<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103172</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 11:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดกระทบ สภาพัฒน์ ปรับลดจีดีพีทั้งปีเหลือ1.5-2.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 พ.ค.2564 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 1/2564 &amp;nbsp;และแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2564 ว่าสำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ได้รับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2564 ลดลง 2.6% หลังจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงปลายปีต่อเนื่องมาถึงช่วงต้นปี ทำให้ทั้งปี สศช. ได้ปรับประมาณการใหม่ จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 2.5-3.5% &amp;nbsp;เหลือเพียงขยายตัว 1.5 &amp;ndash; 2.5% หรือเฉลี่ยขยายตัว 2% ซึ่งปรับตัวดีขึ้นอย่างช้า ๆ จากการลดลง 6.1% ในปี63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้แม้ว่าในสาขาเศรษฐกิจในหลายๆตัวจะปรับตัวดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการขนส่งสินค้าที่ขยายตัว 3.2% การลงทุนรวมขยายตัว 7.3% การอุปโภคภาครัฐบาลขยายตัว2.1% ภาคการเกษตรขยายตัว1.9% สาขาอุตสาหกรรมขยายตัว0.7% สาขาก่อสร้างขยายตัว12.7% สาขาการเงินขยายตัว3.4% แต่ก็ยังไม่พอที่จะชดเชยกับสาขาที่มีการหดตัวลง ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคภาคเอกชนที่ติด-0.5% ปริมาณการส่งออกบริการติด-63.0% สาขาที่พักและบริการด้านอาหารติด-35.0% สาขาขนส่งติด-17.7% และสาขาการค้าติด-2.1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งส่วนสำคัญมาจากการแพร่เชื้อโรคระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคา ที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีการสามารถควบคุมการระบาดได้ในระดับหนึ่งในช่วงปลายเดือนมี.ค.แต่กลับมีการระบาดขึ้นมารอบใหม่ในช่วงเดือนเม.ย.และต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส1/64เมื่อเทียบกับไตรมาส4/63 เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่1 ขยายตัวได้0.2% ซึ่งเป็นการขยายตัวมาต่เนื่องจากไตรมาสที่3/63 แต่อัตราการขยายตัวเริ่มลดลงเนื่องจากปัญหาการระบาดในช่วงไตรมาสที่1/64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัว 10.3% ขณะที่การอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 1.6% และ 4.3% ตามลำดับ ส่วนการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 9.3% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วง 1.0-2.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 0.7% ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (GDP) ด้านการใช้จ่าย มีแรงสนับสนุนสำคัญจากการกลับมาขยายตัวของการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการขยายตัวต่อเนื่องของการใช้จ่ายรัฐบาลและการขยายตัวเร่งขึ้นของการลงทุนภาครัฐ ในขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกบริการลดลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนปรับตัวลดลง 0.5% เทียบกับการขยาย 0.9% ในไตรมาสก่อนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายรับจากนักท่องเที่ยวชาวไทยในไตรมาส1/64อยู่ที่ 93,000 ล้านบาท ลดลง 51% ส่วนมาตรการการดำเนินมาตรการเปิดประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ (Special Tourist VISA: STV) ส่งผลให้ในไตรมาสนี้มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจำนวน 20,172 คน (รวมนักท่องเที่ยวกลุ่ม Thailand Privilege Card) อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่16.15% ลดลงจาก32.49% ในไตรมาสก่อนหน้า และต่ำกว่า 52.40% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยในปี 2564 จาก 3.2 ล้านคนเป็น 5 แสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 64 สศช.เสนอว่า ควรให้ความสำคัญกับการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดภายในประเทศเพื่อให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงและอยู่ในวงจำกัดโดยเร็ว และการป้องกันการกลับมาระบาดรุนแรงในระลอกใหม่ โดยมุ่งเน้น การบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคและป้องกันการระบาดของภาครัฐอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการยกระดับกระบวนการเฝ้าระวังสอบสวนโรคเชิงรุก โดยเฉพาะการเร่งรัดการตรวจเชิงรุกในเขตพื้นที่หรือชุมชนที่มีความเสี่ยงสูงในกรุงเทพฯ หรือเขตเมืองต่าง ๆ ที่ยังคงเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดรุนแรง รวมทั้งการดูแลและควบคุมกิจกรรมและกิจการบางประเภทที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของการระบาดของโรคอย่างเข้มงวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และการป้องกันการนำเข้าเชื้อไวรัสกลายพันธุ์เพิ่มเติมโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้ที่เดินทางข้ามชายแดน รวมทั้งการเร่งรัดจัดหาและกระจายวัคซีนให้กับประชาชนอย่างครอบคลุมทั่วถึงและเพียงพอเพื่อให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ โดยการจัดลำดับความสำคัญตามหลักการสาธารณสุขในการกระจายให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่เศรษฐกิจทั้งในภาคการท่องเที่ยวและภาคการผลิตที่สำคัญ รวมทั้งมีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่2% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับร้อยละ 1.9 ในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าอัตราการว่างงาน 1.0% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ -0.5% ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 2.6 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (7.71 หมื่นล้านบาท) หรือคิดเป็น 1.9% ของ GDP เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2564 อยู่ที่ 2.46 แสนล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2564 มีมูลค่าทั้งสิ้น 8,472,187.0 ล้านบาท คิดเป็น53.3% ของจีดีพี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103172</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, จีดีพีปี 64, ดนุชา พิชยนันท์, ปรับลดจีดีพี, สศช., โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_6092a85eefd49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91336</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีดีพี64เหลือ2.8 ลุ้นผลฉีดวัคซีน ฟื้นการท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; หั่นจีดีพีปี 64 เหลือ 2.8% ต่อปี หลังทนพิษโควิด-19 ไม่ไหว ท่องเที่ยวยังอ่วม บาทแข็งโป๊ก น้ำมันพุ่งกดดันหนัก ลุ้นวัคซีนแผลงฤทธิ์หนุนต่างชาติกลับมาท่องเที่ยวช่วงครึ่งปีหลัง หวังอานิสงส์ &amp;ldquo;คนละครึ่ง-เราชนะ&amp;rdquo; ช่วยประคองเศรษฐกิจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 มกราคม นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คลังได้ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะขยายตัวดีขึ้นที่ระดับติดลบ 6.5% ต่อปี จากคาดการณ์เดิมที่ ติดลบ 7.7% ต่อปี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ที่อยู่ในเกณฑ์ดี รวมถึงรัฐบาลมีการผลักดันมาตรการฟื้นฟูแลเยียวยาออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจไทยมีทิศทางฟื้นตัวขึ้นได้ต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การส่งออก ขยายตัวติดลบ 6.6% ดีขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อนหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักฟื้นตัวได้เร็วและดีกว่าที่คาด หลังจากหลายประเทศมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่วนการนำเข้า ติดลบ 12.5% การบริโภคภาคเอกชน ติดลบ 0.9% ต่อปี การลงทุนภาคเอกชน ติดลบ 8.9% ต่อปี ปรับตัวดีขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อนหน้า &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 4/2563 ยังมีทิศทางที่ขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 3/2563 หลังจากเศรษฐกิจในไตรมาสดังกล่าวขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ จึงเป็นแรงส่งสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกุลยากล่าวว่า สำหรับปี 2564 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.8% ต่อปี โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 2.3-3.3% ต่อปี ปรับลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 4.5% ต่อปี เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในหลายประเทศ รวมถึงไทย ได้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทย การเดินทางระหว่างประเทศ และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตัวเลขจีดีพีปี 2564 ที่ปรับตัวลดลงจากประมาณการครั้งก่อนหน้าค่อนข้างมาก เนื่องจากในช่วงที่มีการประมาณการครั้งก่อนยังไม่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ แต่เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง ทำให้ยังเชื่อมั่นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะยังฟื้นตัวได้ โดยจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง และฐานะการคลังที่มีความมั่นคง มีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ทำให้กระทรวงการคลังมีความพร้อมที่จะดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป&amp;rdquo; นางสาวกุลยากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกุลยากล่าวอีกว่า โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 วงเงิน 2.25 หมื่นล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท และจะมีส่วนช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2564 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.1% ขณะที่โครงการเราชนะ วงเงิน 2.1 แสนล้านบาท จะมีส่วนช่วยทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5-0.6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก 15 ประเทศที่ฟื้นตัวดีขึ้น โดยปี 2564 คาดว่าจะขยายตัวที่ 5.2% และแนวโน้มเงินบาทที่ปีนี้คาดว่าจะยังแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่ระดับ 29.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 29.69-30.11 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือแข็งค่าขึ้น 4.5% จากปี 2563 ซึ่งเป็นผลมาจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติเข้าสู่ประเทศตลาดเกิดใหม่ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0-0.25% ต่อเนื่องในปีนี้ รวมถึงเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง ทำให้มีความสามารถรองรับความผันผวนของปัจจัยภายนอกได้เป็นอย่างดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะทรงตัวที่ระดับ 50.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 19.5% จากปีก่อน ตามความต้องการใช้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นหลังจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้การเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกจะเริ่มกลับมาได้ หลังจากมีการแจกจ่ายวัคซีนและสต๊อกน้ำมันที่ปรับตัวลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างประเทศในปี 2564 ลดลงมาอยู่ที่ 5 ล้านคน ลดลง 25.8% จากคาดการณ์เดิมที่ 8 ล้านคน รายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศอยู่ที่ 2.6 แสนล้านบาท ลดลง 22.1% เนื่องจากเป็นการประเมินตั้งแต่ยังไม่ได้เกิดการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ทั้งในไทยที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ และในหลายประเทศทั่วโลก คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ขณะที่ปี 2563 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศอยู่ที่ 6.7 ล้านคน ลดลง 83.2% รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ อยู่ที่ 3.3 แสนล้านบาท ลดลง 82.6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การเบิกจ่ายเงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ที่ปัจจุบันมีการอนุมัติวงเงินไปแล้ว 7.11 แสนล้านบาท คิดเป็น 71.2% และมีการเบิกจ่ายแล้ว 3.71 แสนล้านบาท คิดเป็น 52.1% ประเมินว่าในปีงบประมาณ 2564 จะมีเม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ 5.07 แสนล้านบาท จากปีงบประมาณ 2563 อยู่ที่ 3.5 แสนล้านบาท และในปีงบประมาณ 2565 จะมีการเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีก 1.4 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) คาดเศรษฐกิจไทย (GDDP) ปีนี้จะเติบโต 3.1% โดยมองว่าการเริ่มให้มีการฉีดวัคซีนไวรัสโควิด-19 น่าสนใจ เนื่องจากคาดว่าภาครัฐจะสามารถฉีดวัคซีนได้ 50% ของจำนวนประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งจะเริ่มฉีดได้ในวันที่ 14 ก.พ.นี้ และอาจจะมีจำนวนผู้ฉีดวัคซีนมากกว่าที่ภาครัฐบาลคาดการณ์ไว้ หากประชาชนบางส่วนเข้ารับการฉีดวัคซีนผ่านโรงพยาบาลเอกชน โดยมองว่าวัคซีนจะช่วยทุกๆ อย่างปรับตัวดีขึ้น.
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91336</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, ค่าเงินบาทแข็ง, จีดีพีปี 64, บาทแข็ง, ฟื้นการท่องเที่ยว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210128/image_big_6012c0e1718d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89036</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บี้ใช้งบ2แสนล้านพยุงศก. กกร.หั่นจีดีพีโต1.5-3.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กกร.หั่นจีดีพีปี 64 โตเหลือ 1.5-3.5% เหตุเจอพิษโควิดรอบใหม่ บี้รัฐเร่งใช้งบ 2 แสนล้านกู้วิกฤติเศรษฐกิจ ต่ออายุโครงการคนละครึ่งเพิ่มเป็น 5 พันบาท ลดค่าไฟ 5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 มกราคม นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กกร.ว่า ที่ประชุมมีความเห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มว่าจะช้ากว่าที่คาดไว้เดิม รวมถึงปัจจัยเสี่ยงและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศ ที่ประชุม กกร.จึงคาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ของปี 2564 จะขยายตัวได้ในกรอบ 1.5%-3.5% ลดลงจากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวที่ 2.0-4.0%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายในระยะเวลา 3 เดือน เช่นเดียวกับประมาณการการส่งออกในปี 2564 ที่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 3.0% ถึง 5.0% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 4.0-6.0% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในกรอบ 0.8% ถึง 1.0% ลดลงจากเดิมเล็กน้อยจาก 0.8-1.2%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยหยุดชะงัก การท่องเที่ยวในประเทศซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจตลอดครึ่งหลังของปี 2563 ไม่สามารถเดินต่อได้ชั่วคราว หลังจากมีมาตรการเข้มงวดจำกัดการเดินทางในหลายจังหวัดที่มีประชากรมากหรือเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวในประเทศ คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 เดือน และยังส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน สำหรับกิจกรรมการผลิตในภาคอุตสาหกรรม จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ เนื่องจากประเทศสำคัญ ๆ อย่างจีนและไต้หวันยังควบคุมการระบาดได้ดี ทั้งนี้ ภาคการส่งออกในช่วงต้นปี 2564 อยู่ภายใต้ข้อจำกัดจากปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในการส่งออก รวมถึงค่าเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มแข็งค่า&amp;rdquo; นายกลินท์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธาน กกร.กล่าวว่า ที่ประชุมยังต้องการให้ภาครัฐควรเร่งหามาตรการควบคุมโรคระบาด และช่วยเหลือผู้ประกอบการและแรงงานที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้ ประการแรก ต้องเร่งควบคุมการแพร่ระบาดและบังคับใช้มาตรการต่างๆ ที่ประกาศออกมาอย่างเคร่งครัด ควรจะโฟกัสแม่นยำ ตรงจุด ถึงต้นตอการแพร่กระจาย ทั้งนี้ขอให้ควบคุมดูแลที่อยู่ของคนงานต่างด้าวให้เหมาะสมเพื่อระงับการแพร่ระบาด และเร่งจับผู้กระทำผิดทั้งบ่อนการพนันและการนำเข้าแรงงานต่างด้าวอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าของประเทศว่าปัญหาการแพร่ระบาดส่วนใหญ่มาจากคนสู่คน ไม่ใช่จากอาหารหรือสินค้าสู่คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประการที่สอง ขอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการเรื่องงบประมาณช่วยเหลือ 200,000 ล้านบาท โดยให้กำหนดวิธีการให้ชัดเจน ปฏิบัติได้เร็ว และให้ส่งผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ โดยอาจเป็นการต่ออายุโครงการคนละครึ่ง และเพิ่มงบประมาณการใช้จ่ายต่อบุคคลเป็น 5,000 บาท มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เช่น ลดค่าไฟ 5% รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประการที่สาม เร่งรัดเรื่องวัคซีนให้สามารถได้มาตามกำหนดเวลาและมีปริมาณที่เพียงพอ รวมถึงกำหนดวิธีการและหลักเกณฑ์ในการกระจาย การขนส่ง และฉีดวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดลำดับผู้ที่ได้รับวัคซีนก่อนหลังอย่างเหมาะสม และประการที่สี่ เร่งรัดการใช้และการเจรจาการค้าทวิภาคี รวมถึงการให้สัตยาบันลงนามข้อตกลง RCEP ในการประชุมรัฐสภา เพื่อให้ข้อตกลงที่ลงนามไปเมื่อเดือน พ.ย.63 มีผลบังคับใช้กลางปีนี้ เพื่อให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีแรงส่งเพิ่มในช่วงครึ่งปีหลัง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89036</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกร., จีดีพี, จีดีพีปี 64, พิษโควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เร่งใช้งบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210106/image_big_5ff5cb5046cf9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79328</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2020 18:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2020 18:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเตรียมชงศบศ.เคาะมาตรการกระตุ้นศก.ระยะสั้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ต.ค. 2563 นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงการคลังว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยเตรียมหารือกับนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปในรายละเอียดก่อนเสนอให้ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า2019 (โควิด-19) หรือ ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน พิจารณาในวันที่ 7 ต.ค. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แนวทางเบื้องต้นของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว จะเน้นให้ความช่วยเหลือกับผู้ประกอบการหรือกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่มีความชัดเจน และถูกฝาถูกตัวมากขึ้น เพื่อให้ผลที่ออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เห็นควรว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมาจะต้องชัดเจน ถูกฝาถูกตัวมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเคยทำมาแล้ว ในเรื่องบุคคลธรรมดา คลังก็พยายามออกแบบหลายมาตรการให้ถูกฝาถูกตัว เพราะเป้าหมายหลักคือต้องการดูแลเศรษฐกิจในหลาย ๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษี งบประมาณ รายจ่าย สินเชื่อ โดยที่ผ่านมาแนวโน้มเศรษฐกิจก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นการช่วยเหลือผู้ประกอบการหรือกลุ่มต่าง ๆ ที่จะทำหลังจากนี้ต้องเริ่มทำให้ถูกฝาถูกตัว ก็ได้มีการเชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาหารือ เพื่อให้ สศค.นำแนวทางทั้งหมดไปวางแผนให้ชัดเจนเพื่อดำเนินการในระยะต่อไป ไม่เพียงระยะสั้น แต่ยังมองระยะกลาง และระยะยาวด้วยว่าควรจะมีมาตรการอะไรบ้าง ซึ่งการประชุมกันในวันนี้เพื่อนำข้อเสนอแนะจากทุกหน่วยงานมาพิจารณาการทำมาตรการของกระทรวงการคลังที่ออกมาจะต้องเดินหน้าได้จริง ไม่ฝัน ทำแล้วต้องเห็นผลอย่างแท้จริง&amp;rdquo; นายกฤษฎา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎา กล่าวอีกว่า ได้หารือกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ยืนยันชัดเจนว่าแผนการกู้เงินของรัฐบาลในช่วง 5 ปี จะไม่ส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศขยายตัวเกิน 60% ของจีดีพี โดยจากประมาณการพบว่าสูงสุดจะอยู่ที่ 57% ของจีดีพีเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และกรอบความยั่งยืนทางการคลังตลอด 5 ปีจากนี้ ส่วนงบประมาณขาดดุลจะอยู่ที่ไม่เกิน 3% ของจีดีพี ซึ่งใกล้เคียงกับระดับปกติที่ผ่านมาที่งบประมาณขาดดุลจะอยู่ที่ 2.8-2.9% ของจีดีพี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2564 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 2.67 ล้านล้านบาท ภายใต้ประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2564 ที่ สศค. ประเมินว่าจะขยายตัวที่ 4-5% โดยทุกหน่วยงานยืนยันว่าสามารถจัดเก็บรายได้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะมีขั้นตอน วิธีการที่เตรียมพร้อมไว้แล้ว แม้ว่าหลายฝ่ายจะมองว่าปีงบประมาณ 2564 จะเป็นปีที่ยากลำบากในเรื่องการจัดเก็บ แต่ผู้บริหารกระทรวงการคลังยืนยันการจัดเก็บรายได้จะเป็นไปตามเป้าหมายแน่นอน ส่วนการเบิกจ่าย ได้พยายามเร่งรัดให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการ ทั้งรัฐวิสาหกิจ และส่วนราชการทั้งหมด เพื่อรักษาบทบาทของภาครัฐในการเป็นผู้อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ไม่คุยเรื่องการปรับเป้าหมาย หรือลดเป้าหมายการจัดเก็บ ทุกอย่างต้องเดินหน้าตามเอกสารงบประมาณ ตอนนี้สิ่งที่คลังพยายามทำคือ ดูว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปได้ตามแผน เพราะตัวเลขรายได้ในปีงบประมาณ 2564 ก็ต่ำกว่าตัวเลขการจัดเก็บจริงในปีงบประมาณ 2562 อยู่แล้ว ส่วนปีงบประมาณ 2563 คงไม่ต้องพูดถึง เพราะมีเหตุเข้ามากระทบ โดยปีงบประมาณ 2564 สศค.เองก็มองว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้น หากเศรษฐกิจโตได้อย่างที่คิด ก็มีโอกาสและความเป็นไปได้สูงที่จะทำได้ตามเป้าหมาย ซึ่งวันนี้คลังมาคุยกัน ต้องทำงานเป็นทีมคลัง ไม่ใช่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง มาปรึกษากันเพื่อให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ทุกอย่างต้องเป็นรูปธรรมมากขึ้น ก็หวังว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมาหลังจากนี้จะทำให้การทำงานของคลังราบรื่นขึ้น&amp;rdquo; นายกฤษฎา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า พร้อมทำงานกับทุกคนที่จะเข้ามานั่งในตำแหน่ง รมว.การคลัง หลังมีกระแสข่าวว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีต รมว.คมนาคม จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.การคลัง พร้อมระบุว่า เชื่อว่าบุคคลที่จะเข้ามานั่งเป็น รมว.การคลังหลังจากนี้ เป็นบุคคลที่มีความสามารถ ซึ่งในส่วนของนายอาคมเอง ก็เป็นบุคคลที่มีความเข้าใจด้านเศรษฐกิจและใกล้ชิดกับภาคเอกชนด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79328</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา จีนะวิจารณะ, จีดีพีปี 64, แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200809/image_big_5f3009aa0d4c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75609</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 16:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 16:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปรีดี&#039;คาดปี64ศก.ฟื้นจีดีพีพุ่ง4-5%สถานะคลังแกร่งกู้ล้านล้านไม่กระทบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค. 2563 นายปรีดี ดาวฉาย รมว.การคลัง ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ &amp;quot;Navigating through global uncertainties: Thailand&amp;#39;s opportunities for transformation&amp;quot; ในงาน &amp;quot;Thailand Focus 2020 : Resiliency to Move Forward&amp;quot; ว่า ผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งเลวร้ายที่สุดที่เข้ามากระทบเศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นไปแล้ว โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2563 เป็นช่วงที่มีการเติบโตต่ำที่สุด และเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนอีกครั้งในปี 2564 โดยคาดว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะกลับมาขยายตัวได้ในระดับ 4-5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ดังกล่าว ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้เป็นอย่างดี และด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ผ่านมาแม้ประสบปัญหา แต่ก็ไม่หดตัวมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นการฟื้นตัวกลับมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังจากสถานการณ์คลี่คลายลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงอยู่ ผมเชื่อว่าการควบคุมวิกฤตการระบาดนั้น ผู้สร้างนโยบายระดับประเทศจะต้องมองไปข้างหน้า รวมทั้งประเมินสถานการณ์ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะไม่มีใครสามารถจะยืนยันได้ว่าวัคซีนจะสามารถนำออกมาใช้ได้เมื่อใด ดังนั้น จนกว่าจะถึงวันนั้น เศรษฐกิจโลกก็น่าจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าระดับก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ดังนั้น เราจึงได้แต่ยอมรับและเตรียมพร้อมกับความเสี่ยงที่มองไม่เห็น&amp;quot; นายปรีดี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปรีดี กล่าวอีกว่า หัวใจสำคัญการเติบโตและฟื้นตัวอย่างมั่นคงของเศรษฐกิจก็คือการคงไว้ซึ่งวินัยทางการเงินการคลัง การเผชิญหน้ากับโควิด -19 ทำให้งบประมาณที่จะใช้จ่ายมีข้อจำกัด จึงต้องใช้จ่ายอย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ซึ่งรัฐบาลได้เดินหน้าปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบด้านความยั่งยืนทางด้านการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด แม้จะมีการจัดสรรงบประมาณด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจสูงเป็นประวัติการณ์ แต่สถานะการเงินการคลังของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง ขณะนี้ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะต่อจีดีพีต่ำกว่า 60% แม้จะมีการกู้เงิน 1 ล้านล้านบาทก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้จะมีข้อกำจัดด้านงบประมาณ แต่ก็สามารถที่จะใช้กลยุทธ์ในการกู้ยืมภาครัฐมาเป็นทางออกได้ เราอาจจะต้องหันไปพึ่งการกู้ยืมเมื่อจำเป็น อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญก็คือการมีมาตรการเศรษฐกิจโดยไม่สละซึ่งวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อที่จะทำเช่นนั้น เราจำเป็นจะต้องทำให้แน่ใจว่ามาตรการต่าง ๆ นั้นสามารถส่งผ่านไปยังโครงการที่มีประสิทธิภาพและเป็นโครงการที่เราต้องการอย่างแท้จริง รวมทั้งส่งความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มบุคคลที่เป็นเป้าหมายได้อย่างแท้จริง&amp;rdquo; นายปรีดี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ ภาครัฐจะเร่งผลักดันนโยบายต่าง ๆออกมาอย่างชัดเจน และเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณมากขึ้น เพื่อเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะเป็นปัจจัยหลักในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมกับการส่งเสริมภาคท่องเที่ยวให้กลับมาฟื้นตัวขึ้น โดยหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างมากจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่หายไป ซึ่งกระทรวงการคลังจะมีมาตรการเพิ่มเติมออกมาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กลับมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ และทำให้ผู้ประกอบการจากต่างชาติที่มองการลงทุนในประเทศไทยมีความมั่นใจในศักยภาพของการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการสนับสนุนการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รองรับการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมียุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายที่เน้นการสร้างประสิทธิภาพและยกระดับให้ประเทศไทยก้าวหน้ามากขึ้น โดยการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ โดยจะต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากหน่วยงานต่าง ๆ ผ่านความร่วมมือกันของภาครัฐและเอกชน ทำให้ประเทศมีความน่าสนใจที่จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาได้ และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้าไปสู่ประเทศอื่นในภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนผลกระทบของโควิด-19 ในภาคสังคม เศรษฐกิจ และกลุ่มที่ความเปราะบางเป็นหัวใจสำคัญของการกำหนดนโยบายของภาครัฐและผู้มีส่วนร่วมเพื่อให้สามารถฟื้นตัวจากวิกฤตและรับประกันว่าไม่มีผู้ใดถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง และเราจะก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75609</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เศรษฐกิจไทย, จีดีพีปี 64, ปรีดี ดาวฉาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200717/image_big_5f11a7b630b13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
