<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91288</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2021 14:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2021 14:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;คลัง&#039; เผยจีดีพี63ติดลบเหลือ6.5%ได้มาตรการรัฐช่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ม.ค. 64 - นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คลังได้ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะขยายตัวดีขึ้นที่ระดับ ติดลบ 6.5% ต่อปี จากคาดการณ์เดิมที่ ติดลบ 7.7% ต่อปี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ที่อยู่ในเกณฑ์ดี รวมถึงรัฐบาลมีการผลักดันมาตรการฟื้นฟูแลเยียวยาออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจไทยมีทิศทางฟื้นตัวขึ้นได้ต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ปี 2564 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.8% ต่อปี โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 2.3-3.3% ต่อปี ปรับลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 4.5% ต่อปี เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในหลายประเทศ รวมถึงไทย ได้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทย การเดินทางระหว่างประเทศ และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91288</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลยา ตันติเตมิท, จีดีพีปี 63</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210128/image_big_6012677402715.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82168</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2020 12:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2020 12:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังฟันธงจีดีพีปี63ติดลบน้อยลงเหลือ 7.7%เชื่อการเมืองไม่กระทบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ต.ค. 2563 นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คลังได้ปรับคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2563 จะขยายตัวดีขึ้น ที่ระดับ ติดลบ 7.7% ต่อปี โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ ติดลบ 8.2% ถึง ติดลบ 7.2% ต่อปี ดีขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ ติดลบ 8.5% ต่อปี ซึ่งมาจากปัจจัยหนุน จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp;และการเริ่มเปิดประเทศ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญมีการฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชีย เช่น จีน เวียดนาม ส่งผลให้ภาคการส่งออกสินค้าของไทยในปี 2563 จะปรับตัวดีขึ้น ที่ติดลบ 7.8%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองนั้น เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังคงเดินหน้าได้ตามปกติ แม้จะมีกิจการบางส่วนปิดบ้าง แต่ก็เป็นช่วงสั้น ๆ เท่านั้น อีกทั้งก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงจุดยืน ซึ่งเป็นการตอกย้ำความชัดเจนทางการเมือง ทำให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะยังเดินหน้าได้ตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ช่วงครึ่งหลังของปี 2563 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ดีกว่าช่วงครึ่งแรกของปี โดยภาครัฐยังคงดำเนินมาตรการทางการคลังอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยมีการประเมินว่ามาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและการบริโภคในประเทศ จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4/2563 ซึ่งจะส่งผลให้จีดีพีขยายตัวดีขึ้น 0.54% โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2./2563 ไปแล้ว&amp;rdquo; นายพรชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปี 2564 ประเมินว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น ที่ระดับ 4.5% ต่อปี โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการส่งออก กลับมาฟื้นตัวดีขึ้นที่ 6% ตามทิศทางเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญที่มีแนวโน้มขยายตัว การบริโภคภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82168</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพีปี 63, จีดีพีไทย, พรชัย ฐีระเวช, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201029/image_big_5f9a5056d6c7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2020 13:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2020 00:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจยังทรุด หั่นจีดีพีติดลบ 8% ไตรมาส2ร่วงหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; กกร.หั่นจีดีพีปี 63 อยู่ที่ติดลบ 8% เหตุเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นแม้คลายล็อก ประเมินไตรมาส 2 ร่วงหนักสู่เลขสองหลัก&amp;nbsp;&amp;nbsp; หวังมาตรการเยียวยาโควิด 4 แสนล้านประคอง ศก.ผงกหัวได้ครึ่งปีหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ในเดือน พ.ค.และ มิ.ย.2563 แม้ภาครัฐทยอยคลายล็อกให้กิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาเปิดดำเนินการ แต่เครื่องชี้เศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะหดตัว จากกำลังซื้อที่อ่อนแอของครัวเรือนและภาคธุรกิจ ส่งผลต่อบรรยากาศการใช้จ่ายภายในประเทศ ขณะเดียวกัน การส่งออกและการท่องเที่ยวยังอยู่ภายใต้แรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยและสถานการณ์โควิดในต่างประเทศที่ยังไม่ยุติทิศทางดังกล่าว คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 หดตัวลงลึกสู่อัตราเลขสองหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ที่ประชุม กกร.จึงมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงข้างหน้า ขณะที่ล่าสุดทั้งผลการค้นหากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และผลการค้นหาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2563 ลงมาที่ -7.7% และ -8.1% ตามลำดับ ทั้งนี้ จากทิศทางเศรษฐกิจไทยที่ยังมีประเด็นท้าทายอยู่มากดังกล่าว ในการประชุมรอบนี้ กกร.จึงได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2563 ลงมาเป็น -8.0% ถึง -5.0% จากเดิมที่ -5.0% ถึง -3.0%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ได้ปรับลดกรอบประมาณการการส่งออกมาเป็น -10.0% ถึง -7.0% จากเดิม -10.0% ถึง -5.0% และปรับลดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมาที่ -1.5% ถึง -1.0% จากเดิม -1.5% ถึง 0.0% เนื่องจากในช่วงครึ่งปีหลังแนวโน้มเศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง จากการระบาดของไวรัสโควิดในบางประเทศที่ยังรุนแรง ซึ่งจะทำให้การเปิดพรมแดนระหว่างประเทศของไทยคงเกิดขึ้นอย่างจำกัด ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะที่แรงฉุดจากเศรษฐกิจโลก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน และประเทศอื่นๆ ตลอดจนเงินบาทที่แข็งค่า อาจยังกดดันการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะหมวดสินค้าไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ&amp;quot; นายปรีดีระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มาตรการเยียวยาผลกระทบจากโควิด ควบคู่กับแรงขับเคลื่อนจากกลไกภาครัฐผ่านการอนุมัติแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 400,000 ล้านบาท ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จะเข้ามาช่วยประคองให้เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีทยอยฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด ซึ่งการกลับสู่ภาวะปกติก่อนโควิดของกิจกรรมทางเศรษฐกิจคงต้องใช้เวลา และจำเป็นต้องอาศัยการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กกร.ได้ร่วมหารือรับมอบนโยบายจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องมาตรการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินเอสเอ็มอีอย่างทั่วถึง โดยมี 1.กองทุน 50,000 ล้านบาท โดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นผู้จัดตั้งกองทุน และ 2.การเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งเตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 7 ก.ค.นี้ หากผ่านความเห็นชอบจาก ครม. จะสามารถดำเนินการภายในเดือน ส.ค.นี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70276</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกร., จีดีพี, จีดีพีปี 63, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200701/image_big_5efc9ef52c751.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57394</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2020 11:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/02/2020 11:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สภาพัฒน์ปรับเป้าจีดีพีปี 63 โต 1.5-2.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.พ.63-นายทศพร&amp;nbsp;&amp;nbsp;ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี)ไทยไตรมาส 4 ปี 2562 ขยายตัวได้ 1.6% ต่อปี ส่งผลให้เศรษฐกิจ ปี 2562 ทั้งปี เติบโตได้ที่ 2.4%&amp;nbsp;ต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 2.6%สาเหตุที่เศรษฐกิจไทยย่อตัวลงมาจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน ได้แก่ ผลกระทบสงครามการค้าและการส่งออกที่ลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ส่วนในปี 63 คาดว่า จีดีพีจะขยายตัว ในช่วง 1.5-2.5% ต่อปี หรือเฉลี่ย 2% ต่อปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;ต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ระดับ 2.7-3.7% &amp;nbsp;โดยการคาดการณ์ดังกล่าว อยู่ บนสมมุติ ฐาน ว่าเศรษฐกิจ โลกขยายตัวที่ 3.2%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในส่วนการส่งออกโตได้ที่ 2% ภัยแล้งไม่ลุกลามมากเกินไป โดยกระทบภาคการผลิตไม่เกิน 5% งบประมาณ คลี่คลายเร่งเบิกจ่ายได้ 91.2% ในภาพรวม งบลงทุน เบิกจ่าย ได้ไม่ต่ำกว่า 65% และการท่องเที่ยวฟื้นกลับมาได้ โดยสถานการณ์ ไวรัสโคโรน่าจบ ได้ใน 3 เดือน หรือราว เม.ย.-พ.ค. มีนักท่องเที่ยว 37 ล้านคน รายได้ไม่ต่ำกว่า 1.73 ล้าน ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57394</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพีปี 63, ทศพร  ศิริสัมพันธ์, สศช., เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191125/image_big_5ddb8aa93266b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53152</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2019 09:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2019 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ธปท.”แจงไม่น่าพอใจจีดีพีปีหนน้าโต2.8%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ธ.ค. 2562 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2563 จะขยายตัวได้ 2.8% แม้จะมากกว่าปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.5% แต่ยังอยู่ระดับต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งยังไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยต้องอยู่ที่ 3.5-4% เพราะส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก การค้าโลกชะลอตัว รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย ทำให้ต้องช่วยกันปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เช่น การปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ล้าสมัย ไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และเป็นอุปสรรค เพื่อเอื้อให้ภาคธุรกิจได้ปรับตัว ซึ่งถ้าทำได้ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดีกว่าศักยภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังต้องปฏิรูปในด้านการศึกษา ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานไทย โดยการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ เพิ่มเติม นโยบายด้านการแข่งขันให้เท่าเทียมระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่ รายกลางและรายย่อย เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น และรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวยังกระทบกับการจ้างงานที่ลดลง ทำให้นายจ้างลดระยะเวลาทำงาน ลดโอที ส่งผลให้รายได้ลดลงกระทบต่อการใช้จ่ายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในปี 2563 บทบาทภาครัฐจะเป็นแรงส่งสำคัญในการขยายตัวเศรษฐกิจ โดยเฉพาะงบประมาณปี 2563 ที่คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ในช่วงไตรมาส 1/2563 ซึ่งจะทำให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่กลับมามีทิศทางดีขึ้น และมองว่าบรรยากาศสงครามการค้าจะเริ่มมีทิศทางดีขึ้นกว่าปีนี้ คาดว่าการส่งออกของไทยจะติดลบ 3-4% ปีนี้ และปีหน้าคาดจะเป็นบวกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในปีหน้าแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะดีกว่าปีนี้ แต่ยังโตต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งยังขยายตัวได้เมื่อเทียบกับช่วงต้มยำกุ้งที่ตอนนั้นติดลบถึง 7-8% แต่ไม่ควรพอใจ ต้องช่วยกันเปลี่ยน ไม่ใช่พูดวาทะกรรมเผาจริงเผาหลอก แต่ปีหน้าอยากให้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะทำได้เฉพาะจุดมากกว่า ส่วนนโยบายการเงินเหมือนเป็นนโยบายแบบเหวี่ยงแห และหากดำเนินการต้องใช้เวลาส่งผลไปยังสถาบันการเงินซึ่งใช้เวลานานกว่า แต่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ก็พร้อมใช้เครื่องมือในการดูแลเศรษฐกิจเพิ่มเติมหากจำเป็น&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวอีกว่า เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการ และนักลงทุนไม่ควรวางใจ เนื่องจากในปีหน้าค่าเงินจะเคลื่อนไหว 2 ทิศทาง คือ ทั้งอ่อนค่า และแข็งค่า โดยยังมีหลายปัจจัยที่เข้ามากระทบ ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องเร่งทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่เสมอ แต่ช่วงที่ผ่านมายังมีการทำกันน้อย หรือทำช่วงเวลาเดียวกัน ยิ่งทำให้มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามค่าเงินบาทแข็งค่าเป็นผลจากสงครามการค้า การส่งออกของไทยแม้จะติดลบแต่ยังน้อยกว่าหลายประเทศ รวมถึงการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงถึง 35,000 ล้านดอลลาร์ แต่ในปีหน้าคาดว่าจะเกินดุล 30,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติมองไทยเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้ธปท.ต้องติดตามสถานการณ์อยู่เสมอ และได้ส่งสัญญาณว่าไม่ประสงค์ที่จะให้พักเงิน หรือเก็งกำไรในช่วงสั้นๆ ทำให้มีเงินไหลออกไปบ้างในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งมีการเข้าซื้อสกุลเงินต่างประเทศบ้าง เพื่อลดการแข็งค่าของเงินบาท แต่ทำมากไม่ได้ เพราะจะถูกมองเป็นประเทศบิดเบือนค่าเงิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53152</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพีปี 63, วิรไท สันติประภพ, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190717/image_big_5d2f3fbaca700.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
