<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>45054</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2019 11:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2019 11:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฎีการอลงอาญา3 ปี&#039;บ.ไทยเดย์-จิตตนาถ-พชร&#039;พร้อมปรับ 6 หมื่นทำกิจการ ASTV ไม่ได้รับอนุญาต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ย.62 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.1870/2558 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด, นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล และนายพชร สมุทวณิช ผู้บริหารบริษัทฯ เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันส่งวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการสาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการโจทก์ฟ้องว่า ระหว่างเดือน ก.ย. 2548 ถึงวันที่ 3 ก.พ. 2549 จำเลยทั้งสามร่วมกันประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ โดยร่วมกันทำการบันทึกรายการภาพและเสียง หรือทำการถ่ายทอดสดรายการตามที่มีกำหนดไว้ในผังรายการ แล้วส่งข้อมูลสัญญาณภาพและเสียงผ่านทางสายเคเบิลใยแก้ว ซึ่งเช่าจากบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพื่อส่งต่อไปที่เกาะฮ่องกง ประเทศจีน จากนั้นมีการส่งสัญญาณภาพและเสียงต่อไปยังดาวเทียม NSS6 แล้วดาวเทียมส่งข้อมูลสัญญาณภาพและเสียงกลับมาที่ประเทศไทยทางสถานีวิทยุโทรทัศน์เอเอสทีวี ช่องนิวส์วัน ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถซื้อจานรับสัญญาณดาวเทียมเพื่อดูรายการโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อันเป็นการส่งวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2559 โดยเห็นว่าพยานโจทก์ที่นำมาเบิกความ รวม 4 ปาก ไม่มีพยานคนใดเบิกความให้ศาลเห็นว่าการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์โดยการส่งภาพและเสียง กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2498, พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530 และ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2560 ว่า คดีนี้โจทก์นำพยานมาเบิกความในชั้นศาลรวม 4 ปาก ไม่มีพยานคนใดเบิกความให้เห็นว่า การประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์โดยการส่งภาพและเสียงของจำเลยทั้งสามในขั้นตอนใดที่จะถือได้ว่า จำเลยทั้งสามได้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2498 แต่โจทก์มีคำให้การในชั้นสอบสวนของ นายอานนท์ ลอยกุลนันท์ เจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ พยานโจทก์สรุปได้ความว่า สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีของจำเลยที่ 1 มีการส่งสัญญาณภาพและเสียงผ่านสายเคเบิลใยแก้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 เช่าสายเคเบิล จากบริษัท กสท. และเป็นการส่งข้อมูลสัญญาณภาพและเสียงในประเทศไทย จากนั้นส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังสายเคเบิลใต้น้ำจากประเทศไทย ไปที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นส่งสัญญาณภาพและเสียงไปยังดาวเทียม NSS-6 และส่งสัญญาณจากดาวเทียวดังกล่าวกลับมายังประเทศไทย แม้คำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งห้ามมิให้ศาลรับฟัง แต่ก็มิได้ห้ามโดยเด็ดขาด และเหตุที่โจทก์ไม่สามารถนำตัวเจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ดังกล่าวมาเบิกความได้ เป็นเพราะอาการป่วยต้องให้ออกซิเจน อันเป็นเหตุจำเป็นเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 226/3 (2) พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งวิทยุโทรทัศน์หรือ ประกอบกิจการโทรทัศน์โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2495 มาตรา 3, 5, 17 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 2 และ 3 คนละ 2 ปี และปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 90,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสาม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และ 3 คนละ 1 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 60,000 บาท กับให้ปรับจำเลยทั้งสามเป็นรายวันๆ ละ 2,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2548 - 23 ม.ค. 2549&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาจำเลยฎีกาสู้คดี วันนี้ศาลฎีกาตรวจสำนวนปรึกษาแล้ว พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1-3 มีความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2495 มาตรา 3, 5, 17 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และ 3 โดยไม่รอลงอาญานั้นเห็นว่าหนักเกินไป เนื่องจากขณะนั้นก็ยังไม่มีหน่วยงาน กสช.มาทำหน้าที่ออกใบอนุญาต จึงควรปรับโทษให้เหมาะสม โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้คนละ 3 ปีและปรับจำเลยที่ 2 และ 3 คนละ 60,000 บาท&amp;nbsp;นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้งสื่อเครือเอเอสทีวี ผู้จัดการ (บ.ไทยเดย์ ด็อท คอม) เดินทางมาศาลเพื่อให้กำลังใจนายจิตตนาถ บุตรชายของนายสนธิ หลังนายสนธิได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเมื่อวานนี้ (4 ก.ย.) ในการพักโทษคดีกระทำความผิด พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ ต่อสื่อมวลชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45054</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิตตนาถ ลิ้มทองกุล, นายสนธิ ลิ้มทองกุล, ผู้จัดการ, ไทยเดย์ ด็อท คอม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190905/image_big_5d708218d87e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19504</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวมกันแพ้แยกชนะ &#039;ตุ๊ดตู่-ตู้เย็น&#039;ผุดเพื่อชาติ! สะพัดดัน&#039;นพดล&#039;หัวหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประวิตร&amp;rdquo; ลั่นไม่ผิดไม่ต้องกลัวถูกยุบพรรค &amp;ldquo;กกต.&amp;rdquo; โดดรับลูกสอบ &amp;ldquo;ทักษิณ&amp;rdquo; บงการเพื่อไทยแล้ว รวมถึงกรณีพลังดูด แต่ยังไม่ถึงขั้นตั้ง กก.เพราะแค่เป็นข่าว สะพัด! &amp;ldquo;เพื่อชาติ&amp;rdquo; จตุพร-ยงยุทธ-สงคราม ดัน &amp;quot;นพดล&amp;quot; นั่งหัวหน้าพรรค ดึง &amp;quot;ชัชชาติ&amp;quot; ขึ้นบัญชีนายกฯลำดับ 1 &amp;quot;ตุ๊ดตู่&amp;quot; แจงยิบที่ตั้งพรรคเพื่อให้มวลมิตรมีช่องหายใจตามยุทธศาสตร์ &amp;quot;รวมกันแพ้ แยกกันชนะ&amp;quot; ด้านเสื้อแดงใน พท.โวยตัดคะแนนกันเองมากกว่าเก็บทุกเม็ด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร ยังคงมีความต่อเนื่องจากกรณีแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) เดินทางไปหารือกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เขตปกครองพิเศษฮ่องกง เพื่อวางยุทธศาสตร์การเลือกตั้งแยกกันเดินร่วมกันตี โดยเฉพาะการจัดตั้งพรรคสำรองเพื่อป้องกันการถูกยุบ พท. โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวในเรื่องนี้ว่า ไม่ทราบ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เท่านั้น ส่วนที่นายทักษิณแสดงตัวอยู่เบื้องหลังพรรค พท.นั้น หากทำผิดเรื่องการเมืองก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยืนยันว่า คสช.ไม่ได้มีแผนจะยุบพรรคเพื่อไทย คสช.จะไปรู้ได้อย่างไร ถ้าจะถูกยุบพรรคก็ต้องเป็น กกต.จะมาโทษ คสช.ได้อย่างไร และตอนนี้ คสช.ยังไม่ได้ประชุมอะไรเลย&amp;rdquo; พล.อ.ประวิตรกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงกรณี พท.กังวลว่าพรรคจะถูกยุบเพราะเป็นกลยุทธ์ของการเลือกตั้ง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เขาทำผิดหรือไม่ ทำไมต้องกลัว ถ้าไม่ทำผิด พรรคการเมืองอื่นๆ ไม่เห็นกลัว เพราะเขาไม่ทำผิด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ครั้งแรกถึงกรณีนี้ว่า ได้ให้สำนักงาน กกต.ติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่ เพราะขณะนี้ปรากฏเป็นแค่ข่าว โดยจะรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงทุกเรื่องที่เคลื่อนไหวในช่วงนี้ ทั้งที่กล่าวหาว่ากลุ่มสามมิตรดูดอดีต ส.ส., การเก็บบัตรประชาชน และคลิปวิดีโอนายทักษิณชี้นำพรรคเพื่อไทย ถ้ามีหลักฐานเพิ่มเติมถึงขั้นดำเนินการได้ ก็จะดำเนินการ
&amp;ldquo;ทุกเรื่องยังเป็นเพียงข่าว ยังไม่มีมูลไปถึงขั้นว่าเข้าข่ายครอบงำ กกต.ก็ได้รับทราบข้อมูลต่างๆ และให้นโยบายกับสำนักงานว่า ถ้าพบว่ามีมูลก็ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่ตอนนี้ข้อมูลที่มียังไม่ถึงขั้นครอบงำ จึงยังไม่มีเรื่องการตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่จะนำไปสู่การพิจารณายุบพรรคเพื่อไทย&amp;rdquo; พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.จรุงวิทย์ยังกล่าวถึงอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยตั้งพรรคสำรองว่า เป็นเสรีภาพ คนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองรวมกัน 500 คน มีทุนประเดิม 1 ล้านบาท มีข้อบังคับพรรคและอุดมการณ์ที่ไม่ขัดกฎหมาย หากมายื่นขอจัดตั้ง กกต.ก็ต้องดำเนินการให้ ส่วนตั้งแล้วจะสนับสนุนใคร ก็เป็นเรื่องแนวนโยบายของพรรค เหมือนที่บางพรรคประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ก็มีหลายพรรค ส่วนพรรคจะตกอยู่ภายใต้การครอบงำของบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นสมาชิกหรือกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ ต้องดูการดำเนินการของพรรคในอนาคต หากเกิดขึ้นก็ต้องมาว่ากันตามกฎหมาย
ข้องใจรัฐบาลเปลี่ยนไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีคณะนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ ท่าทีที่เปลี่ยนไปของคนในรัฐบาล ระบุว่า ค่อนข้างแปลกใจกับท่าทีและจุดยืนของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ระบุว่าการเดินทางไปพบนายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของแกนนำพรรคเพื่อไทยเป็นเสรีภาพ คสช.ปล่อยแล้ว และยังบอกว่าใครจะตั้งพรรคสำรองกี่พรรคก็เป็นสิทธิที่ทำได้ ถ้ามีทุนและมีสติปัญญา
&amp;ldquo;ที่ผมเป็นห่วง เพราะการพูดเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของ กกต.ที่กำลังตรวจสอบการกระทำที่เข้าข่ายผิดมาตรา 28 และ 29 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ห้ามพรรคการเมืองยินยอมให้บุคคลภายนอกยุ่งเกี่ยวกับกิจการในพรรค ซึ่งมีผู้ร้องต่อ กกต.ในกรณีพรรคเพื่อไทยไปแล้ว อาจทำให้การทำงานของ กกต.มีปัญหาตามมาได้&amp;rdquo; นายสุริยะใสกล่าว และว่า การตั้งพรรคสำรอง แม้เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่วิธีดังกล่าวจะทำลายเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ทำให้พรรคการเมืองจมอยู่กับคะแนนเสียงเลือกตั้ง ไม่ว่าจะได้มาโดยวิธีใด ทำให้การปฏิรูปการเมือง โดยพรรคการเมืองไม่ประสบความสำเร็จ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสิระ พิมพ์กลาง ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อนไทยกล่าวถึงกรณีการก่อตั้งพรรคเพื่อชาติ (พช.) และพรรคเพื่อธรรม (พธ.) ตามยุทธศาสตร์แยกกันเดิน ร่วมกันตี ว่าดูแล้วไม่น่าใช่ น่าจะเป็นรวมกันเราอยู่ แยกหมู่กันตาย เสียมากกว่า โดยแกนนำคนเสื้อแดงเคยบอกเอาไว้จะไม่ออกมาทำพรรคการเมือง แต่วันนี้ดูแล้วไม่ต่างอะไรจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ที่เคยยืนยันจะไม่ยุ่งการเมือง&amp;nbsp;
&amp;ldquo;คนเสื้อแดงที่มาทำพรรคเพื่อชาติจะต่างอะไรกัน เป็นเหมือนการกลืนน้ำลายตัวเอง ถ่มน้ำลายขึ้นฟ้า แล้วรดหน้าตัวเอง สุดท้ายหากจะเดินหน้าพรรคการเมืองจริงๆ ก็ขอให้ผู้สนับสนุนทั้งหลายเปิดหน้าออกมาให้หมด ขออย่ามาเล่นเกมใต้ดิน ที่บางคนเคยด่าผมเป็นแดงเทียมไปทำพรรค แล้วกรณีนี้จะว่าอย่างไร&amp;rdquo; นายสิระกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สมาชิกพรรค พท.และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวถึงการก่อตั้งพรรค พช.ว่า เข้าใจว่าเป็นความหวังดีของสมาชิกบางคนที่กังวลว่า พท.ที่เป็นพรรคหลักผู้สมัครล้นไม่พอลงสมัคร จึงตั้งพรรคขึ้นมา และคงกังวลถึงกระแสข่าวถูกยุบ โดยการตั้งพรรค พช.เพื่อหวังไปเก็บตกคะแนนเสียง เก็บคะแนนทุกเม็ด ดูแล้วจะเป็นการมาตัดคะแนนกันเองกับ พท.มากกว่า เราควรมีพรรคหลักพรรคเพื่อไทยพรรคเดียวเป็นหัวหอกหลักในการต่อสู้ เพื่อให้ได้คะแนนเป็นกอบเป็นกำ &amp;nbsp;
ไล่พ้น นปช.หากตั้งพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิก พท.และแกนนำ นปช. กล่าวถึงกระแสข่าวการตั้งพรรค พช.ว่า ส่วนตัวและในนาม นปช.ไม่เคยร่วมหารือกับคณะผู้ก่อตั้งพรรคเพื่อชาติ แต่คงมีการพบปะพูดคุยกันในกลุ่มผู้สนใจมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ออกจากเรือนจำ ก็ได้ยินว่าสนใจเรื่องนี้ต่อเนื่อง ในส่วนของ นปช.เคยหารือนอกรอบในหมู่แกนนำ ได้ข้อสรุปว่า เราเป็นขบวนการต่อสู้ภาคประชาชน ไม่มีแนวคิดตั้งพรรคการเมือง ส่วนสมาชิกหรือแกนนำคนไหนสนใจร่วมงานกับพรรคการเมืองใด ตราบเท่าที่พรรคนั้นยืนบนหลักการประชาธิปไตย ถือเป็นเสรีภาพ ถ้ามีจุดยืนที่เปลี่ยนแปลงไป ก็ถือว่าสิ้นสภาพความเป็น นปช.&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ที่ผ่านมาเข้าใจตรงกันแบบนี้ หากพรรคเพื่อชาติยืนยันหลักการประชาธิปไตยก็ไม่มีอะไรเป็นข้อขัดแย้ง การตัดสินใจของแต่ละคนให้เป็นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้&amp;rdquo; นายณัฐวุฒิกล่าว และว่า ไม่คิดว่าพรรคไหนจะเป็นนอมินีให้กันได้เมื่อลงสนาม ในความเป็นจริงน่าจะเป็นแนวร่วมกันในทางหลักการมากกว่า เพราะเลือกตั้งคราวนี้มี 2 ฝ่ายเท่านั้น คือพรรคประชาธิปไตยกับพรรคเผด็จการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจตุพรกล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ถึงกรณีกระแสข่าวการแยกกับนายณัฐวุฒิมาจับมือกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช แกนนำพรรคเพื่อไทยมาตั้งพรรคเพื่อชาติ ว่าตนอยู่ในสถานะไม่มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกพรรคการเมืองก็ไม่ได้ แต่ได้พูดเอาไว้ที่สมาคมนักข่าวฯ คือ รวมกันแพ้ แยกกันชนะ เพราะอีกมุมหนึ่ง มีพรรคการเมืองอีกฝั่งแยกออกเป็น 5 พรรคอยู่ครบถ้วนหมด และเมื่อมีหมู่มิตรมาหารือร่วม ต้องการสู้ในเวทีรัฐสภา คนที่ไม่มีพื้นที่ในพรรคเดิมทั้งหมด แล้วยังไม่ได้เป็น ส.ส. พรรคเพื่อชาติเขาเปิดเวทีให้ เห็นว่าช่องทางนี้จะทำให้เขาเหล่านั้นเข้าไปทำหน้าที่เป็น ส.ส.ได้ รวมถึงบรรดาหมู่มิตรที่ร่วมต่อสู้กันมาแล้วก็ไม่มีโอกาส ไม่มีพื้นที่ เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 ออกแบบไว้ดังนี้ ก็ถือว่านี่เป็นโอกาสในการเข้าไปทำหน้าที่&amp;nbsp;
&amp;ldquo;นายณัฐวุฒินั้นมีพื้นที่ในพรรคเพื่อไทยอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมา ระบบการเลือกตั้งแบบเดิมทำให้เข้าไปหาพื้นที่ได้ แต่เนื่องจากระบบใหม่มันจะไม่มีพื้นที่ เลยพูดคุยกันว่าคนที่มีพื้นที่อยู่แล้วในพรรคเพื่อไทยไม่ต้องมา แต่คนที่ไม่มีพื้นที่และหมู่มิตรจากส่วนต่างๆ ก็สามารถมาเริ่มต้นที่พรรคเพื่อชาติกันได้ คือแนวพรรคเขาเปิดช่องไว้ดังนี้ ซึ่งผมเห็นด้วยกับคุณยงยุทธว่า ช่องนี้น่าจะดีที่สุดตามรัฐธรรมนูญที่ออกแบบไว้ว่า รวมกันแพ้ แยกกันชนะ&amp;quot; นายจตุพรระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพรยังชี้แจงกรณีนายยงยุทธไม่มีพื้นที่ในพรรคเพื่อไทย จึงมาชวนทำพรรคเพื่อชาติ ว่านายยงยุทธอยู่ตรงไหนก็ได้ นายยงยุทธมีสิทธิ์ทางการเมืองเช่นเดียวกับบ้านเลขที่ 109 และ 111 คนอื่นๆ วันนี้ก็พ้นโทษทางการเมืองแล้ว นายยงยุทธมีแนวความคิดไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งที่มีสิทธิ์ จึงคิดว่าเราจะได้คนใหม่ๆ เข้าไป รวมทั้งหมู่มิตรที่ค้างๆ กันอยู่ และไม่มีโอกาสทำหน้าที่ส่วนนี้จะได้มีโอกาสเข้าไปต่อสู้ในระบบรัฐสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพรยังกล่าวถึงการหารือกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และพระพุทธะอิสระ แกนนำ กปปส. ในระหว่างอยู่ในคุกถึงการตั้งพรรคเพื่อชาติ ว่าเคยชี้แจงไปแล้วว่าเราไปอยู่ในสุสานคนเป็น มันไม่มีหัวโขน ก็คุยกัน เกิดปรากฏการณ์ว่าสังคมนี้มันพูดคุยกันได้ถ้ามันอยู่ในจุดความรู้สึกเดียวกัน แต่เป็นคนละส่วนกับพรรคเพื่อชาติที่มีอยู่เดิม และเป็นพรรคที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย การพูดคุยเป็นแนวความคิดที่ไม่ปิดประตูพูดคุยกับทุกฝ่าย เพื่อเปิดช่องให้กับสังคมไทยไม่ย้อนไปสู่วิกฤติเดิมกันอีก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบุคคลทั้งสองที่ไม่ได้อยู่ในฐานะมาตั้งพรรคการเมืองได้ แต่เป็นความคิดว่าสังคมไทยเมื่ออยู่ในจุดที่มีความรู้สึกเดียวกัน พูดคุยกันได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวจากผู้ร่วมก่อตั้งพรรคเพื่อชาติเปิดเผยว่า ในช่วงเช้าวันที่ 9 ต.ค. ที่ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว คณะแกนนำผู้ก่อตั้งพรรคเพื่อชาติ อาทิ นายยงยุทธ ติยะไพรัช, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ และนายอารี ไกรนรา ร่วมหารือถึงผู้เหมาะสมจะมาเป็นหัวหน้าพรรค โดยได้วางตัวนายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทยและเพื่อนสนิทนายยงยุทธเป็นหัวหน้าพรรค และจะมาเป็นผู้เสนอตัวในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีในลำดับที่ 3 ส่วนลำดับที่ 2 เป็นนายทนง พิทยะ อดีต รมว.การคลัง รัฐบาลไทยรักไทย, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว.คมนาคม ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะอยู่ในลำดับที่ 1&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คณะผู้ร่วมก่อตั้งพรรคเห็นตรงกันว่า ต้องเน้นที่การแก้ไขปัญหาปากท้องให้ประชาชนเป็นหลัก นำหน้าเรื่องการเมือง จึงมีการวางตัวผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การเงินการคลัง การศึกษา เอาไว้ทั้ง 3 อันดับ ส่วนที่ไม่ดันนายชัชชาติเป็นหัวหน้าพรรคด้วยนั้น เนื่องจากไม่ถนัดเดินสายปราศรัยหาเสียง ซึ่งคนที่เป็นหัวหน้าอย่างนายนพดล มีความเชี่ยวชาญการปราศรัยมากกว่า นอกจากนี้ยังมีการกำหนดเปิดตัวพรรคอย่างเป็นทางการในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคม ในที่ประชุมยังหารือแคมเปญที่เหมาะกับพรรคเอาไว้เบื้องต้น อาทิ ด้านการศึกษา มีผู้เสนอว่าควรเปิดให้มีการเรียนฟรีตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงปริญญาตรี ด้านสาธารณสุข มีผู้เสนอว่าควรใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกโรค และรักษาได้ทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ เป็นต้น
ลูกสนธิเดือดซัดตู่-ตู้เย็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสื่อในเครือผู้จัดการ บุตรชายนายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่านายสนธิจับมือกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และนายยงยุทธ สลายสีเสื้อก่อตั้งพรรคเพื่อชาติว่า ไม่จริง และขอประณามนายจตุพรและนายยงยุทธ ที่เอานายสนธิมาทำมาหากิน เพราะได้ไปเยี่ยมบิดามา ซึ่งบิดาบอกว่านายจตุพรเข้ามาพูดอยากทำอย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งบิดาก็รับฟัง ไม่ได้ปฏิเสธอะไรอย่างไร โดยจุดยืนของบิดาคือประเทศมันไปต่อไม่ได้ถ้าเกิดไม่มีการปฏิรูป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอเลย คุณสนธิอยู่ในเรือนจำก็ลำบากพออยู่แล้ว อย่าเอาชื่อของคุณสนธิไปทำมาหากิน ผมขอร้อง แค่นี้ก็โดนทุกฝ่ายจ้องจับตา จ้องจับผิดกันอยู่แล้ว ให้พ่อผมได้อยู่อย่างสงบซักทีเถอะ ถ้าคุณไม่คิดจะปฏิรูปเพื่อชาติ คุณจะไปเล่นการเมืองก็เรื่องของคุณเลย คุณจตุพร คุณยงยุทธ เข้าใจกันนะครับ อย่าเอาคุณสนธิมาทำมาหากิน ผมไม่ชอบ ปฏิรูปเพื่อชาติเท่านั้น ไม่ใช่มาตั้งพรรคการเมืองบ้าๆ บอๆ&amp;quot; นายจิตตนาถกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พ.ต.อ.จรุงวิทย์ยังกล่าวเตือนถึงการทำกิจกรรมของพรรคการเมืองในขณะนี้ว่า ต้องอยู่ภายในกรอบที่คำสั่งหัวหน้า คสช. 13/2561 อนุญาต เพราะต้องเข้าใจว่าคำสั่ง คสช.ที่ 57/2557 ที่ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมเกิน 5 คนมีผลบังคับใช้อยู่ หากฝ่าฝืนเจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องเข้าไปดูแล และมีโทษทางอาญาด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.จรุงวิทย์ยังระบุว่า สำนักงาน กกต.ได้ปรับกรอบหลักเกณฑ์ในการพิจารณารับจดแจ้งตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับแต่วันที่มียื่นคำขอจัดตั้งพรรค เนื่องจากเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ซึ่งไม่ใช่ทำเพื่ออำนวยความสะดวกให้พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพราะเราอำนวยความสะดวกให้กับทุกกลุ่มการเมืองที่มายื่นจัดตั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด พรรคพลังแรงงานไทย นำโดยนายพิเชษฐ์ ภูแก้ว ว่าที่หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยว่าที่กรรมการบริหารพรรค นำเอกสารหลักฐานเข้ายื่นจดทะเบียนจัดตั้งกับ กกต.แล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ นั้น พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี อดีตผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวคนแรก (ผบช.ทท.) และอดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 (ผบช.ภ.9) ได้เดินทางมาสมัครสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แบบตลอดชีพ&amp;nbsp;
เจ้าเก่าปรับลุคส์เป็น FFFE
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกระแสข่าวที่ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ยื่นหนังสือลาออกเพื่อมาทำงานทางการเมืองกับพรรค ว่าถ้า พ.อ.เศรษฐพงค์มาร่วมจริง น่าจะเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งต้องติดตามว่าในวันที่ 12 ต.ค. ซึ่งเป็นวันเสนอแนวทางจัดทำนโยบายพรรค พ.อ.เศรษฐพงค์จะมาปรากฏตัวหรือไม่ ถ้ามาก็จะเห็นความชัดเจนในระดับหนึ่ง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายอนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ในฐานะแกนนำเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง พร้อมตัวแทนกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) สหพันธ์นักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยไทย กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ตัวแทนเครือข่ายแรงงาน และสมัชชาคนจน ร่วมแถลงเปิดตัวเครือข่ายประชาชนเพื่อการเลือกตั้งที่เสรีเป็นธรรม และมีผลในทางปฏิบัติ (Free, Fair &amp;amp; Fruitful Election) หรือ FFFE ซึ่งเครือข่าย FFFE จะจัดกิจกรรมแรก &amp;ldquo;การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมกับอนาคตสังคมและการเมืองไทย&amp;rdquo; ในวันที่ 14 ต.ค.2561 ที่ห้อง LT1 คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เวลา 12.00-16.30 น. โดยภายในงานจะประกาศจุดยืนผ่านแถลงการณ์ร่วมของภาคประชาชนและพรรคการเมือง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงความคืบหน้ากระบวนการคัดสรร ส.ว.และการเลือกตั้งท้องถิ่นว่า &amp;nbsp; ไม่ช้า เพราะมีเวลาอยู่ โดยการคัดเลือก ส.ว.นั้น คสช.อาจตั้งคณะกรรมการคัดเลือกก่อนวันที่ 2 ม.ค.2562 ได้ เพราะคณะกรรมการต้องคัดเลือกบุคคลให้ได้ 400 คนก่อนส่งรายชื่อให้ คสช.ภายในวันที่ 9 ก.พ.2562 และ คสช.มีเวลาเป็นเดือนเพื่อคัดเลือกให้เหลือ 194 คน เพราะกฎหมายระบุให้ประกาศชื่อภายใน 3 วันหลังวันประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งก็เป็นเวลานาน ทั้งนี้ ยังไม่ทราบว่าใครเป็นคณะกรรมการคัดเลือก และไม่ทราบว่ากระบวนการของ คสช.จะเป็นอย่างไร ส่วนการพิจารณากฎหมายลูก 6 ฉบับเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยืนยันแล้วว่าจะเสร็จทันภายในสิ้นปีนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19504</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิตตนาถ ลิ้มทองกุล, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ทักษิณ ชินวัตร, นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์, พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา, พรรคเพื่อไทย, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, วิษณุ เครืองาม, สิระ พิมพ์กลาง, สุริยะใส กตะศิลา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181009/image_big_5bbcc56da45a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19462</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2018 16:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2018 16:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จิตตนาถ&#039;ขอร้อง&#039;ตุ๊ดตู่-ตู้เย็น&#039;อย่าเอาพ่อผมมาหากินตั้งพรรคการเมืองบ้าๆบอๆ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูป&amp;nbsp;Manager Online&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ต.ค.61- นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สื่อในเครือผู้จัดการ บุตรชายนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อในเครือผู้จัดการ กล่าวใน MGR Onlineว่า กรณีที่มีข่าวออกมาว่านายสนธิ จับมือกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. และนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา สลายสีเสื้อ ก่อตั้งพรรคการเมืองสายกลางขึ้นมา ในฐานะที่เป็นลูกชาย ขอออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ขอประณามนายจตุพร และนายยงยุทธ ที่เอานายสนธิ ออกมาทำมาหากินอย่างนี้ได้อย่างน่าเกลียดที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมได้ไปเยี่ยมคุณสนธิมา คุณสนธิบอกว่า คุณจตุพร เข้ามาพูดคุยว่าอยากจะทำอย่างโน้นอย่างนี้ คุณสนธิก็บอกว่า โอเค ก็ดี ก็แล้วแต่ของคุณจตุพรไปสิ คุณสนธิเป็นผู้รับฟังอย่างเดียว ไม่ได้คัดค้าน ไม่ได้เห็นด้วย ไม่ได้ปฏิเสธอะไรอย่างไร แต่ว่าอย่างไรก็ตาม จุดยืนของคุณสนธิมีอยู่จุดเดียวที่บอก ก็คือว่า ประเทศมันไปต่อไม่ได้ ถ้าเกิดว่าไม่มีการปฏิรูป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปฏิรูปเป็นการสลายสีเสื้ออย่างแท้จริง ปัจจุบันผ่านมา 4-5 ปี ไม่ได้มีปฏิรูปอะไรที่เป็นรูปธรรม ปฏิรูปต่างหากเป็นการสลายสีเสื้อ ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นแกนนำคนไหนจะไปตั้งพรรคการเมืองฝั่งไหน เช่น ฝั่งของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แล้วไม่ถามหาการปฏิรูปก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง บ้านเมืองมันไปต่อไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอเลย คุณสนธิอยู่ในเรือนจำก็ลำบากพออยู่แล้ว อย่าเอาชื่อของคุณสนธิไปทำมาหากิน ผมขอร้อง แค่นี้ก็โดนทุกฝ่ายจ้องจับตา จ้องจับผิดกันอยู่แล้ว พอซักที ให้พ่อผมได้อยู่อย่างสงบซักทีเถอะ พวกคุณ ถ้าคุณไม่คิดจะปฏิรูปเพื่อชาติ คุณจะไปเล่นการเมืองก็เรื่องของคุณเลย คุณจตุพร คุณยงยุทธ โอเค เข้าใจกันนะครับ อย่าเอาคุณสนธิมาทำมาหากิน ผมไม่ชอบ ปฏิรูปเพื่อชาติเท่านั้น ไม่ใช่มาตั้งพรรคการเมืองบ้าๆ บอๆ&amp;quot; นายจิตตนาถ กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19462</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุพร  พรหมพันธุ์, จิตตนาถ ลิ้มทองกุล, ตั้งพรรคสายกลาง, ยงยุทธ ติยะไพรัช, สนธิ ลิ้มทองกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181009/image_big_5bbc79463c639.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
