nbsp; 6.ใบหนาด 50 กรัม&amp;nbsp; ผสมพิมเสนและการบูร&amp;nbsp; คลุกเคล้าให้เข้ากัน&amp;nbsp;แล้วนำผ้าดิบมามัดให้เป็นลูกประคบ&amp;nbsp; ขนาดลูกละ 200 กรัม&amp;nbsp; ราคาจำหน่ายลูกละ 80 บาท&amp;nbsp; สามารถใช้ประคบได้ทั้งแบบสดและประคบแห้ง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หากประคบสดให้นำลูกประคบมานึ่งให้ร้อนจนสมุนไพรมีกลิ่นหอมระเหยออกมา&amp;nbsp; จากนั้นจึงนำลูกประคบมานวดเบาๆ บริเวณที่เจ็บปวดกล้ามเนื้อ&amp;nbsp; เส้นเอ็น&amp;nbsp;&amp;nbsp; บวมช้ำ&amp;nbsp; หรือบริเวณที่ปวดเมื่อยร่างกาย&amp;nbsp; ทำให้ลดอาการเจ็บปวดต่างๆ&amp;nbsp; เลือดลมไหลเวียนสะดวกขึ้น&amp;nbsp; แบบประคบแห้ง&amp;nbsp; คือนำสมุนไพรที่หั่นแล้วไปตากแดดให้แห้ง&amp;nbsp; แล้วนำมาบรรจุถุงผ้า&amp;nbsp; สามารถเก็บได้นานหลายเดือน&amp;nbsp; เมื่อจะใช้จึงนำมานึ่งให้ร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;มารีหยา (ขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มารีหยาบอกด้วยว่า&amp;nbsp; กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มนวดแผนไทยและผลิตภัณฑ์บ้านทุ่งพัฒนา&amp;nbsp; ยังนำสมุนไพรในท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วไม่ต้องซื้อ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ใบหนาด (ชาวบ้านมีความเชื่อว่าใช้ป้องกันภูติผีได้) นำมาเป็นส่วนผสมของลูกประคบ&amp;nbsp; เพื่อช่วยบำรุงผิว&amp;nbsp; แก้ผดผื่นคัน&amp;nbsp; ฟกช้ำ แก้ปวดหลัง&amp;nbsp; เอว&amp;nbsp; ข้อ&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนตำราแพทย์แผนไทย&amp;nbsp; ระบุว่า&amp;nbsp; ใบหนาด &amp;nbsp;มีกลิ่นหอมฉุน &amp;nbsp;มีรสเมาร้อน &amp;nbsp;แก้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ &amp;nbsp;เป็นยาห้ามเลือด &amp;nbsp;ยาเจริญอาหาร &amp;nbsp;แก้โรคไขข้ออักเสบ&amp;nbsp; แก้ไข้ &amp;nbsp;ลดความดันโลหิต &amp;nbsp;ขับพยาธิ &amp;nbsp;ระงับประสาท &amp;nbsp;ขับลม &amp;nbsp;แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้ปวดท้อง &amp;nbsp;ขับเหงื่อ &amp;nbsp;ใช้ภายนอกบดเป็นผงใส่บาดแผล &amp;nbsp;แก้แผลอักเสบ &amp;nbsp;แก้กลากเกลื้อน &amp;nbsp;และแผลฟกช้ำ &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไมยราบ&amp;nbsp; (ชาวบ้านเรียกว่า &amp;ldquo;หนามงับ&amp;rdquo;&amp;nbsp; เพราะลำต้นมีหนาม&amp;nbsp; เมื่อเอานิ้วไปแหย่ใบจะหุบหรืองับนิ้ว)&amp;nbsp; ทางกลุ่มนำมาตากแห้งทำเป็น&amp;nbsp; &amp;lsquo;ชาไมยราบ&amp;rsquo;&amp;nbsp; ชงน้ำดื่ม&amp;nbsp; มีสรรพช่วยลดน้ำตาลในเลือด&amp;nbsp; แก้เบาหวาน&amp;nbsp; แก้ปวดเมื่อย&amp;nbsp; อ่อนเพลีย&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิก 10 คน&amp;nbsp; มีเงินหมุนเวียนประมาณ 60,000 บาท&amp;nbsp; โดยสมาชิกจะมาช่วยกันผลิตสมุนไพรและลูกประคบเพื่อขายออนไลน์และเอาไปออกร้านทั้งในอำเภอและจังหวัด&amp;nbsp; โดย อบจ.สตูลช่วยสนับสนุน&amp;nbsp; มีเก้าอี้สำหรับให้ลูกค้านอนนวด 20 ตัว&amp;nbsp; คิดราคานวดแผนไทยและนวดฝ่าเท้า 45 นาที&amp;nbsp; 100 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตอนนี้สินค้าขายดีก็คือลูกประคบ&amp;nbsp; ราคาลูกละ 80 บาท&amp;nbsp; จะผลิตครั้งหนึ่งประมาณ 150 ลูก&amp;nbsp; และยาหม่องไพล&amp;nbsp; ใช้ถูทา&amp;nbsp; แก้ปวดเมื่อย&amp;nbsp; ใช้ดมแก้วิงเวียน&amp;nbsp; ผลิตครั้งละ 200 ขวด&amp;nbsp; ราคาขายขวดละ 30 บาทและ 60 บาท&amp;nbsp; ทำให้สมาชิกมีรายได้เสริมเดือนละหลายพันบาท&amp;nbsp; และยังช่วยให้ผู้สูงอายุในตำบลประมาณ 30 คน&amp;nbsp; มีรายได้จากการปลูกสมุนไพรขายด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มารีหยา&amp;nbsp; ประธานกลุ่มวิสาหกิจฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;กลุ่มดาหลาปาเต๊ะ&amp;rsquo; ผลิตกระเป๋าจากผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ&amp;nbsp;ส่งขาย &amp;lsquo;ดูไบ&amp;rsquo; เดือนละ 1,500 ชุด&amp;nbsp; ทำรายได้กว่า 2 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ปาเต๊ะ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;บาติก&amp;rdquo; (Batik) &amp;nbsp;เป็นภาษาชวา&amp;nbsp; ใช้เรียกผ้าที่มีลวดลายที่เป็นจุด &amp;nbsp;คำว่า &amp;ldquo;ติก&amp;rdquo; มีความหมายว่า เล็กน้อย &amp;nbsp;หรือจุดเล็กๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผ้าปาเต๊ะจึงหมายถึงผ้าที่มีลวดลายเป็นจุด ๆ &amp;nbsp;ซึ่งมาจากกรรมวิธีการทำผ้าปาเต๊ะหรือทำผ้าบาติกนั่นเอง&amp;nbsp; ลวดลายของผ้าปาเต๊ะจะเลียนแบบมาจากธรรมชาติ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ต้นไม้ &amp;nbsp;ดอกไม้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;รูปเลขาคณิตต่าง ๆ &amp;nbsp;ปัจจุบันนิยมทำลวดลายท้องทะเล&amp;nbsp; คลื่น&amp;nbsp; ปะการัง&amp;nbsp; และสัตว์ทะเลต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มดาหลาปาเต๊ะ&amp;nbsp; อ.ควนโดน&amp;nbsp; เริ่มรวมกลุ่มในปี 2547&amp;nbsp; จากแกนนำที่เป็นครูสอนอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้า&amp;nbsp; รวบรวมแม่บ้านให้มาทำอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้าขาย&amp;nbsp; ในช่วงแรกจะเน้นผ้าคลุมศรีษะ&amp;nbsp; ผ้าละหมาด&amp;nbsp; หรือชุดแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลาม&amp;nbsp; ต่อมาในปี 2559 &amp;nbsp;มีอาจารย์จากวิทยาลัยชุมชนสตูลมาสอนให้ตัดเย็บกระเป๋าผ้าเพื่อใส่เอกสาร&amp;nbsp; เมื่อเห็นว่ากลุ่มผลิตงานออกมาได้ดี&amp;nbsp; มีคุณภาพ&amp;nbsp; จึงว่าจ้างให้กลุ่มผลิตกระเป๋าเอกสารจำนวนประมาณ 1,600 &amp;nbsp;ใบ&amp;nbsp; กลุ่มจึงเริ่มขยายตัว&amp;nbsp; เปิดให้ชาวบ้านที่มีฝีมือด้านการตัดเย็บเข้ามารับงานไปทำต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ฟาติมะ&amp;nbsp; วัฒนา &amp;nbsp;เหรัญญิกกลุ่มดาหลาปาเต๊ะ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ตอนนี้กลุ่มมีสมาชิกประมาณ 40 คน&amp;nbsp; คนที่มีจักรเย็บผ้าของตัวเองก็จะนำงานไปทำที่บ้าน&amp;nbsp; บางส่วนก็จะมาเย็บที่กลุ่ม&amp;nbsp; มีจักรเย็บผ้า 20 ตัว&amp;nbsp; แบ่งงานกันทำตามความถนัด&amp;nbsp; และสมาชิกจะต้องออมเงินเข้ากลุ่มเดือนละ 100 บาทเพื่อเป็นกองทุน&amp;nbsp; นำมาช่วยเหลือสมาชิกในยามเจ็บป่วย&amp;nbsp; หรือคลอดบุตร (วงเงินแล้วแต่คณะกรรมการ 7 คนจะพิจารณา)&amp;nbsp; ปัจจุบันกลุ่มมีเงินกองทุนประมาณ 80,000 บาท (เงินออมทรัพย์ 40,000 บาท&amp;nbsp; เงินลงหุ้น 40,000 บาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟาติมะบอกจุดเด่นของกลุ่มดาหลาปาเต๊ะว่า&amp;nbsp; เสื้อผ้าและของใช้ที่กลุ่มผลิตจะเน้นผ้ามัดย้อมที่มาจากสีธรรมชาติ&amp;nbsp; โดยใช้ต้นไม้ในท้องถิ่นนำมาหมักทำสีมัดย้อมเสื้อผ้า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขมิ้น &amp;nbsp;ให้สีเหลืองเข้ม&amp;nbsp; ใบกระท้อน &amp;nbsp;ให้สีไม้โอ๊ค&amp;nbsp; ใบสะตอ&amp;nbsp; ให้สีเขียวแกมเหลือง&amp;nbsp; จำปาดะ&amp;nbsp; ให้สีเหลืองแกมแดง&amp;nbsp; ฯลฯ ส่วนข้อดีของสีธรรมชาติ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้&amp;nbsp; หาได้ง่ายในท้องถิ่น&amp;nbsp; ไม่ต้องซื้อเหมือนสีเคมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ฟาติมะกับสีธรรมชาติที่พร้อมใช้และการย้อมสีผ้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;อัตลักษณ์ของอำเภอควนโดนคือ &amp;lsquo;จำปาดะ&amp;rsquo; กลุ่มดาหลาจึงเอาเปลือกและแก่นของต้นจำปาดะมาทำสีมัดย้อม&amp;nbsp; ให้สีเหลืองแกมแดง&amp;nbsp; โดยเราจะเอาไม้จำปาดะมาสับเป็นชิ้น&amp;nbsp; นำมาต้มเพื่อให้ได้สีออกมา&amp;nbsp; จากนั้นจึงเอาน้ำสีที่ได้มาเก็บใส่ขวด&amp;nbsp; เวลาใช้จะเอาไปต้มในกะละมัง&amp;nbsp; ใส่เกลือเพื่อให้สีคงทน&amp;nbsp; เอาผ้าที่จะย้อมสีลงไปต้มนานประมาณ 15 นาที&amp;nbsp; แล้วเอามาล้างน้ำเย็น&amp;nbsp; 3 น้ำ&amp;nbsp; น้ำสุดท้ายเป็นน้ำด่างสนิมเหล็ก&amp;nbsp; เพื่อให้สีย้อมติดทนทาน&amp;nbsp; สีไม่ลอก&amp;nbsp; ไม่จาง&amp;rdquo; &amp;nbsp;ฟาติมะบอกเคล็ดลับ&amp;nbsp; และเผยว่า&amp;nbsp; วิธีทำน้ำด่างสนิมจะเอาเศษเหล็ก หรือตะปูที่เป็นสนิมมาแช่น้ำอย่างน้อย 3 เดือน&amp;nbsp; ยิ่งแช่นานก็จะทำให้ผ้าที่ย้อมสีมีความทนทานมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ผ้ามัดย้อมที่ได้จากสีของต้นจำปาดะ (คล้ายขนุนแต่เนื้อจะเละกว่า&amp;nbsp; นิยมนำมาชุบแป้งทอด)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันกลุ่มดาหลาปาเต๊ะ&amp;nbsp; ผลิตเสื้อผ้าผู้หญิง&amp;nbsp; ผู้ชาย&amp;nbsp; ผ้าพันคอ&amp;nbsp; กระเป๋าสะพาย&amp;nbsp; กระเป๋าใส่เงิน&amp;nbsp; รองเท้าผ้า&amp;nbsp; หรือผลิตตามคำสั่งซื้อ&amp;nbsp; ใช้ผ้ามัดย้อมที่ตัดเย็บเอง&amp;nbsp; และผ้าลายปาเต๊ะที่ผลิตมาจากโรงงาน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ราคาจำหน่ายตั้งแต่ 100 - 2,500 บาทต่อชิ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนสมาชิกที่มาช่วยกันตัดเย็บจะได้รับค่าแรงเป็นชิ้น&amp;nbsp; เฉลี่ยต่อเดือนคนหนึ่งจะมีรายได้ตั้งแต่ 4,000 บาทขึ้นไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนถึง 10,000-20,000 บาท&amp;nbsp; ตามความสามารถของฝีมือและจำนวนงานที่ทำ&amp;nbsp; และกลุ่มจะหักกำไรจากการขายจำนวน 10 % เข้ากองทุนเพื่อเป็นทุนหมุนเวียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ฟาติมะบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีนักธุรกิจไทยที่ค้าขายกับประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ว่าจ้างให้กลุ่มผลิตกระเป๋าสะพายส่งไปจำหน่ายที่เมืองดูไบซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ&amp;nbsp; โดยผลิตกระเป๋าเป็นเซ็ต&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำนวน 1,500 เซ็ตต่อเดือน&amp;nbsp; 1 เซ็ต&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; กระเป๋าสะพายใบใหญ่&amp;nbsp; กระเป๋าใส่เงิน&amp;nbsp; กระเป๋าใส่เศษสตางค์&amp;nbsp; กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง&amp;nbsp; และกระเป๋าใส่พวงกุญแจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ตัวอย่างกระเป๋า 1 เซ็ท&amp;nbsp; มี&amp;nbsp; 5 ใบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยกลุ่มดาหลาปาเต๊ะคิดค่าผลิตกระเป๋าราคาเซ็ทละ 2,800 บาท&amp;nbsp; หากเป็นผ้ามัดย้อม&amp;nbsp; และราคา 1,500 บาทหากเป็นผ้าปาเต๊ะ&amp;nbsp; ตอนนี้เริ่มทยอยส่งสินค้าให้กับลูกค้าแล้ว&amp;nbsp; โดยลูกค้าต้องการสินค้าทั้งหมด&amp;nbsp; 6,000&amp;nbsp; เซ็ท&amp;nbsp; และหากผลิตได้ตามเป้าหมายเดือนละ 1,500 เซ็ท&amp;nbsp; จะทำให้กลุ่มมีรายได้อย่างต่ำเดือนละประมาณ&amp;nbsp; 2 ล้านบาท&amp;nbsp; ทำให้สมาชิกกลุ่มมีรายได้ในช่วงสถานการณ์โควิดอย่างสม่ำเสมอ&amp;nbsp; และยังกระจายการจ้างงานไปยังกลุ่มแม่บ้านกลุ่มอื่นๆ ที่มีฝีมือทางการตัดเย็บ&amp;nbsp; โดยกลุ่มได้จ้าง QC หรือพนักงานควบคุมคุณภาพมาตรวจสอบคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของลูกค้าด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของพลังสตรีที่จังหวัดสตูล&amp;nbsp; สร้างงาน&amp;nbsp; สร้างรายได้เข้าสู่สมาชิกและชุมชน !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;หมายเหตุ : เรื่องและภาพโดยสำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชนจัดการความรู้และสื่อสาร&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97908</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มดาหลาปาเต๊ะ, กลุ่มสตรีในอำเภอควนโดน, จำปาดะ, ดูไบ, บาติก, บ้านทุ่งพัฒนา, ผ้ามัดย้อม, ฟาติมะ  วัฒนา, มารีหยา  อุสนุน, ลูกประคบไพล, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มนวดแผนไทยและผลิตภัณฑ์บ้านทุ่งพัฒนา, สตูล, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชนจัดการความรู้และสื่อสาร, ไมยราบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210331/image_big_60643eebb071a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39706</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทรวง พม.และหน่วยงานในสังกัดจัดงานใหญ่ ‘Thailand  Social Expo 2019’      </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ชูชุมชนต้นแบบด้านการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และหน่วยงานในสังกัดจัดงานใหญ่&amp;lsquo;Thailand &amp;nbsp;Social Expo 2019&amp;rsquo; ถือเป็นการจัดงานมหกรรมทางสังคมครั้งที่ 2 ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีหน่วยงานต่างๆ ร่วมจัดนิทรรศการและออกบูธกว่า 140 บูธ &amp;nbsp;แสดงผลงานและนิทรรศการ &amp;nbsp;การพัฒนาสังคม &amp;nbsp;นวัตกรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ &amp;nbsp;สร้างความเป็นธรรมในสังคม &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ชวนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศร่วมแสดงผลงาน &amp;nbsp;ชูชุมชนต้นแบบด้านการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชน ระหว่างวันที่ 5-7 กรกฎาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมเมืองทองธานี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ปรเมธี &amp;nbsp;วิมลศิริ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายปรเมธี &amp;nbsp;วิมลศิริ &amp;nbsp;ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) &amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัจจุบันสถานการณ์ของสังคมโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว &amp;nbsp;ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัย &amp;nbsp;กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ &amp;nbsp;ในฐานะองค์กรด้านการพัฒนาสังคมของประเทศ &amp;nbsp;จึงจำเป็นต้องดำเนินการผลักดันและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างเป็นระบบ &amp;nbsp;ด้วยการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน &amp;nbsp;ทั้งภาครัฐ เอกชน &amp;nbsp; และภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาสังคมไทยอย่างมั่นคง &amp;nbsp;มั่งคั่ง &amp;nbsp;และยั่งยืน &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นกระทรวง พม. &amp;nbsp;หน่วยงานในสังกัด &amp;nbsp;และภาคีเครือข่าย &amp;nbsp;จึงร่วมกันจัดงานแสดงผลงานและนวัตกรรมในการพัฒนาสังคมครั้งที่ 2 ขึ้นมา &amp;nbsp;ถือเป็นงานมหกรรมด้านสังคมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย &amp;nbsp;คืองาน &amp;nbsp;&amp;ldquo;Thailand Social Expo 2019&amp;rdquo; ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ร่วมมือ ร่วมใจ สังคมไทยยั่งยืน &amp;ndash; Partnership for Sustainable&amp;rdquo; &amp;nbsp;กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 &amp;ndash; 7 กรกฎาคมนี้ &amp;nbsp; ที่อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในปีนี้ &amp;nbsp;งาน Thailand Social Expo 2019 &amp;nbsp;จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 &amp;nbsp;เพื่อเป็นการต่อยอดและขยายผลของการรวบรวมผลงานนวัตกรรมทางสังคมและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาสังคมและกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;รวมทั้งผลการคิดค้นและการดำเนินงานสำคัญในด้านสังคมของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน &amp;nbsp;โดยผนึกกำลังบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมและการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ดำเนินงานด้านสังคมของประเทศไทย&amp;rdquo; &amp;nbsp;ปลัดกระทรวง พม.กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงาน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; งาน Thailand Social Expo 2019 แบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 โซน &amp;nbsp;ประกอบด้วย 1.การเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับประชาชนกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัย &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;สมัชชาการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ, วาระแห่งชาติ Active Aging สูงวัยอย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีความสุข, สื่อสารสร้างสรรค์ป้องกันปัญหาความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก และการยกระดับ CSR สู่พลังจิตสาธารณะ ลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.บริการทางสังคม &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;บริการตรวจวัดสายตา, ประมูลทรัพย์หลุดจำนำ, สาธิตการพัฒนาฝีมือแรงงานและการฝึกอาชีพ, ตัวอย่างแบบบ้านประหยัดพลังงาน, การทำบัตรประชาชน &amp;nbsp;และการให้บริการจัดหางาน &amp;nbsp;เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.การแสดงและนวัตกรรมทางสังคม บริเวณ Pavilion กลาง การแสดงผลงานการพัฒนาคนทุกช่วงวัย ได้แก่ ปฐมวัย วัยรุ่น วัยแรงงาน และวัยสูงอายุ,&amp;nbsp;นวัตกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ,&amp;nbsp;การแสดง Application งานด้านสังคม และการแสดงดนตรีของคนพิการ Fight for Dream เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าและร้านอาหาร &amp;nbsp;อาทิ &amp;nbsp;ผลิตภัณฑ์ ทอฝัน by พม., ผลิตภัณฑ์ OTOP &amp;nbsp;ร้านค้า &amp;nbsp;ร้านอาหาร &amp;nbsp;เครื่องดื่ม และเบเกอรี่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สมชาติ &amp;nbsp;ภาระสุวรรณ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสมชาติ &amp;nbsp;ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) &amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;พอช.ทำงานกับประชาชนทั่วประเทศ &amp;nbsp;โดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้น้อย &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;สนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนที่มีความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยให้รวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหาตามโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; &amp;nbsp;การส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นได้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เช่น จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ หรือสถาบันการเงินชุมชนเพื่อเป็นทุนของชุมชนเอง &amp;nbsp;ส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือกัน &amp;nbsp;รวมทั้งส่งเสริมด้านคุณภาพชีวิต เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การจัดงาน &amp;lsquo;Thailand &amp;nbsp;Social &amp;nbsp;Expo 2019&amp;rsquo; ครั้งที่ 2 นี้ &amp;nbsp;พอช.มีคอนเซ็ปท์ในการจัดงาน &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;&amp;lsquo;บ้านมั่นคงของมนุษย์ &amp;nbsp;สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง&amp;rsquo; &amp;nbsp;เพราะนอกจาก พอช.จะสนับสนุนให้ชุมชนได้แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของมนุษย์แล้ว ยังส่งเสริมให้ชุมชนแก้ไขปัญหาและพัฒนาในด้านต่างๆ ด้วย โดยได้ชวนพี่น้อง ชุมชน และตำบลต่างๆ &amp;nbsp;ทั่วประเทศที่มีความโดดเด่นในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชนมาร่วมจัดแสดงนิทรรศการในครั้งนี้&amp;rdquo; &amp;nbsp;ผอ.พอช.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ในงานครั้งนี้ยังมีการประชุมเชิงวิชาการ &amp;nbsp;มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ &amp;nbsp;รวมทั้งมีผู้แทนจากประเทศเพื่อนบ้าน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;กัมพูชา &amp;nbsp;พม่า &amp;nbsp;ศรีลังกา &amp;nbsp;และบังคลาเทศ &amp;nbsp;มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาเมืองและที่อยู่อาศัยด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ชุมชนต้นแบบที่จะมาร่วมแสดงผลงานและนิทรรศการการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น &amp;nbsp;ประกอบด้วยตัวแทนจาก 5 ภาค &amp;nbsp;คือ ภาคเหนือ &amp;nbsp;ตำบลลำประดา &amp;nbsp;อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ภาคอีสาน &amp;nbsp;ตำบลกุดหว้า &amp;nbsp;อ.กุฉินารายณ์ &amp;nbsp;จ.กาฬสินธุ์ &amp;nbsp;ภาคกลางและตะวันตก ตำบลหนองโรง อ.พนมทวน &amp;nbsp;จ.กาญจนบุรี &amp;nbsp;กรุงเทพฯ และตะวันออก สถาบันการเงินชุมชนบ้านขอนขว้าง &amp;nbsp;อ.เมือง &amp;nbsp;จ.ปราจีนบุรี และภาคใต้ ตำบลเขาแก้ว อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนเขาแก้ว อ.ลานสกา ฟื้นวิกฤตยางฯสร้างเศรษฐกิจและทุนชุมชน เปิดตลาดสวนสร้างบุญ หนุน &amp;lsquo;สวนพ่อเฒ่า&amp;rsquo; ปลูกไม้เศรษฐกิจเงินล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อำเภอลานสกา จ.นครศรีธรรมราช พื้นที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในหุบเขา &amp;nbsp;มีเทือกเขาที่สำคัญคือ &amp;lsquo;เขาหลวง&amp;rsquo; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของลำคลองหลายสาย มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งป่าไม้และสายน้ำ เรียกว่ามองไปทางไหนก็เห็นแต่ความร่มรื่นเขียวขจี อากาศบริสุทธิ์และเย็นสบายเกือบตลอดทั้งปี &amp;nbsp;
ประชาชนส่วนใหญ่ในอำเภอลานสกามีอาชีพเกษตรกรรม ทำสวนยางพาราและสวนผลไม้ เช่น มังคุด ทุเรียน &amp;nbsp;จำปาดะ ฯลฯ แต่เมื่อยางพาราที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักมีราคาตกต่ำต่อเนื่องมานานหลายปี &amp;nbsp;เกิดผลกระทบต่อปากต่อท้อง &amp;nbsp;คนลานสกาจึงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส &amp;nbsp;หาช่องทางที่จะสร้างเศรษฐกิจและทุนชุมชนขึ้นมา &amp;nbsp;ไม่ต้องหวังพึ่งยางพาราแต่เพียงอย่างเดียว &amp;nbsp;ดังตัวอย่างที่ตำบลเขาแก้ว
เส้นทางการพัฒนาชุมชนคนเขาแก้ว ใช้ &amp;lsquo;สภาองค์กรชุมชนฯ&amp;rsquo;เป็นกลไกขับเคลื่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาโรจน์ สินธู แกนนำพัฒนาตำบลเขาแก้ว เล่าว่า ตำบลเขาแก้ว อ.ลานสกา มี 6 หมู่บ้าน มีจำนวนประชากร (ที่อาศัยอยู่จริง) ประมาณ 4,700 คน พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 42,000 ไร่ ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยางฯ และปลูกไม้ผลต่างๆ ส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน (ประมาณ 70 %) เริ่มกิจกรรมรวมกลุ่มกันพัฒนาตำบลตั้งแต่ปี 2553 โดยจัดตั้ง &amp;lsquo;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเขาแก้ว&amp;rsquo; ขึ้นมา เพื่อเป็นกองทุนในการช่วยเหลือดูแลสมาชิกในตำบล มีสมาชิกเริ่มแรกจำนวน 278 &amp;nbsp;คน &amp;nbsp;โดยสมาชิกจะต้องสมทบเงินเข้ากองทุนเดือนละ 30 บาทเพื่อนำมาช่วยเหลือสวัสดิการสมาชิก &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่น เจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล ช่วยเหลือคืนละ 200 บาท ปีหนึ่งไม่เกิน 15 คืน เสียชีวิตช่วยเหลือตามอายุการเป็นสมาชิก ตั้งแต่ 2,000-30,000 บาท นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องคลอดบุตร ผู้สูงอายุ ฯลฯ ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 3,600 คน &amp;nbsp;(ประมาณ &amp;nbsp;80 % ของประชากรทั้งตำบล) &amp;nbsp;มีเงินกองทุนประมาณ &amp;nbsp;3 ล้านบาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สาโรจน์ สินธู)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้ว &amp;nbsp;จัดตั้งขึ้นในปี 2553 เช่นกัน &amp;nbsp;ซึ่งตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนเข้ามามีการส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและประเทศ โดยให้ประชาชนรวมกลุ่มกันจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมา เพื่อใช้สภาฯ เป็นกลไกในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในตำบล โดยมีกลุ่มต่างๆ ในตำบลเขาแก้วเข้าร่วมจัดตั้งสภาฯ รวม 18 กลุ่ม มีตัวแทนสมาชิกฯ เป็นคณะกรรมการสภาฯ จำนวน &amp;nbsp;33 คน &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้วดำเนินงานมาได้ 5 ปี ในปี 2558 คณะกรรมการสภาฯ จึงได้จัดประชุมเพื่อทบทวนการทำงานของสภาฯ และร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลในตำบล &amp;nbsp;ช่วยกันหาจุดแข็ง &amp;nbsp;จุดอ่อน &amp;nbsp;และปัญหาต่างๆ &amp;nbsp;เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำแผนพัฒนาตำบลในด้านต่างๆ &amp;nbsp;ทั้งเศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคม &amp;nbsp;และสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;โดยเฉพาะปัญหายางพาราที่ดำดิ่งลงเรื่อยๆ จากราคายาง (ยางถ้วย) ที่เคยพุ่งขึ้นสูงถึงกิโลกรัมละ 60 บาทในช่วงปี 2553-2554 &amp;nbsp;แต่ในปี 2555-2558 &amp;nbsp;ลดเหลือ ก.ก.ละ 18 บาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ช่วงปี 2558 เกิดปัญหายางพาราราคาตกต่ำทั่วประเทศ คนตำบลเขาแก้วที่ปลูกยางฯ เป็นพืชหลักได้รับผลกระทบไปทั่ว หลายครอบครัวต้องกู้หนี้ยืมสิน บางคนกู้เงินนอกระบบต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายวัน ร้อยละยี่สิบต่อวัน คณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้ว จึงวางแผนแก้ไขปัญหา โดยจะรวมตัวกันรับซื้อและขายยางฯ เอง ใช้เงินจากกองทุนสวัสดิการชุมชนมารับซื้อ ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง มีการตั้งคณะทำงานลงไปสำรวจข้อมูลเรื่องปริมาณและผลผลิตในตำบลเพื่อจะรวบรวมยางฯ ไปขายเอง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะค่าขนส่งไปขายโรงงานมีต้นทุนสูง ไม่คุ้มทุน และที่สำคัญก็คือปัญหายางฯ เป็นปัญหาระดับประเทศ ชุมชนแก้ไขเองไม่ได้&amp;rdquo; สาโรจน์เล่าความพยายามในการแก้ไขปัญหาราคายางฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้ว่าชุมชนจะแก้ไขปัญหาราคายางพาราไม่สำเร็จ แต่การวิเคราะห์ข้อมูลตำบลในครั้งนั้นพบว่า คนในตำบลเขาแก้วส่วนใหญ่ไม่มีเงินออม และขาดแคลนเงินทุนในการประกอบอาชีพเสริม เมื่อราคายางฯ ตกต่ำจึงต้องกู้หนี้ยืมสิน เพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ที่ดินที่ปลูกยางฯ และผลไม้ทั้งตำบล ประมาณ 70 % ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เพราะทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวงและอุทยานฯ น้ำตกโยง จึงไม่สามารถนำที่ดินไปจำนองกับสถาบันการเงินได้ ต้องกู้ยืมเงินนอกระบบ &amp;nbsp; คณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนฯ จึงคิดเรื่องการสร้างแหล่งทุนในตำบล โดยการจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชนตำบลเขาแก้วขึ้นมา เพื่อส่งเสริมการออมและแก้ไขหนี้นอกระบบ โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้วเป็นกลไกขับเคลื่อน ใช้คณะกรรมการสภาฯ ชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านเพื่อชวนมาเป็นสมาชิก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; สถาบันการเงินชุมชนตำบลเขาแก้ว เริ่มจัดตั้งในเดือนตุลาคม 2558 มีสมาชิกเริ่มแรกจำนวน 223 คน สมาชิกจะต้องฝากเงินเข้าสถาบันฯ เดือนละ 1 ครั้ง &amp;nbsp;อย่างน้อยคนละ 100 บาท ใครมีมากก็ฝากมาก มีเงินสะสมรวมกันในช่วง 6 เดือนแรกประมาณ 385,000 บาท สมาชิกสามารถกู้เงินเพื่อประกอบอาชีพ &amp;nbsp;การศึกษาของบุตรหลาน &amp;nbsp;รักษาพยาบาล &amp;nbsp;หรือปลดหนี้สิน หนี้นอกระบบ ได้สูงสุด 100,000 บาท คิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1 บาทต่อเดือน และผ่อนชำระเงินกู้ได้ตามความจำเป็น &amp;nbsp;จึงช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านได้มาก เพราะหนี้นอกระบบคิดดอกเบี้ยมหาโหดถึงร้อยละ 20 บาท/วัน &amp;nbsp;หากไม่มีจ่ายก็จะทบต้นทบดอก &amp;nbsp;เหมือนดินพอกหางหมู &amp;nbsp;สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันสถาบันการเงินชุมชนฯ มีสมาชิกจำนวน 440 คน มีเงินทุนประมาณ &amp;nbsp;3.6 ล้านบาท และตั้งเป้าว่าภายในปี 2562 จะเพิ่มสมาชิกเป็น 600 คน โดยมีคณะกรรมการบริหารสถาบันฯ รวม 21 คน แบ่งหน้าที่ทำงานเป็นฝ่ายต่างๆ เช่น &amp;nbsp;ผู้จัดการ เหรัญญิก ฝ่ายสินเชื่อ ฝ่ายสะสมทรัพย์ ฝ่ายส่งเสริม ฝ่ายตรวจสอบบัญชี ฯลฯ ถือเป็นธนาคารเพื่อชุมชนที่ชาวบ้านบริหารจัดการเอง &amp;nbsp;ไม่ต้องพึ่งธนาคารพาณิชย์ &amp;nbsp;หรือเป็นหนี้นอกระบบอีกต่อไป
ตลาดสวนสร้างบุญ &amp;nbsp;&amp;lsquo;คนกินอิ่มอร่อย-อาหารปลอดภัย &amp;nbsp;คนขายอิ่มบุญ&amp;rsquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;lsquo;ตลาดสวนสร้างบุญ&amp;rsquo; ตั้งอยู่ริมถนนสายหลักของตำบล (อ.ลานสกา-จันดี อ.ฉวาง) เกิดจากแนวคิดของคณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้วที่อยากจะให้คนในตำบลมีอาชีพเสริม &amp;nbsp;โดยนำผลผลิตจากไร่จากสวนมาวางขาย &amp;nbsp;หรือปรุงเป็นอาหารพื้นบ้านและขนมต่างๆ &amp;nbsp;รวมทั้งมีการแสดงศิลปะ &amp;nbsp;วัฒนธรรมท้องถิ่น &amp;nbsp;เริ่มเปิดตลาดในช่วงปลายปี 2559 &amp;nbsp;บนเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ &amp;nbsp;ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ &amp;nbsp;อากาศเย็นสบาย &amp;nbsp;เพราะมีลำคลองเขาแก้วไหลผ่าน &amp;nbsp;เปิดขายเฉพาะวันเสาร์ &amp;nbsp;ตั้งแต่เวลา 8 โมงเช้า - 6 โมงเย็น &amp;nbsp;ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ตามโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจและทุนชุมชน &amp;nbsp;จำนวน 100,000 บาท, กรมการพัฒนาชุมชน, มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ฯลฯ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สาโรจน์ บอกว่า &amp;nbsp;ตลาดสวนสร้างบุญจะเน้นให้ชาวบ้านเอาผลผลิตของตัวเองมาวางขาย หากเป็นพืช ผัก และผลไม้ &amp;nbsp;จะปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี มีผักพื้นบ้านต่างๆ เช่น ผักกูด สะตอ เนียง ผักหนาม ผักโขม ลูกประ ส้มแขก ฯลฯ ผลไม้ตามฤดูกาล &amp;nbsp;เช่น ทุเรียน มังคุด จำปาดะ ลองกอง ลางสาด มะม่วง ฯลฯ อาหารต่างๆ เช่น ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยวกะลา ขนมถ้วย ทองม้วน ขนมจาก ข้าวเหนียวสองดัง น้ำพริกลูกประ ฯลฯ น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ไวน์มังคุด แชมพู สบู่สมุนไพร ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อาหาร ผัก ผลไม้ ที่ชาวบ้านเอามาขาย เราเน้นว่าจะต้องเป็นอาหารที่ปลอดภัย ต้องปลูกเอง ไม่ใช้สารเคมี คนที่มาซื้อก็จะได้กินอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และดีต่อสุขภาพ เพราะวัตถุดิบมาจากธรรมชาติ ไม่ต้องปรุงแต่งมากนัก ราคาก็ไม่แพง คือกินอิ่มและราคาถูก ส่วนคนขายก็มีความสุข เพราะเอาอาหารที่สะอาดปลอดภัยมาให้คนซื้อได้กิน และมีรายได้เสริมไปใช้จ่ายในครอบครัว เป็นค่าเล่าเรียนของลูกหลาน ทำให้อิ่มใจ อิ่มบุญทั้งคนซื้อและคนขาย&amp;rdquo; สาโรจน์ฉายภาพตลาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ตลาดสวนสร้างบุญสามารถสร้างรายได้เสริมให้ชาวบ้านได้ไม่น้อยกว่า 40-50 ครอบครัวใน 1 สัปดาห์ สัปดาห์ ละ 1,000-2,000 บาท แม้ว่าจะเป็นเงินที่ไม่มากมายนัก แต่ก็ทำให้ชาวบ้านมีช่องทางการค้าขาย นำรายได้มาจุนเจือครอบครัว &amp;nbsp;คนซื้อก็ได้กินอาหารที่ปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;สวนพ่อเฒ่า&amp;rsquo; ปลูกไม้เศรษฐกิจเพิ่มสีเขียวสร้างเงินล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;lsquo;สวนพ่อเฒ่า&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;สวนสมรม&amp;rsquo; เป็นการปลูกพืชหลายชนิดลงในที่ดินแปลงเดียวกัน ทั้งไม้ผลที่กินได้และไม้ใช้สอยต่างๆ รวมทั้งพืชผักสวนครัว ตามวิถีที่บรรพบุรุษหรือ &amp;lsquo;พ่อเฒ่า&amp;rsquo; เคยปลูกกันมานานหลายชั่วคน ไม่ใช่ปลูกแต่ &amp;lsquo;พืชเชิงเดี่ยว&amp;rsquo; หรือชนิดเดียว เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มังคุด ทุเรียน ฯลฯ เหมือนในปัจจุบัน เพราะหากช่วงไหนพืชเหล่านี้ราคาไม่ดีคนปลูกก็จะเดือดร้อน เช่น ยางพาราที่ราคาตกต่ำต่อเนื่องมานานหลายปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิเชียร กองโล่ คณะกรรมการกลุ่มออมต้นไม้ เล่าว่า จากปัญหาการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องอิงกับราคาตลาด &amp;nbsp;คณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้วจึงนำแนวคิดเรื่องการจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชนมาปรับใช้ แต่เปลี่ยนจากการออมเงินมาเป็น &amp;lsquo;ออมต้นไม้&amp;rsquo; โดยจัดตั้ง &amp;lsquo;กลุ่มออมต้นไม้&amp;rsquo; ในปี 2560 ใช้งบประมาณสนับสนุนจากกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเขาแก้ว จำนวน 10,000 บาท เพื่อนำมาซื้อกล้าไม้เศรษฐกิจ เช่น ตะเคียนทอง จำปาทอง สะเดาเทียม &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;จำนวน 1,000 ต้น แจกจ่ายให้สมาชิกปลูกในปีนั้น เมื่อต้นไม้เติบโตก็จะมีราคา รวมทั้งส่งเสริมให้ปลูกพืชกินได้ชนิดต่างๆ เพื่อลดรายจ่าย สร้างรายได้ นอกจากนี้ยังเป็นการเติมพื้นที่สีเขียวให้แก่ตำบลด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ก่อนที่จะมีการจัดตั้งกลุ่มออมต้นไม้ ชาวบ้านส่วนใหญ่จะปลูกพืชชนิดเดียวในแปลงเดียวกัน เพราะเชื่อว่าถ้าปลูกรวมกันต้นไม้จะไม่โตเพราะว่าแย่งอาหารกัน แต่สวนของผมปลูกผสมกันแบบสวนสมรมหรือสวนพ่อเฒ่ามานานหลายสิบปีแล้ว &amp;nbsp;และต้นไม้ทุกชนิดก็งามทุกอย่าง เก็บกินก็ได้ ขายก็ดี ทางกลุ่มออมต้นไม้จึงยกให้สวนของผมเป็นต้นแบบ ให้สมาชิกกลุ่มมาดู มาเรียนรู้เพื่อเอาไปปลูกตามอย่าง&amp;rdquo; ลุงวิเชียรเล่าความเป็นมาของกลุ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลุงวิเชียรมีที่ดิน 5 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 50 ไร่ แบ่งพื้นที่ปลูกสวนยาง 1 แปลง เนื้อที่ 10 ไร่ &amp;nbsp;ส่วนอีก 4 แปลงปลูกแบบสมรมหรือผสมผสาน มีพืชกินได้ เช่น จำปาดะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง หมาก มะพร้าว กล้วย สะตอ เหรียง เนียง ฯลฯ ไม้ใช้สอย เช่น ตะเคียนทอง จำปาทอง สะเดาเทียม พะยูง ไผ่ ฯลฯ&amp;nbsp;
พืชเหล่านี้เมื่อปลูกรวมกันจะมีสภาพคล้ายป่าธรรมชาติ ไม่แย่งอาหารหรือแย่งแสงแดดกัน แต่จะเกื้อกูลกัน แบ่งเป็นไม้เรือนยอดชั้นบน เช่น ตะเคียนทอง สะเดาเทียม จำปาทอง ฯลฯ ไม้เรือนยอดชั้นกลาง เช่น ทุเรียน มังคุด ลองกอง จำปาดะ &amp;nbsp;ฯลฯ ไม้ชั้นล่าง เช่น ผักต่างๆ กระทือ กระชาย ขิง ข่า ตะไคร้ พริก ฯลฯ ส่วนใบไม้ที่ร่วงหล่นจะเปื่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย บำรุงด้วยปุ๋ยหมัก หรือน้ำหมักชีวภาพก็จะทำให้พืชผลเหล่านี้เติบโตงดงาม &amp;nbsp;สร้างรายได้ตลอดทั้งปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่น จำปาดะ (คล้ายขนุน) ผลสุกนำไปชุบแป้งทอดหรือกินสุก ต้นหนึ่งจะมีประมาณ 50-60 ลูกๆ ละ 3 &amp;nbsp;กิโลกรัม ขายราคา ก.ก.ละ 12-60 บาท (ตามฤดูกาล) ต้นหนึ่งจะทำรายได้ไม่น้อยกว่าปีละ 4,000-5,000 บาท หากปลูก 10 ต้นจะมีรายได้ปีละ 40,000-50,000 บาท นอกจากนี้ยังมีทุเรียน มังคุด ลองกอง สะตอ ฯลฯ พืชผักต่างๆ ที่ทำรายได้ตลอดทั้งปี รวมทั้งลุงวิเชียรยังเลี้ยงไก่และปลา &amp;nbsp;อาหารจึงแทบจะไม่ต้องซื้อหา &amp;nbsp;ยกเว้นข้าวที่ปลูกไม่ได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ไม้เศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ตะเคียนทอง ใช้สร้างบ้านเรือน ทำเรือแข่ง ลุงวิเชียรปลูกเอาไว้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว &amp;nbsp;จำนวน 60 ต้น ตอนนี้มีขนาดเส้นรอบวงเกือบ 2 เมตร มีคนมาเสนอซื้อราคาต้นละ 18,000 บาท แต่ลุงวิเชียรไม่ขาย จะเก็บเอาไว้เป็นสมบัติของแผ่นดินและลูกหลาน แต่หากขาย 60 ต้น จะทำเงินได้มากกว่า 1 ล้านบาท ไม่รวมไม้อื่นๆ เช่น จำปาทองและพะยูงที่กำลังแข่งกันโต และเพิ่มราคา เพิ่มมูลค่าขึ้นทุกวัน !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ลุงวิเชียรกับต้นตะเคียนทอง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สาโรจน์ เล่าเสริมว่า &amp;nbsp;ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มออมต้นไม้ในตำบลเขาแก้ว &amp;nbsp;รวม 53 ครอบครัว &amp;nbsp;ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกไม้แบบสวนสมรม และปลูกต้นไม้เศรษฐกิจซึ่งเป็นไม้ยืนต้นไปแล้วปีละ 1,000 ต้น ตั้งเป้าว่าภายในปี 2565 จะปลูกไม้เศรษฐกิจทั้งตำบลได้ 5,000 ต้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;นอกจากจะเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างความชุ่มชื้นให้ผืนดิน และเติมอากาศให้บริสุทธิ์แล้ว ผู้ที่ปลูกยังสามารถเอาต้นไม้เศรษฐกิจมาเป็นหลักทรัพย์ ใช้ค้ำประกันหรือกู้เงินจากสถาบันการเงินชุมชนได้ โดยกำหนดว่าต้นไม้ที่มีเส้นรอบวง 1 เซนติเมตร จะมีมูลค่า 100 บาท หากมีเส้นรอบวง 100 เซนฯ หรือ 1 เมตร จะมีมูลค่า 10,000 บาท ถ้ามี 10 ต้นสามารถนำมาเป็นหลักทรัพย์หรือกู้เงินจากสถาบันฯ ได้ถึง 100,000 บาท ตั้งเป้าว่าภายในปี 2565 จะดำเนินงานได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;สาโรจน์ในฐานะที่ปรึกษาสถาบันการเงินชุมชนตำบลเขาแก้วพูดถึงแนวคิดการแปลงต้นไม้เป็นทุนเหมือนกับ &amp;lsquo;ธนาคารต้นไม้&amp;rsquo; ที่ ธ.ก.ส. กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้&amp;nbsp;
นี่คือตัวอย่างของคนตำบลเขาแก้วที่ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นกลไกแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน &amp;nbsp;โดยร่วมกันพลิกฟื้นวิกฤตยางพาราที่มีราคาตกต่ำ &amp;nbsp;นำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจและทุนของชุมชนขึ้นมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39706</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำปาดะ, ปรเมธี  วิมลศิริ, สมชาติ  ภาระสุวรรณ, สาโรจน์ สินธู, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190628/image_big_5d15e96ed6920.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
