<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67850</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2020 21:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2020 21:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรมว.กลาโหมตำหนิ&#039;ทรัมป์&#039;พยายามสร้างความแตกแยกในชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทางการสหรัฐตั้งข้อหาใหม่ตำรวจผิวขาว 4 นายในเหตุการณ์ฆ่าจอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวดำที่เป็นชนวนเหตุประท้วงก่อจลาจลยาวนาน 9 วัน อดีตรัฐมนตรีกลาโหมทนไม่ไหวตำหนิ &amp;quot;โดนัลด์ ทรัมป์&amp;quot; เป็นประธานาธิบดีแทนที่จะสร้างเอกภาพกลับพยายามสร้างความแตกแยกในชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ จิม แมททิส ฟังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังคงมีการเดินขบวนประท้วงของผู้คนนับหมื่นในหลายเมืองของสหรัฐ ตั้งแต่รัฐนิวยอร์กในฝั่งตะวันออกไปถึงนครลอสแองเจลิสในฝั่งตะวันตกเป็นวันที่ 9 ติดต่อกัน เมื่อวันพุธที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้ประท้วงพากันร้องตะโกนต่อต้านการเหยียดผิวและความโหดร้ายของตำรวจ หลายพื้นที่ประท้วงต่อเนื่องถึงกลางคืน แม้จะมีคำประกาศเคอร์ฟิวก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐมินนิโซตา อัยการได้เพิ่มความรุนแรงของข้อกล่าวหาต่อดีเร็ก โชวิน ตำรวจผิวขาววัย 44 ปี ที่ใช้เข่ากดคอฟลอยด์นานเกือบ 9 นาที ระหว่างควบคุมตัวเขาฐานต้องสงสัยว่าใช้ธนบัตร 20 ดอลลาร์ปลอมซื้อบุหรี่ ทำให้เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม เดิมโชวินถูกตั้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยประมาท แต่ข้อกล่าวหาใหม่เมื่อวันพุธปรับเป็นฆ่าผู้อื่นโดยไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งมีโทษหนักกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจมินนีแอโพลิสอีก 3 นายที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยซึ่งโดนไล่ออกก่อนแล้ว ก็ถูกจับกุมและตั้งข้อหาด้วย ฐานให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการฆาตกรรมครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจับกุมและตั้งข้อหาดำเนินคดีอาญาสถานหนักกับตำรวจ 4 นายนี้เป็นข้อเรียกร้องหลักของผู้ประท้วงหลายแสนคนที่ออกมาชุมนุมในหลายสิบเมืองทั่วสหรัฐ ซึ่งหลายเมืองสถานการณ์รุนแรงเป็นการก่อจลาจล ปล้นสะดม วางเพลิง และทำให้รัฐบาลท้องถิ่นมากกว่า 40 เมืองประกาศเคอร์ฟิว ผู้ว่าการ 23 รัฐและกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระดมทหารกองหนุนจากกองกำลังเนชันแนลการ์ด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ของหลายเมืองในวันพุธลดความรุนแรงลงในคืนวันอังคาร เมืองต่างๆ รวมถึงลอสแองเจลิสและวอชิงตันเลื่อนเวลาบังคับใช้เคอร์ฟิวให้ช้าลงหลายชั่วโมง เมืองซีแอตเติลยกเลิกเคอร์ฟิวแล้ว แต่ที่นิวยอร์กกลุ่มผู้ประท้วงพยายามเดินขบวนในแมนฮัตตันและบรูกลินหลังเวลาเคอร์ฟิว 20.00 น.วันพุธ ทำให้มีหลายคนโดนตำรวจจับกุม กรุงวอชิงตันก็มีผู้ประท้วงที่อาคารรัฐสภาหลังเคอร์ฟิวเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีทรัมป์ แม้จะประณามเหตุการณ์ที่นำไปสู่การเสียชีวิตของฟลอยด์ แต่ตัวเขาก็ถูกประณามเช่นกันที่ขู่เรียกใช้กำลังทหารประจำการติดอาวุธหนักปราบปรามผู้ประท้วง ซึ่งทรัมป์บอกว่ามี &amp;quot;พวกคนเลว&amp;quot; ปนอยู่ด้วยจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ จิม แมททิส อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เขียนบทความลงนิตยสารดิแอตแลนติกออนไลน์ ตำหนิทรัมป์ว่าพยายามทำให้อเมริกาแตกแยกและไม่ได้เป็นผู้นำที่มีวุฒิภาวะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีคนแรกในช่วงชีวิตของผมที่ไม่ได้พยายามทำให้ชาวอเมริกันเป็นเอกภาพ เขาไม่แม้แต่จะแสร้งทำเป็นพยายาม&amp;quot; แมททิสกล่าว &amp;quot;ตรงกันข้าม เขาพยายามทำให้เราแตกแยก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่ลาออกตำแหน่งตามแรงกดดันของทรัมป์เมื่อปี 2561 อดีตพลเรือเอกแห่งกองกำลังนาวิกโยธินผู้นี้ปฏิเสธที่จะวิจารณ์ประธานาธิบดีโดยอ้างว่าไม่เหมาะสม แต่ดูเหมือนเขาเปลี่ยนท่าทีแล้ว &amp;quot;เรากำลังประจักษ์กับผลลัพธ์ของช่วงเวลา 3 ปีที่ปราศจากภาวะผู้นำที่มีวุฒิภาวะ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แมททิสยังประณามการตัดสินใจใช้กำลังเข้าสลายผู้ประท้วงอย่างสันติใกล้ทำเนียบขาวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อเปิดทางให้ทรัมป์เดินจากทำเนียบขาวไปถ่ายรูปกับโบสถ์ที่ได้รับความเสียหายจากการก่อจลาจลในคืนวันอาทิตย์ โดยกล่าวถึงการกระทำนี้ว่าเป็น &amp;quot;การละเมิดอำนาจบริหาร&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านทรัมป์ทวีตเย้ยแมททิสว่า เป็นนายพลที่ถูกให้ค่าสูงเกินจริงมากที่สุดในโลก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67850</URL_LINK>
                <HASHTAG>จอร์จ ฟลอยด์, จิม แมททิส, ประท้วงก่อจลาจล, สร้างความแตกแยก, อดีตรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200604/image_big_5ed8ff4bda68a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24987</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2018 21:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2018 21:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทรัมป์&#039; ไล่ส่ง &#039;แมททิส&#039; ตั้ง รมช.กลาโหม เสียบแทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งถอนทหารอเมริกันออกจากซีเรียแล้ว และยังร่นวันลาออกของเจมส์ แมททิส เร็วขึ้น 2 เดือน เป็นวันขึ้นปีใหม่โดยตั้งรัฐมนตรีช่วยกลาโหมรับตำแหน่งแทน ฉุนอดีตนายพลผู้นี้คัดค้านแผนถอนทหารอย่างเปิดเผยในจดหมายลาออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ วันที่ 25 ตุลาคม 2561 เจมส์ แมททิส รัฐมนตรีกลาโหมยืนฟังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ที่ทำเนียบขาว / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2561 อ้างคำกล่าวของโฆษกกองทัพสหรัฐนายหนึ่ง ที่ตอบคำถามเกี่ยวกับคำสั่งถอนทหารนี้ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งดำเนินการแล้ว แต่โฆษกผู้นี้ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำประกาศของผู้นำสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้วอ้างชัยชนะเหนือกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในซีเรีย ว่าไม่มีความจำเป็นสำหรับการคงทหารอเมริกันไว้ที่นั่น ปัจจุบันสหรัฐคงทหารไว้ 2,000 นาย ทำหน้าที่ช่วยเหลือฝึกฝนและแนะนำกองกำลังผสมนานาชาติต่อสู้กับไอเอส บรรดาชาติพันธมิตรในกองกำลังพันธมิตรต่างตกตะลึงกับคำประกาศแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยของทรัมป์ เสียงวิจารณ์และคัดค้านยังออกมาจากภายในสหรัฐเองด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักการเมืองหลายคนทั้งจากรีพับลิกันและเดโมแครตต่างปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่าไอเอสถูกโค่นพ่ายแพ้แล้ว การตัดสินใจถอนทหารจากซีเรียยังถูกมองว่าสหรัฐทอดทิ้งกองกำลังชาวเคิร์ดที่เป็นหุ้นส่วนของสหรัฐในการสู้รบกับไอเอส แต่กำลังเสี่ยงที่จะโดนกองทัพตุรกีรุกโจมตี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้คุยโทรศัพท์กับประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ของตุรกี โดยผู้นำทั้ง 2 เห็นพ้องกันว่าจะร่วมมือกันทั้งในส่วนของกองทัพ, การทูต และด้านอื่นๆ เพื่อเลี่ยงภาวะสุญญากาศในซีเรียช่วงที่สหรัฐถอนทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาทรัมป์ทวีตว่า แอร์โดอันให้คำรับประกันกับเขาว่า ตุรกีจะถอนรากถอนโคนนักรบไอเสที่หลงเหลืออยู่ในซีเรีย และ &amp;quot;ทหารของเรากำลังจะกลับบ้าน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มุตลู ซิวิโรกลู นักวิเคราะห์ด้านกิจการเคิร์ด กล่าวว่า การถอนทหารของสหรัฐจะเปิดทางให้ตุรกีเริ่มปฏิบัติการต่อต้านชาวเคิร์ด และสงครามนองเลือดจะเริ่มต้นขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การถอนทหารตามคำสั่งของทรัมป์จะกระทำภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ในปีหน้า ภายหลังพลเอกเจมส์ แมททิส ยื่นใบลาออก โดยประกาศอย่างเปิดเผยในจดหมายลาออกของเขาว่าเขาไม่เห็นด้วยกับแผนของทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื้อความในจดหมายลาออกของเจมส์ แมททิส / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สื่อของสหรัฐกล่าวกันว่า ข่าวจดหมายลาออกของแมททิสทำให้ทรัมป์โกรธ และเมื่อวันอาทิตย์ ทรัมป์ประกาศว่า แพทริก แชนาแฮน รัฐมนตรีช่วยกลาโหม จะรับตำแหน่งแทนที่แมททิสตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 แทนที่จะรอถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ตามที่แมททิสแจ้งไว้ในจดหมาย ด้วยความตั้งใจให้การถ่ายโอนอำนาจเป็นไปอย่างราบรื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แชนาแฮนต่างจากแมททิส ซึ่งเป็นอดีตนายพลวัย 68 ปี เขาไม่เคยเป็นทหารและทำงานให้ภาคเอกชนมาเกือบตลอด โดยทำงานที่บริษัทโบอิ้งกว่า 3 ทศวรรษ ก่อนจะเข้ามารับตำแหน่งที่เพนตากอนในปี 2560.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24987</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิม แมททิส, รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ, เจมส์ แมททิส, แพทริก แชนาแฮน, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181224/image_big_5c20e7dd9f8a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24765</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2018 16:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2018 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.กลาโหมสหรัฐลาออก ค้าน &#039;ทรัมป์&#039; ถอนทหารพ้นซีเรีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ไขก๊อกจนได้ พลเอกเจมส์ แมททิส ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐแล้วเมื่อวันพฤหัสบดี หนึ่งวันภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศถอนทหารสหรัฐทั้งหมดออกจากซีเรีย และยังมีข่าวตามมาว่าจะถอนทหารจำนวนมากกลับจากอัฟกานิสถานด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ วันที่ 6 มกราคม 2561 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐมนตรีกลาโหม จิม แมททิส / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีเมื่อวันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม 2561 กล่าวว่า แผนการถอนทหารอเมริกันทั้งหมดออกจากซีเรียที่ทรัมป์ประกาศอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเมื่อวันพุธที่ผ่านมาถูกวิจารณ์และคัดค้านทั้งภายในสหรัฐและจากชาติพันธมิตรที่ร่วมภารกิจปราบปรามนักรบญิฮาดกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในซีเรีย แต่ยังยกเว้นประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่ชมเชยการตัดสินใจของทรัมป์เมื่อวันพฤหัสบดีว่าทำถูกต้องแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปูตินหนุนหลังรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด แห่งซีเรีย และสั่งการให้กองทัพรัสเซียเข้าแทรกแซงในซีเรียเพื่อค้ำจุนรัฐบาลอัสซาดมาตั้งแต่ปี 2558&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนกรานปกป้องการตัดสินใจถอนทหารว่า สหรัฐไม่ต้องการเป็น &amp;quot;ตำรวจของตะวันออกกลาง&amp;quot; อีกต่อไป และทหารอเมริกัน 2,000 นาย ซึ่งช่วยภารกิจฝึกฝนและแนะนำกองกำลังพันธมิตรอาหรับ-เคิร์ดเพื่อต่อสู้กับไอเอสในซีเรีย ก็ไม่มีความจำเป็นอีกเช่นกัน เพราะไอเอสพ่ายแพ้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลเอกแมททิส อดีตนายพลกรำศึกวัย 68 ปี ผู้ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของสายกลางในรัฐบาลของผู้นำที่หุนหันพลันแล่นอย่างทรัมป์ แสดงออกชัดเจนว่าเขาคัดค้านการตัดสินใจถอนทหาร จดหมายลาออกของเขากล่าวไว้ว่า &amp;quot;เนื่องจากท่านมีสิทธิที่จะตั้งรัฐมนตรีกลาโหมที่มีทัศนะในแนวทางเดียวกับท่าน ผมจึงเชื่อว่า เป็นเรื่องถูกต้องที่ผมควรลาออกจากตำแหน่ง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์และแมททิสมีความขัดแย้งกันอย่างเปิดเผยหลายเรื่อง ตั้งแต่กรณีรัสเซีย, อิหร่าน ไปจนถึงการยอมรับทหารข้ามเพศ ทรัมป์เคยเปรยเรื่องการแยกทางกับแมททิสเมื่อเดือนตุลาคมว่า แมททิสอาจจะพ้นจากตำแหน่งเพราะเขาดูจะเป็นเดโมแครตมากกว่า อย่างไรก็ดี หลังการยื่นใบลาออก ซึ่งจะมีผลสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ทรัมป์ได้ทวีตชมเชยแมททิสว่า สร้างความก้าวหน้าไว้มากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในจดหมายลาออก แมททิสยังได้ยกย่องกองกำลังผสมที่ช่วยกันโค่นล้มไอเอส ซึ่งรวมถึงกองกำลังนาโต ที่เป็นองค์กรสนธิสัญญาความร่วมมือระหว่างยุโรปกับอเมริกาเหนือที่อายุเก่าแก่เกือบ 70 ปี แต่ประธานาธิบดีเศรษฐีนักลงทุนรายนี้มักตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการลงขันของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ไม่เพียงสร้างความผิดหวังต่อพันธมิตรของสหรัฐในภารกิจต้านไอเอสที่ซีเรีย โดยเฉพาะนักรบชาวเคิร์ดในกองกำลังต่อต้านไอเอสในซีเรีย ที่รัฐบาลตุรกีมองว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายและจ้องเปิดปฏิบัติการโจมตีกวาดล้าง วันต่อมายังมีรายงานข่าวจากเจ้าหน้าที่สหรัฐด้วยว่า ทรัมป์ตัดสินใจถอนทหารสหรัฐจำนวนมากพอสมควรออกจากอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นปฏิบัติการขนาดใหญ่กว่าที่ซีเรีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ วันที่ 12 สิงหาคม 2558 ทหารสหรัฐและเฮลิคอปเตอร์ของนาโตปฏิบัติการอยุ่ที่อำเภอค็อกยานี จังหวัดนันการ์ฮาร์ ภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบัน สหรัฐมีทหารร่วมภารกิจสู้รบกับตอลิบันในอัฟกานิสถานอยู่ราว 14,000 นาย โดยเป็นส่วนหนึ่งของการทำสงครามที่ยืดเยื้อมานาน 17 ปีแล้ว เพื่อตอบโต้ที่เครือข่ายอัลกออิดะห์ของอุซามะห์ บินลาดิน ซึ่งกลุ่มตอลิบันให้ที่พักพิง ก่อวินาศกรรมในสหรัฐเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่าสหรัฐอาจถอนทหารเกินครึ่งหนึ่งหรือมากกว่า 7,000 นาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่อาวุโสชาวต่างชาติในกรุงคาบูลของอัฟกานิสถานรายหนึ่งกล่าวกับเอเอฟพีว่า สำหรับตอลิบันแล้ว คริสต์มาสมาถึงก่อนเวลา &amp;quot;คุณจะคิดเรื่องการหยุดยิงอีกทำไมในเมื่อศัตรูหลักของคุณเพิ่งถอนทหารกลับครึ่งหนึ่ง&amp;quot; เจ้าหน้าที่ผู้นี้กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังไม่แจ้งชัดว่า ซัลมาย คาลิลซัด ผู้แทนสันติภาพของสหรัฐที่ร่วมในกระบวนการพูดคุยสันติภาพกับตอลิบัน หรือรัฐบาลอัฟกานิสถาน ได้รับแจ้งล่วงหน้าเกี่ยวกับแผนการถอนทหารของทรัมป์หรือไม่ แต่การตัดสินใจของทรัมป์เกิดขึ้นภายหลังคาลิลซัดพบผู้แทนตอลิบันที่กรุงอาบูดาบีสัปดาห์นี้ และเชื่อว่าข้อหารือหนึ่งของพวกเขาคือข้อเรียกร้องขอตอลิบันให้ถอนทหารต่างชาติออกจากอัฟกานิสถาน และการหยุดยิง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24765</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิม แมททิส, ซีเรีย, ถอนทหารสหรัฐ, พลเอกเจมส์ แมททิส, ลาออก, อัฟกานิสถาน, โดนัลด์ ทรัมป์, ไอเอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181221/image_big_5c1cb2c78a310.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22540</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/11/2018 20:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2018 20:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐ-เกาหลีใต้ลดขนาดซ้อมรบร่วม &#039;โฟลอีเกิล&#039; หวังซื้อใจโสมแดง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐประกาศว่ากองทัพสหรัฐและเกาหลีใต้จะลดขนาดการฝึกทหารร่วมประจำปี &amp;quot;โฟลอีเกิล&amp;quot; ที่กำหนดจัดขึ้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้าลง เพื่อส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อสำหรับการเจรจานิวเคลียร์กับเกาหลีเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2559 ทหารสหรัฐและเกาหลีใต้นั่งรวมกันภายในยานสะเทินน้ำสะเทินบกระหว่างการซ้อมรบร่วมประจำปีที่เมืองโปฮังของเกาหลีใต้ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จิม แมททิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ แถลงที่กรุงวอชิงตัน เมื่อวันพุธที่ 21 พฤศจิกายน 2561 ว่าสหรัฐกำลังปรับปรุงการฝึกโฟลอีเกิลเล็กน้อยให้อยู่ในระดับที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการทูต แต่เขาไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของการ &amp;quot;ลดขอบเขต&amp;quot; การฝึกนี้ว่าจะยังอยู่ในขนาดเท่าใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยปกติแล้ว การซ้อมรบโฟลอีเกิลซึ่งจัดทุกฤดูใบไม้ผลิของเกาหลีใต้ เป็นการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกันระหว่างกองทัพสหรัฐและเกาหลีใต้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีทหารเกาหลีใต้เข้าร่วมราว 200,000 นาย และทหารสหรัฐเกือบ 30,000 นาย เกาหลีเหนือมักแสดงความไม่พอใจกับการซ้อมรบเหล่านี้ ที่พวกเขาระบุว่าเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อการรุกราน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อปีที่แล้ว โฟลอีเกิลถูกเลื่อนและลดขนาดการฝึกลง เพื่อให้สอดคล้องกับการผ่อนคลายความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีผ่านวิธีการทูต และหลังจากการซัมมิตครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่สิงคโปร์ เมื่อเดือนมิถุนายน ทรัมป์ก็ประกาศว่า สหรัฐจะหยุดซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ ที่เขาระบุว่าสิ้นเปลืองเงิน และ &amp;quot;ยั่วยุอย่างมาก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่นั้น กองทัพสหรัฐและเกาหลีใต้ได้ระงับการฝึกทหารร่วมระดับใหญ่เกือบทั้งหมด รวมถึงการฝึกผู้พิทักษ์เสรีภาพอุลชีเมื่อเดือนสิงหาคม และการฝึกทางอากาศ วิจิแลนต์เอซ ในเดือนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี กระบวนการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือตามข้อตกลงจากซัมมิตที่สิงคโปร์นั้นแทบไม่มีความคืบหน้าเลยจนถึงขณะนี้ โดยสหรัฐต้องการคงการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือไว้ต่อไปจนกว่าฝ่ายหลังจะปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ตรวจสอบได้ ส่วนเกาหลีเหนือก็ประณามสหรัฐว่ายื่นข้อเรียกร้องเหมือนพวกอันธพาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวกับเคซีเอ็มโอเรดิโอเมื่อวันพุธว่า เขาคาดว่าซัมมิตครั้งที่ 2 ระหว่างทรัมป์กับคิมจะเกิดได้ต้นปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านกระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีว่า คำประกาศของแมททิศสอดคล้องกับทัศนะของเกาหลีใต้ว่าฝ่ายทหารจำเป็นต้องสนับสนุนการดำเนินการทางการทูต นอกจากนี้ สหรัฐและเกาหลีใต้ยังอยู่ระหว่างการพูดคุยเกี่ยวกับการฝึกของปีหน้าด้วย โดยจะประกาศการตัดสินใจอย่างเป็นทางการต้นเดือนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กองทัพของทั้ง 2 ฝ่ายกำลังหารือหนทางที่จะสนับสนุนความพยายามทางการทูตของรัฐบาลทั้ง 2 เพื่อผลักดันให้การปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือมีความคืบหน้า&amp;quot; ชอย ฮยอนซู โฆษกเกาหลีใต้แถลงที่กรุงโซล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22540</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิม แมททิส, ซ้อมรบร่วม, ลดขนาดซ้อมรบ, สหรัฐ, เกาหลีใต้, โฟลอีเกิล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181122/image_big_5bf6aa0f2fddd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12317</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2018 21:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2018 21:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สีจิ้นผิง&#039; ย้ำกับ รมว.กลาโหมสหรัฐ จีนไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่นิ้วเดียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน ยืนยันกับจิม แมททิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐผู้มาเยือน ว่าจีนจะไม่ยอมเสียดินแดนในทะเลจีนใต้แม้แต่นิ้วเดียว หลังจากแมททิสวิจารณ์การขยายแสนยานุภาพทางทหารของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ สีจิ้นผิง / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพี เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน กล่าวว่า รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐเดินทางเยือนจีนเมื่อวันพุธ และได้พบกับประธานาธิบดีสี, เว่ยเฟิงเหอ รัฐมนตรีกลาโหมของจีน และหยางเจี๋ยฉือ สมาชิกกรมการเมือง โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือเพื่อหาความเห็นพ้องกันในหลายประเด็น ทั้งเกาหลีเหนือ, อัฟกานิสถาน และความร่วมมือด้านอื่นๆ รวมถึงความเป็นไปได้ที่เว่ยจะเดินทางเยือนเพนตากอนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้ง 2 ฝ่ายหลีกเลี่ยงการพูดคุยในประเด็นที่เป็นความขัดแย้ง โดยเฉพาะความตึงเครียดด้านการค้า แต่เน้นหารือกันในด้านความมั่นคงมากกว่า สีก็ยอมรับว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐนั้นเป็นความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีความสำคัญมากที่สุดคู่หนึ่งในโลก ความตกลงที่ทั้ง 2 ชาติมีร่วมกันนั้นมากมายกว่าข้อขัดแย้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เว่ยเฟิงเหอ (ซ้าย) และจิม แมททิส (ขวา) เดินตรวจกองทหารเกียรติยศเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แมททิสมาเยือนจีนทริปนี้เป็นครั้งแรกในฐานะรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ แต่บรรยากาศก่อนที่เขาจะมาเยือนนั้น รัฐบาลสหรัฐและจีนตอบโต้กันอย่างไม่ลดราวาศอกกรณีทะเลจีนใต้, ไต้หวัน และการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ภายหลังจีนติดตั้งกลุ่มอาวุธมิสไซล์และนำเครื่องบินทิ้งระเบิดไปลงจอดที่เกาะเทียมในทะเลจีนใต้ แมททิสเคยวิจารณ์สีว่าผิดคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะไม่ขยายแสนยานุภาพทางทหารที่นั่น และเพนตากอนได้ยกเลิกคำเชิญกองทัพจีนเข้าร่วมการฝึกแปซิฟิกริม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี เมื่อมาถึงปักกิ่ง แมททิสเพลาถ้อยคำลง โดยเขากล่าวว่าเขามาที่นี่เพื่อสำรวจเจตนาและยุทธศาสตร์ทางทหารของจีน และดูว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะสามารถร่วมมือและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันในด้านใดบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในฝั่งของจีนนั้น รัฐบาลจีนเคยตำหนิสหรัฐที่กระชับความสัมพันธ์กับไต้หวัน และจีนได้ยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับแมททิสเมื่อวันพุธด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีทะเลจีนใต้นั้น ประธานาธิบดีสีได้ออกแถลงการณ์หลังการประชุมกับแมททิส ย้ำว่าจีนจะไม่ยอมรอมชอมเรื่องการอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะ &amp;quot;เกี่ยวกับประเด็นอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนของจีนนั้น ท่าทีของเรายังหนักแน่นและชัดเจน จากดินแดนที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้เรา เราจะไม่ยอมเสียไปแม้แต่นิ้วเดียว&amp;quot; สีย้ำในแถลงการณ์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12317</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิม แมททิส, ดินแดน, ทะเลจีนใต้, สีจิ้นผิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180628/image_big_5b34f0a3e269d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11316</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รุกคืบ&#039;คิม&#039;เยือนทำเนียบขาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สื่อเกาหลีเหนือตีปี๊บความสำเร็จซัมมิตสิงคโปร์ ได้ใจผู้นำสหรัฐรับปากยกเลิกการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ รายงานเลยเถิดถึงขั้นบอกทรัมป์จะยุติการคว่ำบาตร พร้อมยืนยัน &amp;quot;คิม จองอึน&amp;quot; จะเยือนทำเนียบขาว ส่วน &amp;quot;โดนัลด์ ทรัมป์&amp;quot; จะไปเปียงยาง ฝ่ายทรัมป์ยังคุยโว &amp;quot;ไม่มีภัยคุกคามนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนืออีกต่อไปแล้ว&amp;quot; แต่เพนตากอนกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่นยังสับสนภายหลังทรัมป์ประกาศนอกบท &amp;quot;เลิกซ้อมรบ-ถอนทหาร&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังคงมีปฏิกิริยาต่อเนื่องจากการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กับคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งวันของวันอังคารที่ 12 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา โดยทั้งผู้นำสหรัฐและสื่อของทางการเกาหลีเหนือต่างโหมประโคมความสำเร็จของซัมมิตครั้งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธที่ 13 มิถุนายน สำนักข่าวบีบีซี, รอยเตอร์ และเอเอฟพี พากันรายงานความเคลื่อนไหวของสื่อทางการเกาหลีเหนือ ที่เกาะติดสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ผิดจากปกติที่จะรายงานข่าวเกี่ยวกับท่านประธานคิมหลังเสร็จสิ้นภารกิจแล้วเท่านั้น เช่นข่าวซัมมิต 2 ครั้งทั้งที่เกาหลีใต้และจีน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเดินทางถึงสหรัฐเมื่อวันพุธ ยังคงทวีตข้อความโอ้อวดความสำเร็จชุดใหญ่ โดยกล่าวว่า การพบปะระหว่างเขากับคิมทำให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นเมื่อเทียบกับวันที่เขาเข้ารับตำแหน่ง และทุกคนสามารถนอนหลับสบายแล้วในคืนนี้ การประชุมสุดยอดครั้งแรกระหว่างผู้นำที่ยังดำรงตำแหน่งของสหรัฐและเกาหลีเหนือยังหมายความว่าโลกได้ก้าวถอยหลังก้าวใหญ่พ้นจากมหันตภัยนิวเคลียร์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ไม่มีการยิงจรวดอีก การทดสอบหรือวิจัยนิวเคลียร์อีกแล้ว! ตัวประกันได้กลับบ้านมาอยู่กับครอบครัว ขอบคุณท่านประธานคิม วันที่เราอยู่ด้วยกันเป็นประวัติศาสตร์&amp;quot; ทรัมป์ทวีต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาทรัมป์ยังประกาศด้วยว่า &amp;quot;ไม่มีภัยคุกคามนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนืออีกต่อไป&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในแถลงการณ์ร่วมของการประชุมที่สิงคโปร์ เกาหลีเหนือรับปากว่าจะ &amp;quot;ปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสิ้นเชิงบนคาบสมุทรเกาหลี&amp;quot; ซึ่งเป็นวลีเดิมๆ ของรัฐบาลเปียงยาง ซึ่งไม่ก้าวไกลถึงขั้นให้คำมั่นว่าจะล้มเลิกคลังแสงนิวเคลียร์อย่างสิ้นเชิง, ตรวจพิสูจน์ได้ และไม่อาจย้อนคืน อย่างที่รัฐบาลสหรัฐยืนกรานมาโดยตลอด ส่วนทรัมป์ได้รับปากว่าสหรัฐจะให้หลักประกันด้านความมั่นคงกับเกาหลีเหนือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ร่วมไม่มีรายละเอียดมากนักเกี่ยวกับคำมั่นสัญญาที่ทั้ง 2 ฝ่ายรับปาก แต่ในการแถลงกับผู้สื่อข่าวเวลาต่อมา ทรัมป์เปิดประเด็นที่สร้างความงุนงงสับสนในฝ่ายตน แต่เป็นประเด็นที่เกาหลีเหนือนำมาประโคมเป็นเรื่องใหญ่ โดยผู้นำสหรัฐที่คาดเดาจิตใจไม่ได้รายนี้กล่าวนอกเหนือจากแถลงการณ์ว่า &amp;quot;สหรัฐจะหยุดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ ซึ่งจะประหยัดเงินได้มหาศาล เว้นแต่ว่าการเจรจาในอนาคตไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น แต่ยังไงเราก็จะประหยัดเงินได้มหาศาล ยิ่งกว่านั้น ผมคิดว่ามัน (การซ้อมรบร่วม) เป็นการยั่วยุมาก&amp;quot; ยิ่งกว่านั้นทรัมป์กล่าวเสริมด้วยว่า ในบางกรณี เขายังต้องการถอนทหารสหรัฐออกจากเกาหลีใต้ด้วย ส่วนการคว่ำบาตร ทรัมป์กล่าวว่าจะยังคงไว้ก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สื่อของทางการเกาหลีเหนือหยิบคำแถลงของทรัมป์มาขยาย และตีความเป็นความสำเร็จของตน ทั้งนี้ เกาหลีเหนือมองว่าการซ้อมรบดังกล่าวเป็นการยั่วยุและเป็นการฝึกซ้อมเพื่อโจมตีตน และเรียกร้องให้สหรัฐยุติท่าทีปรปักษ์นี้ ขณะที่รัฐบาลจีนก็เคยเสนอให้สหรัฐยุติการซ้อมรบ เพื่อที่เกาหลีเหนือจะได้ยุติการทดสอบนิวเคลียร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือพิมพ์โรดองซินมุน กระบอกเสียงของพรรคแรงงานเกาหลี รายงานข่าวหน้าหนึ่งฉบับวันพุธ พร้อมพาดหัวว่า &amp;quot;การประชุมแห่งศตวรรษ เปิดประวัติศาสตร์ใหม่ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างดีพีอาร์เค-สหรัฐ&amp;quot; โดยใช้ตัวย่อเรียกชื่อสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี โรดองซินมุนยังได้ตีพิมพ์ภาพของคิมคู่กับทรัมป์ 33 ภาพ 4 หน้า จากหน้าข่าวปกติ 6 หน้ากระดาษ ภาพหนึ่งยังเป็นภาพที่คิมจับมือกับจอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว อดีตนักการทูตสายเหยี่ยวผู้สนับสนุนการใช้กำลังทหารกับเกาหลีเหนือ ซึ่งทางการเปียงยางเคยเรียกเขาว่ากากเดนมนุษย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเคซีเอ็นเอตีพิมพ์บทความภาษาอังกฤษยกย่องซัมมิตครั้งนี้ว่าเป็น &amp;quot;การประชุมที่เปิดศักราชใหม่&amp;quot; ในความสัมพันธ์กับสหรัฐ และยังรายงานด้วยว่า ระหว่างการพบกัน คิมได้เชิญทรัมป์มาเยือนกรุงเปียงยาง ส่วนทรัมป์ก็เชิญคิมไปเยือนทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งผู้นำทั้ง 2 ต่างตอบรับคำเชิญด้วยความยินดี สถานีโทรทัศน์ของทางการเกาหลีเหนือก็รายงานทำนองเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เคซีเอ็นเอยังอ้างด้วยว่า ทรัมป์ได้ &amp;quot;แสดงความตั้งใจ&amp;quot; ที่จะยกเลิกการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ซึ่งเรื่องนี้ทรัมป์เปรยไว้ระหว่างแถลงข่าวหลังการประชุมว่า จะเกิดขึ้น &amp;quot;เมื่อเรามั่นใจว่า นิวเคลียร์ไม่เป็นปัจจัยอีกต่อไป&amp;quot; แต่ ณ ขณะนี้การแซงก์ชันยังคงอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทรัมป์แสดงความตั้งใจของเขาที่จะยุติการฝึกซ้อมทางทหารร่วมสหรัฐ-เกาหลีใต้, เสนอหลักประกันความมั่นคงแก่เกาหลีเหนือ และยกเลิกการคว่ำบาตรไปพร้อมกับการปรับปรุงความสัมพันธ์ให้คืบหน้าต่อไปผ่านการสานเสวนาและการเจรจาต่อรอง&amp;quot; เคซีเอ็นเอกล่าว แต่รายงานไม่ได้เอ่ยถึงการล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิจารณ์ในสหรัฐพากันโจมตีทรัมป์ว่ายอมโอนอ่อนมากเกินไปในการประชุมที่ทำให้คิมได้มีจุดยืนในเวทีระหว่างประเทศ เกาหลีเหนือโดนนานาชาติโดดเดี่ยวมาช้านาน และระบอบของตระกูลคิมก็ถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างแพร่หลาย การทดลองระเบิดนิวเคลียร์มาแล้ว 6 ครั้ง และการทดสอบขีปนาวุธก็ทำให้องค์การสหประชาชาติคว่ำบาตรมาแล้วหลายรอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐวางกำลังทหาร 28,500 นาย ประจำการในเกาหลีใต้เพื่อปกป้องชาติพันธมิตรตามสนธิสัญญาด้านความมั่นคงของตน ซึ่งเคยถูกเกาหลีเหนือรุกรานเมื่อปี 2493 เพื่อพยายามรวมชาติด้วยกำลัง บรรดาผู้บัญชาการทหารเกาหลีใต้และสหรัฐในเกาหลีใต้กล่าวกันว่า พวกตนไม่รู้มาก่อนว่าทรัมป์จะประกาศเช่นนี้ คำกล่าวของทรัมป์สร้างความประหลาดใจต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีมุน แจอิน ของเกาหลีใต้ ซึ่งวิ่งเต้นอยู่นานหลายเดือน เพื่อให้เกิดซัมมิตที่สิงคโปร์ครั้งนี้ โดยหวังว่าจะเกิดสันติภาพคาบสมุทรเกาหลี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำเนียบประธานาธิบดีบลูเฮาส์ของเกาหลีใต้แถลงเมื่อวันพุธว่า พวกเขาจำเป็นต้องค้นหาความหมายหรือเจตนาที่แท้จริงของคำกล่าวของทรัมป์ แต่เกาหลีใต้ก็เต็มใจจะสำรวจมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยให้การเจรจาคืบหน้าอย่างราบรื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลเกาหลีใต้รายหนึ่งเผยโดยขอปิดบังชื่อว่า ตอนแรกเขาเข้าใจว่าทรัมป์พูดผิด และช็อกที่ทรัมป์บอกว่าการฝึกนี้ &amp;#39;ยั่วยุ&amp;#39; ซึ่งเป็นคำที่ไม่ควรอย่างมากที่จะออกจากปากผู้ที่เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอิสึโนริ โอโนเดระ รัฐมนตรีกลาโหมของญี่ปุ่น ย้ำว่า การฝึกซ้อมทางทหารร่วมสหรัฐ-เกาหลีใต้ และการคงกำลังทางทหารของสหรัฐในเกาหลีใต้ มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออก แต่ก็ขึ้นอยู่กับสหรัฐและเกาหลีใต้จะตัดสินใจ ในส่วนของญี่ปุ่นนั้น ญี่ปุ่นก็ไม่มีความตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงการฝึกร่วมระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงกลาโหมสหรัฐ โดยดานา ไวต์ โฆษกของกระทรวงพยายามชี้แจงว่า จิม แมททิส รัฐมนตรีว่าการ รับรู้เกี่ยวกับการหารือเรื่องการซ้อมรบ แม้แมททิสจะเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านั้นว่าทรัมป์จะไม่หยิบยกเรื่องนี้คุยกับคิม ไวต์ชี้แจงหลังคำประกาศของทรัมป์หลายชั่วโมงให้หลังว่า แมททิสรับทราบก่อนแล้ว อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่หลายคนบอกกับเอเอฟพีว่า พวกเขาตกใจและสับสนกับข่าวนี้ และเจ้าหน้าที่ของเพนตากอนหารือกันตลอดทั้งเช้าว่าการเปลี่ยนแปลงทางทหารในเกาหลีใต้จะส่งผลอย่างไรบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การฝึกนี้เกิดมานานหลายทศวรรษ และเป็นการเตรียมความพร้อมรบสำหรับกองทัพสหรัฐและเกาหลีใต้ กองกำลังสหรัฐเกาหลี (ยูเอสเอฟเค) ซึ่งมีกำลังพล 28,500 นายประจำการในเกาหลีใต้ กล่าวว่า ยูเอสเอฟเคยังไม่ได้รับคำสั่งใหม่เกี่ยวกับการฝึกซ้อมร่วมที่กำลังจะมีขึ้น ซึ่งรวมถึงการฝึกพิทักษ์อุลชีที่กำหนดไว้ภายในปีนี้ กระนั้น พันเอกร็อบ แมนนิง โฆษกของยูเอสเอฟเค กล่าวว่า กองทัพจะปฏิบัติตามคำสั่งของประธานาธิบดี แต่ไม่ว่าอย่างไร กองทัพจะเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดไว้ต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11316</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิม จองอึน, จิม แมททิส, ถอนทหาร, บีบีซี, ยูเอสเอฟเค, รอยเตอร์, สหรัฐ, สิงคโปร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เกาหลีเหนือ, เลิกซ้อมรบ, เอเอฟพี, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180613/image_big_5b212d4cdb0bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 21:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 21:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพนตากอนเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการแปซิฟิก เป็นกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กระทรวงกลาโหมสหรัฐเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการแปซิฟิก ซึ่งเป็นกองบัญชาการขนาดใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดของสหรัฐ เป็นกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิก เพื่อสะท้อนความสำคัญที่เพิ่มมากขึ้นของมหาสมุทรอินเดียต่อการวางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากซ้าย พลเรือเอกแฮร์รี แฮร์ริส ผู้บัญชาการกองบัญชาการแปซิฟิก, พลเอกโจ ดันฟอร์ด ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม, จิม แมททิส รัฐมนตรีกลาโหม และพลเรือเอกจอห์น ริชาร์ดสัน ร่วมพิธีส่งมอบตำแหน่งของแฮร์ริสให้แก่ริชาร์ดสัน ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จิม แมททิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ กล่าวที่อ่าวเพิร์ลในรัฐฮาวาย เมื่อวันพุธที่ 30 พฤษภาคม 2561 ว่านับแต่นี้ไป กองบัญชาการแปซิฟิก (PACOM) จะเปลี่ยนไปใช้ชื่อว่า กองบัญชาการอินโด-แปซิฟิก เพื่อแสดงถึงการรับรู้ความเชื่อมโยงที่มีมากขึ้นระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก แต่การเปลี่ยนชื่อยังเป็นในแง่ของสัญลักษณ์เป็นส่วนมาก โดยจะไม่มีผลอย่างทันทีทันใดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของการบัญชาการ หรือเปลี่ยนแปลงยุทโธปกรณ์ภายในภูมิภาคอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรอินเดีย ไปจนถึงริมชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีผู้นี้กล่าวอีกว่า เป็นเวลาหลายทศวรรษที่กองบัญชาการนี้ได้ปรับตัวครั้งแล้วครั้งเล่า ให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และการเปลี่ยนแปลงในวันนี้ก็เป็นการสืบสานนโยบายของอเมริกาที่ให้ความสนใจกับมหาสมุทรอินเดียซึ่งอยู่ในฝั่งตะวันตกมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเปลี่ยนชื่อในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลสหรัฐที่ต้องการทัดทานการแผ่อิทธิพลเพิ่มมากขึ้นของจีนทั่วเอเชีย-แปซิฟิก ถึงแม้นักวิจารณ์หลายรายจะกล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สละความเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ไปไม่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ได้นำสหรัฐถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนข้ามแปซิฟิก (ทีพีพี) แต่สมาชิกที่เหลืออีก 11 ประเทศ ตัดสินใจเดินหน้าความตกลงการค้าเสรีนี้ต่อไป ทิ้งให้สหรัฐมีปากเสียงน้อยลงในการกำหนดกฎการค้าในภูมิภาคนี้และเปิดโอกาสกว้างสำหรับจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงหลายปีมานี้จีนผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจในระดับภูมิภาค ในปี 2560 จีนเปิดฐานทัพเรือในต่างประเทศแห่งแรก ที่จิบูตี และยังกระชับความสัมพันธ์กับหลายประเทศในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย เช่น ปากีสถาน, ศรีลังกาและมัลดีฟส์ จีนยังมีโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ที่เชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ที่สหรัฐวิจารณ์ว่าเป็นเศรษฐศาสตร์นักล่า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10425</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพบัญชาการอินโด-แปซิฟิก, กองบัญชาการแปซิฟิก, จิม แมททิส, มหาสมุทรอินเดีย, สหรัฐ, เปลี่ยนชื่อ, แปซิฟิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0ffec3120d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
