<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118064</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 09:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จิสด้า&#039; เผยภาพถ่ายดาวเทียมน้ำท่วมอิสานเจอหนัก เสียหาย 1.59 แสนไร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สีฟ้าคือพื้นที่น้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28ก.ย.64-สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISDA ได้เผยแพร่ภาพถ่ายสถานการณ์น้ำท่วมจาก COSMO-Skymed-2 &amp;nbsp;ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2562 เวลา 05.52 น. พบพื้นที่น้ำท่วมบางส่วน (สีฟ้า) ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมเนื้อที่ได้ความเสียประมาณ 159,024 ไร่ ส่วนใหญ่กระจายในที่ลุ่มพื้นที่การเกษตร และบริเวณริมแม่น้ำสายหลักและลำน้ำย่อยและเส้นทางการจราจรบางสาย ทั้งนี้ จิสด้า ร่วมเกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้นำข้อมูลไปใช้ในการวางแผน ติดตาม สำรวจ และตรวจสอบในพื้นที่จริง เพื่อหาทางบรรเทาและลดผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงแก้ไขปัญหาต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118064</URL_LINK>
                <HASHTAG>#น้ำท่วม, จิสด้า, พายุเตี้ยนหมู่, ภาคอิสาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210928/image_big_615280c9f25dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108926</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 13:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 13:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอนก&quot; รมว.การอุดมศึกษาฯ เผย อว. พร้อมเป็นกองหนุนในทุกสถานการณ์ ทุ่มกำลังและเทคโนโลยีร่วมดูแลสถานการณ์การระเบิดและไฟไหม้โรงงานที่สมุทรปราการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 64 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ของกระทรวง อว. ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความรุนแรงจากเหตุระเบิดที่โรงงานหมิงตี้ เคมีคอล ต.ราชเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดย อว. ได้ระดมเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาร่วมดูแลสถานการณ์นี้ เช่น ให้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมแบบทันต่อสถานการณ์ แผนที่แบบละเอียดถึงบริเวณเสี่ยง รวมทั้งทิศทางลม โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า ซึ่งล่าสุดได้เปิดเผยแผนที่ละเอียดการเปลี่ยนแปลงและการขยายตัวของชุมชนบริเวณรอบๆ โรงงาน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่และประชาชนเข้าใจ สามารถประเมินสถานการณ์ของโรงงาน ชุมชน หมู่บ้านในบริเวณใกล้เคียงได้ในเบื้องต้น หรือเตรียมการเคลื่อนย้ายได้ทันการณ์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้ให้การสนับสนุนทีม &amp;ldquo;Novy โดรน&amp;rdquo; สตาร์ทอัพผู้ให้บริการโดรนเพื่อการเกษตร ที่สนับสนุนโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งได้เข้ามาร่วมทีมเฉพาะกิจ โดยการปล่อยโดรนบินเพื่อหาจุดปิดวาล์วถังสารเคมีที่อยู่ใต้ดิน จนพบจุดสำคัญ ทำให้เจ้าหน้าที่ผจญเพลิงฉีดโฟมเข้าสกัด และปิดวาล์วดังกล่าวได้สำเร็จ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ได้เข้ามาเป็นหน่วยให้ข้อมูลชนิดของสารเคมี ความเสี่ยง อันตราย ข้อควรระวังต่างๆ โดยเฉพาะการป้องกันและการทำงานสะอาดหากมีการสัมผัสสารสไตรีนโมโนเมอร์ (styrene monomer) และยังมีสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ได้ให้ข้อมูลความปลอดภัยทางรังสีจากการเข้าไปตรวจสอบในระบบฐานข้อมูลใบอนุญาติมีไว้ในครอบครองหรือใช้วัสดุกัมมันตรังสีของโรงงานในบริเวณนั้นแล้ว พบว่าทั้งโรงงานหมิงตี้ฯ และโรงงานที่ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยรัศมี 5 กม.โดยรอบไม่มีการครอบครองหรือใช้วัสดุกัมมันตรังสี อีกทั้งรายงานตรวจวัดปริมาณรังสีในอากาศจากสถานีเฝ้าระวังทางรังสียังพบว่าอยู่ในระดับปกติอีกด้วย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในแง่ของการช่วยเหลือผู้ประสบภัยนั้น อว. ได้เตรียมการให้โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยในพื้นที่ใกล้เคียง เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินหากมีผู้ประสบภัยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์รามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ จ.สมุทรปราการ ซึ่งมีอุปกรณ์และเครื่องมือพร้อมในการดูแลในสถานการณ์ขนาดใหญ่ รวมทั้งให้เตรียมความพร้อมรับดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาในพื้นที่ ก็ได้จัดเตรียมอาคารสถานที่ไว้รองรับ หากจำเป็นต้องมีการเคลื่อนย้ายหรืออพยพคนในบริเวณพื้นที่เสี่ยงออกมา ในส่วนของนิสิตนักศึกษาและบุคลากรที่มีที่พักอาศัยหรือหอพักในบริเวณใกล้เคียง ทางมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี สมุทรปราการ และจุดอื่นๆ เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ได้เตรียมการที่จะดูแลให้สถานที่และที่พักสำหรับผู้ได้รับผลกระทบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนทางด้าน รศ.ดร.อิทธิพล แจ้งชัด คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ให้ข้อมูลว่า เหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานหมิงตี้ฯ วัตถุดิบที่ติดไฟและระเบิดคือ &amp;ldquo;สไตรีน&amp;rdquo;(Styrene) เป็นของเหลวใส ติดไฟง่าย มีกลิ่นแรงเฉพาะตัว และมีความหนาแน่นที่น้อยกว่าน้ำ และละลายน้ำได้น้อยมาก ซึ่งควันดำที่เห็นลอยไกลๆ คือสิ่งที่เกิดจากการเผาไหม้สไตรีน คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และคาร์บอนมอนออกไซด์ รวมถึงสารในกลุ่มอะโรมาติก คล้ายการเผาไหม้เชื้อเพลิงทั่วไป จริงๆ แล้วไม่น่ากลัวเท่าไอสไตรีน โชคดีที่สไตรีนหนักกว่าอากาศ ไม่ลอยไกล อยู่ในอากาศ 7-8 ชม. ก็สลายตัว การดับไฟจากสไตรีน ใช้น้ำ โฟม ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสารเคมีแห้ง ใช้น้ำควบคุมไฟได้ แต่ต้องระวังเนื่องจากสไตรีนเบากว่าน้ำและไม่ละลายน้ำ จะลอยน้ำและนำไฟไปลุกลามจุดอื่น ยืนยันว่าควันดำลอยไกลไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคือการระเบิดของถังบรรจุสไตรีน และสไตรีนตกค้างรอบๆ จุดเกิดเหตุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108926</URL_LINK>
                <HASHTAG>NIA, Novy โดรน, Styrene, styrene monomer, กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.), กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม, จิสด้า, บรรเทาความรุนแรง, รศ.ดร.อิทธิพล แจ้งชั, ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.), สารสไตรีนโมโนเมอร์, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ, สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.), สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ, สไตรีน, อว., โดรนเพื่อการเกษตร, โรงงานหมิงตี้ เคมีคอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210707/image_big_60e547a679ecf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103233</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 19:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 19:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เก็บกู้ถังเชื้อเพลิงกระสวยอวกาศตกทะเลภูเก็ต ส่งสถาบันจิสด้าศึกษาต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค.64 - เวลา 11.50 น. พลเรือโทเชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3ในฐานะ ผู้อำนวยการ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 (ศรชล.ภาค 3 )&amp;nbsp;แถลงข่าวการเก็บวัตถุต้องสงสัยบริเวณเกาะแอล จังหวัดภูเก็ต ขึ้นมาบนฝั่ง โดยมี พลเรือตรีสุรัชฎ์ ศิริวรรณนาวี รองผู้อำนวยการ ศรชล.ภาค 3 , นางสาวชิดชนก ชัยชื่นชอบ วิศวกรดาวเทียมสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ&amp;nbsp;GISTDA (จิสด้า) และ ผู้แทนกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เข้าร่วมฯ ณ บริเวณสโมสรเรือใบ กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเรือโท เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการ ศรชล.ภาค 3 กล่าวว่า ศรชล.ภาค 3 ได้รับแจ้งจากชาวประมงพื้นบ้านว่าพบวัตถุต้องสงสัยในทะเลระดับความลึก 7 เมตร บริเวณด้านตะวันตกของเกาะแอล ตำบลฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต จึงแจ้งศรชล.ภาค 3 ให้ตรวจสอบวัตถุดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางศรชล.ภาค 3 ได้ประสานทัพเรือภาคที่ 3 ในการจัดส่งเจ้าหน้าที่ EOD ปฏิบัติการทำลายวัตถุใต้น้ำ และ ชุดปฏิบัติการพิเศษ ทัพเรือภาคที่ 3 เจ้าหน้าที่หมวดบินเฉพาะกิจศรชล.ภาค 3 ตรวจสอบวัตถุดังกล่าว โดยลงไปตรวจสอบและถ่ายภาพวัตถุดังกล่าวพบว่า เป็นวัตถุทรงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง45 เซนติเมตร สีอลูมิเนียม สภาพสมบูรณ์ มีวาวล์หัวท้าย ความยาวประมาณ9 เซนติเมตร จมอยู่บริเวณหัวเกาะแอลด้านตะวันตก ความลึก 6-7 เมตร ห่างจากเกาะประมาณ 20 เมตร จากนั้นชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดได้นำภาพถ่ายรูปลักษณ์ต่างๆมาวิเคราะห์ข้อมูล เบื้องต้น ได้จัดส่งให้กรมสรรพาวุธทหารเรือ ตรวจสอบวัตถุดังกล่าวที่ตรวจพบว่ามีสภาพเป็นวัตถุระเบิดหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบจากกรมสรรพาวุธทหารเรือพบว่า วัตถุดังกล่าวน่าจะเป็นชิ้นส่วนของจรวด นำส่งดาวเทียม กระสวยอวกาศ ลักษณะน่าจะเป็นถังเชื้อเพลิง สามารถตรวจพบในอินเตอร์เน็ตว่า วัตถุดังกล่าวตกสู่พื้นโลกในหลายพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นได้ประสานงานไปที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน)หรือGISTDA และสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ตรวจสอบว่าวัตถุดังกล่าวเป็นถังเชื้อเพลิงของกระสวยอวกาศหรือจรวดนำส่งดาวเทียมตามที่เห็นในอินเตอร์เน็ตหรือไม่

&amp;quot;เจ้าหน้าที่จากทั้งสองหน่วยงานยืนยันว่าวัตถุดังกล่าวคือถังเชื้อเพลิงของจรวดนำส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศหรือเป็นถังเชื้อเพลิงของกระสวยอวกาศ ตกลงมาพื้นโลก และจมอยู่ใต้ทะเล จากนั้น เจ้าหน้าที่ GISTDA ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าถังเชื้อเพลิงดังกล่าวปกติจะบรรจุสารเคมีที่ประกอบด้วยแอมโมเนียและไฮโดรเจนใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานนำส่งดาวเทียมหรือกระสวยอวกาศและตกกลับมาที่พื้นโลก สารเคมีดังกล่าวมีพิษต่อร่างกาย อาจจะทำให้ผู้ที่สัมผัสโดยตรงหรือสูดดมเป็นอันตรายต่อสุขภาพและร่างกายได้&amp;quot; พล.ร.ท.เชิงชาย กล่าวและว่า ศรชล.ภาค 3 ร่วมกับ ทัพเรือภาคที่ 3 วางแผนการเก็บกู้ วัตถุดังกล่าวและดูสภาวะแวดล้อมทางทะเลที่วัตถุดังกล่าวตกอยู่ ได้ประสานงานเพิ่มเติมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จัดส่งเจ้าหน้าที่วางทุ่นเพื่อล้อมบริเวณพื้นที่ไม่ให้คนเข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้ามีสารพิษดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น ทัพเรือภาคที่ 3 และศรชล.ภาค 3 ได้ทำหนังสือถึงGISTDAผ่านทางผู้อำนวยการ GISTDA ให้ส่งเจ้าหน้าที่ร่วมตรวจสอบและเก็บกู้วัตถุดังกล่าว ซึ่ง เจ้าหน้าที่ GISTDA ได้ร่วมกับ ศรชล.ภาค 3 ผู้แทนกรมทรัพยากรทางทะลและชายฝั่ง เจ้าหน้าที่ประดาน้ำและชุดปฏิบัติการพิเศษ ทัพเรือภาคที่ 3 เข้าไปตรวจสอบวางแผนการเก็บกู้&amp;nbsp;โดยคำนึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในการเก็บกู้และสภาวะแวดล้อมทางทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบเบื้องต้น ได้ดำน้ำลงไปดูสภาพของสารเคมีในถังเชื้อเพลิงดังกล่าวมีการรั่วไหลออกมาหรือไม่ ตรวจสอบพบว่าไม่มีการรั่วไหลของสารเคมีจากตัวถังเชื้อเพลิง และตรวจสอบโดยรอบพบว่ามีสัตว์น้ำ หอยเม่น เพลียง สภาพแวดล้อมไม่กระทบสัตว์น้ำ แสดงว่าสารเคมีดังกล่าวอาจใช้ไปหมดแล้ว จึงเก็บกู้ขึ้นมาจากใต้น้ำลำเลียงมาที่กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 เตรียมนำส่งให้ GISTDA เพื่อเป็นการศึกษาวิจัยด้านอวกาศ เพราะวัตถุที่ตกจากท้องฟ้า มีที่มา อาจเป็นวัตถุนำส่งจากดาวเทียม นำส่งยานอวกาศ ของชาติใดชาติหนึ่ง ที่ตกลงมาจากท้องฟ้าและจมอยู่ที่บริเวณตะวันตกของเกาะแอลที่ค้นพบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวัตถุดังกล่าวไม่มีอันตรายแล้ว น่าจะเป็นวัตถุที่ตกลงมานานแล้ว และสารเชื้อเพลิงได้ถูกใช้ไปหมดแล้วตั้งแต่การนำส่งยานอวกาศ&amp;nbsp;ไม่มีอันตรายต่อบุคคลและสภาพแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากมีการตรวจพบวัตถุดังกล่าวในพื้นที่อื่น ขอแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าไปสัมผัสโดยตรง ซึ่งสารที่อยู่ในถังเชื้อเพลิงเป็นสารพิษอันตรายต่อร่างกาย หากตรวจพบขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ศรชล.ภาค 3 หรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเพื่อประสานงานในการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญและมีการเก็บกู้&amp;nbsp;ขอให้มั่นใจว่า ศรชล.ภาค 3 จะดูแลรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล การป้องกันหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดในทะเลขอให้ประชาชนมั่นใจแจ้งข่าวสารกับทางราชการจะทำให้ไม่เกิดอันตรายกับเหตุการณ์ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตรวจพบครั้งนี้เป็นครั้งแรก วัตถุดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยการพัฒนาทางด้านอวกาศของประเทศไทย โดยสถาบัน GISTDA&amp;nbsp;มีหน้าที่สำรวจอาจเป็นการตามหาเจ้าของที่นำส่งจรวดและชิ้นส่วนนี้ตกลงในทะเลภูเก็ต หรือ อาจจะนำไปไว้ในพิพิธภัณฑ์&amp;nbsp;เพื่ออนุชนรุ่นหลังได้เห็นถึงสภาพวัตถุท้องฟ้าตกมายังพื้นโลกสามารถตกที่ไหนก็ได้เป็นอันตราย หากไปตกบนแผ่นดิน บ้านเรือนประชาชน&amp;quot;พล.ร.ท.เชิงชาย กล่าว และว่า ดังนั้น การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ประเทศไทยจะต้องมีความพร้อม หากในอนาคตมีวัตถุดังกล่าวตกมาพื้นโลก เป็นโอกาสดีที่ GISTDA ศึกษาดูแลเรื่องกฎหมายให้กับประชาชนในโอกาสต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103233</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดภูเก็ต, จิสด้า, ชิ้นส่วนจรวดตก, ศรชล.ภาค 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a2661cee38a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101603</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 14:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 13:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“เอนก&quot;ระดมกลุ่มโรงพยาบาลหลักของโรงเรียนแพทย์ UHosNet ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และ กทม. อย่างใกล้ชิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เอนก เหล่าธรรมทัศน์&amp;rdquo; รมว.อว. ระดมกลุ่มโรงพยาบาลหลักของโรงเรียนแพทย์ UHosNet ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และ กทม. อย่างใกล้ชิด ปรับ รพ.สนามให้พร้อมรับผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเหลือง และขยายห้องปฏิบัติการร่วมตรวจคัดกรองและค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในชุมชน&amp;nbsp;ด้าน ปลัด อว.ให้จิสด้าใช้ข้อมูลดาวเทียมสำรวจพื้นที่และจุดเสี่ยงพร้อมปรับงบประมาณสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือการแพทย์ช่วยหมอแนวหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ อว.ได้สนับสนุนโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด - 19 ระลอก 3 ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี ดังนั้น อว.จะมีการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์ โดยจะขยายกำลังมาดูแลผู้ป่วยกลุ่มเหลือง ส้ม แดง ได้ มากขึ้น จากเดิมที่ดูแลกลุ่มเขียวเป็นหลักด้วย รพ.สนาม&amp;nbsp; ทั้งนี้ได้ให้กลุ่มโรงพยาบาลหลักของโรงเรียนแพทย์ UHosNet มาทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและ กทม. อย่างใกล้ชิดในการรับผู้ป่วยกลุ่มสีแดง ส้ม และเหลืองแก่&amp;nbsp; ส่วน รพ.สนามที่ อว.เปิดดำเนินการอยู่แล้ว จะปรับเพิ่มเติมให้พร้อมรับผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มสีเหลืองอ่อน เหลืองเข้ม ส้ม ตามความเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รมว.อว.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ อว.จะเตรียมความพร้อมทางอาคาร สถานที่และนวัตกรรม ในกรณีที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม เช่น รพ.สนามสำหรับสีเหลืองส้ม ICU สนาม เพื่อเป็นกำลังหนุน โดยขอให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ และหน่วยงานอื่นๆ เข้าช่วย โดยประสานร่วมมือกับภาคเอกชนด้วย รวมทั้งสนับสนุนห้องปฏิบัติการสำหรับการตรวจคัดกรองและการค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในชุมชน โดยคณะเทคนิคการแพทย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ เป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน ศ.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. กล่าวเพิ่มติมว่า ที่สำคัญ อว.จะสนับสนุนข้อมูลและระบบบริหารจัดการเชิงพื้นที่ โดยให้สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า ที่ดำเนินการอยู่แล้ว สำรวจพื้นที่และจุดเสี่ยง โดยอาศัยประสบการณ์ที่เคยทำมาแล้วที่ จ.สมุทรสาคร นอกจากนี้ อว.ได้ปรับงบประมาณที่มีอยู่มาสนับสนุนนวัตกรรมการแพทย์ เพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรแนวหน้า โดยเฉพาะอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น หน้ากาก N95, ชุดหมี PPE, หน้ากากความดันบวกสำหรับบุคลากรการแพทย์ PAPR, High Flow Oxygen system, เครื่องวัด Pulse oximeter, ระบบเอกซเรย์ภาคสนามเคลื่อนที่ เป็นต้น โดยให้หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสนับสนุนนวัตกรรมที่ใช้งานได้และมีสายการผลิตแล้ว มาดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งทำงานร่วมกับเอกชน ทั้งนี้หน่วยงานที่มีนวัตกรรม และบริหารจัดการข้อมูล เพื่อสนับสนุนการทำงานของ ศบค. ซึ่งมี สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101603</URL_LINK>
                <HASHTAG>NIA, TCELS, UHosNet, กทม., กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กระทรวงสาธารณสุข, จิสด้า, วช., ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ศ.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล, ศบค., ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์, สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ, อว., โรงพยาบาลสนาม, โรงพยาบาลหลักของโรงเรียนแพทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f974189a48.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62743</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2020 16:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2020 16:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จิสด้า&#039; เผยภาพถ่ายดาวเทียม ชี้ &#039;โควิด-19&#039; พลิกโฉมหน้าในยามค่ำคืนของประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เม.ย.63 - เพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)&amp;quot; หรือ สทอภ. โพสต์รูปภาพถ่ายดาวเทียมในเวลากลางคืน พร้อมข้อความว่า โควิด-19 ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในยามค่ำคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพูดถึง &amp;quot;Night Light&amp;quot; หรือไฟกลางคืน เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากทุกภาคส่วนในยามค่ำคืน ทั้งจากการใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม การคมนาคม กลุ่มธุรกิจต่างๆ ตลอดจนระบบไฟฟ้าสาธารณะ เมื่อเรามองด้วยตาเปล่าจะสังเกตได้ว่า ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่แสงสว่างตลอดในช่วงเวลากลางคืน ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดเราจึงไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของแสงไฟกลางคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากมองในทางกลับกัน มีสิ่งหนึ่งที่เฝ้ามองมายังโลกตลอดเวลาพร้อมบันทึกข้อมูลเป็นภาพให้เราได้เห็นกันและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่อไปได้ นั่นก็คือ &amp;quot;ดาวเทียม&amp;quot; ภาพถ่ายจากดาวเทียม Suomi Npp ระบบเวียร์ (VIIRS) นอกจากจะใช้ในการอ่านค่าจุดความร้อน hotspot ในช่วงเวลากลางวันแล้ว ยังเป็นระบบดาวเทียมที่สามารถบันทึกภาพเพื่อดูแสงสว่างในช่วงเวลาค่ำคืนได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ประกอบกับช่วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ประกาศใช้ &amp;quot;พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน&amp;quot; มาเป็นระยะ เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.63 เป็นต้นมา รวมทั้ง ได้ขอความร่วมมือทั้งจากทางภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาชน งดออกจากเคหะสถานและจัดกิจกรรมงานรื่นเริงต่างๆ รวมถึงสถานบันเทิง ในช่วงเวลา 22.00 น. จนถึง เวลา 04.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จิสด้า หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ อว. ได้ติดตามสถานการณ์การให้ความร่วมมือจากหน่วยงานและประชาชน หลังจากมี พรก.ดังกล่าว โดยใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม Suomi Npp ระบบเวียร์ (VIIRS) บันทึกภาพทุกค่ำคืนในช่วงเวลา 01.00 - 02.00 น. เพื่อดูอัตราการใช้ไฟฟ้าในภาพรวมทั้งประเทศ เปรียบเทียบใน 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงก่อนเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 โดยบันทึกภาพวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2562 , ช่วงสถานการณ์ที่กำลังแพร่ระบาดก่อนประกาศ พรก. โดยบันทึกภาพวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 และช่วงสุดท้าย เป็นช่วงเวลาหลังจากประกาศ พรก.ดังกล่าว โดยบันทึกภาพวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากประกาศ พรก. ฉุกเฉิน หน่วยงานต่างๆและประชาชนได้ให้ความร่วมมือในการลดการแพร่ระบาดฯ สังเกตได้จากภาพวันที่ 9 เม.ย.63 ที่มีจำนวนการใช้ไฟฟ้าลดลง นั่นหมายความว่า พรก.นอกจากจะใช้ในการควบคุมการแพร่ระบาดฯแล้ว ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าในยามค่ำคืนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการปิดแหล่งท่องเที่ยว และสถานบันเทิงต่างๆ รวมไปถึงการคมนาคมในช่วงเวลาดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62743</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิสด้า, พลังงานไฟฟ้า, ภาพถ่ายดาวเทียม, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน), ไฟกลางคืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200410/image_big_5e9040be21975.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31308</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2019 10:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2019 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดาวเทียมสแกนพื้นที่ &#039;ข้าวนาปรัง&#039; 3 จว.ภาคกลางตอนบน เสี่ยงเสียหายแสนไร่จากภัยแล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มี.ค.62 - เพจเฟซบุ๊ค GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) รายงานถึงสถานการณ์ภัยแล้งในขณะนี้ว่า ดาวเทียมสแกนพื้นที่ปลูกข้าวนอกเขตชลประทาน...เสี่ยงเสียหายกว่าแสนไร่!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลภาพจากดาวเทียมชี้ให้เห็นว่า มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังนอกเขตชลประทานกว่า 3 ล้านไร่ ซึ่งยังไม่ได้เก็บเกี่ยว และมีหลายจังหวัดปลูกเกินกว่าแผนการเพาะปลูกตามที่ทางราชการกำหนดไว้ โดยเฉพาะจังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดพิษณุโลกที่ปลูกรวมกันเฉียด 5 แสนไร่ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อความเสียหายร่วมแสนไร่ อันเนื่องมาจากภาวะภัยแล้ง ฝนไม่ตกต่อเนื่องเป็นเวลานาน และเป็นที่ที่น้ำจากเขตชลประทานไม่สามารถแจกจ่ายได้อย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จิสด้าได้นำส่งข้อมูลต่างๆ ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามภารกิจ อาทิ การจัดสรรปันส่วนน้ำในพื้นที่ที่พอมีศักยภาพในการส่งน้ำ และส่งเสริมให้เกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทานที่มีสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวให้เพาะปลูกพืชชนิดอื่นๆ ในปีต่อๆ ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31308</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิสด้า, ดาวเทียมสแกนพื้นที่นาข้าว, ปลูกข้าวนาปรังนอกเขตชลประทาน, สถานการณ์ภัยแล้ง, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190314/image_big_5c89c65aa2488.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
