<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>51859</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/12/2019 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/12/2019 16:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.หารือสภาเภสัชฯ หารือทำโครงสร้างยาของประเทศให้แข็งแรงขึ้น-รวมทั้งการรับยาใกล้บ้านให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
5ธ.ค.62-นพ. ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า รศ.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม และทีมงาน เข้าประชุมหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติงานร่วมกันในการยกระดับวิชาชีพเภสัชกรในร้านขายยาในทุกมิติ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีกฎกระทรวงสาธารณสุข การขออนุญาตและการออกใบอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน พ.ศ. 2556 มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2557 กฎกระทวงฉบับนี้เป็นการยกระดับมาตรฐานการให้บริการในร้านขายยา สอดคล้องกับแนวคิดสากลเกี่ยวกับมาตรฐานวิธีการปฏิบัติที่ดีทางเภสัชกรรม (Good Pharmacy Practice : GPP) ซึ่งนอกจากจะเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยให้ผู้ที่มารับบริการในร้านขายยาและการตอบสนองสิทธิผู้บริโภคยาแล้ว ยังช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการร้านขายยาในประเทศ ปรับตัวและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การแข่งขันด้านบริการในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือเกี่ยวกับการยกระดับการดูแลสุขภาพประชาชนในชุมชน โดยการจัดทำข้อมูลสุขภาพชุมชนและให้การดูแลอย่างเป็นมิตร มีเภสัชกรประจำร้านยาตลอดเวลา และให้คำปรึกษาด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด เรียกว่า มาตรฐาน GPP+ ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นกว่าของร้านขายยาของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภญ. สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมร่วมกับสภาเภสัชกรรมในครั้งนี้ ยังได้ร่วมกันหาแนวทางเพิ่มเติมในการสนับสนุนนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในโครงการรับยาใกล้บ้าน เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนให้ความสนใจและ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เนื่องจากสามารถลดเวลาการใช้บริการในสถานพยาบาลของรัฐลงได้ รวมทั้งยังร่วมกันพิจารณาการจัดประเภทยาให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ทำให้โครงสร้างระบบยาของประเทศมีความเข้มแข็งมากขึ้น เป็นการสร้างกลไกการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุขของประเทศ โดยการมีส่วนร่วมของภาครัฐและภาคเอกชน โดยความร่วมมือของทั้ง 2 หน่วยงานจะทำให้ผู้ป่วยและประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่ง อย. และสภาเภสัชกรรมจะได้ร่วมประชุมหารือรายละเอียดต่าง ๆต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51859</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อย., จิราพร ลิ้มปานานนท์, นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม, รับยาใกล้บ้าน, โครงสร้างยาของประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191205/image_big_5de8cfce80857.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51373</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2019 08:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2019 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ภญ.จิราพร&#039;โต้&#039;สุริยะ&#039;ย้ำที่ประชุมกก.วัตถุอันตรายไม่มีการลงมติจะอ้างเสียงเอกฉันท์ไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29พ.ย.62- รศ.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม ซึ่งได้ประกาศลาออกจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในคณะกรรมการวัตถุอันตรายโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว&amp;nbsp; จิราพร ลิ้มปานานนท์ ระบุว่า
เรียน คุณสุริยะ ประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย
ดิฉันไม่ได้ร่วมร่างมติ เพียงได้กล่าวในที่ประชุมให้คงข้อ 1 ที่ขอให้แบนสารทั้งสาม ตามมติเมื่อ 22 ตค. ไว้ โดยขอให้ย้ายมาเป็นข้อ 2 จึงเดินไปที่ฝ่ายเลขา เพียงครั้งเดียว และเมิ่อเห็นว่ามีหลายคนกำกับ จึงเดินกลับด้วยความหดหู่
ย้ำอีกครั้งว่า ในที่ประชุมไม่มีการลงมติ ไม่มีการนับองค์ประชุม ดังนั้น ในฐานะประธานจะไปแถลงข่าวอ้างเสียงมติเอกฉันท์ไม่ได้ ดิฉันขอยืนยันจุดยืนเดิมของดิฉันในการแบนสารทั้งสามชนิดมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โพสต์ดังกล่าวสืบเนื่องจาก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย แถลงภายหลังการประชุมเมื่อวันที่ 27พ.ย.ที่ผ่านว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์จากจำนวนผู้เข้าประชุม 24 เสียง ให้เลื่อนการยกเลิกการใช้สารพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส คือการปรับระดับสารเคมีทั้ง 2 จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ออกไปอีก 6 เดือน คือในวันที่ 1 มิ.ย.2563 จากเดิมที่กำหนดไว้ให้ยกเลิกการใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2562 ในส่วนสารไกลโฟเซต ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ใช้ได้ต่อไป แต่ต้องจำกัดการใช้ตามมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดเดิมเมื่อวันที่ 23 พ.ย.2561
หลังจากนั้น รศ.ภญ.จิราพร โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ขอลาออกจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย และขอแย้งการแถลงข่าวของท่านประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย
1.ขอแย้งว่าไม่ได้มีการลงมติอย่างชัดเจน ว่าผู้ใดเห็นด้วยหรือไม่ในแต่ละประเด็น แต่เป็นภาวะจำยอมในการรับมติ จึงไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็น มติเอกฉันท์ เพราะหากพิจารณาในการอภิปรายจะพบว่า ดิฉันยืนยันชัดเจนมาโดยตลอดในการแบนสารทั้งสาม และยืนยันให้คงมติวันที่ 22 ต.ค.
2.ขอแย้งการแถลงข่าวที่ว่า ไกลโฟเสตไม่เป็นอันตราย เพราะกรรมการรวมทั้งดิฉันได้อภิปรายถึงผลเสียต่อสุขภาพและไม่สามารถจะจัดการความเสี่ยงต่อผู้บริโภค จนพบปนเปื้อนทั้งในสิ่งแวดล้อม ผัก ผลไม้ และน้ำนมแม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51373</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายเวลาแบนสารพิษ, คณะกรรมการวัตถุอันตราย, จิราพร ลิ้มปานานนท์, จิราพร-สุริยะ, พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต, มติคณะกรรมการวัตถุอันตราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191129/image_big_5de077eb0312b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29182</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/02/2019 07:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2019 07:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>686องค์กรประชาชนผิดหวังรัฐไม่แบนพาราควอตขู่บอยคอตบุคคลเลือกข้างกลุ่มทุนสารพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15ก.พ.62-เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร ออกแถลงการณ์ กรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะกรรมการวัตถุอันตรายไม่แบนพาราควอต ระบุว่า เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรง 686 องค์กร รู้สึกผิดหวังและเศร้าสลดที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติไม่แบนพาราควอต สารพิษร้ายแรงที่มากกว่า 50 ประเทศทั่วโลกห้ามใช้แล้ว สวนทางกับข้อเสนอของ (1) กระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง (2) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (3) คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข (4) คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (5) ผู้ตรวจการแผ่นดิน (6) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (7) สภาเกษตรกรแห่งชาติ (8) สภาเภสัชกรรม (9) แพทยสภา (10) เครือข่ายประชาคมวิชาการ (11) เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (12) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) เป็นต้น ที่เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการยกเลิกสารพิษนี้ภายในปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายฯผิดหวังเป็นที่สุดต่อบทบาทของนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และข้าราชการระดับสูงกลุ่มหนึ่งในกระทรวงดังกล่าว ซึ่งมีบทบาทอย่างสำคัญที่ทำให้ตัวแทนของกระทรวงเกษตรฯทั้ง 5 คนในคณะกรรมการวัตถุอันตรายเสนอให้มีการใช้พาราควอตต่อไป โดยจะให้มีการพิจารณาเรื่องนี้ใหม่เมื่อพ้นระยะ 2 ปีไปแล้ว การกระทำดังกล่าวถือเป็นการเพิกเฉยต่อข้อมูลทางวิชาการอันหนักแน่นและเสียงเรียกร้องขององค์กรต่างๆ ปล่อยให้มีการใช้สารพิษร้ายแรงซึ่งคุกคามต่อชีวิตของเกษตรกร ผู้บริโภค และเด็กทารกทุก 1 ใน 2 คนที่จะลืมตามมาดูโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลคสช. ซึ่งมีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ กำกับดูแลหน่วยงานของรัฐ โดยมีกรรมการที่มาจากหน่วยงานของรัฐมากถึง 19 คน จากกรรมการวัตถุอันตรายทั้งหมด 29 คนต้องมีส่วนในความรับผิดชอบในการลงมติที่เอื้อต่อประโยชน์ของบริษัทสารพิษกำจัดศัตรูพืชในครั้งนี้ และประชาชนควรจะเป็นผู้ตัดสินใจให้บทเรียนกับผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจทางนโยบายที่ไม่ได้ทำหน้าที่ที่ต้องกระทำ รวมทั้งมีมาตรการที่เหมาะสมต่อหน่วยงานและผู้ที่ลงมติไม่แบนสารพิษร้ายแรงครั้งนี้จำนวน 16 คนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายฯขอขอบคุณ กรรมการวัตถุอันตรายเสียงข้างน้อย จำนวน 5 คน ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุขและ รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ที่ลงมติให้มีการคุ้มครองชีวิตของประชาชนและปกป้องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากสารพิษโดยการเสนอให้มีการแบนสารพิษดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายขอประกาศว่า จะเดินหน้าเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการยกเลิกพาราควอตและสารพิษร้ายแรงอื่นๆต่อไป โดยสนับสนุนให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการยื่นเรื่องนี้ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง รณรงค์ไม่สนับสนุนสินค้าและบริการจากผู้ผลิตและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนสารพิษร้ายแรง และร่วมกันรณรงค์ไม่ให้บุคคล กลุ่มบุคคล ที่เลือกข้างกลุ่มทุนสารพิษ ไม่ให้เข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาอุปสรรคในการแบนสารพิษร้ายแรง สะท้อนให้เป็นความอัปลักษณ์ของกฎหมายวัตถุอันตรายที่ให้อำนาจการแบนสารพิษไปไว้ในมือของหน่วยงานที่ปราศจากความรู้และความตระหนักในเรื่องความสำคัญของสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งผลประโยชน์ทับซ้อนของบุคคลากรบางกลุ่มในคณะกรรมการกับบริษัทสารพิษ ซึ่งสังคมไทยต้องใช้ความรู้และพลังของประชาชนเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้อย่างถึงราก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราเห็นการเติบโตและตื่นขึ้นของพลังประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศ เราเห็นการลุกขึ้นขององค์กรและสภาวิชาชีพต่างๆที่ลุกขึ้นเปล่งเสียงเรียกร้องให้ยุติการใช้สารพิษร้ายแรงซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อระบบเกษตรกรรม อาหาร และชีวิตของพวกเราทั้งหมด พลังเหล่านี้จะเติบโตขยายตัวมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราเชื่อมั่นในพลังของประชาชนว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวให้เกิดขึ้น ในระยะเวลาอันใกล้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29182</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา  บุญราช, คณะกรรมการวัตถุอันตราย, จิราพร ลิ้มปานานนท์, พาราควอต, เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190215/image_big_5c6607f979481.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
