<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>58044</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2020 16:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2020 06:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การสื่อสารที่เป็นมิตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์ (g.jittima02@gmail.com)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากเหตุการณ์ระทึกขวัญที่โคราช เราจะเห็นการสื่อสารในหลากหลายรูปแบบและหลากหลายช่องทาง เท่าที่อ่านดูจากข้อความต่างๆ และภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร พอจะแบ่งได้เป็น2 ประเภทได้แก่ ประเภทที่เข้าใจ ความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น มีความเห็นอกเห็นใจและรับฟังอย่างตั้งใจ กับอีกประเภทที่ใช้ภาษาในการตำหนิ กล่าวโทษและตัดสินความผู้อื่น โดยเอาความคิด ความรู้สึกของตนเองเป็นเกณฑ์ ที่เห็นได้ชัดเจนน่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็นบนสังคมออนไลน์ ที่มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยทีทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่บุคคลประเภทแรกจะดูข้อความ พิจารณาข้อเท็จจริง ประเมินและตรวจสอบความคิดเห็นของตนเองและเข้าใจความรู้สึกและความต้องการของแต่ละฝ่าย ไม่ใช้ความรู้สึกของตัวเองตัดสินคนอื่น ในขณะที่ผู้คนอีกประเภทจะใช้ภาษาที่ตำหนิ ต่อว่า กล่าวโทษ ตัดสิน ตีความผู้อื่น โดยใช้ความคิดและทัศนคติของตนเองเป็นบรรทัดฐาน โดยไม่สนใจบริบทที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.อัลเบิร์ต เมห์ราเบียน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยแคร์ลิฟอร์เนีย ได้ทำการวิจัยเรื่ององค์ประกอบของการสื่อสาร พบว่า &amp;ldquo;คำพูด&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;ldquo;มีความสำคัญเพียงแค่ 7% ของกระบวนการสื่อสารเท่านั้น ส่วนอีก 38% คือ &amp;ldquo;โทนเสียง&amp;rdquo; และอีก 55% คือ &amp;ldquo;ภาษากาย&amp;rdquo; การสื่อสารบนสังคมออนไลน์ที่ไม่มีการโต้ตอบแบบได้ยินเสียงหรือเห็นหน้าตา ท่าทางเวลาพูดคุยกัน จึงยากที่จะเป็นการสื่อสารที่ทำให้เกิดความเข้าใจ หรือรับรู้ถึงความรู้สึกและความต้องการอันแท้จริงของแต่ละฝ่ายได้ แม้เราจะรับรู้ถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าความรู้สึกที่แสดงออกมานั้นมีด้วยกันสองแบบคือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อความต้องการได้รับการตอบสนอง เช่น รู้สึกมีความสุข รู้สึกรัก สดชื่น เป็นต้น และความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อความต้องการไม่ได้รับการตอบสนอง เช่นรู้สึกกลัว เศร้า สับสน โกรธ เหนื่อย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเราเข้าใจเรื่องประเภทของความรู้สึกแล้วจะเห็นได้ว่า ความรู้สึกที่น่าสนใจคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อความต้องการนั้นไม่ได้รับการตอบสนอง ในหลักการสื่อสารนั้นต้องใช้หลัก Empathy คือหลักการสื่อสารที่มีความเห็นใจและเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสังคมที่มีความขัดแย้งดังเช่นที่เป็นในปัจจุบัน&amp;nbsp; จะฟังอย่างไรให้ผู้ฟังรู้สึกได้ว่าผู้ฟัง ฟังอย่างตั้งใจจริงๆ ฟังด้วยความเข้าใจในความรู้สึกที่ผู้พูดต้องการที่จะสื่อ และจับความรู้สึกนั้นให้ได้ว่าในความรู้สึกนั้นต้องการการตอบสนองแบบไหน ส่วนใหญ่ความต้องการจะแบ่งเป็นหลายประเภท ได้แก่ ความต้องการด้านความสัมพันธ์ ความต้องการด้านความสุข ความปลอดภัย การหาความหมาบของชีวิตและคุณค่าในตนเอง ฯลฯ เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผู้ฟังฝึกทักษะในการสื่อสารแบบเป็นมิตร ผู้พูดก็จะรู้สึกสบายใจและปลอดภัยที่จะพูดคุยด้วยแบบมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การฝึกการสื่อสารดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องลดอัตตาและทำใจให้เปิดกว้าง ต้องไม่ตัดสินคนอื่น ต้องประเมินตนเองอยู่ตลอดเวลา ต้องมีความจริงใจและซื่อสัตย์ในการเก็บความลับของอีกฝ่ายหนึ่ง ลองฝึกดูนะคะแล้วทุกท่านจะมีความสุขกับคนรอบข้าง การเอาใจใส่ช่วยให้เราเชื่อมโยงกับผู้คน หากเราไม่ต้องการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างเดียวดาย และรู้สึกว่าทุกคนในโลกนี้ขัดแย้งหรือต่อต้านกับเราไปเสียทุกเรื่อง เราก็ควรที่จะพัฒนาทักษะในการสื่อสารให้ดีขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58044</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์, ดร.อัลเบิร์ต เมห์ราเบียน, เป็นเรื่องเป็นราว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a02a72c1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56780</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2020 11:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2020 06:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การศึกษาอนาคตและฉากทัศน์การเมืองไทยเพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์ (g.jittima02@gmail.com)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เขียนมีโอกาสได้รับเชิญในส่วนของภาคพลเมืองให้เข้าร่วมการประชุมระดมความคิดเห็นในโครงการศึกษา &amp;ldquo;อนาคตและฉากทัศน์การเมืองไทยเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นโครงการวิจัยของสำนักวิจัยและพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า โดยมีดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยในครั้งนี้ การวิจัยในครั้งนี้ได้ทำการแบ่งเนื้องานออกเป็น 3 ด้านหลัก คือ ด้านรัฐสภา ด้านพรรคการเมือง และด้านการเมืองภาคประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการศึกษารวบรวมข้อมูลการเปลี่ยนแปลง รวมถึงผลกระทบจากอดีต แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตว่าจะดำเนินไปในทิศทางใด ตลอดจนจัดทำฉากทั้ศน์ความเสี่ยงต่างๆ พร้อมทั้งเสนอแนวทางในการรองรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นตามฉากทัศน์เหล่านั้น เป็นการใช้แนวคิดการมองอนาคตศึกษา (Foresight Studies) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อไปถึงห้องประชุมได้มองเห็นการทำ Mapping อยู่รอบห้องเข้าใจว่าน่าจะเป็นของภาครัฐและนักการเมืองที่ทำไปก่อนหน้านี้ ซึ่งน่าสนใจมาก เป็นการรวบรวมข้อมูลจากอดีตถึงปัจจุบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลายๆเหตุการณ์เราเกิดไม่ทันแต่เคยได้อ่านจากประวัติศาสตร์ หลายเหตุการณ์เกิดทันแต่ได้รับทราบข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้เข้าร่วมทำวิจัย ทั้งข้อมูลเชิงลึกของผู้ที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ในหลายๆประเด็น ที่น่าสนใจคือการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละเหตุการณ์ว่าเราได้บทเรียนอะไรจากเหตุการณ์นั้นๆ วิธีการทำ Mapping โดยการแยกสีและรูปทรง จะทำให้เห็นแนวความคิดของแต่ละกลุ่มซึ่งสะท้อนถึงทัศนคติและบรรทัดฐานที่ชัดเจนมาก ที่สำคัญคือหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนการฉายหนังซ้ำ อาจเป็นเพราะไม่เคยมีการวิเคราะห์ปัญหากันอย่างจริงจังว่าแต่ละสถานการณ์ที่สร้างปัญหาที่ผ่านมาส่งผลอย่างไรกับปัจจุบัน และถ้าเราคาดการณ์อนาคตที่จะเกิดขึ้นได้เราจะเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไร ในการประชุมจึงระดมความเห็นในการคาดการณ์อนาคตที่จะเกิดขึ้นในหลากหลายสถานการณ์ เหมือนกับการเขียนบทภาพยนตร์ที่ตัวละครทุกตัวมีความสำคัญเท่าเทียมกันหมด และต่างคนต่างก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคตซึ่งยังไม่สามารถเดาตอนจบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการร่วมทำ Mapping ในครั้งนี้ ทำให้เข้าใจแนวคิดการมองอนาคตว่าเป็นการทำให้เราเห็นการเดินทางอันยาวนานของการเมืองไทยและประชาธิปไตยในบ้านเราจากอดีตถึงปัจจุบัน จะเป็นอย่างไรถ้าเราสามารถมองเห็นภาพอนาคต ผ่านบทเรียนของอดีต และย้อนมาเตรียมความพร้อมในปัจจุบัน ภาพในอนาคตที่เรามองเห็นอาจทำให้เราเปลี่ยนวิธีคิด ทัศนคติและบรรทัดฐานที่มีอยู่ เพราะบทเรียนในอดีตทำให้เราเรียนรู้ข้อผิดพลาดที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน ในขณะเดียวกันการมองอนาคตก็เป็นการมองเพื่อวางแผนในการกำหนดทางเลือกในปัจจุบัน เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับสถานการณ์ การเปลี่ยนแปลง และความเสี่ยงต่างๆที่จะเกิดขึ้น เป็นการค้นหาทั้งอุปสรรคและโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคตท่ามกลางสถานการณ์สารพัดรูปแบบที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนมีแผนสำหรับรองรับและป้องกันสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ และนำไปสู่การปรับตัวของรัฐ ประชาชน และภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง ท่านที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารงานของสำนักวิจัยและพัฒนาได้ที่&amp;nbsp; https://www.facebook.com/RDKPI/&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56780</URL_LINK>
                <HASHTAG>การศึกษา, การเมือง, จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์, ประชาธิปไตย, เป็นเรื่องเป็นราว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a02a72c1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55676</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2020 10:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2020 06:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>PM 2.5 กับการแก้ปัญหาของรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์ (g.jittima02@gmail.com)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่กระจายอยู่ทั่วท้องฟ้าเมืองไทย ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่เกิดมาเป็นปีแล้วและทวีความรุนแรงขึ้นทุกที เป็นภัยเงียบที่จะส่งผลระยะยาว โดยเฉพาะในเด็กเล็กซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคตต้องมีปอดที่สะสมไปด้วยฝุ่นที่มองไม่เห็นเหล่านี้ ในฝุ่น PM2.5 ยังมีส่วนผสมของโลหะหนักได้แก่ ตะกั่ว สังกะสี แมกนีเซียม ฯลฯ ซึ่งเมื่อสูดสารเหล่านี้เข้าไปจะทำให้ไตทำงานหนัก และโรคที่มาพร้อมกับ PM 2.5 ได้แก่ โรคผิวหนังมะเร็งปอด โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือดในสมองตีบ ซึ่งมีความเสี่ยงในการเป็นอัมพาต ไม่เพียงแต่คนที่มีผลกระทบ ตอนนี้เริ่มมีสุนัขและแมวตายเพราะฝุ่นนี้แล้ว แต่ยังไม่เห็นการแก้ปัญหาของรัฐบาลแบบเป็นรูปธรรมออกมาให้ประชาชชนเบาใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาดูการแก้ปัญหาของรัฐบาลกัน นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมาว่า &amp;ldquo;สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในขณะนี้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2562 และขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนก ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมแนะนำให้ประชาชนวัดค่าฝุ่นจากหน่วยงานภาครัฐ และจะมีการแจ้งเตินจากกรมควบคุมมลพิษวันละ 3 เวลา&amp;rdquo; &amp;nbsp;ในขณะที่นายกรัฐมนตรีกล่าวกับประชาชนระหว่างลงพื้นที่ชุมชนเทศบาลเมืองสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาสเมื่อวันที่ 19 มกราคมนี้ว่า &amp;ldquo;ฝุ่น PM 2.5มันมีผลต่อผู้มีอายุน้อยๆ เด็ก ทารกมีครรภ์ คนชรา คนที่มีโรคประจำตัว นอกนั้นแข็งแรงพอสู้ไหว อย่างผมนี่พอไหว ถ้าใครรู้ว่าเสี่ยงก็ปิดจมูก ใส่หน้ากากไป ถ้าคิดว่าตัวเองไม่ปลอดภ้ย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อฟังการแก้ปัญหาจากลมปากผู้บริหารประเทศแล้ว ประชาชนอย่างเราต้องก้มหน้าซื้อหน้ากากและเครื่องฟอกอากาศเพิ่ม เนื่องจากหมดหวังกับการแก้ปัญหาของท่านผู้นำ ท่านจะทราบหรือไม่ว่า PM 2.5 จะอยู่กับเราไปจนถึงเดือนมีนาคม เราต้องผจญกับฝุ่นที่เมื่อสูดเข้าไปแล้วไม่มีทางออกมาได้ไปอีกหลายเดือน ปอดท่านนายกคงสู้ไหว แต่ปอดของลูกหลานเราจะทนได้หรือไม่ ผลระยะยาวจะเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ ในขณะที่หลายโรงเรียนสั่งปิดโรงเรียนเริ่มจากโรงเรียน 437 แห่งในกทม. และการแก้ปัญหาจากผู้ว่ากทม.คือการแจกหน้ากาก N95 จำนวน 10,000 ชิ้น และประสานหน่วยงานต่างๆในการฉีดน้ำเพื่อไล่ฝุ่นละออง ทั้งๆที่เรากำลังจะเผชิญกับภัยแล้งและรณรงค์เรื่องการใช้น้ำอย่างประหยัด อยากจะเรียนท่านผู้นำทั้งหลายว่าหากคิดไม่เป็นว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไรให้ไปลอกของประทศจีนที่ใช้มาตรการจนสามารถลดค่า PM 2.5 โดยเฉลี่ยตลอดทั้งปีที่ปักกิ่งในปี 2019 ลดต่ำลงจากปี 2013 ถึง 53% &amp;nbsp;ไม่ใช่มาบอกว่าค่าเฉลี่ยปีนี้น้อยกว่าปีก่อนแล้วไม่ทำอะไรเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สหราชอาณาจักรก็ใช้เวลาเพียงปีเดียวในการแก้ปัญหา PM 2.5 ในกรุงลอนดอน การพลิกกลับจากเมืองที่ประชากรทุกคนต้องทนสูดอากาศพิษไปสู่การเป็นเมืองที่อากาศสะอาดที่สุดในโลกได้นั้น เกิดจากนโยบายและมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กับการมุ่งกำจัดมลพิษที่เกิดขึ้นแล้ว และการป้องกันไม่ให้เกิดการสร้างมลพิษไปพร้อมๆกัน เริ่มด้วยการตั้งเป้าหมายสู่อนาคตที่สะอาด การปรับปรุงรถบัสรถเมล์ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการเก็บค่าธรรมเนียมยานยนต์ที่สร้างมลพิษทุกประเภท หากรัฐบาลเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดือดร้อนเพราะยังหายใจกันได้ ญาติพี่น้องยังไม่มีใครตายเพราะฝุ่น แต่ประชาชนอาจทนไม่ไหวและลุกฮือเกิดม้อบใส่หน้ากากในไม่ช้าก็เป็นไปได้ ใครจะรู้ อย่าเล่นกับความรู้สึกของประชาชน เมื่อหมดความอดทนอะไรก็เกิดขึ้นได้ รัฐบาลนี้อาจแพ้ฝุ่นเสียเอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55676</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM 2.5, จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์, ฝุ่น .</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a02a72c1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53218</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2019 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2019 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทศกาลแห่งความสุข</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์ (g.jittima02@gmail.com)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สัปดาห์สุดท้ายของปี เป็นสัปดาห์ที่เข้าสู่เทศกาลแห่งตวามสุข แทบจะไม่ค่อยทำงานกันเลย ส่วนใหญ่จะช้อปปิ้งหาของขวัญให้คนสำคัญ คนสนิท ตนใกล้ชิด รวมถึงลูกค้า ญาติสนิท มิตรสหาย หรือของขวัญสำหรับจับสลากในงานปีใหม่ หลายคนลาหยุดยาวเพื่อกลับบ้านเกิด หรือไปเที่ยวกับเพื่อนๆและครอบครัวทั้งในประเทศและต่างประเทศ แล้วแต่กำลังทรัพย์เพื่อรับลมหนาว ทุกบริษัทหรือหน่วยงานจะมีการเลี้ยงอาหารและจับรางวัลให้กับเจ้าหน้าที่และพนักงาน ส่วนใหญ่จะมีการแสดง การเล่นเกม และการร้องเพลงพร้อมเต้นกันกระจาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้างสรรพสินค้าและโรงแรมต่างๆจะประดับประดาต้นคริสมาสต์และมีการส่งเสริมการขายพื่อดึงดูดคนมาจับจ่ายใช้สอยและใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการพาครอบครัวหรือการนัดเพื่อนฝูง คนใกล้ชิดไปรับประทานอาหารมื้อพิเศษ หรือการช้อปปิ้งใช้โบนัสที่ได้มาซื้อของที่เราอยากได้ เตรียมของขวัญให้คนใกล้ชิด หลายครอบครัวเลือกที่จะปรุงอาหารและทำมื้อพิเศษรับประทานกันในครอบครัว นอกจากนี้ยังมีการเฉลิมฉลองในโบสถ์ตามศาสนาคริสค์ หรือสวดมนต์ข้ามปีและตระเวนไหว้พระตามศาสนาพุทธ ที่ขาดไม่ได้คือการทำบุญ 9 วัดและไหว้พระแก้ปีชง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยสภาพเศรษฐกิจแบบนี้คงมีอีกหลายครอบครัวที่ไม่ได้ฉลองอะไรแค่มีกินไปวันๆก็แทบเอาตัวไม่รอด เช่นคนเร่ร่อน คนไร้บ้าน ขอทาน คนยากไร้ หากจะคิดทำบุญให้คิดถึงการแบ่งปันความสุขเพื่อคนเหล่านี้ อาหารที่เหลือจากการเลี้ยงสังสรรค์ ของขวัญที่ได้มาแล้วไม่ได้ใช้ก็สามารถนำไปแบ่งปันได้ นอกจากนี้เรายังสามารถส่งของขวัญให้เด็กๆและเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนได้โดยไม่เสียค่าส่ง เพราะไปรษณีย์ไทยส่งให้ฟรีถึงวันที่ 15 มกราคม 2563 นับเป็นอีกกิจกรรมส่งความสุขที่น่าชื่นชม นอกจากการให้ของขวัญและการเข้าวัดทำบุญแล้ว อย่าลืมไปกราบขอพรพ่อแม่ละญาติผู้ใหญ่เพื่อขอพรในการเริ่มต้นปีใหม่ให้สดใส &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าจะเทศกาลไหนหรือใช้วิธีอะไร ก็ไม่สำคัญเท่าจิตใจของเรา ถ้าเราทำใจให้มีความสุขไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหนหรือสถานการณ์ใด เราก็จะมีความสุขได้ ด้วยสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ ขอส่งกำลังใจให้ทุกท่านที่เผชิญกับปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางครอบครัว หน้าที่การงาน ปัญหาทางด้านจิตใจ สุขภาพ หรือเศรษฐกิจที่รุมเร้า ขอให้มีสติตั้งมั่น ค่อยๆแก้ปัญหาไปทีละเปลาะ อย่ามองเป็นกองปัญหากองใหญ่ และด้วยสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ไม่ว่าจะมีเงินแค่ไหนก็ขอให้ประหยัดเข้าไว้ เพราะปีหน้าคงหนักหนาสาหัสกว่าปีนี้แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายนี้อยากให้มองหาความสุขรอบตัวเรา ได้แก่การได้อยู่กับครอบครัวของเราที่มีกันพร้อมหน้าพร้อมตา ได้มองเห็นรอยยิ้ม ได้ยินเสียงคนพูดคุย หัวเราะ ได้สัมผัสอ้อมกอดที่อบอุ่นของคนที่เรารักและรักเรา ได้ลิ้มรสอาหารที่อร่อยด้วยกัน ได้อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินที่ปราศจากสงคราม จะเห็นได้ว่าความสุขอยู่ใกล้ตัวเรา อยู่ที่ใจที่จะเลือกมองให้สุข สัมผัสให้สุข พูดหรือได้ยินคำพูดที่สร้างความสุขโดยใช้หัวใจสัมผัส ไม่ต้องดั้นด้นไปหาที่ไหน ความสุขอยู่รอบตัวเรานั่นอง ไม่ว่าเทศกาลไหน อยู่ในสถานการณ์เช่นใด หรือสภาพเศรษฐกิจจะย่ำแย่แค่ไหน ก็ขอให้อยู่กับความสุขรอบตัวและก้าวผ่านอุปสรรคทั้งหลายไปให้ได้ ปีใหม่นี้ขอให้ทุกท่านมีความสุขกาย สุขใจ สุขภาพแข็งแรง คิดสิ่งใดขอให้สมปรารถนา และขอให้ได้พบได้เจอแต่คนคิดดีทำดีตลอดไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53218</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์, เทศกาลแห่งความสุข, เป็นเรื่องเป็นราว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51750</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/12/2019 20:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2019 06:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กผู้ชาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โดย จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์ (g.jittima02@gmail.com)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความรุนแรงทางเพศต่อเด็กยังคงเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยและทั่วโลก ในประเทศไทย จากข้อมูลการสำรวจของศูนย์พึ่งได้ของกระทรวงสาธารณสุขในปี 2558 พบว่าเด็กที่เป็นเหยื่อความรุนแรงส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ นอกจากนี้จากรายงานต่าง ๆ ในต่างประเทศระบุว่า เด็กที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศ นอกจากจะได้รับอันตรายต่อร่างกาย เช่น ความเสี่ยงที่จะติดโรคทางเพศสัมพันธ์แล้ว เด็กที่ถูกกระทำมักจะได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจซึ่งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม เช่น มีความเสี่ยงต่อภาวะซัมเศร้า การใช้สารเสพติด ความก้าวร้าว การนับถือตนเองต่ำ และมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการศึกษาวิจัยของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับหน่วยงานที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย พบว่า ปัจจุบัน มีเด็กชายจำนวนไม่น้อยที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศ ซึ่งเป็นผลการศึกษาที่สอดคล้องกับงานวิจัยขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) เกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใน พ.ศ. 2555 ที่พบว่าเด็กหญิงเคยตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศร้อยละ 11-22 ขณะที่เด็กชายเคยตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศร้อยละ 3-16.5 และแม้จากการสำรวจจะพบว่าเด็กหญิงตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศมากกว่าเด็กชาย แต่ปัญหานี้ก็ไม่ควรถูกละเลย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความรุนแรงทางเพศในเด็กนั้นมีอัตราเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มรุนแรงยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่ทั่วโลก ความรุนแรงนั้นเกิดได้หลายรูปแบบ ทั้งความรุนแรงทางอารมณ์ การทอดทิ้ง การทารุณกรรมเด็ก รวมไปถึงการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งทั้งหมดนี้นอกจากจะก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็กแล้ว ยังเป็นการสร้างความเจ็บปวด ความอับอาย และทำให้เด็กตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ ส่งผลกระทบทางลบต่ออารมณ์และจิตใจ ทั้งยังขัดขวางพัฒนาการในด้านต่าง ๆ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมเสี่ยงในอนาคต TIJ ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ร่วมกับมูลนิธิเพื่อยุติการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก (ECPAT International) จัดกิจกรรมสาธารณะ &amp;ldquo;ไขปัญหาการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กผู้ชาย&amp;rdquo; ขึ้น เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 ที่ห้องอบรม ชั้น 15 สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในประเด็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศต่อเด็กชาย อันจะช่วยนำไปสู่การพัฒนากรอบการป้องกันและการตอบสนองต่อการแสวงหาประโยชน์ต่อเด็กที่ไม่ละเลยต่อความอ่อนไหวและความต้องการเฉพาะของเด็กผู้ชาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกิจกรรมสาธารณะ &amp;ldquo;ไขปัญหาการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กผู้ชายให้กระจ่าง&amp;rdquo; ร่วมอภิปรายโดย คุณวันชัย รุจนวงศ์ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ดร. มาร์ค คาเวนา (Mark Kavenagh) คุณแอนเดรีย วาเรลลา (Andrea Varrella) และคุณอภิชาติ หัตถสิน นับเป็นการรวมตัวของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านแนวคิดริเริ่มระดับโลกเพื่อสำรวจปัญหาดังกล่าว เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบของปัญหาการแสวงหาประโยชน์ทางเพศที่มีต่อเด็กผู้ชาย ซึ่ง TIJ และมูลนิธิเอ็คแพท อินเตอร์เนชั่นแนล คาดหวังว่าจะนำไปสู่การสร้างกรอบการป้องกัน การคุ้มครอง และการฟื้นฟูที่เหมาะสมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51750</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความรุนแรงทางเพศ, จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์, เป็นเรื่องเป็นราว, เพศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50471</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความรุนแรงในสังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-right: -90pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุกวันนี้เราจะได้ฟังข่าวที่มีแต่ความรุนแรงและรู้สึกสลด หดหู่กับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงและจุดไฟเผาผู้ที่มีความเห็นต่างทั้งเป็นที่ฮ่องกง การลอบยิง ชรบ.ที่ลำพะยา การยกพวกตีกันในโรงพยาบาล หรือแม้แต่การยิงกันในห้องพิจารณาคดี คำถามคือเกิดอะไรขึ้นในสังคม ทำไมเราปล่อยให้ความขัดแย้งมาเป็นชนวนในการเข่นฆ่าทำร้ายกัน นี่หรือคือการกระทำของมนุษย์ซึ่งยกตัวเองว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ แต่กลับใช้กำลังทำร้ายกันอย่างไม่มีเหตุผล สาเหตุของความขัดแย้งมาจากไหน การคิดต่างเห็นต่าง ความรุนแรงที่เกิดจากการยุยงปลุกปั่นของผู้มีอำนาจและผู้สูญเสียผลประโยชน์ หรือเกิดจากการที่แค่เรียนต่างสถาบัน พอมองหน้าแล้วไม่ชอบใจก็ยกพวกตีกันได้ง่ายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนเหล่านี้ขาดการควบคุมสติและวิเคราะห์ปัญหา ไม่สามารถยับยั้งตนเองได้ ผลที่ตามมาก็คือสังคมเดือดร้อน เริ่มมีความหวาดระแวงในความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อความรุนแรงในสังคมในสังคม ส่วนใหญ่เราจะนึกถึงการทําร้ายร่างกาย เช่น การทะเลาะวิวาท การทุบ ตี ต่อย เตะ ซึ่งมีให้เห็นแทบทุกวันตามสถานบันเทิง ท้องถนน หรือแม้แต่สถานศึกษา ความรุนแรงอีกประเภทที่พบเห็นเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ ได้แก่ การล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ว่าจะเป็น พ่อข่มขืนลูก ปู่หรือลุงข่มขืนหลาน หรือครูข่มขืนลูกศิษย์ ที่น่าตกใจก็คือสถานที่เกิดเหตุมักจะเป็นที่บ้านหรือภายในโรงเรียน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ควรจะปลอดภัยที่สุด และที่น่ากลัวก็คือข้อกล่าวหาข้างต้นเป็นการกระทําของคนในครอบครัวและคนใกล้ตัวแทบทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อมาพิจารณาถึงสาเหตุหรือปัจจัยที่ทําให้เกิดปัญหาความรุนแรงในสังคมมากที่สุด น่าจะเป็นเรื่องของการเมาสุราทำให้ขาดสติ และเรื่องของยาเสพติดที่หาซื้อได้ง่ายเหมือนซื้อลูกอม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ปราบอย่างไรก็ไม่หมด เพราะยาเสพติดกลายเป็นระบบขายตรงที่ได้กำไรงาม ทำรายได้ดีแบบไม่ต้องออกแรงมากมาย การอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานและการคบเพื่อนก็เป็นปัจจัยหลักในการทำให้เกิดปัญหาความรุนแรง เด็กรุ่นนี้เกิดมาท่ามกลางเทคโนโลยี ทำให้ไวต่อสิ่งเร้า และขาดการสื่อสารหรือสัมผัสกับธรรมชาติ ทำให้มีจิตใจที่หยาบกระด้าง เห็นแก่ตัว ไม่รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก้าวร้าวและขาดความยับยั้งชั่งใจ เด็กที่เกิดมาโดยไม่ตั้งใจและความไม่พร้อมในการเลี้ยงดูอบรม หรือเด็กที่เกิดมาแต่ขาดการอบรมเลี้ยงดู เนื่องจากพ่อแม่ต้องทำมาหากิน ทำให้เด็กโตมาแบบไร้คุณภาพ โรงเรียนเองก็มุ่งแต่สอนด้านวิชาการ ทำให้เด็กขาดทักษะในการดำเนินชีวิต และขาดทักษะในการแก้ปัญหาเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อยากให้คนเป็นพ่อแม่ลองสำรวจลูกๆ ดูว่าเขามีคุณสมบัติเหล่านี้หรือไม่ มีแรงบันดาลใจ มีความสงสัยใคร่รู้ มีจินตนาการ มีความคิดวิเคราะห์ กล้าคิดต่างจากของเดิม และมีความอดทนต่ออุปสรรคที่ผ่านเข้ามา สิ่งเหล่านี้คือทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิตของเด็กในศตวรรษที่ 21 ทักษะที่จะทำให้เด็กอยู่รอดและไม่ทำตัวให้เป็นปัญหาของสังคม ทักษะที่โรงเรียนและครูยุคใหม่ต้องเรียนรู้เพื่อที่จะสอนและฝึกเด็กให้พร้อมสำหรับการดำเนินชีวิตและเติบโตมาแบบมีคุณภาพ หากสำรวจแล้วพบว่าลูกขาดทักษะใด ก็ช่วยกันสนับสนุนและส่งเสริมเสียตั้งแต่วันนี้ ดีกว่าไปเน้นด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm;&quot;&gt;โดย จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์ (g.jittima02@gmail.com)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50471</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความรุนแรงในสังคม, จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์, เป็นเรื่องเป็นราว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การพัฒนาครูสู่รูปแบบการสอนแนวใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การพัฒนาครูเป็นกุญแจสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาของไทย เพราะในอีก 15 ปีข้างหน้า 47% ของงานจะถูกแทนที่ด้วย AI หรือปัญญาประดิษฐ์ เป็นการแทรกแซงทางเทคโนโลยีที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงตามมา เราต้องก้าวตามให้ทันโลก ซึ่งก้าวแรกต้องเริ่มจากการศึกษา การเตรียมความพร้อมของเด็กรุ่นใหม่ ครูจะไม่ใช่ผู้ป้อนความรู้หรือออกคำสั่งอีกต่อไป แต่จะต้องเป็นผู้อำนวยความสะดวก เป็นผู้ชี้แนะให้เด็กค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวเอง เพราะความรู้ไม่ได้มีอยู่เพียงในตำราเรียนหรือสิ่งรอบตัวเราอีกต่อไป เด็กสามารถเรียนรู้ผ่านสื่อและเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทิศทางแห่งโลกอนาคตที่เด็กรุ่นใหม่ต้องพร้อมรับมือ เราต้องเตรียมตัวให้เด็กๆ สามารถเอาตัวรอดได้นั้น จำเป็นต้องสอนเด็กรุ่นใหม่ให้มี 5 ทักษะสำคัญ ได้แก่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.Passion สอนให้มีแรงบันดาลใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.Curiosity สอนให้รู้จักสงสัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.Imagination สอนให้มีจินตนาการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.Critical Thinking สอนให้กล้าคิดต่าง คิดเชิงวิพากษ์ กล้าท้าทายสมมติฐานดั้งเดิม เพราะธุรกิจในโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป ล้วนแล้วแต่เกิดจากความกล้าท้าทายความคิดในรูปแบบเดิมๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.Grit/Persistence สอนให้อึดและอดทน สอนให้เด็กเป็นนักสู้ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหาง่ายๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครื่องมือที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้เราปรับตัวได้ทันกับโลกที่กำลังเปลี่ยนไป นั่นคือ &amp;lsquo;การปฏิรูปการศึกษา&amp;rsquo; เพื่อเตรียมเด็กๆ ของเราให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และนำไปสู่การขับเคลื่อนการพัฒนาของประเทศชาติสู่ทศวรรษแห่งความหวังในอนาคต &amp;ldquo;ครู&amp;rdquo; ในยุคนี้จึงไม่ได้มีหน้าที่สอนหรือออกคำสั่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทักษะที่จำเป็น ได้แก่ การปรับตัวและทำความเข้าใจกับตัวเด็ก โรงเรียน และชุมชน ครูต้องพร้อมสำหรับการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ต้องมีทักษะการสื่อสาร การบริหารจัดการ การเข้าใจผู้อื่น ข้อสำคัญต้องมีความอดทน ไม่ย่อท้อและพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะครูต้องก้าวให้ทันทุกการเปลี่ยนแปลง แต่ปัญหาในการพัฒนาครูก็คือยังใช้รูปแบบการพัฒนาแบบเดิมๆ ไม่มีนวัตกรรมใหม่ๆ และไม่ตรงกับความต้องการของครู เน้นการอบรมนอกสถานที่เป็นการดึงครูออกจากห้องเรียน และเป็นการพัฒนาของแต่ละหน่วยงานที่ต่างคนต่างทำขาดความต่อเนื่อง ครูเองก็งานล้นมือจนขาดแรงจูงใจในการหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง ทั้งด้านความรู้และทักษะการจัดการการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน ติดตามการรวมตัวกันของภาคีเพื่อการศึกษาไทย การต่อสู้ของครูพันธุ์ใหม่ เพื่อเปลี่ยนแปลงการศึกษาของไทย ได้ที่เพจ TEP-Thailand Education Partnership ภาคีเพื่อการศึกษาไทย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(g.jittima02@gmail.com)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49946</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์, เป็นเรื่องเป็นราว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
