<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106279</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2021 22:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 22:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี7รุมจีน ไล่บี้สืบต้นตอโควิด ป้องสิทธิฮ่องกง-อุยกูร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ผู้นำกลุ่มจี 7 ปิดฉากการประชุมสุดยอดแล้วเมื่อวันอาทิตย์ จีนตกเป็นเป้าใหญ่ของการรุมกินโต๊ะ ทั้งประเด็นซินเจียง ฮ่องกง ทะเลจีนใต้และตะวันออก รวมถึงการเรียกร้องการสอบสวนต้นตอไวรัสโควิดอย่างละเอียด ก่อนหน้านั้นทูตจีนเพิ่งเตือนจี 7 หมดยุคที่ประเทศกลุ่มเล็กๆ จะมาตัดสินชะตาโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(จากซ้าย) นายกฯ แคนาดา, ประธานคณะมนตรียุโรป, ประธานาธิบดีสหรัฐ, นายกฯ ญี่ปุ่น, นายกฯ อังกฤษ, นายกฯ อิตาลี, ประธานาธิบดีฝรั่งเศส, ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และนายกฯ เยอรมนี ถ่ายภาพหมู่เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 7 ประเทศ นาน 3 วัน ที่รีสอร์ตในบาริสเบย์ของอังกฤษ เป็นการประชุมแบบพบตัวกันครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี ที่นอกจากจะเป็นการหารือกันเกี่ยวกับประเด็นปัญหาสำคัญต่างๆ ระดับโลก ไล่ตั้งแต่โรคระบาดโควิด-19 ไปจนถึงภาวะโลกร้อนแล้ว ผู้นำจี 7 ยังต้องการใช้เวทีนี้แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการเผชิญหน้ากับการแผ่อิทธิพลของจีนทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การผงาดขึ้นของจีนสู่การเป็นมหาอำนาจชั้นนำของโลกถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีนัยสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในยุคสมัยนี้ เคียงข้างกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2534 ที่ทำให้สงครามเย็นยุติลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวรอยเตอร์กล่าวว่า ในแถลงการณ์วันสุดท้ายของการประชุมวันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน ผู้นำจี 7 กล่าวถึงจีนในประเด็นอ่อนไหวหลายด้าน ทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวมุสลิมอุยกูร์ในเขตซินเจียง, เรียกร้องอำนาจปกครองตนเองระดับสูงของฮ่องกง และต้องการให้มีการสอบสวนอย่างละเอียดและสมบูรณ์เกี่ยวกับต้นกำเนิดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราจะส่งเสริมค่านิยมของเรา รวมถึงด้วยการเรียกร้องให้จีนเคารพสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับซินเจียง และสิทธิ, เสรีภาพ และอำนาจปกครองตนเองระดับสูง สำหรับฮ่องกงที่บัญญัติไว้ในปฏิญญาร่วมจีน-อังกฤษ&amp;quot; แถลงการณ์ของจี 7 กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรายังเรียกร้องให้มีการศึกษาต้นกำเนิดของโควิด-9 ระยะที่ 2 อย่างโปร่งใสและในเวลาที่เหมาะสม ภายใต้การนำของผู้เชี่ยวชาญและอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ที่ดับเบิลยูเอชโอ (องค์การอนามัยโลก) เป็นผู้รวบรวม รวมถึงในจีน ตามคำแนะนำในรายงานของคณะผู้เชี่ยวชาญ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากประเด็นที่กล่าวถึงข้างต้น จี 7 ยังเน้นย้ำ &amp;quot;ความสำคัญของสันติภาพและเสถียรภาพข้ามช่องแคบไต้หวัน และส่งเสริมการแก้ปัญหาข้ามช่องแคบอย่างสันติ&amp;quot; นอกจากนี้ &amp;quot;เรายังห่วงกังวลอย่างจริงจังเกี่ยวกับสถานการณ์ในทะเลตะวันออกและทะเลจีนใต้ และคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อความพยายามโดยฝ่ายเดียวเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพที่เป็นอยู่และเพิ่มความตึงเครียด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้าที่ผู้นำจี 7 จะปิดประชุมและมีแถลงการณ์ฉบับนี้ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงลอนดอนกล่าวเตือนว่า วันเวลาที่ประเทศกลุ่ม &amp;quot;เล็กๆ&amp;quot; จะมาตัดสินชะตากรรมของโลกนั้นผ่านพ้นไปนานแล้ว &amp;quot;เราเชื่อเสมอว่า ประเทศทั้งหลาย ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก, แข็งแรงหรืออ่อนแอ, จนหรือรวย นั้นเท่าเทียมกัน และกิจการของโลกควรจัดการผ่านการปรึกษาหารือกันโดยทุกประเทศ&amp;quot; โฆษกสถานทูตจีนกล่าวในวันอาทิตย์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106279</URL_LINK>
                <HASHTAG>จี7, ประชุมสุดยอดผู้นำจี 7, ประเด็นสิทธิมนุษยชน, รุมจีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210613/image_big_60c62847e71a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106069</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 20:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 20:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี7เล็งบริจาควัคซีน1,000ล้านโดส นักรณรงค์ชี้ยังน้อยไป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นายกฯ บอริส จอห์นสัน คุยอังกฤษจะบริจาควัคซีนโควิด 100 ล้านโดสภายในปีหน้า เผยกลุ่มจี 7 เตรียมประกาศแผนบริจาค 1,000 ล้านโดสให้ประเทศยากจนทั่วโลก แต่กลุ่มรณรงค์ชี้แค่หยดน้ำในมหาสมุทร ทั้งน้อยไปและช้าไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ บอริส จอห์นสัน กับแคร์รี ภริยา เดินเล่นพร้อมกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน และจิล ภริยา ด้านนอกโรงแรมคาร์บิสเบย์ เมื่อวันพฤหัสบดี ก่อนหน้าที่การประชุมสุดยอดผู้นำจี 7 ในวันศุกร์ (Photo by WPA Pool/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (จี 7) ที่ประกอบด้วยอังกฤษ, แคนาดา, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ญี่ปุ่น และสหรัฐ จัดการประชุมแบบพบตัวกันเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปีที่รีสอร์ตริมอ่าวคาร์บิสในเมืองคอร์นวอลล์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ นาน 3 วันเริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน 2564 นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษประกาศก่อนหน้าการประชุมว่า เขาคาดว่าผู้นำจี 7 จะเห็นพ้องกับแผนบริจาควัคซีนโควิด-19 จำนวน 1,000 ล้านโดสครอบคลุมถึงปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ จอห์นสันยังประกาศด้วยว่า อังกฤษจะบริจาควัคซีนอย่างน้อย 100 ล้านโดสภายในปีหน้า และเป็นไปได้ว่าอีกหลายประเทศจะประกาศในทำนองเดียวกัน หลังจากก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ รับปากแล้วว่า สหรัฐจะบริจาควัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทค 500 ล้านโดส แก่ประเทศยากจน 82 ประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดมินิก ราบ รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ เตือนด้วยว่า ประเทศอื่นๆ กำลังใช้วัคซีนเป็นเครื่องมือทางการทูตเพื่อสร้างอิทธิพล แต่อังกฤษและสหรัฐกล่าวว่าการบริจาคของพวกตนไม่มีข้อผูกมัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แผนการบริจาคเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรโลกเกือบ 8,000 ล้านคนภายในสิ้นปี 2565 แต่นักรณรงค์ด้านสุขภาพและต่อต้านความยากจนกล่าวกันว่า แม้การบริจาคจะเป็นการก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง แต่ผู้นำของประเทศตะวันตกกลับแสดงให้เห็นถึงการขาดความทะเยอทะยานและความพยายามที่จำเป็นเพื่อเอาชนะไวรัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อเล็กซ์ แฮร์ริส ผู้อำนวยการภาครัฐสัมพันธ์ของมูลนิธิเวลคัมจากลอนดอน กล่าวว่า คำมั่่นสัญญาของสหรัฐและอังกฤษเป็นการก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง แต่พวกเขาไม่ได้ก้าวไปไกลพอและเร็วพอ สิ่งที่โลกต้องการคือวัคซีนในตอนนี้ ไม่ใช่ภายในปีนี้ ในการประชุมครั้งประวัติศาสตร์คราวนี้ จี 7 ต้องแสดงความเป็นผู้นำทางการเมืองที่จำเป็นในยามวิกฤติ เราเรียกร้องให้จี 7 เพิ่มความทะเยอทะยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้คนทั่วไปต้องฉีดวัคซีน 2 เข็ม และอาจต้องฉีดเพิ่มเพื่อรับมือกับไวรัสกลายพันธุ์ ซึ่งนักรณรงค์กล่าวกันว่า คำมั่นของจี 7 เป็นจุดเริ่มต้น แต่พวกเขาต้องบริจาคมากขึ้น และเร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอนนา มาร์ริออต ผู้จัดการด้านนโยบายสุขภาพของออกซ์แฟม กล่าวว่า ถ้าผู้นำจี 7 ทำดีที่สุดด้วยการบริจาคแค่ 1,000 ล้านโดส ฤดูร้อนปีนี้จะถือเป็นความล้มเหลว เพราะโลกต้องการวัคซีน 11 ล้านโดสเพื่อยุติการระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่พบการระบาดที่จีนครั้งแรกเมื่อปลายปี 2562 โควิด-19 คร่าชีวิตชาวโลกแล้วประมาณ 3.9 ล้านคน จนถึงขณะนี้ความพยายามในการฉีดวัคซีนสัมพันธ์อย่างมากกับความร่ำรวยของประเทศ โดยสหรัฐ, ยุโรป, อิสราเอล และบาห์เรน นำหน้าประเทศอื่นๆ ไปไกลแล้ว ข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์กล่าวว่า มีผู้คนทั่วโลกได้ฉีดวัคซีนแล้ว 2,200 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ออกซ์แฟมยังเรียกร้องผู้นำจี 7 สนับสนุนการเพิกถอนทรัพย์สินทางปัญญาของวัคซีนโควิดด้วย ซึ่งประธานาธิบดีไบเดนเคยประกาศสนับสนุนก่อนหน้านี้ และประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสก็แสดงท่าทีว่าเห็นด้วย ขณะที่อุตสาหกรรมยาคัดค้านโดยกล่าวว่าจะเป็นการหยุดยั้งนวัตกรรมและมีผลน้อยมากต่อประสิทธิภาพในการจัดหาวัคซีน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106069</URL_LINK>
                <HASHTAG>จี7, บริจาควัคซีน, พันล้านโดส, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210611/image_big_60c3610140a74.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94023</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2021 20:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2021 20:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐแซงก์ชันนายพลพม่าเพิ่ม จี7ประณามใช้ความรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;โลกตะวันตกยังกดดันผู้นำทหารเมียนมาอย่างต่อเนื่อง กลุ่มจี7ออกแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐประหาร คล้อยหลังอียูแซงก์ชันและสหรัฐเพิ่มชื่อ 2 นายทหารพม่าในแบล็กลิสต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ผู้ประท้วงร้องไห้ขณะชูป้ายข้อความต่อต้านรัฐประหารที่ด้านนอกสำนักงานสารสนเทศขององค์การสหประชาชาติในย่างกุ้งเมื่อวันอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานแถลงการณ์ของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ ที่ประกอบด้วย แคนาดา, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ญี่ปุ่น, อังกฤษ และสหรัฐอเมริกัน ร่วมด้วยสหภาพยุโรป (อียู) เมื่อวันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ ประณามว่า &amp;quot;การใช้กระสุนจริงกับประชาชนที่ไร้อาวุธเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้&amp;quot; และว่า ใครก็ตามที่โต้ตอบการประท้วงอย่างสันติด้วยความรุนแรงจะต้องรับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกันนั้น คำแถลงยังเรียกร้องให้กองกำลังความมั่นคงของเมียนมาใช้ความอดกลั้นถึงที่สุด และเคารพสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้อยคำประณามของจี 7 มีออกมาภายหลังรัฐบาลสหรัฐประกาศเพิ่มรายชื่อสมาชิกในรัฐบาลทหารพม่าอีก 2 คนเข้าบัญชีดำคว่ำบาตรเมื่อคืนวันจันทร์ ได้แก่ พลอากาศเอกหม่อง หม่อง จอ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และโม มยิน ตุน สมาชิกในคณะรัฐบาลทหาร เพิ่มเติมจากรายชื่อนายพลระดับสูงของพม่าที่โดนคว่ำบาตรเมื่อต้นเดือนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอนโธนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐจะไม่ลังเลที่จะดำเนินการเพิ่มเติมกับพวกที่ใช้ความรุนแรงและปราบปรามเจตจำนงของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น สหภาพยุโรปอนุมัติการคว่ำบาตรแบบเจาะจงกับบรรดานายทหารเมียนมาและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของบุคคลเหล่านี้ โดยโจเซป บอร์เรลล์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของอียู กล่าวว่า การสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการปฏิรูปของรัฐบาลของถูก &amp;quot;ระงับ&amp;quot; เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายในเมียนมา ประชาชนยังคงออกมาชุมนุมประท้วงในหลายเมือง ถึงแม้ว่าที่นครย่างกุ้ง จำนวนผู้ชุมนุมจะน้อยลงกว่าเมื่อวันจันทร์ ที่เมืองมิตจีนารัฐกะฉิ่นในภาคเหนือที่เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรง ผู้ประท้วงขับขี่รถจักรยานยนต์ไปทั่วเมืองพร้อมกับโบกธงชาติและชูสามนิ้ว ส่วนที่มัณฑะเลย์ที่มีผู้ประท้วงโดนยิงตาย 2 คนเมื่อวันเสาร์ ฝูงชนมาร่วมพิธีศพของชายวัย 37 ปีหนึ่งในคนที่โดนยิงตาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94023</URL_LINK>
                <HASHTAG>จี7, ประณามใช้ความรุนแรง, พม่า, รัฐประหารเมียนมา, สหรัฐแซงก์ชัน, อียูแซงก์ชัน, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210223/image_big_6034ff1b9a5c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67676</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2020 20:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2020 20:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทรัมป์&#039;ต่อสายคุย&#039;ปูติน&#039;ชวนประชุมจี7 ผู้นำแคนาดาไม่เห็นด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โทรศัพท์สนทนากับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เมื่อวันจันทร์ พร้อมเอ่ยปากชวนปูตินเข้าร่วมการประชุมจี 7 ที่เลื่อนไปเป็นเดือนกันยายนนี้ด้วย แต่รัสเซียยังแบ่งรับแบ่งสู้ ด้านนายกฯ จัสติน ทรูโด ของแคนาดาไม่เห็นด้วยดึงรัสเซียกลับเข้ากลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จับมือกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ก่อนประชุมสุดยอดที่กรุงเฮลซิงกิของฟินแลนด์ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานเมื่อวันอังคารที่ 2 มิถุนายนว่า ทำเนียบขาวของสหรัฐและทำเนียบเครมลินของรัสเซียเปิดเผยว่าผู้นำทั้งสองสนทนากันทางโทรศัพท์เมื่อวันจันทร์ โดยได้หารือกันในประเด็นต่างๆ หลากหลาย ตั้งแต่ข้อตกลงของกลุ่มโอเปกพลัสเรื่องการลดกำลังการผลิตน้ำมัน และมาตรการต่อสู้กับไวรัสโคโรนา โดยปูตินได้ขอบคุณที่ทรัมป์ส่งเครื่องช่วยหายใจมาให้รัสเซีย และยังได้แสดงความยินดีกับความสำเร็จในการปล่อยจรวดของสเปซเอ็กซ์ที่นำนักบินอวกาศของนาซาไปส่งยังสถานีอวกาศนานาชาติได้เป็นครั้งแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ของสหรัฐกล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แจ้งให้ประธานาธิบดีปูตินทราบเกี่ยวกับแผนของเขาที่กำหนดวันประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มจี 7 ใหม่ โดยมีความเป็นไปได้ที่จะเชิญผู้นำรัสเซีย, ออสเตรเลีย, อินเดีย และเกาหลีใต้ เข้าร่วมการประชุมด้วย คำแถลงไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมประเด็นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนทำเนียบเครมลินกล่าวว่า การสนทนาโดยรวมเป็นไปอย่างสร้างสรรค์, เป็นเชิงธุรกิจและมีสารสำคัญ ดมิตรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลินเผยด้วยว่า กรณีการประชุมจี 7 รัสเซียยังไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อเสนอ และประธานาธิบดีปูตินต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตอบคำเชิญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์เสนอแนวคิดดึงรัสเซียกลับเข้าร่วมการประชุมซัมมิตจี 7 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พร้อมกับการประกาศเลื่อนการประชุมเดือนนี้ไปจัดในเดือนกันยายนหรือล่าช้ากว่านั้น โดยทรัมป์ระบุว่า จี 7 รูปแบบเก่านั้นล้าสมัยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัสเซียเคยเป็นสมาชิกในกลุ่มจี 8 ที่ยังประกอบด้วยอังกฤษ, แคนาดา, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี และญี่ปุ่น แต่ภายหลังปูตินสั่งผนวกแคว้นไครเมียของยูเครนเป็นของรัสเซีย ก็โดนจี 8 ตัดออกจากกลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ นายกฯ ทรูโดของแคนาดาแสดงท่าทีคัดค้านการดึงรัสเซียกลับเข้าร่วมการประชุมประจำปีของจี 7 โดยกล่าวว่ารัสเซียถูกตัดออกจากกลุ่มหลังจากบุกรุกไครเมีย และถึงขณะนี้รัสเซียก็ยังคงไม่เคารพกฎและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67676</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัสติน ทรูโด, จี7, รัสเซีย, วลาดิมีร์ ปูติน, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200602/image_big_5ed65746d7ded.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67490</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2020 20:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 20:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทรัมป์&#039;เลื่อนประชุมจี7อีกรอบ เสนอดึงรัสเซียกลับเข้าก๊วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มจี 7 ไปเป็นเดือนกันยายนแล้ว จากที่เคยเสนอให้ประชุมแบบเจอตัวกันแต่โดนผู้นำเยอรมนีและแคนาดาปฏิเสธ โดยขายแผนใหม่ดึงอีก 4 ชาติเข้าร่วมด้วย รวมถึงรัสเซียที่โดนเขี่ยออกไปเมื่อปี 2557&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำสหรัฐกล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันระหว่างเดินทางจากแหลมคานาเวอรัลในรัฐฟลอริดาเพื่อชมการปล่อยจรวดสเปซเอ็กซ์ กลับสู่กรุงวอชิงตันเมื่อวันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม ว่าเขาตัดสินใจเลื่อนการประชุมเพราะรู้สึกว่าการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (จี 7) นั้นล้าสมัยแล้ว ไม่เข้ากับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์เสนอว่า เขาอยากจะเชิญรัสเซีย, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย และอินเดีย เข้าร่วมการประชุมที่จะเลื่อนไปเป็นฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ในสหรัฐ ซึ่งเป็นประธานจี 7 วาระปัจจุบัน โดยอาจเป็นในเดือนกันยายน ก่อนหรือหลังการประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ หรืออาจเป็นภายหลังการเลือกตั้งปีนี้ก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวรอยเตอร์กล่าวว่า ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์ต้องการเชิญประเทศเหล่านี้เข้าร่วมประชุมเพื่อขยายกลุ่มจี 7 เป็นการถาวรหรือไม่ หลายครั้งที่ผ่านมาทรัมป์เคยเสนอให้ดึงรัสเซียกลับเข้าร่วมเป็นกลุ่มจี 8 ตามเดิม โดยระบุว่ารัสเซียมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์โลก แต่ประเทศอื่นในกลุ่มจี 7 ไม่เห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัสเซียถูกอัญเชิญออกจากกลุ่มจี 8 เดิมเมื่อปี 2557 ในรัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา สืบเนื่องจากรัสเซียผนวกแคว้นไครเมียของยูเครนไว้เป็นของตน และยังคงควบคุมดินแดนนี้ไว้จนถึงบัดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ยกเลิกการประชุมผู้นำจี 7 แบบพบตัวเมื่อเดือนมีนาคม เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเดิมกำหนดจะประชุมทางไกลกันปลายเดือนมิถุนายน แต่ราวสัปดาห์เศษที่ผ่านมา เขาประกาศว่าจะจัดการประชุมแบบพบปะกันตามปกติ แต่นายกฯ จัสติน ทรูโด ของแคนาดาไม่เห็นด้วย ขณะนายกฯ อังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี ปฏิเสธว่า เธอจะไม่เข้าร่วม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67490</URL_LINK>
                <HASHTAG>จี7, รัสเซีย, เลื่อนประชุมจี7, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200531/image_big_5ed3b089707a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11094</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คิม-ทรัมป์ถึงแล้ว ‘นานาชาติ’รอผล ถกประวัติศาสตร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;คิม จองอึน&amp;quot; และ &amp;quot;โดนัลด์ ทรัมป์&amp;quot; เดินทางถึงสิงคโปร์แล้วทั้งคู่เมื่อวันอาทิตย์ เพื่อร่วมซัมมิตประวัติศาสตร์ในวันอังคารที่ 12 มิถุนายนนี้ ซึ่งจะเป็นการพบหน้ากันโดยตรงครั้งแรกระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือและประธานาธิบดีสหรัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2561 ว่า คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เดินทางมาถึงสิงคโปร์ก่อนหน้าทรัมป์ ซึ่งรุดออกจากที่ประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (จี 7) ที่แคนาดาก่อนการประชุมเสร็จสมบูรณ์ ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีที่ร่วมคณะผู้สื่อข่าวที่ติดตามมากับแอร์ฟอร์ซวันกล่าวว่า ทั้งตัวทรัมป์และผู้ช่วยของเขาไม่ยอมให้ทัศนะใดๆ กับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินลำนี้ ซึ่งเดินทางมาลงที่ฐานทัพอากาศปายาเลบาร์ของสิงคโปร์ในช่วงค่ำวันเดียวกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า ทรัมป์ได้ทักทายเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสิงคโปร์ ซึ่งนำโดยวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่มารอต้อนรับ โดยกล่าวเขารู้สึก &amp;quot;ดีมาก&amp;quot; เกี่ยวกับซัมมิตครั้งนี้ จากนั้นผู้นำสหรัฐได้ขึ้นรถหุ้มเกราะประจำตำแหน่ง พร้อมขบวนติดตามอีกราว 30 คัน มุ่งหน้าไปยังโรงแรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคิม เดินทางมายังสิงคโปร์ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 747 ของสายการบินแอร์ไชน่า ซึ่งเป็นเครื่องบินของรัฐบาลจีน ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ไฟลต์เรดาร์ 24 ที่ติดตามเส้นทางการบิน พบว่าแอร์ไชน่า 747 ลำนี้ออกจากกรุงเปียงยางเมื่อเช้าวันอาทิตย์ โดยทำทีว่าจะบินมายังกรุงปักกิ่ง แต่แล้วก็เปลี่ยนชื่อเที่ยวบินกลางอากาศแล้วมุ่งหน้าลงใต้มายังสิงคโปร์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เที่ยวบินนี้มาลงที่สนามบินชางงีในเวลาประมาณ 14.40 น. ตามรายงานของเซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ แล้วจากนั้นในเวลาประมาณ 15.05 น. ขบวนรถเมอร์เซเดส-เบนซ์, รถตำรวจ และรถหน่วยแพทย์เคลื่อนที่รวมมากกว่า 20 คันก็เดินทางออกจากสนามบิน ต่อมาคิมได้เข้าพบนายกฯ ลีเซียนลุง ของสิงคโปร์ เพื่อขอบคุณที่เขาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากการประชุมสุดยอดครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ความพยายามของสิงคโปร์จะได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์&amp;quot; เอเอฟพีอ้างคำกล่าวของคิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางการสิงคโปร์วางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนาทั่วสถานที่จัดการประชุมสุดยอดบนเกาะเซนโตซา และโรงแรมหรูที่ผู้นำทั้งสองใช้เป็นที่พักระหว่างการประชุม มาตรการนี้รวมถึงจัดวางกระถางต้นไม้เพิ่มเติมเป็นพิเศษด้านนอกที่พักของคิม เพื่อบดบังสายตาของผู้สื่อข่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์กล่าวถึงซัมมิตที่สิงคโปร์ครั้งนี้ว่าเป็นโอกาสนัดเดียวสำหรับสันติภาพ รัฐบาลของเขายืนกรานว่าเกาหลีเหนือต้องปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสิ้นเชิง ตรวจสอบได้ และไม่อาจย้อนคืน แต่จนถึงขณะนี้เกาหลีเหนือเพียงให้คำมั่นอย่างเปิดเผยเพียงว่าพวกตนยึดมั่นต่อการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ตีความได้หลากหลาย โดยยอมแลกกับการรับประกันความมั่นคงของระบอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ริชาร์ด อาร์มิเทจ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คาดเดาว่า ประเด็นสำคัญเรื่องการจำกัดความคำว่าปลดอาวุธนิวเคลียร์น่าจะมีความคืบหน้าน้อยในซัมมิตครั้งนี้ &amp;quot;ความสำเร็จจะอยู่ที่การกดชัตเตอร์ถ่ายภาพเสียมาก โดยทั้งสองฝ่ายต่างได้สิ่งที่ต้องการแล้ว&amp;quot; เขากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ยืนกรานไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ซัมมิตครั้งนี้จะ &amp;quot;ไม่เป็นแค่การมาถ่ายรูป&amp;quot; โดยบอกว่าการประชุมสุดยอดจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายหล่อหลอมมิตรภาพที่จะนำไปสู่ &amp;quot;กระบวนการ&amp;quot; ที่จะก่อให้เกิดความตกลงในท้ายที่สุด.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11094</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิม จองอึน, จี7, สุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ, หนังสือพิมพ์, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180610/image_big_5b1d28711f725.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10612</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2018 22:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2018 22:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี 7 รุมยำมาตรการภาษีศุลกากร &#039;ทรัมป์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;จี 7 รูดม่านประชุมประจำปีที่แคนาดาเมื่อวันเสาร์แบบไร้แถลงการณ์ร่วม&amp;nbsp; สมาชิก 6 ชาติรุมวิจารณ์มาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐ ฝรั่งเศสเตือนสงครามการค้าอาจเปิดฉากได้ในแรมวัน ส่วนที่กรุงปักกิ่ง รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐคุยกับรองนายกฯ จีน เจอคำขู่หากสหรัฐเดินหน้าแซงก์ชัน ข้อตกลงที่คุยกันไว้จะถือเป็นโมฆะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธงประดับทางเข้าสู่ที่ประชุมจี 7 ในโรงแรมแฟร์มอนต์ เมืองวิสต์เลอร์ รัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดา / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน 2561 ว่าการประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติ (จี 7) ที่เมืองวิสต์เลอร์ รัฐบริติชโคลัมเบีย ของแคนาดา ปิดฉากลงเมื่อวันเสาร์โดยที่ประชุมไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้ และความขัดแย้งนี้น่าจะถ่ายโอนต่อไปยังที่ประชุมสุดยอดผู้นำจี 7 ที่รัฐควิเบกของแคนาดาสัปดาห์หน้า ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะต้องเผชิญหน้ากับผู้นำคนอื่นๆ ที่เหลือ เช่นเดียวกับที่สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังของเขาพบพานในที่ประชุมรัฐมนตรีเมื่อสุปสัปดาห์ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีและผู้ว่าการธนาคารกลางคนแล้วคนเล่าได้กล่าวด้วยความฉุนเฉียวต่อมาตรการเชิงรุกของทรัมป์ ที่ทำให้ชาติพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐเหล่านี้รู้สึกโดนหักหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บิล บอร์โน รัฐมนตรีคลังแคนาดากล่าวภายหลังปิดการประชุมว่า รัฐบาลของเขาและอีก 5 ชาติได้รุกเร้ามนูชินให้นำความกังวลและความผิดหวังของทั้ง 5 ชาติไปถ่ายทอดต่อผู้นำรัฐบาลของสหรัฐ ว่าการดำเนินการของเขานั้นไม่สร้างสรรค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรูโน เลอ แมร์ รัฐมนตรีคลังของฝรั่งเศสแสดงความเดือดดาลมากสุด โดยกล่าวว่าเวลานี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลสหรัฐแล้วว่าจะตัดสินใจอย่างถูกต้อง เพื่อบรรเทาสถานการณ์และผ่อนคลายความยุ่งยากหรือไม่&amp;nbsp; การหลีกเลี่ยงสงครามการค้านั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐที่จะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ไม่ใช่อีกหลายสัปดาห์ข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนโอลาฟ โชลซ์ รัฐมนตรีคลังของเยอรนี กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่ามาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐเป็นปัญหาร้ายแรงมากต่อความสัมพันธ์ข้ามแอตแลนติก &amp;quot;ไม่มีใครเข้าใจได้ ด้วยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง จึงต้องขึ้นภาษีศุลกากรเหล็กและอะลูมิเนียม&amp;quot; เขากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านมนูชินพยายามลดน้ำหนักของความขัดแย้งในเวทีนี้ โดยกล่าวว่าเขาได้แจ้งให้ทรัมป์ทราบเรื่องหารือในที่ประชุมนี้ ซึ่งการค้าเป็นเพียงประเด็นหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวกล่าวว่าในที่ประชุม มนูชินรับฟังมากกว่าพูด โดยเขากล่าวเพียงว่าการหารือเกี่ยวกับการค้าจะยกยอดไปยังที่ประชุมสุดยอดผู้นำจี 7 ที่คาดว่าทรัมป์จะเข้าร่วมด้วยตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว รัฐบาลทรัมป์เริ่มใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็ก 10% และอะลูมิเนียม 25%&amp;nbsp; โดยไม่มีข้อยกเว้นสำหรับชาติพันธมิตรอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประชุมที่แคนาดายุติลง ทรัมป์ได้ทวีตข้อความด้วยท่าทีพร้อมราวีเช่นเคย โดยประณามการค้าโง่เง่าที่สหรัฐโดนชาติอื่นขูดรีดภาษีศุลกากรโดยไม่ได้ตอบโต้ในแบบเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิลเบอร์ รอส รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ มาถึงบ้านพักรับรองเตียวอวี๋ไท่ เพื่อประชุมกับรองนายกฯ หลิวเหอ ของจีน เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรุงปักกิ่งของจีน วิลเบอร์ รอส รัฐมนตรีพาณิชย์ของสหรัฐ มาพบเจรจากับหลิวเหอ รองนายกรัฐมนตรีของจีน ซึ่งเป็นการเจรจาการค้าระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐกับจีนเป็นรอบที่ 3 แล้ว แต่การเจรจายุติลงเมื่อวันอาทิตย์โดยไม่สามารถทลายความเห็นต่างกันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การหารือที่ปักกิ่งครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างกัน ภายหลังสหรัฐยืนกรานเมื่อวันอังคารที่แล้วว่า จะเก็บภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าของจีน ทั้งที่เมื่อเดือนที่แล้วสองฝ่ายตกลงจะสงบศึกการค้ากันชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานคำแถลงของรัฐบาลจีน ที่เตือนว่าหากสหรัฐเดินหน้ามาตรการลงโทษทางการค้าซึ่งรวมถึงการขึ้นภาษีศุลกากร ความตกลงทางเศรษฐกิจและการค้าทั้งหมดที่สองฝ่ายบรรลุผ่านการเจรจาต่อรองกันมาถึงบัดนี้จะถือเป็นโมฆะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10612</URL_LINK>
                <HASHTAG>จี7, จีน, มาตรการภาษี, ศุลกากร, สงครามการค้า, สหรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180603/image_big_5b1404eb154f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
