<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>39914</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;5 กลุ่มอาหาร 2 เครื่องดื่ม&quot; ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ากินแล้วฟิน!!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยส่วนใหญ่แล้วต้องยอมรับว่า อาการโรคซึมเศร้านั้นจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ อันเนื่องมาจากปัญหาการปรับตัว อารมณ์ และฮอร์โมน รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในสังคมหลังเกษียณ จึงได้มีข้อแนะนำต่างๆ ให้กับผู้สูงวัยที่จะใช้ชีวิตให้ห่างไกลจากความเหงาความเศร้าที่จะมาเกาะกินอารมณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม คนที่ป่วยด้วยโรคดังกล่าวก็ยังมีทางที่จะชะลออาการ หรือช่วยเหลือ แก้ไข ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตที่เลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งนี้ นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) จิตเวชนครราชสีมา จ.นครราชสีมา ให้สัมภาษณ์ว่า มีความเป็นห่วงผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ซึ่งทั่วประเทศมีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 1.4 ล้านคน เฉพาะที่ 4 จังหวัดในเขตสุขภาพที่ 9 ซึ่งอยู่ในความดูแลของ รพ.จิตเวชนครราชสีมา ประกอบด้วยนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ยอดรวมจนถึงเดือนพฤษภาคม 2562 เข้าถึงบริการแล้วร้อยละ 66 จึงขอให้ผู้ที่มีอาการซึมเศร้าที่ยังไม่เข้ารักษาตัวซึ่งมีประมาณร้อยละ 30-40 อย่าอายหมอ ขอให้รีบไปรักษาที่ รพ.ที่อยู่ใกล้บ้านทุกแห่ง จะได้หายจากความทุกข์ทรมาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังได้ให้ฝ่ายเชี่ยวชาญของ รพ.จิตเวชฯ วิเคราะห์ประเภทอาหารที่เป็นผลดีและเป็นผลเสียต่อโรคซึมเศร้าและยาที่ใช้รักษา เนื่องจากผู้ป่วยโรคซึมเศร้าส่วนใหญ่จะฟื้นฟูอยู่ที่บ้าน และขณะนี้มีการโฆษณาอาหารต่างๆ ผ่านทางสื่อจำนวนมาก อาหารบางอย่างอาจมีสารที่มีผลขัดขวางกับฤทธิ์ยารักษาโรคซึมเศร้าได้ ซึ่ง รพ.จิตเวชฯ ให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก เพื่อไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนใดๆ ซ้ำเติมผู้ป่วยอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนางจิรัฐิติกาล ดวงสา นักโภชนาการและหัวหน้ากลุ่มงานโภชนาการประจำ รพ.จิตเวชนครราชสีมา กล่าวว่า อาหารที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าควรรับประทานเพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพยารักษาของแพทย์ยิ่งขึ้น มี 5 กลุ่มและเครื่องดื่มอีก 2 ชนิด &amp;nbsp;โดยอาหาร 5 กลุ่มประกอบด้วย 1.กลุ่มอาหารที่มีกรดไขมันที่ดีต่อสุขภาพช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ คือ โอเมกา 3 ได้แก่ เนื้อปลาต่างๆ อาทิ ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ทูน่า ปลาช่อน ปลาดุก ปลาสวายเนื้อขาว เป็นต้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ไข่ ซึ่งมีกรดอะมิโนที่สำคัญ โดยเฉพาะทริปโตเฟน (Tryptophan) และไทโรซีน (Tyrosine) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ โดยสารทริปโตเฟนจะช่วยสร้างสารซีโรโทนิน (Serotonin) ทำให้อารมณ์ดี และยังเปลี่ยนให้เป็นเมลาโทนิน (Melatonin) ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.กลุ่มกล้วย จะมีแร่ธาตุโพแทสเซียมและมีสารทริปโตเฟน ช่วยบรรเทาให้ความดันโลหิตกลับสู่ภาวะสงบ ลดการเกิดภาวะเครียดและวิตกกังวล &amp;nbsp;4.กลุ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อาทิ ข้าวกล้อง ลูกเดือย ข้าวโพด ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น จะช่วยสร้างสารซีโรโทนินในสมอง ช่วยให้ผ่อนคลาย และ 5. กลุ่มเห็ดทุกชนิด จะมีธาตุเซเลเนียม (Celenium) สูง ช่วยกระตุ้นฮอร์โมนแห่งความสุขลดอารมณ์ขุ่นมัวได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเครื่องดื่ม 2 ชนิดที่เป็นผลดีกับอารมณ์เป็นเครื่องดื่มสมุนไพร ได้แก่ 1.น้ำอัญชัน ในดอกอัญชันจะมีสารแอนโทไซยานิน มีฤทธิ์กระตุ้นความจำ ช่วยผ่อนคลายความเครียด ลดความกังวลและช่วยให้นอนหลับ และ 2.น้ำลำไย ซึ่งมีสาร 2 ชนิดคือกรดแกลลิก (Gallic acid) ทำให้อารมณ์ดี ผ่อนคลาย และสารกาบา ช่วยผ่อนคลายความเครียด และช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกลุ่มอาหารที่ผู้ป่วยซึมเศร้าห้ามรับประทาน เนื่องจากจะซ้ำเติมอาการป่วยหรือขัดขวางการดูดซึมยาที่รักษามี 2 ประเภท และเครื่องดื่มอีก 3 ชนิด โดยประเภทอาหารได้แก่ 1.อาหารที่มีน้ำตาลสูง หวานจัด เนื่องจากอาหารที่มีน้ำตาลสูง ร่างกายจะดูดซึมได้เร็วกว่าปกติ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายเกิดภาวะเครียด หากเผชิญเป็นประจำอาจจะนำมาสู่อาการหดหู่ซึมเศร้าได้ 2.อาหารประเภทไส้กรอก และถั่วปากอ้า ซึ่งมีสารไทรามีนสูง สามารถทำปฏิกิริยากับยารักษาโรคซึมเศร้าบางชนิด เช่น ยาเซเลจิลีน (Selegiline) จะส่งผลให้มีสภาวะความดันโลหิตสูงได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เครื่องดื่ม 3 ชนิด ที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าไม่ควรดื่มเป็นอย่างยิ่ง คือ 1.ชา-กาแฟ เนื่องจากมีปริมาณกาเฟอีนสูง ทำให้นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย หากดื่มเกินกว่า 2 แก้วต่อวัน จะทำให้ปริมาณกาเฟอีนในร่างกายสูง ทำให้วิตกกังวล ใจสั่นและเครียดเพิ่มขึ้น 2.น้ำอัดลม โดยเฉพาะน้ำอัดลมประเภทสีดำเนื่องจากมีทั้งปริมาณกาเฟอีนและน้ำตาลสูง รวมทั้งน้ำอัดลมประเภทสีดำและไดเอต มีงานวิจัยจากสถาบันการศึกษาด้านประสาทวิทยาในต่างประเทศพบว่า กลุ่มผู้บริโภคเครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวานแทนน้ำตาล 4 กระป๋อง หรือ 4 แก้วต่อวัน จะมีความเสี่ยงเกิดโรคซึมเศร้าได้มากกว่าคนปกติ 3 เท่า ผู้ป่วยซึมเศร้าจึงควรเลี่ยงดื่มจะดีที่สุด และ 3.น้ำผลไม้บางชนิด เช่น น้ำในตระกูลส้ม เสาวรส น้ำองุ่นหรือเกรฟฟรุต เป็นต้น อาจทำปฏิกิริยากับยาที่ใช้รักษา ทำให้ตัวยาไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อการรักษาเท่าที่ควร&amp;rdquo; นางจิรัฐิติกาลกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39914</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, จิรัฐิติกาล ดวงสา, นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน, โรคซึมเศร้า, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190701/image_big_5d1a0214b8b26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
